Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

สมุทรปราการ-มูลนิธิ มวลชนทัพภาค ๑ ร่วมกับกองทัพภาคที่ ๑ จัดกิจกรรม “ บริจาคโลหิต น้อมรำลึกพระมหา กรุณาธิคุณ ๒ มหาราช“

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๓๕๖๘ ณ เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้รับเกียรติจาก แม่ทัพภาคที่๑ มอบให้ พอ.ธนิวรรธณ์ คำกรุนันหกานต์ รอง ผอ.รมน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธาน ในพิธี พร้อมด้วยนายสรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายในงานได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนหลายแห่ง ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ และ พนักงานในสังกัดเข่าร่วมบริจาคโลหิตจำนวนมาก ได้รับความอนุเคราะห์จากเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ นำอุปกรณ์การรับบริจาคโลหิต มาปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว

กิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของทั้งสองพระกษัตริย์ ผู้ทรงคุณ อันประเสริฐต่อแผ่นดินไทย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน ร่วมกันทำความดีด้วยการบริจาคโลหิต ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และสร้างจิต สำนึกในด้านการให้อย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน

‘หมอวรงค์’ จี้!! ให้รัฐบาลตอบ ‘ไทย’ จะยอมถอนธงชาติ จาก ‘ภูมะเขือ’ ไหม ถ้า ‘เขมร’ เรียกร้องตาม MOU43 อ้างว่าเป็น!! พื้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์

(1 พ.ย. 68) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

#ไทยจะยอมถอนธงชาติลงจากภูมะเขือไหมถ้าเขมรเรียกร้อง

พี่น้องคงได้เห็นสิ่งที่สื่อรายงาน นั่นคือการถอนอาวุธหนัก ออกจากชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นผลพวงการลงนามที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อ้างว่าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ

การลงนามครั้งนี้ มีการคาดเดากันไปต่าง ๆ นานาเพราะคนไทยเชื่อว่า เขมรยังไม่น่าไว้วางใจ แต่เพราะมีสหรัฐอเมริกา เข้ามาเกี่ยวข้อง บางฝ่ายอ้างว่าโดนบีบจากมหาอำนาจ หรือเพราะนักการเมืองไทย ไปมีผลประโยชน์ที่เขมร

แต่สิ่งที่คนไทยต้องตระหนัก แม้จะมีการถอนอาวุธหนัก ออกจากพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝ่าย ตราบใดที่ MOU43 ซึ่งเป็น MOU เถื่อนยังอยู่ ถ้าวันหนึ่งเขมรเรียกร้องให้ไทย ต้องถอนทหารออกจาก 11 จุด โดยอ้างว่าไทยเราละเมิด MOU43 คนไทยจะยอมไหม

เราจะยอมให้เขมรเรียกร้อง ให้ทหารไทยถอนธงชาติ ออกจากภูมะเขือ โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และกล่าวหาว่าไทยละเมิด MOU43 เราจะยอมไหม รัฐบาลจะว่าอย่างไร เพราะในอนาคต คาดเดาไม่ได้ว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล ทางออกที่ดีสุดคือ ต้องยกเลิก MOU43 ด้วย

Rajnavy Football Club เข้าเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อแสดงความยินดีและรับนโยบายในการพัฒนาสโมสรสู่ความเป็นมืออาชีพ

เมื่อวันที่ (30 ต.ค. 68) พลเรือเอก ชัยณรงค์ เจริญรักษ์ ประธานสโมสรฟุตบอลราชนาวี พร้อมด้วย พลเรือโท สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา รองประธานสโมสร พลเรือตรี ณฐพัฒน์ ซื่อมงคล ผู้จัดการทีม และพลเรือตรี อโศก ศรีสวัสดิ์ ผู้จัดการทั่วไป เข้าเยี่ยมคำนับ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งใหม่ พร้อมมอบของที่ระลึกและรับฟังแนวทางนโยบายในการบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลราชนาวี ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม

สมุทรปราการ-มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ร่วมกับ S.MILES Group มอบทุนการศึกษา ปลูกต้นเฟื่องฟ้า กว่า 1,000 ต้น สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับเยาวชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา โดยคุณ เมธากุล สุวรรณบุตร ประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ได้จัดกิจกรรม CSR เพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ณ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ 

