Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะนำ 5 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ไม่ควรทำช่วงเทศกาลลอยกระทง

(5 พ.ย. 68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมักมีประชาชนออกมาท่องเที่ยวและร่วมกิจกรรมจำนวนมากทั่วประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมและอุบัติเหตุสูงกว่าช่วงเวลาปกติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนภัยและแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังและหลีกเลี่ยง “5 พฤติกรรมเสี่ยง” ที่อาจนำไปสู่เหตุอันตรายช่วงเทศกาลลอยกระทง ดังนี้

1. เล่นพลุ ดอกไม้ไฟ และโคมลอยในพื้นที่ชุมชน – เสี่ยงเกิดอัคคีภัยหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะการเล่นในพื้นที่ตลาด ชุมชน หรือบริเวณที่มีสายไฟแรงสูง

2. ลอยกระทงบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่นหรือใกล้จุดเสี่ยง – อาจเกิดอุบัติเหตุพลัดตกน้ำ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ควรสวมเสื้อชูชีพและอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่

3. เมาสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ – เป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำให้มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมากในทุกปี

4. กรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ลอยกระทงออนไลน์ – ระวังมิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขประจำตัวประชาชน ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัสผ่านต่าง ๆ

5. ใช้กระทงที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – การใช้กระทงที่ทำจากวัสดุย่อยสลายยาก เช่น โฟมหรือพลาสติก รวมถึงกระทงขนมปัง  เพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ ดังนี้
• เหตุด่วนเหตุร้าย โทร. 191
• เจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร. 1669
• เหตุด่วนทางน้ำ โทร. 1199
• เหตุเพลิงไหม้ โทร. 199

ท้ายนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ประชาชนทุกคนลอยกระทงอย่างปลอดภัย มีสติ และไม่ประมาท เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงในปีนี้ เป็นคืนแห่งความสุข ความอบอุ่น และความทรงจำที่ดีสำหรับทุกคน

ปัตตานี-ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฎิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจ กองพันทหารราบที่ 2 

เมื่อวันที่ (3 พ.ย. 68) เวลา14.30 น.ที่ห้องประชุมหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2  พลตรีณรงค์ ตันติสิทธิพร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี พร้อมด้วยคณะฯเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามการปฏิบัติงานของ หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2  ซึ่งการนี้ได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ และการปฏิบัติงานของหน่วยในห้วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ฝ่ายอำนวยการหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามแผน ยุทธศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อให้การปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของกองทัพบก ได้มีการให้คำแนะนำแก่หน่วยปฏิบัติในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับเข้าใจในเจตนารมณ์ของแผนยุทธการอย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถนำไป ปรับ ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งการให้คำแนะนำดังกล่าวครอบคลุมถึงแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจด้านการข่าว การรักษาความปลอดภัย การปฏิบัติทางยุทธวิธี และการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นแนวทางในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์และสร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมในครั้งนี้เพื่อสร้างขวัญ และกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทุกคนได้ทุ่มเท เสียสละ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน

ในโอกาสนี้ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติงานของหน่วย พร้อมเน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างมีวินัย ยึดหลักกฎหมาย ควบคู่กับการใช้ความเข้าใจและความอ่อนโยนต่อประชาชน เพื่อสร้างความไว้วางใจและนำพาพื้นที่ไปสู่ “สันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อมทั้งพบปะพูดคุยกับกำลังพลอย่างใกล้ชิด รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วย เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายในการปฎิบัติภารกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่หน่วยฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่/การสร้างความเข้าใจและเสริมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกนายของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารราบที่ 2 ปฏิบัติงานด้วยความอดทน เสียสละ และยึดมั่นในหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและสงบสุข

ทั้งนี้ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีให้ความสำคัญสูงสุดในด้านความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานและความปลอดภัยภายในฐานและรอบ ๆ ฐานปฏิบัติงาน ถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของทุกหน่วย โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และยุทโธปกรณ์ ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงได้เน้นย้ำ กับกำลังพลถึงการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุม ทั้งการจัดเวรยามตรวจการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ การตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันฐาน เช่น กล้องวงจรปิด ระบบไฟส่องสว่าง และจุดตรวจรอบฐานอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยให้กับกำลังพลทุกนาย ให้ตระหนักถึงการมีระเบียบวินัย การเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติรอบตัว และการรายงานเหตุการณ์อย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเหตุร้าย แต่ยังเป็นรากฐานของความมั่นคงในพื้นที่ และสะท้อนถึงความพร้อม ความเข้มแข็ง และความเสียสละของผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่มุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุขของประชาชน

