Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

ผบ.ทร.เปิดกิจกรรม รักษ์ทะเล รักษ์แสมสาร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เขาหมาจอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย นายพรชัย จุฑามาศ รองผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และหัวหน้าสำนักงานโครงการฯ มาเป็นประธานในพิธี เปิดกิจกรรม รักษ์ทะเล รักษ์แสมสาร" เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สยามบรมราชกุมารี โดยมี คุณ กีรตา พันธุ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ คณะผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรง ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน ตลอดจนประชาชน ในพื้นที่ จำนวน 400 คน เข้าร่วมกิจกรรม

ตามที่ กองทัพเรือ ได้เข้าร่วมสนองพระราชดำ สมเด็จในงานอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืช โดยดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ๆ สยามบรมราชกุมารี ในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชโดนดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ๆ สยามบรมราชกุมารี กองทัพเรือ (อพ.สธ. - ทร.) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2541 และเมื่อวันที่31 พฤษภาคม 2544 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเกาะแสมสารเพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้าการดำเนินงานของ อพ.สธ. – ทร และได้ฝากงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลไว้ต่อกองทัพเรือกองทัพเรือได้น้อมนำแนวทางพระราชทานมาดำเนินงานโครงการๆ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลของพันธุ์ไม้นานาชนิด สัตว์ต่าง ๆในระบบนิเวศ รวมทั้งด้านภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา และอุตุนิยมวิทยาตลอดจนได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยขึ้น ที่บริเวณเขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีโดยมุ่งหวังให้ผู้เยี่ยมชมตระหนักเห็นความสำคัญและคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยกองทัพเรือได้ให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่อง

การจัดกิจกรรมในวันนี้/มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน เข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เกิดการตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรทางทะเลส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่อย่างเหมาะสม รวมถึงทรัพยากรต่างรู้จักหวงแหนและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธี เปิดศูนย์ประสานงานเครือข่ายกำลังพลสำรองเพื่อความมั่นคง กองทัพเรือ

เมื่อวานนี้ 24 พฤษภาคม 2567 พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานเครือข่ายกำลังพลสำรองเพื่อความมั่นคงกองทัพเรือ ณ ศูนย์การฝึก. หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี พลเรือโท สมรภูมิ จันโท ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน พลเรือตรีนิรัตน์ ทากุดเรือน ผู้บัญชาการศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานเครือข่ายกำลังพลสำรองเพื่อความมั่นคงกองทัพเรือ ตลอดจน หน่วยงาน ชมรม องค์กรภาคีเครือข่ายกำลังพลสำรอง ให้การต้อนรับ

ตามแผนแม่บทของกระทรวงกลาโหมในการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองพุทธศักราช 2566 ถึง 2567 ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 เรื่องการเสริมสร้างเครือข่ายกำลังพลสำรองของกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดเป้าหมายให้มีเครือข่ายกำลังพลสำรอง และมีศูนย์ประสานงานกำลังพลสำรอง เพื่อความมั่นคงครอบคลุมทุกเหล่าทัพ กระทรวงกลาโหม จึงได้ให้กองทัพเรือดำเนินการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกำลังพลสำรองเพื่อความมั่นคงในส่วนของกองทัพเรือจำนวนหนึ่งศูนย์ ในการนี้กองทัพเรือได้ ให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายกำลังพลสำรองเพื่อความมั่นคงกองทัพเรือ โดยมีผู้บัญชาการศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินเป็นผู้อำนวยการศูนย์  และมีโครงสร้างประกอบด้วยสามส่วนคือส่วนบัญชาการฝ่ายอำนวยการและฝ่ายกิจการกำลังพลสำรอง  

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินได้พิจารณาให้การสนับสนุนจัดตั้งศูนย์ประสานงานแห่งนี้โดยใช้อาคารเครื่องช่วยฝึกยิงอาวุธประจำกายเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณในการปรับปรุงอาคาร จัดหาวัสดุอุปกรณ์และเครื่องใช้ประจำสำนักงานต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง

