Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

‘สคบ.’ เผย กฎหมายเปิดดูสินค้าออนไลน์ก่อนจ่าย มีผลบังคับใช้ 3 ต.ค. นี้ คาด!! ช่วยแก้ปัญหา ‘นักช้อปออนไลน์’ สามารถ ‘ปฏิเสธชำระเงิน-ไม่รับสินค้าได้’

(7 ก.ค.67) นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ให้ความเห็นชอบร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับการที่ผู้บริโภคสามารถขอเปิดดูสินค้าได้ก่อนชำระเงินค่าสินค้า สำหรับการซื้อสินค้าออนไลน์จ่ายเงินปลายทางนั้น ล่าสุด ประธานคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ‘ให้ธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าโดยเรียกเก็บเงินปลายทางเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2567‘ แล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567นั้น ล่าสุดประกาศ สคบ. ดังกล่าว ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ซึ่งการมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ประกอบการขนส่งสินค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีระยะเวลาในการเตรียมตัวที่เหมาะสม

นางสาวจิราพร กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้นักช้อปออนไลน์ โดยการใช้ ‘มาตรการส่งดี (Dee-Delivery)’ ให้ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าที่เรียกเก็บเงินปลายทางจากผู้บริโภค ต้องระบุรายละเอียดในหลักฐานการรับเงิน เช่น ชื่อ-สกุล และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ส่งสินค้า หมายเลขติดตามพัสดุ ข้อมูลพัสดุ จำนวนเงินที่เรียกเก็บปลายทาง รวมถึงให้สิทธิผู้บริโภคปฏิเสธไม่รับสินค้า หรือมีสิทธิได้รับค่าสินค้าคืน โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจถือเงินไว้ก่อนเป็นเวลา 5 วัน ก่อนนำส่งเงินให้กับผู้ส่งสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสแจ้งเหตุที่ขอคืนสินค้าและขอเงินคืน

นอกจากนี้ ยังให้สิทธิผู้บริโภคสามารถเปิดดูสินค้าก่อนชำระเงินได้ โดยบันทึกภาพถ่ายหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน หากสินค้าไม่ตรงตามที่สั่งซื้อ ผู้บริโภคสามารถปฏิเสธการชำระเงินและไม่รับสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภค และจะช่วยแก้ไขปัญหาการถูกหลอกขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

‘คุณทอม’ เผยชีวิต เพียงแค่ เดือนเดียว ‘ขาดทุนหุ้น 50 ล้าน’ รับ!! ‘ประมาท-ไว้ใจคนอื่น-มีอีโก้-ไม่รอบคอบ’ จนเกือบหมดตัว

เมื่อเร็วๆนี้ YouTube ช่อง ‘KoonTom คิดแบบคุณทอม’ ได้โพสต์คลิป ถึงบทเรียนในการใช้ชีวิต โดยมีใจความว่า ...

‘ลบ เจ๊งอย่างมหึมา แย่มาก’ นี่คือชีวิตของผม เมื่อเดือนที่แล้ว ผมมีชีวิตมา 58 ปีแล้ว ทำงานมา 40 กว่าปี ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก็ทำเงินได้หลายร้อยล้าน หลายพันล้าน ก็เจอพายุมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับหนักเหมือนเมื่อเดือนที่แล้ว

ก็เลยจะขอเล่าประสบการณ์ ‘การล้ม’ เพื่อหลายๆคนจะได้ไม่ประมาท

ผมเป็นคนที่ทำธุรกิจ จับแพะชนแกะ ผมลงเล่นในตลาดหุ้น แล้วผมก็ไม่ค่อยจะได้ดูแล ผมประมาท

บทเรียนแรกก็คือเราไม่ดูแลเงินเราด้วยความใกล้ชิด สุดท้ายแล้วเงินเรา ก็หายไปได้ในพริบตา เดือนที่แล้วเดือนเดียวผมขาดทุนหุ้นไป 50 ล้าน เงินที่มีเก็บเอาไว้เดือนเดียวเกือบหมด หุ้นที่ผมไปลงทุนมันโดนทุบทุกวัน ทำอะไรไม่ได้เลย แก้ไขไม่ทันกับการที่คิดว่าตัวผมเองแน่ คิดว่าตัวเองแก้ปัญหาได้ไม่ต้องห่วง ก็เป็นบทเรียนว่า ความประมาทเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้รวดเร็วที่สุด

