Sunday, 26 July 2026
NEWS FEED

สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงาม ด้วยวิธีโบราณ “กี่เอว” เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ “

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

ผ้าทอขนแกะ สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงามเป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ"

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) โดยพบว่ากำลังทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงมีแนวโน้มว่าฝ่ายกัมพูชาระบุพิกัดใช้อาวุธระยะไกลลึกเข้ามาในเขตไทย

ส่งผลให้กำลังพลไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก โดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตทางการ 1 ราย และมีข้อมูลไม่เป็นทางการอีก 1 รายซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นความเสียหายจากการยิงช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่การเกษตร ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในกลุ่มประชาชน โดยกองทัพจะทยอยให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต และการดูแลในศูนย์อพยพเป็นระยะ

ล่าสุดสำนักสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกประกาศ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน #รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ใน 10 โรงพยาบาล ได้แก่

1. ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 เปิดบริการทุกวัน 08.30 -19.30 น. เสาร์ อาทิตย์ 09.00-19.30 น.

2. รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ณ งานธนาคารเลือด ชั้น 2 อาคารผ่าตัดและพยาธิวิทยา วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-18.00 น.

3. รพ.๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิตประตู 3 ชั้น 1 ตึก 9 ชั้น ทุกวันเวลา 08.00-20.00 น.

4. รพ.วารินชำราบ ณ ห้องบริจาคโลหิต อาคารบำบัด ตึก 3 ชั้น 2 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.15-15.30 น.

5. รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ณ ห้องบริจาคเลือด งานเทคนิคการแพทย์ อาคาร 4 ชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.

6. รพ.ตระการพืชผล ณ ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกอุบัติเหตุ ชั้น 2 เปิด จันทร์ - ศุกร์ (วันทำการ) เวลา 08.00-16.00 น.

7. รพ.พิบูลมังสาหาร ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการทุกวันราชการ 08.30-15.30 น.

8. รพ.เขมราฐ ณ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 08.30-15.30 น.

9. รพ.บุณฑริก ณ ตึก 5 ชั้น 2 เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น.

10. รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ (วันทำการ) เช้า 09.00-11.00 น. บ่าย 13.00-15.30 น.

นอกจากนี้ ยังมี โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอรับบริจาคโลหิตจำนวนมากเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ธนาคารเลือด อาคาร 10 ชั้น 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษเวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น. (ไม่หยุดพัก) และวันหยุด เวลา 09.00-15.30 น. (หยุดพักเที่ยง 12.00-13.00 น.)
.
โรงพยาบาลสุรินทร์ ขอรับบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานที่: บริจาคโลหิตได้ทุกวันที่คลังเลือด อาคารพยาธิ ชั้น 2 เวลาทำการ: เวลา 08.30-18.00 น. 

โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ สถานที่รับบริจาค 2 จุด ได้แก่ ศูนย์รับบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารจอดรถ และแผนกคลังเลือด ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เวลาทำการ: ทั้งสองจุดเปิดรับทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. มีสถานที่จอดรถสำหรับผู้บริจาคโลหิตที่อาคารจอดรถ ชั้น 2 และบริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 5
 

อิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มากด้วยประสบการณ์งานด้านการปกครอง กำลังสำคัญขับเคลื่อนชลบุรีให้เติบโตมั่นคง

ในรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง 

หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามอง คือ “อิสรา เจริญชาศรี” ข้าราชการสายปกครองที่เติบโตมาจากทั้งระดับอำเภอ ส่วนกลาง และกรมการปกครอง ซึ่งได้รับการย้ายมาดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี” ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มทีมบริหารจังหวัดชลบุรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของส่วนกลางต่อบทบาทของชลบุรีในฐานะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ในเชิงภูมิหลังส่วนตัว อิสราเป็น “ชาวจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด” เติบโตจากเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ก่อนจะไปต่อยอดองค์ความรู้ในต่างประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Conflict Development and Security (MA) จาก University of Leeds ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การจัดการความขัดแย้ง และความมั่นคงเชิงสังคม ฐานวิชาการด้านนี้ทำให้เขามองเห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างปัญหา และพลวัตของผู้คนในพื้นที่ที่หลากหลายไปพร้อมกัน