สำหรับอาคารแห่งนี้มีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงานประจำศูนย์ตลอดจนใช้ในการประชุมและประสานงานเครือข่ายต่าง ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเสริมสร้างความมั่นคงของชาติในทุกรูปแบบเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในด้านต่าง ๆ นอกจากจะมีกองทัพที่เข้มแข็งแล้วต้องมีกำลังสำรองคอยสนับสนุนกองทัพอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเตรียมความพร้อมในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤต

สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโรงเรียนสิงห์สมุทร

วันนี้ 24 พฤษภาคม 2567 พลเรือเอก สมประสงค์ นิลสมัย นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายถาวร เขียนเสมอ ผู้อำนวยการโรงเรียนสิงห์สมุทร ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการส่งเสริมพัฒนากีฬาเรือใบ ระหว่าง สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กับ โรงเรียนสิงห์สมุทร ณ สรุป ห้องประชุมสิงห์สมุทรชั้น 2 อาคารอำนวยการ โรงเรียนสิงห์สมุทร จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก ธานี ผุดผาด และ พลเรือเอก สมชาย ณ บางช้าง อุปนายกสมาคม ฯ 

นางสุทิศา ศรีตังนันท์ รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานกิจการนักเรียน นางสาวปาริชาติ สันติเลขวงษ์ รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ ตลอดจน คณะผู้บริหารสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่ง ฯ และ คณะผู้บริหารโรงเรียนสิงห์สมุทร ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
สำหรับการลงนาม ความเข้าใจ และบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และ โรงเรียนฯ ในการส่งเสริมพัฒนากีฬาเรือใบ การให้โอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนสิงห์สมุทร และ ได้รับการจัดสรรเวลาจากโรงเรียนในการฝึกซ้อมและการแข่งขันกีฬาเรือใบ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมการเล่นกีฬาเรือใบให้กับนักเรียนของโรงเรียนฯ ซึ่ง สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการจัดตั้งชมรมกีฬาเรือใบของโรงเรียนฯ และให้การฝึกสอนนักเรียนในชมรมดังกล่าว

และมีข้อตกลงในการนำนักเรียนของชมรมกีฬาเรือใบของโรงเรียนฯ ที่มีความสามารถ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบในรายการต่างๆ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนฯ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดศักยภาพนักเรียนในชมรมกีฬาเรือใบของโรงเรียนฯ ให้ประสบความสำเร็จ ในรายการแข่งขันระดับนานาชาติและระดับโลก โดยที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนสิงห์สมุทร สามารถสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา สามารถคว้าเหรียญรางวัลประกอบด้วย 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน กีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถคว้าเหรียญทองมาได้ 1 เหรียญทอง 

รวมทั้งในรายการแข่งขันเรือใบข้ามอ่าว ในมหกรรมเรือใบเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เมื่อเดือน เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ณ อ่าวดงตาล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี นักกีฬาเรือใบของโรงเรียนสิงห์สมุทร ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันเรือใบทางไกล ประเภท Over all ระยะทาง 15 ไมล์ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พิจิตร-กรมชลประทานจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นการสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำน่านแบบขั้นบันไดพิจิตรโชคดีได้เป็นลำดับแรกๆ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 นายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการประตูระบายน้ำฆะมัง ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำแม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมและผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุม โรงเรียนหลวงพ่อเพชรวิทยา วัดท่าหลวง พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  โดยมีส่วนราชการเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบ 200 คน เข้าร่วมในเวทีเวนาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้  โดยมี นายพนมศักดิ์  ใช้สมบุญ  ผอ.ส่วนวางโครงการที่ 1 สำนักบริหารโครงการ , นายฉัตรชัย ทองปอนด์  ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร , นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผอ.โครงการชลประทานนครสวรรค์ , นายธนบดี รักสัตย์ ผอ.สนง.ก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้และตอบข้อซักถามต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนสิริกิติ์ให้มีประตูระบายน้ำเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำแบบขั้นบันได ซึ่งมีแผนงานการก่อสร้างทั้งหมด 7 แห่ง

