Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

‘รัฐบาล’ เดินหน้าด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญ สร้างสุขภาพที่ดี เพื่อคนไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบทอดปณิธาน ในการทำความดี

(6 ก.ค.67) น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยผ่านโครงการ 'คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข' เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อสืบทอดพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ช่วยกันทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในบ้านเมือง นำไปสู่ความสุขของพี่น้องประชาชน และความมั่นคงของประเทศชาติ ดังที่ปรากฏในพระปฐมบรมราชโองการ ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

น.ส.เกณิกา กล่าวต่อว่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำต่าง ๆ รัฐบาลจึงต้องการพัฒนาแม่น้ำลำคลอง และแหล่งน้ำต่าง ๆ ที่เกิดความเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ให้กลับมาสวยงาม และประโยชน์ที่จะได้รับจากแหล่งน้ำไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน เส้นทางคมนาคมสัญจร หรือประสิทธิภาพการระบายน้ำเพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วม พร้อมทั้งสร้างสังคมที่น่าอยู่ เข้มแข็ง และปลอดภัย อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ดังเช่น โครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการดำเนินการพัฒนาคูคลอง และชุมชนโดยรอบตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ปี 2567 นับเป็นปีมหามงคลสมัยพิเศษ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ รัฐบาลจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และ พระบรมราโชบายเกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้อยู่ดีมีสุข ซึ่งจะมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กทม.รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ จัดทำโครงการ ดังกล่าว เพื่อเป็นกลไกในการบูรณาการการทำงานทุกภาคส่วน ในการสืบสาน รักษา และพลิกฟื้นความสมบูรณ์ของคูคลองตลอดลำน้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน”น.ส.เกณิกา กล่าวทิ้งท้าย

'วัดมหาธาตุวชิรมงคล' เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ใต้พระบารมี ในหลวงรัชกาลที่ 10

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา  6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาลไทยดำเนินงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั่วประเทศ โดยกำหนดระยะเวลาขอบเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 เพื่อเป็นการร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคใต้ ร่วมเฉลิมพระเกียรติ พร้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้พระบรมราชานุญาต จัดสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ เฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันเป็นปูชนียวัตถุที่สำคัญ ศูนย์ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของพสกนิกรชาวไทย วัดมหาธาตุวชิรมงคล พระอารามหลวงสังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ บนเนื้อที่ 111 ไร่เศษ ชื่อเดิมคือ วัดบางโทง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2483 ในปี พ.ศ. 2545 เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระราชวชิรากร (พิศาล ปุรินฺทโก) พิจารณาเห็นว่า วัดมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงได้ทำการรื้อถอนอาคารเสนาสนะ แล้วดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ยกระดับให้วัดบางโทง เป็นสถานที่ศึกษาพระธรรม-บาลี ของพระภิกษุ-สามเณร

พร้อมเสนอกรรมการมหาเถรสมาคม ขอจัดสร้างพุทธสถานและพระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระมหาธาตุเจดีย์มีความสูงประมาณ 95 เมตร เป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในภาคใต้ ประดับตกแต่งคล้ายคลึงกับมหาเจดีย์พุทธคยา สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ประเทศอินเดีย 

ภายในพระมหาธาตุเจดีย์ ประดิษฐานพระประธานองค์ใหญ่ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ และตกแต่งด้วยลายกระหนก ลายไทยอ่อนช้อย โดยรอบของวัดยังมี รูปเหมือนหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 9 เมตร 9 นิ้ว พระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนาขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร อุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในมีภาพเขียนพุทธประวัติ

ในวันที่ 11 มกราคม 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งขณะนั้นดำรงพระราชอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จแทนพระองค์ทรงวางศิลาฤกษ์พระมหาธาตุเจดีย์ และทรงเททองหล่อพระพุทธปฏิมาประจำพระชนวารในโครงการดังกล่าว