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จัดกิจกรรมต้อนรับผู้โดยสารสืบสานประเพณียี่เป็ง

(4 พ.ย. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) จัดกิจกรรมต้อนรับผู้โดยสารสืบสานประเพณียี่เป็ง โดยมี นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ และ นายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน และผู้แทนส่วนราชการ ร่วมมอบ กระทงกะลา เป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว

ภายในงานยังมีกิจกรรม สาธิตและสอนการประดิษฐ์กระทงจากดอกบัว ณ บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้า อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ รวมถึงการประดับตกแต่งสถานที่ภายในอาคารผู้โดยสาร และจัด จุดถ่ายภาพในหลายพื้นที่ ทั้งในส่วนของผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติและงานหัตถกรรมพื้นบ้านล้านนา ซึ่งเป็นไปตามแนวทางพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านความพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อเทิดพระเกียรติและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

ปัจจุบัน ท่าอากาศยานเชียงใหม่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 29,000–32,000 คน เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมประมาณ ร้อยละ 17 และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ไปจนถึงต้นปี 2569 โดยทชม. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสายการบิน ส่วนราชการ และผู้ประกอบการ เพื่อให้บริการผู้โดยสารอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ระหว่างวันที่ 5 – 6 พฤศจิกายน 2568 สายการบินต่าง ๆ ได้ปรับตารางบินให้สิ้นสุดภายในเวลา 19.00 น. เพื่อความปลอดภัยในการเดินอากาศในช่วงมีการปล่อยโคมลอย ส่งผลให้มีเที่ยวบินหนาแน่นตลอดทั้งวันก่อนหมดเที่ยวบิน ขณะเดียวกัน ทชม. อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงพื้นที่บางส่วน เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย จึงขออภัยในความไม่สะดวกที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับปรุงและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการบางส่วน 

ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมายังท่าอากาศยานและดำเนินพิธีการก่อนขึ้นเครื่องมากกว่าปกติ พร้อมขอความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกของผู้โดยสารทุกท่าน

กฟผ.ออกแถลงการณ์ กรณีเกิดเหตุดินสไลด์เหมืองแม่เมาะ พบทรัพย์สินเสียหายแต่ไร้ผู้บาดเจ็บ ยันไม่กระทบชุมชนโดยรอบ ไม่ส่งผลต่อการจ่ายไฟฟ้าในภาคเหนือ

ตามที่ การไฟฟ้าฝ้ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2568) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ได้ตรวจพบการเคลื่อนตัวของมวลดินและเกิดดินสไลด์บริเวณที่ทิ้งดินฝังตะวันตกด้านใต้ (SW Dump) ส่งผลให้อาคารสำนักงาน บริษัท สหกลอิควิปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และทรัพย์สินบางส่วนได้รับความเสียหาย แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต และไม่ส่งผลกระทบกับการจ่ายไฟในพื้นที่ภาคเหนือแต่อย่างใด

ขณะที่ ความคืบหน้าล่าสุด นายสุชาติ ตุ่นแก้ว ผู้ช่วยผู้ว่าการเหมืองแม่เมาะ (ชชม.) เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลระบบตรวจวัดการเคลื่อนตัวพื้นที่ทิ้งดินแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่อง พบการเคลื่อนตัวผิดปกติ บริเวณที่ทิ้งดินฝั่งตะวันตกด้านได้ (SW Dump) 

โดย กฟผ.แม่เมาะ ได้แจ้งบริษัทผู้รับจ้าง ซึ่งทำงานอยู่บริเวณดังกล่าว ให้หยุดการเดินเครื่องจักรโปรยดิน ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00 น. พร้อมกับ ให้เคลื่อนย้ายเครื่องโปรยดิน ออกจากพื้นที่ รวมทั้ง ไม่ให้มีการโปรยดินเพิ่มเติม