จากตอนบนสุด เหนือเขื่อนสิริกิติ์ 2 โครงการ  คือ อาคารบังคับน้ำผาจา ต.แงง อ.ปัว จ.น่าน , อาคารบังคับน้ำ น้ำปั้ว-ไหล่น่าน ต.น้ำปั้ว อ.เวียงสา จ.น่าน  ด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์จำนวน 5 โครงการ  อาคารบังคับน้ำท้ายเมืองพิษณุโลก ต.งิ้วงาม อ.เมือง จ.พิษณุโลก , อาคารบังคับน้ำโคกสลุด ต.โคก สลุด  อ.บางกระทุ่ม  จ.พิษณุโลก , อาคารบังคับน้ำฆะมัง ต.ฆะมัง อ.เมืองพิจิตร ความจุกักเก็บ 24.77 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30,849 ไร่ ในพื้นที่ 2 จังหวัด 10 ตำบล 2 อำเภอ ประกอบด้วย ต.ฆะมัง ต.บ้านบุ่ง ต.ท่าหลวง  ต.ป่ามะคาบ ต.ปากทาง ต.ท่าฬ่อ ต.ไผ่ขวาง ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร  , ต.โคกสลุด และ ต. สนามคลี  อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก สามารถกักเก็บน้ำได้ 24.77 ล้าน ลบ.ม. โดยระยะทางกักเก็บน้ำในแม่น้ำน่าน 131.65 กม. ซึ่งจุดนี้มีความพร้อมที่สุดที่กรมชลประทานจะลงมือดำเนินการเป็นลำดับแรกๆ ส่วนอาคารบังคับน้ำบ้านห้วยคต ต.บางไผ่ องบางมูลนาก จ.พิจิตร , อาคารบังคับน้ำวังหมาเน่า  ต.ทับกฤช  อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก็จะดำเนินการสำรวจศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจะดำเนินการก่อสร้างให้ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งถ้าหากทำได้ตามเป้าหมายเกษตรกรลุ่มน้ำน่านก็จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้เพิ่มขึ้น อีก 152.99 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 141,720 ไร่ (ในพื้นที่เดิม) และพื้นที่ชลประทานใหม่ 36,404 ไร่รวมพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดประโยชน์ 178,124 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการนี้น่าจะใช้เวลาสำรวจและรับฟังความเห็นรวมไปจนถึงการลงมือก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี คือประมาณปี 2572-2573 เกษตรกรคงจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวนี้อีกด้วย