ในโอกาสนี้ ทางมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ยังได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 30,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในโรงเรียน พร้อมกันนี้ ทางทีม S.MILES Group ยังได้ร่วมกัน ปลูกต้นเฟื่องฟ้า จำนวน 1,400 ต้น 

เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับนักเรียนและเยาวชน รวมถึงสร้างบรรยากาศที่สดใสให้กับโรงเรียน ทั้งนี้ ต้นเฟื่องฟ้าเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง ความงดงาม และความหวังใหม่ มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษาเชื่อว่าต้นเฟื่องฟ้าเล็กๆ เหล่านี้ จะเติบโตไปพร้อมกับความฝันของน้องๆ ทุกคน ให้ร่มเงาและแรงบันดาลใจในทุกก้าวของการเรียนรู้

นอกจากนี้ ยังมีการนิมนต์พระสงฆ์มาร่วมประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถา และเจริญพระพุทธมนต์ทำบุญอาคารเรียนหลังใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียน คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้ร่วมกิจกรรม 

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาและโอกาสที่เท่าเทียม เพราะเรามั่นใจว่า “การให้” คือจุดเริ่มต้นของการเติบโตที่ยั่งยืน “การศึกษาต้องมาก่อน”

ถ้อยแถลง ไร้คำขอโทษ!! ‘พีระพันธุ์’ จี้!! ‘กัมพูชา’ ยอมรับผิด คืนความยุติธรรมให้ ประชาชนไทย

เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ เรื่องนี้ต้องเคลียร์ Top Talk ทางช่อง Top News เกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงของประเทศไทยในหลายประเด็น ทั้งปัญหาชายแดนไทย ปัญหาสแกมเมอร์ ข้อกังขาการลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างไทยและสหรัฐฯ รวมถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

ในประเด็นเกี่ยวกับการลงนามถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้เห็นเอกสารดังกล่าวในรายละเอียด แต่ในฐานะคนไทยและอดีตผู้พิพากษา สิ่งแรกที่รู้สึก คือ ตนไม่สบายใจ เพราะเอกสารใช้คำว่า ‘เรา’ ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการกระทำ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วไทยเป็นผู้ถูกกระทำ และที่สำคัญก็คือการกระทำของกัมพูชาเป็นการโจมตีพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่สมควร

“ทำไมเรื่องชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการกระทำของกัมพูชาไม่มีพูดถึงในถ้อยแถลงเลย และไม่มีข้อความใดเลยที่กัมพูชายอมรับผิดและบอกว่าจะรับผิดชอบให้ประเทศไทย มันเหมือนกับต่างคนต่างผิดด้วยกัน ผมถามว่าเราอยู่บ้านของเราแบบปกติ จู่ ๆ เพื่อนบ้านปาระเบิดเข้ามา ลูกเราบาดเจ็บเสียชีวิต มีใครพูดถึงบ้าง เราเป็นพ่อ เราจะไม่คิดถึงลูกเราเหรอ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อด้วยว่า ถ้าจะเริ่มเจรจา กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายยอมรับผิดและแสดงความรับผิดชอบกับสิ่งที่ก่อขึ้นก่อน พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องยอมประเทศใด แม้แต่กัมพูชาหรือสหรัฐฯ ที่มาร่วมลงนามในถ้อยแถลงนี้ด้วย เพราะทุกประเทศมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และศักดิ์ศรีของประเทศไทยต้องมาก่อนสิ่งใด และเชื่อว่าประเทศไทยยังสามารถเอาผิดอีกฝ่ายได้แน่นอน

“ในฐานะประชาชน ผมคิดว่าไทยกำลังถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือ กลับกันรัฐบาลไทยจะต้องเร่งสนใจดูแลประเทศและประชาชนคนไทยให้มากยิ่งขึ้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