จากนั้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามวัดบางโทงให้ใหม่ เป็น “วัดมหาธาตุวชิรมงคล” พร้อมทั้งให้อัญเชิญพระนามาภิไธยย่อ “ม.ว.ก.” ขึ้นประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถ ขณะที่พระพุทธปฏิมาประจำพระชนมวารฯ ให้ใช้พระนามว่า “พระพุทธทักษิณชัยมงคล”

กระทั่งต้นปี 2567 รัฐบาลไทย จัดตั้งโครงการ “ธรรมยาตรา พระบรมสารีริกธาตุ มหานทีคงคาลุ่มน้ำโขง ก้าวสู่ศตวรรษแห่งธรรม" พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากสาธารณรัฐอินเดีย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 

โครงการธรรมยาตราพระบรมสารีริกธาตุจากมหานทีคงคาสู่ลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมสถาบันศาสนาพลังแห่งศรัทธาจากทั่วสารทิศมีศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินทางเข้ามาประเทศไทยเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุฯ กันอย่างเนืองแน่น มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ให้ประชาชนเข้าสักการะ 4 ภาค ภาคกลาง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง, ภาคเหนือ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่, ภาคอีสาน วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ ก่อนส่งมอบพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุกลับไปให้รัฐบาลอินเดีย

ล่าสุดโครงการบรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทั่วประเทศ จังหวัดกระบี่ ร่วมกับวัดมหาธาตุวชิรมงคล จัดทำโครงการบรรพชาอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศล ดำเนินโครงการฯ ระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2567(จำนวน 24 วัน) ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล ตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคใต้ ขอเชิญพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีถวายเป็นพระราชกุศล ผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล เริ่มจากวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567 พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระเทพวชิรากร เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุวชิรมงคล ถวายเทียนพรรษา 9 วัด เพื่อให้พระภิกษุ-สามเณร ได้ใช้ประโยชน์ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา

สำหรับ 9 วัด ที่ทำการถวายเทียนพรรษา ได้แก่ วัดราษฎร์อุปถัมภ์ และวัดศรัทธาราม จังหวัดพังงา, วัดนาเหนือ, วัดเขาต่อ, วัดบ้านนา, วัดบางเงิน, วัดบางเหียน, วัดถ้ำสายชล และวัดปากน้ำ จังหวัดกระบี่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 083-5240855  พระครูปลัดญาณพล ญาณปญฺโญ โครงการบรรพชาอุปสมบท เฉลิมพระเกียรติฯ วันที่ 11 กรกฎาคม  นำนาค (150 คน) เข้าวัด, วันที่ 13 กรกฎาคม โกนผมนาค, วันที่ 14 กรกฎาคม พิธีบรรพชา, วันที่ 15 กรกฎาคม บิณฑบาตโปรดสัตว์, วันที่ 18-21 กรกฎาคม วิปัสสนากัมมัฏฐาน, วันที่ 20 กรกฎาคม เวียนเทียนเนื่องในวันอาสาฬหบูชา, วันที่ 21 กรกฎาคม ภิกษุ-สามเณร 150 รูป บิณฑบาต เนื่องในวันเข้าพรรษา และวันที่ 28 กรกฎาคม เจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

(สุรินทร์) พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 มอบ ประกาศนียบัตรพิธีปิดการฝึกทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2567

เมื่อวันที่ (6 ก.ค.67) ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน พลตรี ชินวิช เจริญพิบูลย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบประกาศนียบัตร ในพิธีปิดการฝึกทหารใหม่ผลัดที่ 1/2567 และมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่กำลังพลที่มีผลการฝึกดีเด่น จำนวน 6 นาย จากนั้นได้จัดให้มีการแสดงความสามารถ ด้านการต่อสู้ด้วยดาบโบราณ การแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย และการแสดงการสู้รบ การเสียสละชีพปกป้องอธิปไตยของชาติไทย จากน้องทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2567 มณฑลทหารบกที่ 25 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 