เส้นทางในราชการของนายอิสราเดินอยู่บนสายงานมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบทบาทปลัดอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ที่ทำให้ได้เรียนรู้การบริหารงานปกครองใกล้ชิดประชาชนในระดับอำเภอ จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ในสมัยนายเสนีย์ จิตตเกษม) และเลขานุการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายประชา เตรัตน์) ก่อนขึ้นมาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในส่วนกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตำแหน่งนายอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญของงานปกครองท้องที่

ในระดับกรมการปกครอง อิสรา ยังผ่านงานบริหารที่มีความซับซ้อนหลากหลาย ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสื่อสาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารบุคลากร การสื่อสารภายในองค์กร และการสนับสนุนกำลังภาคประชาชนในนาม “อาสารักษาดินแดน” ทั่วประเทศ 

บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลไกสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ และการประสานพลังระหว่างราชการกับประชาชนในสถานการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมิติความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริการประชาชน

เมื่อมองจากประสบการณ์ทั้งหมดมาถึงวันนี้ การที่ชลบุรีได้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหลานชลบุรี” และ “ข้าราชการมหาดไทยสายปฏิบัติ-สายยุทธศาสตร์” ในคนเดียวกัน ย่อมน่าจับตาในแง่แนวทางการพัฒนาจังหวัด 

ในด้านหนึ่ง เขามีพื้นฐานเข้มแข็งด้านการบริหารความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต่อจังหวัดที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออก 

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในงานบุคลากร การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับกำลังภาคประชาชน น่าจะช่วยให้เขาออกแบบกลไกการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเขาสามารถดึงบทเรียนจากทั้งระดับอำเภอ ระดับกรม และระดับจังหวัดมาร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสที่ชลบุรีจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ “เติบโต มั่นคง และไม่ทิ้งคนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง”
 

ทัพเทคบอลไทยกวาด 2 แชมป์โลกกลางโรมาเนีย คว้า 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง เตรียมลุยต่อในซีเกมส์ที่ชลบุรี

(8 ธ.ค. 68) ทัพเทคบอลทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้งที่โรมาเนีย คว้าถึง 2 แชมป์โลก ในการแข่งขันเทคบอลชิงแชมป์โลก 2025 ที่เมืองโอดอร์เฮอู เซกุยเอสค์ ประเทศโรมาเนีย พร้อมกับเก็บเหรียญรวมสูงสุด 5 เหรียญ ได้แก่ 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง ลั่นสถานะมหาอำนาจเทคบอลโลก

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2568 มี 5 ประเภทแข่งขันหลัก ทั้งเดี่ยวและคู่ชาย-หญิงและคู่ผสม ท่ามกลางการเชียร์จากแฟนกีฬาหลายชาติ ทั้งนี้ ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่าจากปี 2024 ที่เวียดนาม มีเป้าหมายป้องกันแชมป์และยืนยันความแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้ง

'หยก' จุฑาทิพย์ กันทะธง มือ 1 โลกประเภทเดี่ยวหญิง โชว์ฟอร์มสุดยอดคว้าแชมป์โลก 2 ประเภท ทั้งเดี่ยวหญิง และคู่หญิงกับ 'นิด' สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ คู่มือ 1 ของโลก โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศเดี่ยวหญิง เธอเอาชนะมือ 2 โลกเจ้าภาพโรมาเนียได้ด้วยสกอร์ 2-1 เซต เผยว่า "นี่คือชัยชนะที่ยืนยันว่าอันดับ 1 โลกของฉันไม่ได้มาเพราะกระแส แต่ด้วยฝีมือและความสม่ำเสมอ"

นอกจากนี้ ทีมไทยยังคว้าเหรียญเงินจากประเภทคู่ชายและคู่ผสม และเหรียญทองแดงจากเดี่ยวชาย แสดงให้เห็นศักยภาพและความลึกของทีม ขณะเดียวกันเตรียมลุยต่อในซีเกมส์ 2025 ที่ชลบุรีเกือบครบชุด พร้อมเป้าหมาย "ต่อยอดจากเวทีโลกสู่เวทีภูมิภาค"