กระทั่ง วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. พบการเคลื่อนตัวของมวลดินและเกิดดินสไลด์ ส่งผลให้อาคารสำนักงานบริษัทผู้รับจ้าง และทรัพย์สินบางส่วนได้รับความเสียหาย แต่ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด บริเวณความเสียหายเบื้องต้นครอบคลุม 1 ตารางกิโลเมตร และอยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ จากการตรวจสอบสาเหตุเบื้องต้นพบว่า ตั้งแต่ช่วงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีฝนตกต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเคลื่อนตัวและดินสไลด์ดังกล่าว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นพื้นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการทำเหมืองและทิ้งมูลดินทราย ของ กฟผ.แม่เมาะ ไม่ส่งผลกระทบกับชุมชนโดยรอบ และไม่กระทบกับการจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม กฟผ.แม่เมาะ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ให้ผู้ปฏิบัติงานดำเนินการเก็บข้อมูลการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง

ทั้งนี้ ตลอดทั้งช่วงเช้าที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโดย นายพัชระ สิมะเสถียร รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง , อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง , นายอำเภอแม่เมาะ , สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 3 เชียงใหม่ , สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง , สำนักงานสาธารณสุขอำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง , โรงพยาบาลแม่แม่เมาะ , กอ.รมน.ลำปาง เป็นต้น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมกำกับให้เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยในช่วงบ่ายได้ประชุมชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นต่อหน่วยงานกำกับดูแลได้รับทราบ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อยทันการณ์ต่อไป

(สุรินทร์) มทบ.25 ลงพื้นที่ติดตามการสร้างบ้านและมอบถุงยังชีพพร้อมทั้งมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ประชาชน

(4 พ.ย. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25, คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25, แพทย์ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน พร้อมด้วย จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ประชาชนจิตอาสา, ผู้ใหญ่บ้าน, ผู้นำชุมชน, ชรบ.ในพื้นที่
ลงพื้นที่ติดตามการสร้างบ้านและซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งหลังมี จำนวน 3 หลังคาเรือน ในพื้นที่ อำเภอปราสาท และ อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พร้อมมอบผ้าห่มกันหนาว, ถุงยังชีพให้กับประชาชนในพื้นที่ จำนวน 20 ครอบครัว พร้อมทั้งยังได้มอบสิ่งของให้ อสม. และ ชรบ. ที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ประจำหมู่บ้าน 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ยังได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ในการตรวจสุขภาพเบื้องต้น พร้อมมอบยาสามัญประจำบ้านแก่ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้สูงอายุ, และผู้ป่วยทุพพลภาพ สร้างความดีใจและรู้สึกปราบปลื้มที่ได้มีหน่วยงานราชการ และหน่วยงานทหารได้เข้ามาสอบถามถึงความเดือดร้อนของประชาชน

รองนายกรัฐมนตรีประชุมเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริการประชาชน เดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(4 พ.ย. 68) เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานการประชุมการเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริการประชาชนที่ร่วมเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการ กองบัญชาการนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อุดร ยอมเจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้แทนหน่วยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนหน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, ผู้แทนเหล่าทัพ, กระทรวงต่าง ๆ, กรุงเทพมหานคร, กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตามที่มีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป เวลา 09.00 – 21.00 น. นั้น คณะกรรมการฝ่ายรักษาความปลอดภัยและการจราจรในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลอำนวยความสะดวกประชาชนทุกด้าน อาทิ การจัดการด้านการจราจร จุดจอดรถ การให้บริการรถฟรี 14 เส้นทาง การให้บริการเรือโดยสารฟรี เส้นทางท่าเรือวัดระฆังฯ- ท่าเรือวัดอรุณฯ- ท่าเรือท่าช้าง, การดูแลจุดพักคอย จุดคัดกรอง, การบริการด้านสาธารณสุข, การดูแลความปลอดภัย รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เพื่อให้งานพระราชพิธีดำเนินไปอย่างสมพระเกียรติ โดยจัดตั้งกองอำนวยการร่วมฯ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และการจัดการจราจร

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำชับทุกหน่วยงานปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นพระราชพิธีฯ ให้ทุกหน่วยวางแผนกำลังพลให้เหมาะสม มอบหมายหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน ด้านการข่าวให้ทำงานเชิงรุก เพื่อวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และให้ทุกหน่วยงานวางแผนบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง สนับสนุนซี่งกันและกัน และต้องรอบคอบ รัดกุม สมพระเกียรติ และในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ จะลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติ ณ ท้องสนามหลวง 