ทั้งนี้ตามนโยบายกองทัพบก ได้จัดให้มีพิธีปิดการฝึก และพิธีมอบใประกาศนียบัตร ทหารกองประจำการที่ผ่านการฝึกตามหลักสูตรการฝึกทหารใหม่เบื้องตัน 6 สัปดาห์ สำหรับทหารทุกเหล่าของกองทัพบก และ การฝึกทหารใหม่เฉพาะหน้าที่นั้น ซึ่งดำเนินการฝึก มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2567และการฝึกทหารใหม่เฉพาะหน้าที่ ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 ณ หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 25 โดยมีกำลังพลที่เข้ารับการฝึก จำนวน 130 นาย 

โดยมี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25,ฝ่ายเสนาธิการ สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 กำลังพล และญาติทหารใหม่ เข้าร่วมในพิธีปิดการฝึก ซึ่งผลการประเมินการฝึกคิดเป็นร้อยละ 80 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ 'ดี'   

เชียงใหม่-กิจกรรมโครงการกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด กองบิน 41

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2567 กองบิน 41 จัดกิจกรรมโครงการกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด กองบิน 41 โดยมี นาวาอากาศเอก จตุรงค์ รักสุภาพ เสนาธิการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย ผู้บังคับกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 41 ข้าราชการกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 41 และทหารกองประจำการ กองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 41 ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 41
     
กิจกรรมกองพันสีขาว สังคมปลอดภัยจากยาเสพติด กองบิน 41 จัดขึ้นโดยมุ่งเน้นตามหลักยุทธศาสตร์การป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดกองทัพอากาศ ซึ่งภายในกิจกรรมจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษ, พิษภัย และผลกระทบจากยาเสพติด ให้กับทหารกองประจำการกองพันทหารอากาศโยธิน กองบิน 41 โดยเรียนเชิญ คุณทิพากร ชีวสกุลยอง หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ สำนักงานปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมคณะฯ มาบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้

'สำนักงานตำรวจแห่งชาติ' จับกุม การลักลอบเล่นพนันทั้งออนไลน์และออนไซต์ ช่วงแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 กว่า 3,000 คน ดำเนินคดี 165 เว็บพนัน พบเงินหมุนเวียนรวมกว่า 1,900 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (5 กรกฎาคม 2567) พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ป้องกันและปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 เดินหน้าปราบปรามการลักลอบเล่นการพนันทั้งออนไลน์และออนไซต์อย่างต่อเนื่อง ตลอดห้วงการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือฟุตบอลยูโร 2024 ระหว่างในวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 

ผลการจับกุมการลักลอบเล่นการพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2024 ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ถึง 4 กรกฎาคม 2567 จับกุมผู้ต้องหารวม 571 คน แบ่งเป็น
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 442 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 6 คน , ผู้เล่น 436 คน เงินหมุนเวียน 55,888 บาท 
2. การจับกุมการพนันออนไลน์ สามารถจับกุมได้ 23 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 129 คน แบ่งเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน 28 คน , ผู้เล่น 101 คน เงินหมุนเวียนในระบบ 423,042,499 บาท

ภาพรวมสถิติการจับกุมการพนันออนไลน์และออนไซต์ ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ วันที่ 14 มิถุนายน ถึง 4 กรกฎาคม 2567 มีผลการจับกุมผู้ต้องหา รวม 3,197 คน แบ่งเป็น
1. การจับกุมการพนันออนไซต์ 2,555 คน แบ่งเป็น เจ้ามือ 45 คน , ผู้เล่น 2,488 คน เงินหมุนเวียน 395,642 บาท 
2. การจับกุมพนันออนไลน์ 165 เว็บไซต์ ผู้ต้องหารวม 642 คน แบ่งเป็น ผู้จัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์ 91 คน , ผู้เล่น 551 คน เงินหมุนเวียนในระบบ 1,924,770,670 บาท 

