Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

‘ชาวบ้านหนองพะวา’ โต้คารมเดือด ‘สส.ก้าวไกล’ ปมกล่าวหาปล่อยรถขนกากสารเคมีกลับคืนโรงงาน

เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.67) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีรถบรรทุกขนกากอะลูมิเนียมดรอสจากบริษัท วินโพรเสส จก. หมู่ 4 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ไปกำจัดที่บริษัทเมทเทิลคอม จก. อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ถูกชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวถือป้ายประท้วงไม่ให้ขนลงจากรถ เรียกร้องให้นำกลับระยองภายในเวลา 2 วันนั้น กระทั่งช่วงเวลา 19.15 น. มีชาวบ้านหนองพะวา ได้นำรถมาปิดทางเข้าโรงงาน จนมั่นใจแล้วว่า รถขนกากอะลูมิเนียมดรอส จะไม่ถูกนำกลับคืนโรงงาน จึงแยกย้ายกันกลับ

กระทั่งเวลา 20.50 น. รถขนกากอะลูมิเนียมดรอส 3 คัน เดินทางมาถึงหน้าโรงงาน ก่อนจะเลี้ยวเข้าประตูโรงงานไป ซึ่งเป็นจังหวะที่นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง พรรคก้าวไกล และนายอำนาจ ออมศิริ เลขานุการนายก อบต.บางบุตร เดินทางมาถึงหน้าโรงงานพอดี เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่า มีรถขนกากสารเคมีกลับมาจากโรงงานใน จ.ชลบุรี กลับคืนเข้าไปในโรงงานวินโพรเสส ทางน.ส.ผ่องพรรณ เจริญรมย์ กำนันตำบลบางบุตร จึงนำชาวบ้านไปหน้าโรงงาน ปะทะคารมกับนายชุติพงศ์ กล่าวหาว่าปล่อยให้รถขนกากสารเคมี เข้าไปในโรงงาน ต่างฝ่ายต่างโวยวายเสียงดัง จนหวิดวางมวยกันเกิดขึ้น จนกระทั่งมีการห้ามปรามกันจึงเย็นลง ก่อนที่จะมีการพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพรุ่งนี้ (21 พ.ค.)

"เราจะไม่ทอดทิ้งกัน เพราะกำลังพลทุกระดับชั้นยศ คือครอบครัวกองทัพเรือ"

กรมแพทย์ทหารเรือ มอบหมายให้ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส.โดย ทีมลำเลียงทางอากาศ กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน รพ.อาภากรฯ เพื่อการดูแลผู้ป่วยระหว่างการลำเลียงทางอากาศ จำนวน  5 นาย ร่วมกับ ฝูงบิน 201 กบร.กร. (น.ท.ชาญวิศว์ ภาคทรวง ผบ.ฝูงบิน201) และ มวบ.ฉก.ภต. (น.ท.ยศพล สาโรจน์ ผบ.มวบ.ฉก.ภต.) ปฏิบัติภารกิจส่งกลับสายแพทย์ ผู้ป่วยซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการฝึก เพื่อเข้ารับการรักษาต่อยัง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อาการปัจจุบันผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ใช้อุปกรณ์พิเศษเปล ลำเลียงจากสนามบินนราธิวาส ปลายทางสนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมีทีมศูนย์รถ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. รับผู้ป่วยเข้ารับการรักษายัง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พร. ต่อไป เมื่อ 20 พ.ค.67
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 909535645

#I will do my best #
#กองเวชศาสตร์ใต้น้ำและการบิน รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐท.สส.#
#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ#
#Fit For The Future #กรมแพทย์ทหารเรือ #ลำเลียงทางอากาศ 

สมุทรปราการ- อดีต รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมอวยพรครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น ครบรอบ 60 ปี

นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร หรือ(ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ ได้จัดงานวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี ให้กับสามีและบุตร-ธิดา โดยมีวันคล้ายวันเกิดตรงกัน