สำหรับประเด็นการลงนาม MOU แร่แรร์เอิร์ธ ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ นายพีระพันธุ์ ตั้งข้อสงสัยว่า โดยปกติแล้วหากรัฐบาลจะตัดสินเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อคนไทย คนไทยควรมีสิทธิรู้ก่อน แต่เรื่องนี้กลับไม่มีการเปิดเผย ปิดเงียบ และมีนัยที่ผิดปกติ อีกข้อสงสัย คือ กรณีที่มีผู้ออกมาบอกว่า MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งตนย้ำว่า ธรรมชาติของสัญญา คือ การสร้างผลผูกพันระหว่างกัน หากไม่ต้องการให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย เหตุใดจะต้องทำเป็นข้อตกลง พร้อมตั้งข้อสงสัยต่อไปว่า การที่บอกว่าลงนาม MOU ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นการจะหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากรัฐบาลต้องการจะลงนามสร้างความร่วมมือในด้านนี้ ก็มีอีกหลายประเทศที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เช่น เยอรมัน แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงต้องเร่งลงนามกับสหรัฐฯ เป็นการผูกมัดตัวเอง

“แร่ดังกล่าวเป็นแร่สำคัญและเป็นของคนไทยทุกคน ที่สำคัญรัฐบาลนี้มีอายุอีกแค่ 3 เดือน กับเรื่องสำคัญนี้ ทำไมต้องรีบลงนาม ทำไมไม่รอรัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ในอดีตไทยเคยมีการลงนามสัญญากับสหรัฐฯ เมื่อปี 2515 ที่ขอให้คนสหรัฐฯ ที่อยู่ในไทยมีสิทธิเทียบเท่ากับคนไทย แต่เมื่อคนไทยไปสหรัฐฯ กลับไม่มีสิทธิ์เทียบเท่าคนสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ อ้างว่าแต่ละรัฐท้องถิ่นมีกฎหมายเป็นของตนเอง รัฐบาลกลางที่ลงนามจึงไม่สามารถไปบังคับให้คนไทยมีสิทธิ์เทียบเท่าคนสหรัฐฯ ได้

ประเด็นต่อมา นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ว่า เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติที่รัฐบาลต้องเร่งยกเป็นวาระแห่งชาติ ปราบปรามให้สิ้นซาก การใช้ตำรวจอย่างเดียวไม่พอ เห็นได้จากการที่เกาหลีใต้ให้รัฐมนตรีต่างประเทศลงพื้นที่จัดการอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจัง และการที่มีอดีตนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.คนหนึ่งออกมาพูดถึงนักการเมืองที่เกี่ยวโยงเรื่องนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ รัฐบาลก็ควรต้องออกมาจัดการให้ชัดเจน แต่ผ่านมาหลายวันแล้ว ตนยังไม่เห็นความชัดเจนจากรัฐบาลเลย

นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า หากเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างเต็มที่ ก็เชื่อว่าจะสามารถจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้ และหากตนอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จะเดินหน้าจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเองอย่างเด็ดขาดแน่นอน

“ถามว่าถ้าผมเป็นนายกฯ จะทำอย่างไร ผมจะไม่ปล่อยไว้แบบนี้แน่ ผมจะไปกัมพูชา ไปทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง เพราะคนไทยเดือดร้อนเช่นนี้จะให้ผมนั่งเฉยอยู่คงไม่ได้ ผมพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างเองทั้งหมด หากมีคนในรัฐบาลไม่พอใจและอยู่ไม่ได้ ก็ไม่อยู่ เพราะหากอยู่ในตำแหน่งแล้วแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ จะอยู่ทำไม” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยว่า ตนจะเสนอนโยบายให้ประหารชีวิตผู้ที่ทุจริตเงินแผ่นดิน เพราะข้าราชการต่าง ๆ ที่ทุจริตสมควรได้รับโทษสูงสุด

“เรื่องคอร์รัปชันเป็นมะเร็งที่ลามในประเทศไทยมานาน ดังนั้นเราจำเป็นต้องตัดมะเร็งทิ้ง และผมย้ำว่าผมจะทำจริงแน่ เพราะผมมาทำงานเพื่อประเทศและประชาชน” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ปรับเวลาให้บริการช่วงยี่เป็ง เพิ่มมาตรการเข้มป้องกันโคมลอย พร้อมอำนวยความสะดวกผู้โดยสารเต็มที่