พล.ต.ท.อัคราเดชฯ กล่าวว่า การพนันฟุตบอลมีความผิดตามกฎหมายในหลายมาตรา โดยกลุ่มผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 12(2) มีอัตราโทษโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , การจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ยังเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 อาจถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 5 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วย

ในส่วนของผู้เล่นการพนัน จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12(2) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ประกาศ โฆษณา ชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนัน จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน มาตรา 12 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ หากการกระทำความผิดเป็นไปในลักษณะมีการชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมี ความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ผู้ปกครองหรือผู้กระทำผิดก็อาจถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ในมาตรา 26 (3) ประกอบ มาตรา 78 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกด้วย

‘รัฐบาล’ บูรณาการร่วมมือ ‘ภาคเอกชน’ สร้างระบบ ‘แจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ’ คาด!! เสร็จต้นปี 2568 พร้อมใช้ได้ถึง 5 ภาษา ‘เศรษฐา’ สั่งเดินหน้าให้ต่อยอดความสำเร็จ

(6 ก.ค.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ผลสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงาน กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมจัดทำ Cell Broadcast Service หรือ CBS ระบบเตือนภัยฉุกเฉินในพื้นที่จริงครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินที่ทั่วโลกใช้งาน สามารถส่งข้อความเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการทุกเครื่อง โดยทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย สามารถรับข้อความได้พร้อมกันทันที เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ อย่างทันท่วงที ช่วยสร้างความมั่นคง ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน CBS เป็นเครื่องมือสำคัญในการแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชน สามารถแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินได้ 5 ภาษา ทั้ง ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือทุกเครือข่ายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้า โดยจะส่งข้อความแจ้งเตือนภัยในรูปแบบ ข้อความ ตัวอักษร รูปภาพ และเสียง ทั้งยังมีสัญญาณเสียง และข้อความที่แสดงบนหน้าจอ (Pop up) รวมถึงรองรับ Text to Speech เทคโนโลยีช่วยเหลือที่อ่านออกเสียงข้อความ ทำให้มีประโยชน์ต่อการแจ้งเตือน แก่ผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็นอีกด้วย

สำหรับระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน CBS สามารถตั้งระดับการเตือนได้ 5 ระดับ ตามฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยใช้ความร่วมมือกับฐานข้อมูลของภาครัฐ ประกอบด้วย 
1. การแจ้งเตือนระดับชาติ (National Alert) การแจ้งเตือนระดับสูงสุด ความสำคัญมากสุด และทุกคนในทุกพื้นที่เสาสัญญาณครอบคลุมจะทราบเหตุทันที 
2. การแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน (Emergency Alert) การแจ้งเตือนภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น ภัยสึนามิ แผ่นดินไหว น้ำท่วมฉับพลัน หรือ ภัยจากคนร้าย เป็นต้น 
3. การแจ้งเตือนคนหาย (Amber Alert) ระบบตั้งเตือนข้อมูลเมื่อมีเด็กหายหรือคนหาย รวมทั้งการลักพาตัวเพื่อให้ประชาชนทราบข่าวเฝ้าระวัง และช่วยเจ้าหน้าที่ภาครัฐสังเกตการณ์ รายงานผล ถ้าพบคนหายหรือคนร้าย 

4. ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ระบบการแจ้งเตือนความปลอดภัยสาธารณะในพื้นที่ หรือการเฝ้าระวังกรณีแจ้งคนที่อยู่อาศัย ชุมชน และผู้สัญจรผ่านพื้นที่นั้น 
5. การแจ้งเตือนทดสอบ (Test Alert) ระบบทดสอบการแจ้งเตือนตามวัตถุประสงค์เฉพาะกิจต่าง ๆ โดยสามารถใช้งานเพื่อทดสอบก่อนขยายผลสู่การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนในระดับต่าง ๆ ต่อไป