เทคบอลกีฬาใหม่ที่ผสมผสานทักษะฟุตบอลและตะกร้อบนโต๊ะโค้ง ชี้เป็นสนามใหม่ที่ไทยรับมือได้ดีและอาจเป็นแหล่งเหรียญทองสำคัญของประเทศในอนาคต

หน้าตาทัพไทยยุคใหม่ ได้รับเกียรติ ควงคู่ถือธงไตรรงค์ นำทัพไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 สะท้อนพลังนักกีฬาเจนใหม่ของวงการกีฬาไทย

“กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” คู่ฮีโร่โอลิมปิก รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ นำทัพนักกีฬาไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกียรติสูงสุดในพิธีเปิด นั่นคือการถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา จะเป็นของสองฮีโร่โอลิมปิก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

โดย “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายชาย และ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 รับหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายหญิง ในพิธีเปิดซีเกมส์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

ธนา ระบุว่า ทั้งสองคนเป็นนักกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในระดับโลก มีความประพฤติดี และได้รับการยอมรับในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย จึงเห็นว่า “เหมาะสมทุกด้าน” สำหรับการเป็นตัวแทนถือธงไตรรงค์ นำหน้าทัพนักกีฬาชาติไทยเข้าสู่สนามในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญบนแผ่นดินบ้านเกิดสำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ถือเป็นดาวเด่นของวงการแบดมินตันโลกยุคปัจจุบัน เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยวให้ทีมชาติไทยเป็นคนแรก ก่อนต่อยอดผลงานกวาดแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์หลายรายการ และก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของโลก จนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ในประเภทชายเดี่ยว สร้างความภาคภูมิใจให้แฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ด้าน จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกจากจังหวัดหนองคาย เป็นกำปั้นหญิงที่สร้างผลงานต่อเนื่องในเวทีนานาชาติ ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชียและชิงแชมป์โลก ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิก ปารีส 2024 รุ่น 66 กิโลกรัมหญิง กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกีฬามวยสากลหญิงไทย พร้อมดันให้ชื่อของจันทร์แจ่มขึ้นมาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากคู่ธงชาติแล้ว พิธีเปิดซีเกมส์ครั้งนี้ยังมีการวางตัวนักกีฬาคนสำคัญร่วมทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการถือธงหรือคำปฏิญาณในสนาม ขณะที่ “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง นักเทควันโดแชมป์โลก และ “ธัญญ่า” ธันยพร พฤกษากร นักยิงปืนมากประสบการณ์ จะร่วมกล่าวคำปฏิญาณในนามนักกีฬาไทย แสดงเจตจำนงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาและเคารพกติกา

การได้รับเลือกให้ถือธงชาติในพิธีเปิด ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักกีฬา เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ใบหน้า” ของทัพนักกีฬาทั้งประเทศ สำหรับครั้งนี้ การที่ “กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” ได้รับเกียรติดังกล่าว จึงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามในพิธีการเท่านั้น หากยังสะท้อนว่า ทั้งสองคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในวงการกีฬาไทย 

“รถถัง” ขึ้นแท่นนักมวยไทยค่าตัวโหด ฟันค่าตัวพุ่งแตะ 20 ล้าน ศึกรีแมตช์ “ทาเครุ” บนเวที ONE 175

(6 ธ.ค. 68) ศึก ONE 175 นำแฟนหมัดมวยทั่วเอเชียสู่การลุ้นไฟต์รีแมตช์ระหว่าง ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ ยอดมวยไทยและ ‘ทาเครุ เซกาวา’ ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งญี่ปุ่น พร้อมกระแสข่าวค่าตัวสูงที่สุดในชีวิตของ ‘รถถัง’ ทะลุหลัก 20 ล้านบาท

เส้นทางของ ‘รถถัง’ เริ่มจากเด็กเดินสายเวทีภูธรสู้ชีวิตจนกลายเป็นนักมวยระดับโลกใน ONE Championship ด้วยสไตล์ดุดันและมูลค่าทางการตลาดสูง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ค่าตัวหลักสิบล้านบาทต่อไฟต์อย่างเต็มภาคภูมิ