ที่บ้านเลขที่ 88/275 ซอยภานุวงศ์ 14  ถนนสุขุมวิท 117 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมืองฯ จ.สมุทรปราการ นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร (ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ จัดงานวันคล้ายวันเกิดให้กับ นายสุวรรณ์ สุนทรพง (ผู้ช่วยแดง) อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บางปูใหม่ พร้อมทั้ง บุตร-ธิดา ซึ่งเป็นพี่น้องฝาแฝด คือ ด.ญ. ธรรมพร สุนทรพง (น้องใบบัว) และ ด.ช. ธรรมจักร สุนทรพง (น้องใบบอน) ซึ่งมีอายุครบ 13 ปี ซึ่งพี่น้องทั้งสองคนและบิดาได้เกิดวันและเดือนเดียวกัน คือวันที่ 18 พฤษภาคม

ภายในงานครบรอบวันคล้ายวันเกิดได้ประกอบพิธีมงคล โดยได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป จากวัดเจริญวราราม โดยได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์อำพร นำพระสงฆ์ประกอบพิธีเจริญชัยมงคลคาถาธัมมจักรกัปปวัตรณสูตร พร้อมทั้งเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าภาพ อีกทั้ง ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน นายสุวรรณ์ สุนทรพง (ผู้ช่วยแดง) อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.บางปูใหม่ พร้อมด้วย นางจุฑารัตน์ จีนเพ็ชร (ส.ท.หนู) สมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ และบุตร-ธิดา ได้ร่วมกันแจกข้าวสาร ถุงละ 5 กิโล จำนวน 417 ถุง มอบให้กับพี่น้องประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ในเขตพื้นที่เพื่อเป็นการทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี

โดยมี นายสุนทร ปานแสงทอง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสมควร ชูไสว (สจ.เต๊า) ประธานสภา อบจ.สมุทรปราการ นายสนอง และนางวารุณี บุญเผือก อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลสำโรงเหนือ นายรุ่งโรจน์ สุพรรณปราการ ประธานสภาเทศบาล ตำบลสำโรงเหนือ นายธงชาติ ผาสุพรรณ์ รองประธานสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ และคณะสมาชิกสภาเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ กลุ่มสมุทรปราการก้าวหน้าเพื่อพัฒนาสำโรงเหนือ นางสายสุนี สมใจ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางด้วน นางนิภา สืบสำราญ เลขานุการองค์การบริหารส่วนตำบลบางด้วน ประธานชุมชน และคณะกรรมการชุมชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวชุมชนตำบลบางเมืองใหม่ ตำบลสำโรงเหนือ ต่างเดินทางมาร่วมในพิธี พร้อมทั้ง ร่วมอวยพรและมอบกระเช้าอวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 60 ปี ผู้ช่วยแดงกันเป็นจำนวนมาก โดยมีครอบครัวสุนทรพง และครอบครัวจีนเพ็ชรร่วมให้การต้อนรับ

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ทรภ 1 จัดพิธีสักการะ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาคุณเนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ "องค์บิดาของทหารเรือไทย"

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2567 พลเรือโท สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 นำคณะผู้บังคับบัญชา และฝ่ายอำนวยการในทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประกอบพิธีสักการะ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดาของทหารเรือไทย ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการทัพเรือภาคที่ 1 และครอบครัว

วันเดียวกัน นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ประกอบพิธีสักการะ รวมถึงยิงสลุตถวาย ณ ศาลพระตำหนักพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือเกาะช้าง โดยมีคณะฝ่ายอำนวยการในทัพเรือภาคที่ 1 หัวหน้าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเลกองทัพเรือเกาะช้าง ผู้บังคับการเรือในหมวดเรือลาดตระเวนชายแดน ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมพิธีฯ

วันที่ 19 พฤษภาคม “วันอาภากร” เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” ผู้ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง พระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทยนั้น ปรากฏทั้งในด้านกิจการทหารเรือที่พระองค์ท่านทรงวางรากฐานไว้ และการแพทย์แผนโบราณ ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาช่วยเหลือรักษาผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่เลือกชั้นวรรณะ จนเป็นที่เลื่องลือนับถือกันโดยทั่วไปในพระนามว่า “หมอพร” หรือ ที่ทหารเรือเรียกท่านว่า “เสด็จเตี่ย”

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

**สำหรับวันที่ 19
#วันอาภากร
#วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์
#ทัพเรือภาคที่1
#เทิดทูนสถาบัน ยึดมั่นระเบียบวินัย ประชาชนภูมิใจ ทะเลไทยมั่นคง
#Fit_for_the_Future
 

“อลงกรณ์”โชว์วิสัยทัศน์เวทีเส้นทางสายไหมนานาชาติ ดึงจีนลงทุน12อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ดันไทยประเทศรายได้สูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับเชิญให้กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมสุดยอดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2024 และงานนิทรรศการสินค้าประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”
ณ นครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่านับตั้งแต่ข้อริเริ่ม “อีต้าอีลู่ หรือเส้นทางสายไหม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง One Belt and One Road” ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2013 โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อรื้อฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีตสมัยพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ เมื่อกว่า2พันปีก่อนสู่เส้นทางสายไหมใหม่ในศตวรรษที่ 21 เป็นเวลา11ปีที่ประเทศไทยและจีนได้สร้างความร่วมมือระหว่างกันอย่างเต็มที่ภายในกรอบ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล เกษตรกรรม การค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ประสบความสำเร็จอย่างดี จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย แหล่งเงินทุนต่างประเทศหลัก และแหล่งนักท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับ1  นอกจากนี้ ไทยและจีนยังคงมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างใกล้ชิด สร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้ง "ไทย จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" กลายเป็นประโยคที่เข้าใจกันอย่างแพร่หลายของประชาชนทั้งสองประเทศ 

ความสำเร็จของความร่วมมือไทย-จีนในวันนี้ มาจากการที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในหลักการของการเคารพซึ่งกันและกัน การให้ความเสมอภาค ผลประโยชน์ร่วมกัน และการร่วมกันสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังเป็นผลงานที่มาจากความร่วมมือระยะยาวระหว่างภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่กำลังดำเนินไปอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือระหว่างไทย-จีนกำลังเผชิญกับโอกาสมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของประเทศไทย (2018-2037) ระบุว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2036 และจะดำเนินการแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2023-2027) เพื่อเข้าสู่โหมดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG :Bio-Circular-Green Economy)

ซึ่งรวมถึงนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาและเชื่อมต่อระบบดิจิทัล การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมสมัยใหม่ที่เน้นคุณค่าในกรอบ "Thailand 4.0" การพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน และการเน้นการถือประชาชนเป็นหลัก โดยเฉพาะการเพิ่มความกระตือรือร้นสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน เป็นเพราะความสอดคล้องกันระหว่างแนวคิด "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" กันนโยบายการพัฒนาของไทยทำให้เกิดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน

ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนนักลงทุนชาวจีนและนานาประเทศให้มาร่วมลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) และเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นใน"12 อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต"ของไทย (12 S-CURVES)เช่น การค้าและการลงทุนในสาขาเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การท่องเที่ยวและการแพทย์ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น เพื่อเชื่อมโยงกับโอกาสต่างๆ ภายใต้แนวคิด "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" และเปิดศักราชใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน.

สำหรับการประชุมสุดยอดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2024 และงานนิทรรศการสินค้าประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง”จัดขึ้นที่ นครอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่20 พฤษภาคม 2567 มีตัวแทนจากประเทศไทยคือนางสาวอภิญญา ปราโมช นายกสมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชียเข้าร่วมประชุมด้วย.