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เนื่องจากเป็นระบบใหม่ในประเทศไทย จึงต้องมีการเตรียมความพร้อม เรื่องอุปกรณ์ และการติดตั้งทั่วประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 ซึ่งเมื่อระบบพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบ ประชาชนทั่วประเทศจะได้รับการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการสร้างความปลอดภัยให้คนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่นชมการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการพัฒนาระบบเตือนภัยฉุกเฉิน ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ ด้านสาธารณภัยของประเทศ ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ พร้อมสั่งการให้ต่อยอดเพิ่มความปลอดภัยให้คนไทย และนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่” นายชัย กล่าว

‘ดร.อานนท์’ เผย ‘รุ้ง’ ไปศาลยอมรับสารภาพผิด ‘ม.112’ คาด!! มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง แต่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง

เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.67) ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 

ได้ข่าวว่าน้องรุ้งไปศาลวันนี้ แล้วยอมรับสารภาพว่ากระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 สำหรับคดีวันนี้ทั้งหมด

อันอาจจะแปลความได้ว่า น้องรุ้งได้พิจารณาจากรูปคดีแล้ว คิดว่าสารภาพไปเลยให้ความร่วมมือยังจะได้ลดโทษบรรเทาโทษจากศาล

ขอให้น้องรุ้งได้รับความเมตตาจากศาลด้วยครับ ผมทราบว่าน้องรุ้งเองถูกผลักดันจากผู้ใหญ่ที่บงการเบื้องหลังน้อง แต่กฎหมายเอาตัวผู้บงการมิได้ คนบงการต่างหากที่ควรได้รับโทษเต็มๆ แต่กฎหมายเอื้อมไปไม่ถึงครับ

แม้กระทั่งวันที่มาดีเบตกับผม น้องรุ้งก็มิได้เต็มใจจะมา และมิได้เตรียมตัวมาเลย นักวิชาการ นักการเมือง สีส้ม ล้มเจ้า ไม่มีใครยอมมาดีเบตกับอานนท์ แล้วบังคับส่งน้องรุ้งมา พร้อมกับเอกสารเป็นปึกที่น้องยังไม่ได้อ่านให้รู้เรื่องเลย แต่ก็ต้องมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากมาดีเบตกับอานนท์เลย น้องรุ้งยังบอกอีกว่าวันนี้หากเป็นรุ่นเด็ก ก็ควรจะเป็นเพนกวิ้น ไม่ควรจะเป็นหนู แต่เพนกวิ้น หอบหืดหนักต้องไปพ่นยาที่โรงพยาบาลแล้วมาไม่ได้หนูเลยต้องมาแทน

นี่คือตัวตนและชะตากรรมของน้องรุ้ง

ขอให้ทุกคน ให้ความเมตตาน้องรุ้ง ปนัสยา ด้วยนะครับ ผมกราบขอร้องครับ

ปล. น้องรุ้งไม่ได้หนีคดีนะครับ ขอยกย่องในข้อนี้ไว้ก่อนนะครับ

นอกจากนี้ ดร.อานนท์ ก็ยังได้กล่าวเสริมอีกด้วยว่า...

น้อง ๆ กลุ่มคณะราษฎร 2563 กลุ่มทะลุวัง กลุ่มทะลุแก๊ส กลุ่มทะลุฟ้า กลุ่มอื่นๆ ที่เคยกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทุกคนครับ อยากให้น้องทำเพื่อตัวเองโดยที่ 

หนึ่ง ให้ความร่วมมือกับศาลในการพิจารณาคดี อย่าแสดงพฤติกรรมไม่ร่วมมือกับศาลท่านตามคำยุยงของทะแนะทั้งหลายจะไม่ส่งผลดีต่อตัวน้องครับ

สอง ถ้ารูปคดีไม่มีทางต่อสู้ ยอมรับสารภาพผิดกับศาลท่านไปเถิดครับ จะได้รับความเมตตา โทษจะบรรเทาเบาบางลงไปมากกว่าครึ่ง