การน็อก ‘ทาเครุ’ ในบ้านญี่ปุ่นครั้งแรกสร้างชื่อเสียงของ ‘รถถัง’ อย่างรวดเร็ว พร้อมค่าตัวกว่า 16.7 ล้านบาทที่ถือเป็นสถิติส่วนตัวสูงสุด ก่อนมาถึงไฟต์ล้างตาที่แฟนมวยทั่วโลกจับตาในวันนี้ ‘ค่าตัว’ ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตของตลาดนักมวยไทยบนเวทีโลกและการยกระดับวงการมวยไทยอย่างชัดเจน

ไฟต์ล้างตานี้ไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานและหัวใจนักสู้ของ ‘รถถัง’ ขณะที่การทุบสถิติค่าตัวแสดงถึงศักยภาพตลาดมวยไทยในระดับสากล ที่แฟนมวยทั่วโลกพร้อมสนับสนุนและต้อนรับนักมวยไทยสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

‘รถถัง’ เป็นตัวแทนของมวยไทยยุคใหม่ที่สามารถสร้างรายได้สูงและขยายฐานแฟนได้ทั้งในและต่างประเทศ ไฟต์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์และสัญญาณบวกของวงการมวยไทยที่สามารถสู้ได้ในเวทีโลก และค่าตัวระดับนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับนักมวยไทยในอนาคต

 

 

เมื่อบารมี 'ติโต้' และคอมมิวนิสต์สิ้นสุด ความขัดแย้งเชื้อชาติ-ศาสนา คืบคลาน สุดท้ายกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบด้วยโศกนาฏกรรม - แตกเป็น 8 ประเทศ

ยูโกสลาเวีย หรือ Yugoslavia เป็นชื่อของอดีตประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านในทวีปยุโรป ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความหมายของคำว่า “ยูโกสลาเวีย” คือ "ดินแดนของชาวสลาฟตอนใต้" สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย รวมตัวกันระหว่างปี ปี 1943-1992 โดยมีชื่อก่อนหน้านี้ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยยูโกสลาเวีย,สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย ตามลำดับ ประกอบด้วย  สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย (เซอร์เบียในปัจจุบัน) ,สโลวีเนีย, โครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และ มาซิโดเนีย โดย ยูโกสลาเวีย เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของ 6 ชนชาติในดินแดนสลาฟใต้ ซึ่งประกอบด้วย : ชาวโครเอเชีย, ชาวมาซิโดเนีย, มอนเตเนโกร, ชาวบอสเนีย, ชาวเซิร์บ และ ชาวสโลวีน และ ยูโกสลาเวีย ใช้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการระหว่า ปี 1945 จนถึง ปี 1992

ในปี 1944 ยอซีป บรอซ ติโต้ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการกองโจรชาวยูโกสลาฟต่อต้านนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง นักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษชาวยูโกสลาฟ ได้เข้ายึดยูโกสลาเวียแล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีจัดการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย” ติโต้เป็นนายกรัฐมนตรี (1944–1963) และประธานาธิบดี (ต่อมาเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพ) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (SFRY) จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 1980 