สิทธิพจน์ / พิจิตร / 0818872449

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรอยู่เกินวีซ่าแอบย่องรับงานดูแลนักท่องเที่ยวแบบ VIP พบประวัติตุ๋นเงินเหยื่อกว่าสิบล้านหนีซุกไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปกฉัตร ชัยสุกวัฒน์ ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.ท.วิรชา สนั่นศิลป์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าว การจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรอยู่เกินวีซ่าแอบย่องรับงานดูแลนักท่องเที่ยวแบบ VIP พบประวัติตุ๋นเงินเหยื่อกว่าสิบล้านหนีซุกไทย กก.สส.บก.ตม.1 จับกุมนายหมิง (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต, อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่งในย่าน ถ.รัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับการแจ้งเบาะแสว่ามีชายชาวต่างชาติลักษณะคล้ายคนจีน มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าจะทำงานและอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จึงได้ทำการสืบสวนจนพบว่าชายชาวต่างชาติคนดังกล่าวคือนายหมิง ซึ่งพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมย่านรามคำแหง จากการเฝ้าติดตามพฤติกรรมพบว่านายหมิงมักจะเดินทางออกจากคอนโดมิเนียมไปรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนและพาไปที่พัก และช่วยประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะ private tour เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาติดต่อธุรกิจที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และไม่ต้องการท่องเที่ยวในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจสอบเอกสารนายหมิงขณะกำลังอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ในการเช็คอินโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก จากการตรวจสอบพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายหมิงได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๓ ก.พ.๖๗ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมดำเนินคดีดังกล่าว
จากการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงของสาธารณรับประชาชนจีน รับแจ้งว่านายหมิง มีประวัติกระทำความผิดฐานฉ้อโกงวิสาหกิจ กล่าวคือเมื่อช่วง เดือน มกราคม 2566 นายหมิงได้แอบอ้างตนเป็นผู้จัดการฝ่ายขายประจำเขตของบริษัทไวน์แห่งหนึ่ง และได้ไปติดต่อเสนอขายไวน์หายากมูลค่าสูงให้กับผู้ค้าปลีกหลายราย โดยหลอกว่าจะให้ลดราคาสิทธิพิเศษ 10% ชักจูงให้โอนเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีธนาคารของตนเองจำนวนสามครั้ง รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านหยวน และนายหมิงก็มิได้จัดหาไวน์ให้จริง แต่กลับตัดการติดต่อกับผู้เสียหายทั้งหมด ต่อมาสำนักงาน
ความมั่นคงสาธารณะเมืองฉือเจียจวง มณฑลเหอเป่ย ได้ออกประกาศสืบจับ และเพิกถอนหนังสือเดินทางของนายหมิง

'พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ' ตรวจเยี่ยม ศปก.ตร.ส่วนหน้า จ.ยะลา ให้กำลังใจกำลังพล พร้อมกำชับการปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ร่วมเดินหน้าจัดระเบียบองค์กรไปพร้อมกัน

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2567) เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี , พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย , พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ ผบก.ภ.จว.ยะลา พร้อมคณะ ให้การต้อนรับ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ ภ.จว.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และหน่วยปฏิบัติต่างๆ ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร ศปก.ตร.สน. พร้อมย้ำจะดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า สถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นขณะนี้พบว่ามีความถี่มากขึ้น เป็นเหตุให้ตำรวจ ทหาร และผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงขอฝากข้าราชการตำรวจทุกท่านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ดังนี้

1. การรายงานเรื่องการข่าว ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ต้องมีการสืบสวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ พิสูจน์ทราบ และต้องรีบรายงานผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว

2.การป้องกันการโจรกรรมรถจักรยานยนต์และรถยนต์เพื่อไปใช้ก่อเหตุคาร์บอมหรือจักรยานยนต์บอม โดยรถที่แจ้งหายเป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวนที่จะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ และพยายามตรวจยึดกลับคืนมาให้ได้ เพื่อลดอัตราการใช้ยานพาหนะไปก่อเหตุ

3.ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนมีความรักสามัคคีต่อหน่วยงาน ฐานที่มั่นของหน่วยงานต้องมีความพร้อมในการเฝ้าระวัง มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายให้ได้ และดูแลรักษาความปลอดภัยให่พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

4.ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกมิติ ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์อันไม่ถูกต้อง มีจิตใจโอบอ้อมอารีและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาจากพี่น้องประชาชนกลับคืนมา 

5. การปฏิบัติการจะต้องมีแผนและบูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนยุทธวิธีตำรวจและกฎหมาย คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกท่านนำแนวทางที่มอบให้ไปปฏิบัติ พร้อมขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมเดินหน้าจัดระเบียบองค์กรไปด้วยกัน และเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่บนความไม่ประมาท ทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องหวั่นเกรงภยันตรายที่จะเข้ามา ขอให้ใช้ความเป็นตำรวจทำงานอย่างเต็มที่และมีศักดิ์ศรี

ตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ กก.สส.ตม.3 รวบ 2 หนุ่มเมียนมาซุกยาบ้า-ครอบครองกระสุนปืน พบของกลางยาบ้ากว่า 300 เม็ด

ตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ กก.สส.ตม.3 จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน ดังนี้

1. นายโซ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า), มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 
2. นายปาย (นามสมมติ) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต 

นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกขาม จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมห้องพักใน ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร

ก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งเบาะแส/ร้องเรียน ว่าพบคนต่างด้าวมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาบ้าในพื้นที่ ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีคนต่างด้าวซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องพักบริเวณ ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาบ้า จึงได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรสาครเข้าตรวจค้นห้องพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบ นายโซ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด พบเครื่องกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 นัด ที่บริเวณขอบประตูห้องน้ำ ยาบ้า จำนวน 349 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในอแดปเตอร์ กล่องพลาสติก และบริเวณโช๊ครถจักรยานยนต์ และยังตรวจพบถุงซิปใส และถุงซิปสีน้ำเงิน จำนวนกว่า 150 ถุง (ใช้สำหรับแบ่งจำหน่ายยาบ้า) จากการสอบถามนายโซ รับว่ากระสุนปืนและยาบ้าเป็นของตนเองจริง นอกจากนี้ยังพบนายปาย (นามสมมติ) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแสดง พร้อมยาบ้าจำนวน 3 เม็ด จึงได้นำตัวนายปายไปตรวจปัสสาวะ หาสารเสพติด ผลการตรวจพบเมทแอมเฟตามีน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายโซ และนายปาย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกขาม จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว   

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ตม.จว.สมุทรสาคร รวบ 2 ผัวเมียชาวเมียนมา ผิด พ.ร.ก.ทำงานฯ ลักลอบไลฟ์สด ขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

ตม.จว.สมุทรสาคร จับกุมนายหนี่ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สัญชาติเมียนมา และนางมา (นามสมมติ) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา สองสามีภรรยา โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมหน้าห้องพักแห่งหนึ่ง บริเวณอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ตม.จว.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถ ในพื้นที่ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา โพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok โดยมีการประกอบกิจการ มาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถในพื้นที่ จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมาซึ่งพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักบริเวณ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ทำการโพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านช่องทางออนไลน์จริง และมีการซื้อขายต่อเนื่องในลักษณะเป็นการประกอบอาชีพตามปกติ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สมุทรสาคร จึงได้ไปตรวจสอบห้องพักเลขที่ดังกล่าวพบนายหนี่และนางมากำลังบันทึกวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยนายหนี่ ทำหน้าที่อธิบายแนะนำและเสนอขายรถจักรยานยนต์ ส่วนนางมา ทำหน้าที่บันทึกวิดีโอ จากการสอบถามนายหนี่และนางมาให้การรับสารภาพว่ากำลังบันทึกคลิปวิดีโอเพื่อเตรียมโพสต์เสนอขายรถจักรยานยนต์ และยอมรับว่าได้โพสต์คลิปวิดีโอซื้อ-ขายรถในลักษณะดังกล่าวมาประมาณปีกว่า มูลค่าซื้อขายเป็นเงินรวมกว่า 12 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่บริเวณหน้าห้องพักที่ตนเข้าพักอาศัยนี้บันทึกคลิปวิดีโอและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายหนี่ และนางมา ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว 

ขอนแก่น - เปิดยุทธการ 'พิทักษ์ขอนแก่น' ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย อ.บ้านไผ่

'ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น' ผู้ว่าฯ ขอนแก่น จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ลงตรวจพื้นที่แหล่งมั่วสุมยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบ้านไพ่ขอนแก่น เน้นย้ำ ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายผลเครือข่ายยาเสพติด เพื่อจัดระเบียบสังคม 