สาม อย่าหนีคดี คนเราทำสิ่งใดไว้ก็ต้องรับผลการกระทำนั้นอย่างกล้าหาญ

สี่ กลับใจ ถ้ารู้ว่าตนหลงผิดไป หรือรู้ว่าตนเองถูกหลอกใช้ แสดงพฤติกรรมที่ควรจะแสดงให้ถูกต้อง จะกราบขอพระราชทานอภัยโทษในที่สาธารณะก็ควรทำครับ 

ห้า ถ้ารู้ว่าตนเองถูกหลอกใช้ ถูกบังคับ ถูกละเมิด จะออกมาแฉเอง หรือจะให้สื่อช่วยแฉก็ทำได้ทั้งนั้น 

หก ถ้าคดีพิพากษาไปจนถึงที่สุดแล้ว ก็ให้ประพฤติตนดีในเวลาที่รับโทษ แล้วให้ทำเรื่องถวายฎีกาขอรับพระราชทานพระเมตตาในการอภัยโทษ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจ

ผมมั่นใจว่า หลังจากคดีสิ้นสุดแล้ว การถวายฎีกาขอรับพระราชทานอภัยโทษ ขอรับพระราชทานพระเมตตา จะต้องถึงพระเนตรพระกรรณอย่างแน่นอน สำหรับคดีมาตรา 112 ที่น้อง ๆ ได้หลงผิดและพลาดไปแล้ว

‘ราชกิจจาฯ’ ประกาศใช้ตัวอักษรพิเศษป้ายทะเบียนรถ ‘70 หมวด’ มี ‘ไข่เจียว-สุดหล่อ-เท่’ ภายใต้เงื่อนไขรถส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง

(5 ก.ค. 67) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนทั่วราชอาณาจักร เรื่อง การกำหนดการใช้ตัวอักษรประจำหมวดและหมายเลขทะเบียนรถ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2567 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายละเอียดสำคัญ คือ ก่อนหน้านี้ประชาชน และสำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ได้มีการเสนอคำหรือข้อความที่จะใช้เป็นตัวอักษรประจำหมวดเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ ประกอบกับ คณะอนุกรรมการพิจารณาตัวอักษรประจำหมวดที่ใช้กับแผ่นป้ายทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 63 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบให้ใช้ตัวอักษรประจำหมวดเพิ่มเติมจำนวน 70 หมวด

ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดการใช้ตัวอักษรประจำหมวดที่ใช้กับแผ่นป้ายทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษเพิ่มเติมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงกำหนดให้เพิ่มเติมตัวอักษรประจำหมวดตามบัญชีแนบท้ายประกาศ เป็นตัวอักษรประจำหมวดที่ใช้กับแผ่นป้ายทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน

สำหรับบัญชีตัวอักษรประจำหมวด แนบท้ายประกาศนายทะเบียนทั่วราชอาณาจักร เรื่อง การกำหนดการใช้ตัวอักษรประจำหมวดและหมายเลขทะเบียนรถสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร (ลงวันที่ 20 พ.ค. 67) ได้แก่ กัญฐณา, แก้วมณี, ไข่เจียว, จินตา, จิรทิต, เจอ, ชมพู, ชัดเจน, ชุมพล, ณโม, ณพธวัช, ดวงใจ, ดาริน, ต้น, ต้อง, ตาม, เต้ย, ทวีสุข, เท่, ธรรศธน, นรา, นับเงิน, นิด, ปัญ, ปานคำ, แป้ง, โป้ง, พรทิพย์, พริม, พอวา, พัน, พีร, เพชรทวี, มงคลกร, มาวิน, มิลานันท์, มีดี, มีทรัพย์, มุ่งเจริญ, ยศดี, ยุทธ์, ร่มโพธิ์, รวยยศ, รวยสุข, รังษี, ราบรื่น, ละมุน, วงละคร, วัฒน์, ศิลป์, ศุภกิจ, สมยศ, สันติสุข, สินอุดม, สุขสบาย, สุดหล่อ, สุพจน์, โสรดา, หฤทัย, หล่อ, หล่อรวย, เหมทอง, อนัญญา, อัฑฒ์, อารี, อิงอุ่น, อิทธิกร, เอม, เอวา และเอี่ยม