ไซออนิสต์ ชี้ เส้นเขตแดนใหม่ เตือนรัฐเถื่อนจะยึดครองฉนวน กาซ่าหากแผนผ่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์ไซออนิสต์​ กล่าวว่า เส้นสีเหลือง​เป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซาที่จะเกิดขึ้น

หากแผนนี้ดำเนินการ ส่วนหนึ่งของฉนวนกาซา รวมถึงเมืองราฟฮ์จะตกอยู่ในการยึดครองของรัฐ​เถื่อน​ทันที

#รัฐเถื่อนที่ชอบยึดครองแผ่นดินผู้อื่น

เชียงใหม่- ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad Airways บินตรงอาบูดาบี-เชียงใหม่ เสริมศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือ

(4 พ.ย. 68) เวลา 06.30 น. นายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของสายการบิน Etihad Airways (เอทิฮัด แอร์เวย์ส) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวในเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ EY426 เส้นทาง อาบูดาบี (AUH) - เชียงใหม่ (CNX) ใช้อากาศยานแบบ Airbus A321LR ในโอกาสนี้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายชูวิทย์  ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) พร้อมทั้งมอบของที่ระลึกเป็นกางเกงช้างล้านนา และพวงกุญแจรูปช้าง ให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึง สร้างความประทับใจและเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา

Etihad Airways เป็นสายการบินประจำชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งให้บริการเส้นทางบินระหว่างประเทศกว่า 70 จุดหมายทั่วโลก เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางใหม่ “อาบูดาบี–เชียงใหม่” จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อภูมิภาคตะวันออกกลางและยุโรปเข้ากับภาคเหนือของไทยโดยตรง ช่วยเสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง การเปิดให้บริการของเส้นทางการบินใหม่ในช่วงตารางบินฤดูหนาวครั้งนี้ ยังตอกย้ำถึงความพร้อมของท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยปัจจุบัน ทชม. มีเที่ยวบินเชื่อมต่อภายในประเทศถึง 8 เส้นทาง ได้แก่ อู่ตะเภา กระบี่ ภูเก็ต ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ อุดรธานี โดยเส้นทางอุดรธานีจะมีการแตรียมเพิ่มเที่ยวบินโดยสายการบินแอร์เอเชียในเดือนธันวาคม นอกเหนือจากที่มีสายการบินนกแอร์ให้บริการในขณะนี้ สำหรับเส้นทางต่างประเทศ ทชม.ให้บริการเชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วเอเชีย อาทิ กวางโจว ไทเป ปักกิ่ง เกาสง เซี่ยงไฮ้  คุนหมิง ซีอาน อินชอน มะนิลา กัวลาลัมเปอร์ ฮ่องกง มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง สิงคโปร์ คันไซ หลวงพระบาง ฮานอย และเฉิงตู พร้อมทั้งมีการเปิดเส้นทางใหม่ไปยัง หลานโจว โดยสายการบินสปริงแอร์ไลน์ และจิ่งหง โดยสายการบินรุยลิแอร์ไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินสู่ระดับสากลอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การเพิ่มรูปแบบการเชื่อมต่อทางอากาศที่หลากหลาย จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคเหนือให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึง

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชู 3 แนวทาง ประสานความร่วมมือภูมิภาคต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

(4 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผู้เข้าร่วมการประชุม, ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ได้ร่วมพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงข้าราชการตำรวจ ASEANPOL ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ : "ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" หรือ ““Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นเวทีหลักสำหรับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสประมาณ 280 คน พร้อมด้วยคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวม 30 ประเทศ อาทิ จีน,  เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฝรั่งเศส, Interpol เป็นต้น  

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 200 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงแสดงความยินดีต่อ “ติมอร์-เลสเต” ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม และขอชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค ขอให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก

ผบ.ตร. กล่าวว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้แปรสภาพเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ขบวนการฉ้อโกง" อีกต่อไป แต่คือ "เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน" ที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขัง และบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ ได้กลายเป็นฉากหน้าของขบวนการกระทำความผิดแบบครบวงจร ที่เราต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤตการค้ามนุษย์ เพราะการฉ้อโกงคือเครื่องมือ แต่การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ คือผลลัพธ์ที่แท้จริง ซึ่งเวลาที่เราต้องร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือวิกฤตด้านมนุษยธรรมในยุคดิจิทัล เป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และเป็นการละเมิดคุณค่า ที่เราทุกคนยึดถือในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เราได้เห็นความสำเร็จของปฏิบัติการร่วมที่ช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมหัวหน้าขบวนการ การดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องดำเนินการแบบไม่เลือกปฏิบัติ พรมแดนของเราไม่ควรเป็นเส้นทางสำหรับการกระทำความผิดของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ควรเป็น "แนวป้องกัน" เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และผู้เปราะบาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเสนอแนวทางในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ใน 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 : การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน 
ต้องยกระดับความร่วมมือโดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และวางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบอาเซียน และร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

แนวทางที่ 2 : การยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล 
กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัวสูง ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง สร้างตัวตนปลอมดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล เราจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัยได้

แนวทางที่ 3 : การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ทุกคดีมีเหยื่อ 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยก เพื่อเข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ข้อมูล คำให้การ และพยานหลักฐาน ต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเราทำงานเพียงลำพัง ขบวนการเหล่านี้จะยังคงใช้พรมแดนระหว่างประเทศเป็นช่องว่างในการกระทำความผิด แต่หากเราร่วมมืออย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ จะสามารถยับยั้งทำลายเครือข่ายขบวนการได้ และยังสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากนี้ ASEANAPOL จะไม่ใช่เพียงเวที แต่คือพลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์ ขอให้พวกเราทุกคน ร่วมกันยกระดับพลังนั้นไปด้วยกัน

ตำรวจภาค 1 ผนึกกำลัง ปปส. ทลาย “แก๊งนักขนตะวันออก” ไล่ล่าข้ามจังหวัด ยึดคีตามีน 300 กก. ค่ากว่า 150 ล้าน บนวงแหวนกทม.

ตำรวจภูธรภาค 1 ผนึกกำลังเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสกัด “เครือข่ายนักขนยาเสพติดตะวันออก” หลังสืบสวนเชื่อมโยงจากคดีจับยาบ้า 60,000 เม็ด เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การไล่ล่าข้ามจังหวัดและการยึดคีตามีนล็อตมหึมากว่า 300 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

การสืบสวนเริ่มจากข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มของ นายภาณุวัฒน์ หรือ “น๊อต” อายุ 28 ปี และ นายดนุพล หรือ “มอส” อายุ 25 ปี ชาว อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสายลำเลียงของเครือข่ายดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

จนกระทั่งค่ำวันที่ 2 พ.ย. 68 ชุดสืบสวนพบผู้ต้องหาขับรถกระบะอีซูซุ ดีแม็ก สีขาว ออกจากที่พัก มุ่งหน้า จ.สุพรรณบุรี ก่อนวกไป อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รับยาเสพติดล็อตใหญ่ และกำลังลำเลียงกลับมายังเส้นทางฝั่งตะวันออก

เวลา 01.30 น. วันที่ 3 พ.ย. 68 เจ้าหน้าที่ไล่ตามมาจนทันบนถนน วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งใต้ กม.11+900 เขตบางขุนเทียน จึงเข้าปิดล้อมสกัดจับ พบคีตามีนบรรจุกระสอบรวม 300 กก. อยู่ท้ายรถ พร้อมโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดอีก 2 เครื่อง

สองผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ไปรับของจาก จ.กาญจนบุรี และกำลังจะนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (คีตามีน) โดยผิดกฎหมาย เพื่อการค้าและแพร่ระบาดในหมู่ประชาชน”

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ ภ.1, ภ.จว.สระบุรี, บก.สส.ภ.1, ขกท., ศปก.นสศ., และสำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 นำโดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาหลายหน่วย ที่ร่วมขยายผลอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า คีตามีน 300 กก. หากถูกปล่อยสู่ตลาด จะสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าสูงกว่า 150 ล้านบาท เตรียมเดินหน้าขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ตัวการสั่งการ และเส้นทางฟอกเงินทั้งหมด เพื่อตัดวงจรเครือข่ายให้สิ้นซาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top