‘โรงเรียนสังขะ’ โชว์ระบบสุดล้ำ เช็กชื่อนักเรียนผ่านกล้องวงจรปิด

(20 พ.ค.67) จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘Pakorn Buayam’ ซึ่งเป็นครูของโรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ได้โพสต์คลิปเพื่อแสดงการทำงานของระบบบันทึกการมาโรงเรียนของนักเรียนผ่านกล้องวงจรปิด ซึ่งมีความสะดวกสบายมาก เพราะแค่นักเรียนเดินผ่านกล้องก็ขึ้นข้อมูลรหัสนักเรียนและเวลาที่เข้า พร้อมระบุข้อความว่า “ระบบเช็กการมาเรียนของนักเรียนเช้านี้ ที่นี่โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็มีผู้รับชมเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังแสดงความคิดเห็นชื่นชมเทคโนโลยีของโรงเรียนและอยากให้โรงเรียนหรือสถานที่ราชการอื่น ๆ มีระบบนี้ด้วย

‘อคส.’ จ่อประกาศขาย ‘ข้าว 10 ปี’ กว่า 1.5 หมื่นตัน คาด!! ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ หลังผลตรวจชี้มีคุณภาพ

(20 พ.ค.67) ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการแถลงข่าวผลการตรวจข้าวที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ ทางด้านสารเคมีตกค้าง การปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา และคุณภาพของข้าวด้านสารอาหารและอื่น ๆ ด้วยระบบคุณภาพมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ว่า

ขณะนี้ข้าวในสต็อกของรัฐบาลจากโครงการรับจำนำข้าว เหลืออยู่ทั้งหมด 2 คลัง ใน จ.สุรินทร์ คือ คลังกิตติชัย จำนวน 11,665.65 ตัน คิดเป็น 112,711 กระสอบ และคลังพูนผล 3,356.59 ตัน คิดเป็น 32,879 กระสอบ รวมทั้งหมด 15,013.24 ตัน คิดเป็น 145,590 กระสอบ ซึ่งเป็นข้าวสารในสต็อกรัฐบาลล็อตสุดท้ายแล้ว

ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่าข้าวเก็บมานาน มีค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของผู้ประกอบการในการรมยา ดูแลรักษา และไม่สามารถนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้จึงเป็นที่มาว่ากระทรวงพาณิชย์ อยากจะระบายข้าวและนำเงินกลับมาคืนเป็นรายได้ของรัฐเอง

นายวัฒนศักย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในคลัง พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างข้าว ที่กระทรวงฯ ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ (Surveyor) คือ บริษัท โคเทคนา อินสเปคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าต่างประเทศ มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นบริษัทที่มีมาตรฐานในการปฏิบัติ โดยการเก็บตัวอย่างข้าวจะมีการผ่ากรอง 15 ชั้น เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด ซึ่งเราผ่าทุกกรองและเก็บตัวอย่างมาเพื่อให้มีความมั่นใจ ทุกขั้นตอนมีการเปิดเผยในสายตาของสื่อมวลชน มีความโปร่งใส จากนั้นจึงได้ส่งตัวอย่างมาตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ขณะที่ นายกฤษณรักษ์ ใจดี รักษาการผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า หลังจากที่มีผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่มีการเก็บรักษาไว้ใน 2 คลังดังกล่าวออกมาว่า มีคุณภาพนั้น ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบ และวางกรอบการทำงาน เพื่อการประกาศขายข้าว ทั้งหมด 15,013.24 ตัน คาดว่า ไม่เกินสิ้นเดือน พ.ค.นี้ ทาง อคส.จะประกาศจำหน่ายข้าวในสต็อกเป็นการทั่วไป