วันที่ 24 พ.ค.67 เวลา 05.30 น. พ.อ.สุรพงษ์ ยอดอินทร์ รองผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น มอบหมายให้นายณชพัฒน์ ไกรศรีวรรธนะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าวกอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น, จ.ส.อ.ศราวุธ สงศิริ เจ้าที่กอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมปล่อยแถวปฏิบัติการ "พิทักษ์ขอนแก่น"และ"ปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก)นักค้าอีสานเหนือ 252 โดยมี นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น/ผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ ,พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น,นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายประจวบ รักแพทย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น ,พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ,นายกองโทพิชัย  วันตา นายอำเภอบ้านไผ่/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านไผ่,พ.ต.อ.ปรัชญามาศ ไชยสุระ ผกก.สภ.บ้านไผ่, สนง.ปปส.ภาค 4, ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านไผ่, สมาชิก อส.จ.ขก, สมาชิก อส.อ.บ้านไผ่ ที่ 8 เข้าร่วมปฏิบัติการ 

ผลการตรวจค้น ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 4 จุด ดังนี้ 1.คุ้มกกแดง  ม.6 ต.หัวหนอง  ไม่พบการกระทำผิด 2.บ้านลาน ม.4 ต.บ้านลาน พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก 3.บ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่นจับกุม นายวินัย (นามสมมุติ)อายุ 41 ปี - พร้อมของกลาง ยาบ้า 390 เม็ด 
- โดยกล่าวหาว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำหน่ายโดยมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน สถานที่จับกุม กระท่อมนาทิศตะวันออกบ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทำการตรวจยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องฯ จักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน รวมมูลค่า 230,000 บาท  4.ตรวจยึดยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด สถานที่ตรวจยึด ริมถนนสายบ้านไผ่-บ้านหนองแวงโอง บริเวณป้ายทางเข้าทุ่งนาทิศใต้บ้านหนองแวงโอง ม.2 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ได้ข้อมูลการขยายผลจากกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่เข้าบำบัดฟื้นฟู ณ ศูนย์พักคอยผู้ติดยาเสพติด(CI) อำเภอบ้านไผ่ และ การข่าวสายลับในพื้นที่

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่นได้นำนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทย ด้วยการบูรณาการร่วมกันปฏิบัติการตามแผนระดมกวาดล้างอาชญากรรม พร้อมทั้งมีข้อสั่งการและเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดยกระดับการดำเนินการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ขับเคลื่อนตามพันธกิจของกระทรวงมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเสริมสร้างความผาสุกในสังคมไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

"ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บูรณาการเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ทำการขยายผลในทางลับ เพื่อค้นหาเครือข่ายยาเสพติดทั้งรายใหญ่และรายย่อยมาดำเนินคดีให้ได้ เพื่อปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่จังหวัดขอนแก่น รวมถึงดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากแก๊งค้ายาเสพติด กลุ่มที่มั่วสุมยาเสพติด เพราะทางเจ้าหน้าที่มีเบาะแสประเด็นการบังคับให้ขายยาเสพติด และประเด็นการทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเรียกให้ผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด" นายไกรสร กล่าว

‘มาดามแป้ง’ แต่งชุดผ้าไหมไทย สวยสะดุดตา งดงามเลอค่า แบรนด์เนมต้องหลีกทางให้

(24 พ.ค. 67) เพจ Bangkok I Love You ได้โพสต์ภาพ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ที่สวมชุดผ้าไหม ระบุว่า…

“มาดามแป้งในชุดผ้าไหม กับน้อง ๆ ทีมงานในชุดไทยบรมพิมาน งดงามเลอค่าดูแพงมาก ๆ เลยครับ แบรนด์เนม หลีกทางให้เลย 

ที่สำคัญประชุม FIFA Congress 2024 หรือ ฟีฟ่า คองเกรส ที่ประเทศไทยได้ชาติแรกในอาเซียน ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งที่ 74 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับว่าอีเวนต์นอกสนามที่ใหญ่สุดของฟีฟ่า และ ‘มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ’ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็สามารถจัดงานออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และประทับใจผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาชาติกว่า 3,000 คน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top