เมื่อวานนี้ (31 ต.ค. 68) นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรองรับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลยี่เป็งหรือวันลอยกระทง จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ปรับเวลาทำการบิน โดยเที่ยวบินสุดท้ายจะทำการบินได้ถึงเวลา 19.00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่อนุญาตให้ปล่อยโคมลอย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน    

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า วันละ 32,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติร้อยละ 17 ท่าอากาศยานเชียงใหม่จึงได้จัดเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและแนะนำการใช้ระบบ Self-Service อาทิ เครื่องเช็กอินอัตโนมัติ (CUSS), ระบบรับฝากสัมภาระอัตโนมัติ (CUBD/SBD) และระบบตรวจสอบบุคคลด้วยใบหน้า (Biometric System) เพื่อช่วยลดความแออัดและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 พบว่า มีเที่ยวบินที่ยกเลิกและเปลี่ยนแปลงรวม 161 เที่ยวบิน โดยเป็นเที่ยวบินยกเลิก 65 เที่ยวบิน (ภายในประเทศ 41 เที่ยวบิน และระหว่างประเทศ 24 เที่ยวบิน) และเที่ยวบินเปลี่ยนแปลงเวลา 96 เที่ยวบิน (ภายในประเทศ 64 เที่ยวบิน และระหว่างประเทศ 32 เที่ยวบิน) พร้อมกันนี้ ยังมีการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษอีก 44 เที่ยวบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเดินทางกลับหลังเทศกาล

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เพิ่มความถี่ในการตรวจทางวิ่งและทางขับจากวันละ 6 รอบ เป็น 8 รอบต่อวัน เพื่อเก็บซากโคมที่อาจปลิวเข้ามาในเขตการบิน รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการปล่อยโคมลอยและโคมควันอย่างใกล้ชิด พร้อมสามารถเข้าดำเนินการเก็บซากได้ทันทีเมื่อได้รับแจ้งจากหอบังคับการบินหรือนักบิน อีกทั้งยังร่วมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยสุ่มตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ของพนักงานในเขตการบิน เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 

ในด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดตกแต่งอาคารผู้โดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างวันที่ 1–7 พฤศจิกายน 2568 ด้วยวัสดุจากธรรมชาติและงานหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา พร้อมจัดกิจกรรมสาธิตการทำกระทงจากดอกบัว และแจกกระทงกะลาเป็นของที่ระลึกแก่ผู้โดยสารในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้า อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ โดยกิจกรรมดังกล่าวดำเนินการตามแนวทางพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านความพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

นายการันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงเทศกาลยี่เป็ง สายการบินทุกสายได้ปรับตารางบินให้แล้วเสร็จก่อนเวลา 19.00 น. ส่งผลให้มีเที่ยวบินหนาแน่นตลอดทั้งวัน อีกทั้งกิจกรรมยี่เป็งในตัวเมืองเชียงใหม่อาจทำให้การจราจรรอบสนามบินหนาแน่น จึงขอให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทางและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและอากาศยาน

กองทัพภาคที่ 1 สกัดม็อบชายแดน ลงพื้นถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตไทย พร้อมตั้ง ‘วีระ สมความคิด’ เป็นผู้แทนปชช. ร่วมติดตามความคืบหน้า-ป้องกันเหตุซ้ำซ้อน

(31 ต.ค. 68) กองทัพภาคที่ 1 ออกแถลงการณ์กรณีกลุ่มมวลชนนำโดยนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน พร้อมรถเครื่องจักรจำนวนหนึ่ง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่อ้างว่ารุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังกลุ่มมวลชนกว่า 70 คนพยายามจะฝ่าพื้นที่ควบคุมเข้าไปยังแนวชายแดน จนเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อย ก่อนเจ้าหน้าที่เชิญตัวนายวีระและแกนนำไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง เพื่อยุติการชุมนุมโดยสงบ