เมื่อถามว่า หากมีการจำหน่ายทั่วไปแล้ว ในทางกฎหมายจะสามารถระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ว่าเป็นข้าวล็อต 10 ปีได้หรือไม่ นายวัฒนศักย์กล่าวว่า ทาง อคส. ต้องไปดูรายละเอียด แต่อย่างที่มีการรายงานผลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่พบว่าคุณภาพข้าวที่มาจากคลังสินค้า และข้าวใหม่ในตลาดไม่มีความแตกต่างกันนั้น อย่างไรก็ตามคงต้องไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หากจะมีการนำข้าวดังกล่าวมาจำหน่ายต้องมีขั้นตอนการปรับปรุงคุณภาพข้าว นำสิ่งแปลกปลอมที่ปนอยู่ออกก่อน จึงจะนำมาจำหน่ายได้ ส่วนจะสามารถส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศได้หรือไม่นั้น กรมการค้าต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอาจจะมีการตรวจหาสารเคมีซ้ำหรือไม่ ก็ต้องไปดูรายละเอียด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกรมวิทย์มีการตรวจสอบอายุของข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ส่งมาตรวจหรือไม่ นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เป็นเรื่องแรกที่ตนได้ถามกับผู้อำนวยการสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร (สคอ.) ว่าจะมีเทคโนโลยีใดที่สามารถยืนยันอายุของข้าวได้ ซึ่งท่าน ผอ.สคอ. ก็ไปค้นข้อมูลวิชาการ แต่วันนี้ก็ยังไม่พบข้อมูลที่ระบุวิธีในการบอกอายุของข้าวได้ เพราะข้าวส่วนใหญ่เก็บเอาไว้อายุสั้น ๆ ไม่กี่ปี ก็บริโภคหมด ดังนั้นเรายังหาวิธีตรวจไม่ได้ แต่วันหนึ่งเราจะตรวจได้ ซึ่งตนได้มอบให้นักวิทยาศาสตร์ของกรมวิทย์ไปหาวิธีมาเพื่อโอกาสในอนาคต

เมื่อถามว่า กลิ่นของข้าวที่ได้รับตัวอย่างจากกระทรวงพาณิชย์มีกลิ่นอย่างไร นพ.ยงยศ กล่าวว่า จริง ๆ ต้องไปตามนักวิทยาศาสตร์ในแล็บ แต่ที่ได้รับรายงานมาพบว่ามีกลิ่นอับ แต่ในกลิ่นข้าว 2 ตัวอย่างที่ซื้อมาเป็นกลิ่นข้าวปกติ ส่วนกลิ่นของข้าวเก่าก็อาจเกิดจากซากแมลงที่ปนอยู่ก็ทำให้มีกลิ่นได้

เมื่อถามต่อว่า ประชาชนกังวลว่าการกินข้าวที่เก็บมานานอาจก่อเชื้อมะเร็งได้ นพ.ยงยศ กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกับข้าว เพราะคนเป็นมะเร็งมีหลายสาเหตุ แต่คงไม่เกี่ยวกับข้าว

เมื่อถามย้ำว่าข้าวที่เก็บมานานนั้น ผลการตรวจออกมาว่าไม่มีสารปนเปื้อน ยังสามารถกินได้ใช่หรือไม่ นพ.ยงยศ กล่าวว่า นำไปทำความสะอาด เอามอด เอาแมลง เอาฝุ่นออกให้หมด ก็กินได้ ส่วนสารตกค้างที่พบในข้าวนั้น เป็นการพบปริมาณน้อย อยู่ในระดับที่สามารถนำไปล้างก็จะลดปริมาณสารลงได้ เช่น สารหนู ผักที่เรากินทุกวันมีมากกว่าข้าวที่เราตรวจเยอะ และข้าวที่ได้รับตัวอย่างมาพบปริมาณสารต่ำกว่าค่ามาตรฐาน 200 เท่า

เชียงใหม่-สถาบันวิจัยและพัฒนา CMRU ดันสินค้าOTOP ยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน

รศ.ดร.ชาตรี มณีโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานในกิจกรรมสรุปงานโครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กลุ่ม Area Based ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ณ ลานโปรโมชั่น ชั้นG ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต

สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ดำเนินการส่งเสริมกิจกรรมการสร้างรายได้จากเศรษฐกิจโดยการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มีบทบาทในการส่งเสริมนโยบายและกลไกสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีบทบาทในการร่วมลงทุนและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ ดังนั้นจึงได้ดำเนินการส่งเสริมการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นล้านนา เช่น หัตถกรรม สถาปัตยกรรม สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ให้เกิดพื้นที่ที่มีการสร้างรายได้จากเศรษฐกิจฐานราก นำไปสู่การทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน 

โดยมีสินค้าที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและรูปแบบผลิตภัณฑ์ตลอดระยะเวลาของโครงการ ทั้งสิ้น 12 ราย ได้แก่  ทองน้ำหนึ่ง,ทิพย์สมุนไพร,เศรษฐีเรือนทอง เชียงใหม่,ลำลนา,แอนนิมอล์,กลุ่มเป่าแก้ว พนาไพร,ชนกฝ้ายแพรไหม,สไบทอง,สุภิญญ์ ผ้าฝ้าย,วิสาหกิจชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลาย,กาแฟขุนช่างเคี่ยน และห้างหุ้นส่วนจำกัด Amazing Tea

ภายในงานมีกิจกรรม การแสดงศิลปวัฒนธรม กิจกรรมworkshop การสัมนาถอดบทเรียนการดำเนินโครงการ การนำเสนอผลงานนักศึกษาที่ได้รางวัลชนะเลิศจากการเขียนแผนประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ภายในโครงการ และการแสดงสินค้าของผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ

นภาพร/เชียงใหม่

‘วัดควนอินทนินงาม’ ทาสีโบสถ์ทั้งหลังเป็นสีธงชาติไทย หวังไว้เตือนใจให้คนรุ่นหลังรำลึกถึง ‘บรรพบุรุษไทย’

เจ้าอาวาสวัดควนอินทนินงาม อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ทาสีโบสถ์ทั้งหลังด้วยสีธงชาติไทย ทั้งแดง ขาว น้ำเงิน สื่อความหมายถึงการรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพื่อเตือนใจอนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงบรรพบุรุษไทย ดึงคนเข้าวัด และเป็นโบสถ์เพียงแห่งเดียวในตรังที่ทาด้วยสีธงชาติไทยทั้งหลัง

(20 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดควนอินทนินงาม ริมถนนสายตรัง-ย่านตาขาว หมู่ที่ 1 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พระครูปลัดเริงชัย สุภโร เจ้าอาวาสวัดควนอินทนินงาม ผุดไอเดียการทาสีโบสถ์ทั้งหลังด้วยสีธงชาติไทย ทั้งสีแดง สีขาวและสีน้ำเงิน สื่อความหมายถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเพื่อเตือนใจให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงบรรพบุรุษไทย เป็นการปลุกใจให้รักชาติ และยังสามารถดึงคนเข้าวัดด้วยความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ทำนักท่องเที่ยวที่ผ่านไป-มาบนถนนสายดังกล่าว ต่างรู้สึกประทับใจ และแวะเวียนเข้ามาถ่ายภาพโพสต์ลงโซเชียลและเพจต่าง ๆ กันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับโบสถ์หลังนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2555 มีขนาดความยาว 100 เมตร ความกว้าง 30 เมตร สูง 2 ชั้น ใช้เงินก่อสร้างไปแล้วกว่า 20 ล้านบาท แต่ก่อสร้างแล้วเสร็จไปประมาณ 50 % ยังไม่ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้าและน้ำประปา เนื่องจากวัสดุก่อสร้างมีราคาแพงขึ้น ซึ่งภายในเป็นลานกิจกรรม สำหรับให้เยาวชนและประชาชน ได้ใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ และมีพระประธานปางมารสะดุ้งองค์ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ น้ำหนัก 80 ตัน ที่มีดวงตาเป็นนิลสีดำประดิษฐานอยู่