สนั่นโซเชียล!! ‘นร.หญิง’ โวย!! ถูกไล่ออกเพราะ ‘แต่งหน้าไปเรียน’ อ้าง!! ขอจบเทอมก่อนแล้วจะลาออกให้ แต่ทางโรงเรียนก็ไม่ยอม

(5 ก.ค.67) กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงในโลกออนไลน์ หลังเพจ ‘เจ๊มอยV+’ ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ นักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.ตรัง โร่ร้องเรียน โดนทางโรงเรียนไล่ออก เพราะแต่งหน้าไปเรียน

โดยระบุข้อความว่า “ทางโรงเรียนก็ควรออกมาชี้แจงนะคะ ว่าข้อเท็จจริงประการใด น้องขอให้จบเทอมก่อน แล้วค่อยลาออกก็ไม่ยอม แบบนี้ก็ไม่สมควรนะคะ”

พร้อมแนบภาพข้อความว่า “นักเรียนสาวสุดช้ำ โดนเชิญผู้ปกครอง ให้เซ็นใบลาออก ทางโรงเรียนย้ำไม่ต้องมาอีก อ้อนวอนขอจบเทอมก็ไม่เป็นผล เหตุเพราะแต่งหน้าไปโรงเรียน ยอมรับว่าเคยทำผิดแต่ปรับปรุงตัวเองมาตลอด”

ก่อนที่เพจดังกล่าวได้โพสต์ภาพข้อความสนทนานักเรียนหญิงคนดังกล่าวอีก 2 ภาพ โดยนักเรียนได้อธิบายสาเหตุและพฤติการณ์ของเหตุการณ์ว่า “คือก่อนหน้านี้หนูติดทัณฑ์บนไว้แต่หนูไม่ได้ทำตัวแบบนั้นแล้ว ที่ผ่านมา คือ ปรับตัวมาตลอดไม่เคยกลับไปทำอย่างนั้น”

“เพราะตอนติดทัณฑ์บนคือโดดเรียน แต่พอหลังจากนั้นก็ตั้งใจเรียนนะคะ แต่เมื่อวานตอนเข้าแถว ครูเขาก็เดินมาถามเพื่อนหนูว่าตัดผมเพิ่มไหม และหนูนั่งก้มหน้าอยู่ตอนนั้น ครูเขาก็ให้หนูแหงนหน้าขึ้นแล้วบอกให้หนูไปพบที่ห้องกิจนักเรียน”

ส่วนอีกภาพมีข้อความว่า “แต่ตอนที่หนูไปหนูไม่ได้คิดอะไร เพราะแค่แต่งหน้าเหมือนปกติที่ทามาแล้ว เขาก็พูดกับหนูแบบดุ ๆ แล้วบอกให้เชิญผู้ปกครองมา หนูก็ตอบกลับไปว่า แล้วทำไมคนอื่นแต่งได้สิทธิเด็กก็เท่าเทียมกัน ทำไมต้องโดนแค่หนู”

“เขาบอกว่าก็หนูเคยมีวีรกรรมมาแล้ว แล้วหนูก็บอกว่า แต่หนูไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว ตอนให้เซ็นใบปิดทัณฑ์บนก็ไม่ให้หนูอ่าน บอกแค่ว่ารีบ ๆ เซ็น แล้วก็มีปากเสียงกันเล็กน้อย แล้วเขาบอกหนูเถียงเขา แล้วหนูบอกว่าแค่อธิบายให้ฟังทำไม คนอื่นทำได้หนูถึงทำไม่ได้ สิทธิเหมือนกันหมด”