ติโต้ถือเป็นบุรุษเหล็กสามารถทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันได้เหนียวแน่น ซึ่งประกอบไปด้วย 6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร มาซิโดเนีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (ซึ่งต่อมาก็แยกตัวออกเป็นคนละประเทศ) นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีก 2 มณฑลอิสระคือ โคโซโวและวอยวอดีนา ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลที่ทรงอำนาจอย่างมากรอบ ๆ ตัวเขา ติโต้สามารถควบคุมความตึงเครียดของกลุ่มชาติพันธุ์โดยมอบหมายอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แก่แต่ละสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญยูโกสลาเวียในปี1974 กำหนดให้สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็น "สหพันธ์สาธารณรัฐแห่งชาติและเชื้อชาติที่เสมอภาค โดยอยู่ร่วมกันอย่างอิสระบนหลักการภราดรภาพและเอกภาพในการบรรลุผลประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงและร่วมกัน" แต่ละสาธารณรัฐยังได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตนเองและทำการแยกตัวออก ถ้าหากทำผ่านช่องทางกฎหมาย ผลสุดท้าย, โคโซโวและวอยวอดีนา ทั้งสองมณฑลที่มีอำนาจการเลือกตั้งของเซอร์เบียต่างได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งอำนาจโดยพฤตินัยในรัฐสภาเซอร์เบีย สิบปีภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรม ลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรปตะวันออกและประเทศยูโกสลาเวียได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ เช่น สโลวีเนียและโครเอเชียตั้งอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ เคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันก่อนจะสืบทอดมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี วัฒนธรรมส่วนใหญ่จึงค่อนไปทางยุโรป เป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนรัฐอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางใต้เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร Byzantineและจักรวรรดิ Ottoman พื้นฐานของวัฒนธรรมเป็นแบบมุสลิม บ้างก็ไปข้างศาสนาคริสต์นิกาย Orthodox  นี่เป็นการพูดถึงพื้นฐานอย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ลึก ๆ ตลอดเวลาแม้จะรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ติโต้ซึ่งเป็นทั้งคอมมิวนิสต์และจอมเผด็จการสามารถสร้างเอกภาพของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสาธารณรัฐให้รวมตัวเป็นประเทศหนึ่งเดียวได้ ผู้นิยมซึ่งชมชอบความสามารถของติโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปว่า เอกภาพทั้งหมดที่ทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันอยู่ได้นานมาจากเหตุปัจจัยดังนี้

 1. บารมีส่วนตัวของติโต้ รวมทั้งการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็งในแบบเผด็จการ องค์ประกอบเหล่านี้จึงสามารถกดอำนาจอื่น ๆ ไว้ได้
 2. ติโต้เป็นกึ่งคอมมิวนิสต์และกึ่งเผด็จการ ด้วยเขาเข้าใจดีว่า การใช้อุดมการณ์สังคมนิยมเป็นลัทธิและระบอบในการครอบงำการปกครองประเทศ เพราะการหล่อหลอมโดยหลักการสังคมนิยมนั่นเองอาจเป็นอีกปัจจัยที่สามารถกดและทำให้แต่ละสาธารณรัฐไม่อาจเปลี่ยนไปเป็นอื่นหรือแยกตัวออกไปมีเอกราชเอง
 3. การปกครองของติโต้ผูกขาดอำนาจ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้ติโต้เป็นผู้นำตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขนี้จึงเท่ากับเป็นการควบคุมอำนาจเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จยากที่จะต่อต้านขัดขืน
 4. อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน

จนกระทั่งปี 1980 เมื่อติโต้ถึงแก่อสัญกรรม ทันใดนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจากปี 1989 เมื่อ Slobodan Milosevic ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราช ในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก จากนั้นในแต่ละรัฐก็เกิดความวุ่นวายสับสน บางแห่งมีการสู้รบเข่นฆ่ากันเองบาดเจ็บล้มตายมหาศาล ทุกวันนี้ยูโกสลาเวียถูกแยกออกเป็น 8 ประเทศ อำนาจที่ถูกผูกขาดโดยติโต้เป็นศูนย์กลาง เมื่อติโต้ตายไปพร้อมกับการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งยึดโยงอยู่ด้วยศรัทธาในตัวบุคคล ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตจึงล่มสลายไป มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งหมดของปัญหาของการแตกสลายของยูโกสลาเวียนั้นเกิดจากการยุแหย่จากประเทศที่ไม่มีอาณาเขตที่ติดกับทะเลจึงพยายามทำให้ยูโกสลาเวียแยกตัวออกจากกัน เพื่อที่จะได้ช่องทางออกทะเลได้ 

คู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวียทุกฝ่ายต่างก็ก่ออาชญากรรมสงครามทั้งหมดทุกฝ่าย สงครามกลางเมืองในอดีตยูโกสลาเวียทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และผู้อพยพอีกมหาศาล หลังจากเหตุการณ์ที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวของแผนสันติภาพที่นำโดยสหภาพยุโรป การเจรจาหยุดยิงจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพเดย์ตัน (The Dayton Peace Accords) ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมือง Dayton มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1995 โดยคู่สงครามตกลงที่จะทำสัญญาสันติภาพ และเป็นรัฐอธิปไตยเดียวที่เรียกว่า “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ประกอบด้วยสองส่วนคือ Republika Srpska ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบอสเนียและ โครเอเชีย ผลจากข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดการยุติการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังติดอาวุธ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาขยับย้ายจากระยะหลังความขัดแย้งในช่วงแรกผ่านกระบวนการสร้างชาติใหม่ และการรวมกลุ่มด้วยแนวทางการแบ่งปันอำนาจแบบสมานฉันท์ 