ส่วนบริเวณรอบโบสถ์จะมีการสร้างน้ำตก ให้น้ำไหลเวียนได้รอบโบสถ์ เพื่อให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย พร้อมกับการปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาแก่คนและสัตว์ เช่น กระรอก กระแต นก และหมาแมว โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่ Fb วัดควนอินทนินงาม หรือที่พระครูปลัดเริงชัย หมายเลขโทรศัพท์ 085-8892403

ด้านพระครูปลัดเริงชัย สุภโร เจ้าอาวาสวัดควนอินทนินงาม กล่าวว่า ที่สร้างเป็นสีธงชาติเพื่อให้ได้ครบตามหลักชาวพุทธ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะถ้าเราไม่มีชาติ เราก็ไม่สามารถมีศาสนาอยู่ได้ และที่ศาสนาอยู่ได้เพราะมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์อุปถัมภ์ จึงทำให้คนมาเห็นก็นึกภาพออกว่านี่คือเมืองไทย ซึ่งที่ตรังไม่มีวัดไหนมีสีธงชาติเต็มรูปแบบเหมือนของทางวัด ที่ตรังคงจะไม่มี ถ้ามีก็มีเฉพาะหลังคา ซึ่งของเราเป็นชั้นแบบสีธงชาติเลย

ชาวบ้านลงเรือช่วยกันเก็บขยะทะเล เกาะพีพี จ.กระบี่ ‘ดร.ธรณ์’ ชี้!! ‘ไมโครพลาสติก’ ซ้ำเติมปะการังฟอกขาว

(20 พ.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งอยู่ระหว่างการสำรวจปะการังฟอกขาวในพื้นที่ จ.ภูเก็ต โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากพบปะการังฟอกขาวแล้ว ยังเจอขยะทะเลในพื้นที่เกาะพีพี จ.กระบี่ จำนวนมากอีกด้วย แต่ดีใจที่เห็นชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันเก็บขยะจำนวนมากดังกล่าว

โดยในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ระหว่างที่ผมลอยคออยู่กลางแพขยะเหนือปะการังฟอกขาว กลุ้มใจว่าจะเก็บยังไงดีสองมือถือได้แค่นี้ จู่ ๆ ก็มีเรือลำหนึ่งแล่นเข้ามา จากนั้นน้องเขาก็ลงมือตักขยะขึ้นเรือ ผมลอยดูอยู่ 5 นาที น้องไม่หยุดเลย เก็บขยะไปได้ครึ่งค่อนแพ

ไม่ต้องขอ ไม่ต้องบอก ไม่ใช่หน้าที่ ก็แค่ทำตามที่ใจสั่ง ไม่มีโล่ไม่มีอะไรให้ มีแต่ความชื่นชมจากใจ สุดยอดมากครับน้อง ถามแล้ว เรือชื่อนี้เป็นของคนท้องถิ่นพีพี ของผู้ใหญ่ดำ หมู่ 8″

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ธรณ์ ยังโพสต์ 4 ข้อธรณ์ขอไว้ หนึ่งในนั้นคือขยะทะเล ภาพนี้คงบอกได้ว่าทำไม? ปะการังฟอกขาวอยู่ใต้น้ำ แพขยะลอยมา สังเกตตะกอนเล็ก ๆ เต็มน้ำ

บางส่วนเป็นเศษขยะชิ้นจิ๋วและไมโครพลาสติก เมื่อมาถึงช่วงน้ำนิ่งจะตกลงไปเบื้องล่าง ลงสู่ปะการังที่อ่อนแออยู่แล้วพอน้ำเริ่มไหลอีกครั้ง เศษพลาสติกจิ๋วจะบาดตัวปะการัง ทำให้เป็นโรคง่าย ขยะทะเลจึงซ้ำเติมปะการังฟอกขาว เพราะฉะนั้น ช่วยกันนะครับ

ภาพ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top