“แล้วหนูก็พูดกับเพื่อนว่าหนูรอดูทวิตเตอร์นะ แต่ตอนนั้นคือหนูพูดหยอกกัน แต่ครูก็บอกว่าหนูขู่เขา แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปหนู แล้วน้ำเสียงคือพูดดี แต่ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา คือ พูดกับหนูคนละคนเลย”

งานนี้เมื่อข้อความดังกล่าวแชร์ออกไป ทำเอาชาวเน็ตจำนวนไม่น้อย เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียงกันสนั่นทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางเด็กผู้ร้องเรียน รวมถึงโรงเรียนที่ถูกกล่าวอ้างถึงแม้แต่อย่างใด

คอมเมนต์บางส่วน

- โรงเรียนอะไร?

- เคยทำมาแล้ว แต่ก็ยังทำอีก ก็คงเถียงไม่ขึ้น

- โรงเรียนไหนที่ตรัง มีหลายโรงเรียนที่ตอนนี้ มีสอนแต่งหน้าเด็กให้เหมาะกับวัย แล้วก็มีหลายโรงเรียนที่เปิดให้เด็กแต่งหน้าไปโรงเรียนได้แล้ว ครูควรออกไปดูโลกข้างนอกหน่อยนะคะ

‘ปปง.’ แจ้ง!! 'เหยื่อคอลเซ็นเตอร์' เริ่มยื่นคำร้องขอทรัพย์สินคืนได้ หลังยึดทรัพย์ ‘แก๊งมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน’ ได้แล้วร่วมหมื่นล้านบาท

(5 ก.ค. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงประชาชนคนไทยโอนเงินมูลค่าเสียหายนับแสนล้านบาทนั้น ล่าสุดจากข้อมูลพบว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์เป็นของกลางแล้ว ดังนี้

- เงินสดรวมได้ประมาณ 6,000,000,000 บาท

- อสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งประมาณ 4,000,000,000 บาท

- รวมกันแล้วประมาณ 10,000,000,000 บาท

สำหรับทรัพย์สินยึดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ต้องเฉลี่ยทรัพย์คืนให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย หลังจาก ปปง. ยึดทรัพย์มาแล้ว โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ภายใน 90 วัน เพื่อให้ประชาชนมายื่นคําร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งผู้เสียหายจะได้รับเงินชดใช้คืนเมื่อศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้คืนแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

สำหรับผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถยื่นคําร้องขอคุ้มครองสิทธิ ผ่าน 3 ช่องทาง

1.ยื่นด้วยตนเอง ณ สํานักงาน ปปง.

2.ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนส่งถึง สำนักงานป้องกันและปราบการฟอกเงิน เลขที่ 422 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โดยวงเล็บ 2 มุมซองด้านบนว่า “ส่งแบบคําร้องขอ คุ้มครองสิทธิรายคดี….”

3.ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง https://khumkrongsit.amlo.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-219-3600 หรือ โทร 1710

นายคารม เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 - 30 มิ.ย.67 ผลการแจ้งความออนไลน์ ผ่าน https://www.thaipoliceonline.com รวม 35,379 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 3,437,689,020 บาท เฉลี่ย 114,589,643 บาทต่อวัน ผลการอายัดบัญชี 10,713 บัญชี ยอดขออายัด 1,404,539,300 บาท ยอดอายัดได้ 719,057,785 บาท

สำหรับประเภทคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้

1.หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ไม่เป็นขบวนการ) มูลค่าความเสียหาย 160,929,368 บาท

2.หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 583,012,851 บาท

3.หลอกให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 145,768,931 บาท

4.หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,427,157,157 บาท

5.หลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น มูลค่าความเสียหาย 235,952,533 บาท

ทั้งนี้ จากรายงานข้อมูลดังข้างต้น ยังมีประชาชนหลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่เชิญชวน ชักชวนโดยวิธีการต่างๆ หากถูกหลอก สามารถแจ้งความออนไลน์ที่ https://www.thaipoliceonline.com หรือสอบถามที่เบอร์ 1441 หรือ 081-866-3000


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top