ภายหลังการหารือ กองทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็น “ผู้แทนภาคประชาชน” ร่วมติดตามความคืบหน้าและประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่าทุกการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ ทัพภาคที่ 1 ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ควบคู่กับการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยขอให้ประชาชนทุกฝ่ายแสดงออกอย่างสันติ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ถูกนำไปบิดเบือนเป็นเงื่อนไขทางการเมืองหรือความมั่นคง

ลูกค้าสุดเฟล สั่งปลากะพงทอดน้ำปลา ที่ร้านย่านป่าตอง แต่ได้ปลาทับทิม 400 บ. โอดไม่มีเมนูภาษาไทย เสียดายความรู้สึก เหมือนถูกหลอกในดงสแกมฯ แนะรัฐตรวจสอบ

เมื่อวันที่ (22 ต.ค. 68) ผู้ใช้ TikTok @ter___1997 แชร์ประสบการณ์สุดเฟล หลังไปที่ร้านแห่งหนึ่งย่านป่าตอง จ.ภูเก็ต โดยสั่งเมนูปลากะพงทอดน้ำปลา แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นปลาชนิดอื่นที่ราคาถูกกว่า ซ้ำยังเจอร้านคิดราคาจานนี้ถึง 400 บาท

นอกจากนี้ เมนูปลากะพงทอดน้ำปลาในเมนูนั้นไม่ได้มีภาษาไทยระบุไว้ คาดว่าเน้นขายคนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งเมื่อเสิร์ฟมาพบว่าไม่ใช่ปลากะพง แต่คล้ายจะเป็นปลาทับทิมทอด หรือปลาชนิดอื่นมากกว่า เจ้าของเรื่องราวระบุว่า “คิดว่าปลาอะไร จานนี้ 400 บาท มาป่าตองคือไม่สนุกเลย เหมือนมาเมืองสแกมเมอร์ ชอบหลอกคนไทย เลยไม่ค่อยอยากจะมา พอวีนมันบอกทำไมไม่ถามก่อน ในร้านพนักงานไม่มีคนไทยเลย จะให้การท่องเที่ยวไทยเป็นงี้จริงดิ”

หลังจากภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้คนแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมองว่าร้านน่าจะตั้งใจไม่ระบุชนิดปลาในเมนู แต่ยังไงในรูปยังไงก็เป็นปลากะพง ดังนั้นก็ถือว่าไม่ตรงปกอยู่ดี แถมปลาที่ทอดมายังสีคล้ำ ไม่ค่อยน่ากิน มิหนำซ้ำยังคิดราคาแพง เจ้าของเรื่องยอมรับว่านอยด์สุด ๆ แต่เพราะไปกันแค่ 2 คน ไม่อยากมีเรื่อง สุดท้ายเลยยอมจ่ายไปแล้วออกมาจากร้าน แต่ก็อยากให้มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ 

รู้จัก ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ กับภารกิจฟื้นฟูพรรค - กู้วิกฤตศรัทธา พร้อมโจทย์ใหญ่นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

(31 ต.ค. 68) ที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทยมีมติเลือก 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้น สะท้อนฉันทามติภายในพรรคต่อบทบาทผู้นำรุ่นกลาง ที่เชื่อมได้ทั้งคนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ และมีภาพจำด้านเศรษฐกิจชัดเจนในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา

โปรไฟล์สั้น ๆ
• สส.เชียงใหม่สายแข็ง (ฐานเหนือ) เคยชนะเลือกตั้งหลายสมัย ก่อนขยับบทบาทสู่ผู้บริหารพรรคเต็มตัว
• ดีกรีเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ และ MBA จากสหรัฐฯ วางฐานคิดนโยบายแบบตัวเลขนำการตัดสินใจ
ผลงาน — ลายเซ็นทางนโยบาย
• อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อน “ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท” ซึ่งทำให้ชื่อ 'จุลพันธ์' ถูกเชื่อมกับเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก และการจัดการงบประมาณขนาดใหญ่
• สื่อสารเชิงเทคนิค-การเงินได้ชัดในเวทีสาธารณะ ทั้งเรื่องแหล่งเงิน วิธีใช้จ่าย และกรอบวินัยการคลัง ทำให้ถูกมองว่าเป็น 'ขุนพลเศรษฐกิจ' ภายในพรรค
ทำไม 'จุลพันธ์' และทำไม “ตอนนี้”