ข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดกองกำลัง IFOR (The Implementation Force) ขึ้น โดย กองกำลัง IFOR นำโดย NATO และกำลังผสมนานาชาติประกอบด้วย กองกำลังจาก 32 ประเทศ และมีกำลังทหาร 54,000 นายในประเทศ (BiH) และกำลังทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ 80,000 นาย (ด้วยการสนับสนุนและกองกำลังสำรองที่ประจำการใน โครเอเชีย ฮังการี เยอรมนี และอิตาลี และบนเรือรบในทะเลเอเดรียติก) ในช่วงเริ่มต้นของ IFOR กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยงานที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ UNPROFOR แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งและเปลี่ยนเครื่องหมายของสหประชาชาติด้วยเครื่องหมาย IFOR แทน โดย IFOR เปลี่ยนกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ UNPROFOR ซึ่งเข้ามาในปี 1992 และมีการหารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจในมติคณะมนตรีความมั่นคง 1031 กำลังทหาร NATO เกือบ 60,000 นาย นอกเหนือจากกองกำลังจากประเทศนอก NATO ถูกส่งไปยังบอสเนีย ตามปฏิบัติการ Decisive Endeavour (SACEUR OPLAN 40105) เริ่มตั้งแต่ 6 ธันวาคม 1995 โดยเป็นส่วนประกอบย่อยของปฏิบัติการ Joint Endeavour 

ประเทศสมาชิก NATO ที่สนับสนุนกำลังทหารในกองกำลัง IFOR ได้แก่ เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ประเทศนอก NATO ที่สนับสนุนกองกำลังทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย บังกลาเทศ สาธารณรัฐเช็ก อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย สวีเดน รัสเซีย และยูเครน เมื่อ 20 ธันวาคม 1996 งานของกองกำลัง IFOR ถูกแทนที่โดยกองกำลัง SFOR ปี 1999 NATO เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดในเซอร์เบียโดยไม่เลือกเป้าหมาย ใช้เครื่องบินรบมากกว่า 1,000 ลำ มีเรือรบและเรือดำน้ำอีกหลายสิบลำร่วมยิงจรวดร่อน เพื่อกดดันให้เซอร์เบียถอนทหารออกจากโคโซโว โดย NATO ทิ้งระเบิดไม่จำกัดเพียงแต่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล สำนักข่าว ฯลฯ ถูก NATO ทิ้งระเบิดหมด โดยสถานทูตจีนก็โดนลูกหลงด้วย ปฏิบัติการดำเนินไป 78 วัน สุดท้ายเซอร์เบียจึงยอมถอนทหารออกจากโคโซโว NATO ส่งกองกำลังทหารเข้าไปในโคโซโวในชื่อว่า KFOR (Kosovo Force) ซึ่งยังคงประจำการอยู่จนทุกวันนี้

ยูโกสลาเวียเมื่อล่มสลายแล้ว แยกออกเป็นประเทศต่าง ๆ ดังนี้
1. บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
2. โครเอเชีย
3. นอร์ทมาซิโดเนีย
4. มอนเตเนโกร
5. เซอร์เบีย
6. สโลวีเนีย

มีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านคือ "ติโต" ซึ่งพระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของ Phyllis Auty เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก "ติโต" เป็นผู้ทำให้ประเทศ "ยูโกสลาเวีย" ซึ่งประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ให้กลับมารวมกันเป็นฝึกแผ่นในยามวิกฤต สามารถรักษาความสมบูรณ์ และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา เมื่อ "ติโต" สิ้นชีวิตไปตามอายุขัย เมื่ออายุได้ 88 ปี ในปี 2000 ประเทศยูโกสลาเวีย ก็ค่อย ๆ สลายจนกระทั่งมีสภาพแตกแยกอันยากที่จะแก้ไขดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวอันน่าสนใจของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและปรากฎการณ์อันเหลือเชื่อมากมายในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top