หลังความผันผวนทางการเมืองปี 2568 พรรคเพื่อไทยต้องรีเซ็ตยุทธศาสตร์ฝ่ายค้าน/เลือกตั้ง จึงเลือกหัวหน้าพรรคที่สื่อสารเศรษฐกิจได้แข็งแรงและทำงานข้ามรุ่นได้ เพื่อเตรียมศึกเลือกตั้งรอบถัดไป

4 โจทย์ใหญ่บนโต๊ะหัวหน้าพรรคคนใหม่
1. ฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในแบรนด์พรรค — เปลี่ยนภาพจำ “ดิจิทัลวอลเล็ต” ให้เป็นพอร์ตนโยบายเศรษฐกิจครบวงจร: รายได้-หนี้ครัวเรือน-เอสเอ็มอี-การลงทุนใหม่
2. รีต่อสายฐานเหนือ + ขยายคนเมือง-คนรุ่นใหม่ — คงความแข็งแกร่งในเชียงใหม่-ภาคเหนือ พร้อมออกแบบข้อเสนอที่โดนกับฐานคนทำงานเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่
3. ดีลการเมืองยุคผันผวน — บริหารความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองสำคัญและสร้างสมดุล “หลักการ-ความเป็นไปได้” ในการทำงานทั้งในและนอกสภา
4. สื่อสารนโยบายแบบ “เข้าใจง่าย วัดผลได้” — ยกระดับ KPI นโยบายให้จับต้องได้ (เช่น รายได้ครัวเรือนเฉลี่ย, NPL เอสเอ็มอี, การจ้างงานในจังหวัดยุทธศาสตร์)

จุดแข็ง–จุดท้าทาย (Quick SWOT)
Strengths: ประสบการณ์เศรษฐกิจ-การคลัง, ทีมงานนโยบายพร้อม, เครือข่ายฐานเหนือแน่น, มือสื่อสารในสภา
Weaknesses: ภาพจำ “นโยบายแจกเงิน” ยังถูกโจมตี ต้องขยายกรอบนโยบายให้สมดุลวินัยการคลัง
Opportunities: หน้าต่างโอกาสในภาวะเศรษฐกิจชะลอ—คนรอนโยบายที่แก้ปัญหารายได้-หนี้-ค่าครองชีพแบบตรงจุด
Threats: โครงสร้างการเมืองผันผวน, การแข่งขันกับพรรคที่ครองกลุ่มวัยทำงาน-คนรุ่นใหม่, เงื่อนไขเศรษฐกิจโลก

สรุป
การได้ 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือสัญญาณว่าพรรคเลือกผู้นำสายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนการรีแบรนด์และรีสตาร์ทยุทธศาสตร์เลือกตั้ง-นโยบายในจังหวะการเมืองใหม่ หาก 'จุลพันธ์' เปลี่ยนจุดแข็งด้านเทคนิคให้เป็นข้อเสนอที่คนทั่วไปเข้าใจ ใช้งานได้ และวัดผลได้ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค—เพื่อไทยมีโอกาสกลับมาเป็นตัวแปรชี้ขาดในการเมืองไทยรอบหน้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ.วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักงานอัยการสูงสุดอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในกาลกฐินพุทธศักราช 2568

(31 ต.ค. 68) เวลา 13.00 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานน้อมนำไปถวาย ณ วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร ตำบลท่าวาสุกรี  อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี นายสัญจัย จันทร์ผ่อง ผู้ตรวจการอัยการ นายธานินทร์ ประดิษฐ เลขานุการผู้ตรวจการอัยการ (นายสัญจัย จันทร์ผ่อง) คณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ สมาคมภริยาอัยการ  บุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุด ดร.สมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมในพิธี

วัดหน้าพระเมรุราชิการามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัดมหานิกาย เป็นวัดโบราณที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชการาม" ที่ตั้งของวัดนี้เดิมคงเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้น ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046 และในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือพระคันธารราฐประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์ ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันมีพระพิศาลวิหารกิจ (สมศักดิ์ ฉนทกโร) เป็นเจ้าอาวาสในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top