บทเรียนที่ 2 ก็คือความไว้วางใจ เราไว้วางใจคนอื่น เราไว้วางใจว่าคนอื่นเขาดีกับเรา สุดท้ายแล้วเขาก็เห็นแต่ประโยชน์ของเขา เขาเอาตัวรอดก่อน อย่าไปคิดว่าเวลาเราจะจมน้ำตายแล้วจะมีคนมาช่วย การวางใจการประมาทจะทำให้คุณเจ๊งได้

บทเรียนที่ 3 ก็คือ ผมไว้วางใจคนอื่น จนหุ้นตกแล้วผมถอนออกไม่ทัน

บทเรียนที่ 4 ที่ทำให้ผมเจ๊ง เมื่อเดือนที่แล้ว ก็คือความมั่นใจ อีโก้ของตัวเอง พี่คิดว่าตัวเองแน่ ไม่คิดให้รอบคอบ

ขอฝากไว้ให้ทุกคนคิด ‘อย่าโดนเหมือนที่ผมโดน’

หลังจากที่ผมเจ๊งผมก็โทษสิ่งแวดล้อมโทษรัฐบาลโทษนั่นโทษนี่ จนผมตัดสินใจว่าผมจะไปตีกอล์ฟคนเดียว เพื่อจะไปคุยกับตัวเอง นี่คือวิธีแก้ไขปัญหาของผมนั่นก็คือการไปคุยกับตัวเอง มานั่งคิดให้ดีว่าสิ่งที่เราเจ๊งนั้น เป็นเพราะคนอื่น จริงหรือไม่ สรุปแล้วสิ่งที่ผมเจ๊งมันเป็นเพราะตัวผมเอง มันเป็นเพราะการตัดสินใจของเรา

สุดท้ายแล้วผมก็รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันเป็นเพราะตัวผมเอง ฉะนั้นมีเพียงคนเดียวที่จะช่วยผมแก้ปัญหานี้ได้นั่นก็คือตัวผมเอง

ผมขอฝากไว้ในการแก้ไขปัญหา ต้องไม่ให้ปัญหาของเราไปกระทบกับคนอื่น เราเป็นคนสร้างปัญหา ฉะนั้นเราไม่ควรจะนำปัญหาของเรา ไปทำให้คนอื่นเขาลำบาก

สุดท้ายแล้วผมก็ลุกขึ้นสู้ต่อ ไม่ได้สู้เพื่อชนะแต่ผมสู้ เพื่อสิ่งที่ผมรัก นั่นก็คือลูกและภรรยา เมื่อคุณมีปัญหาคุณเครียดคุณต้องหา เวลาที่คุณนิ่งจริงๆ คุณจะแก้ปัญหาได้คุณต้องเลิกโทษคนอื่น แล้วพยายามมองสิ่งที่บวก ในอดีตมีเงินแค่ 50,000 บาท เราก็สร้างมันมาได้จนมีบ้านหลังใหญ่ วันนี้เราก็จะต้องสร้างมันได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

‘เมื่อครั้งหนึ่งทำได้ครั้งนี้ก็ต้องทำได้’

THE STATES TIMES ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกคนที่กำลังสู้ชีวิต

‘ประมงสมุทรสาคร’ ลุยกำจัด ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ ดีเดย์!! เริ่มกำจัด ‘ปลาหมอสีคางดำ’ 9 ก.ค. นี้

(7 ก.ค.67) นายนิรันดร์ พรหมครวญ ประมงอาวุโสจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้ “ปลาหมอสีคางดำ” ระบาดหนักมาก ทำให้ระบบนิเวศทางน้ำเสียไป ทางประมงจังหวัดสมุทรสาครจึงจัดเตรียมลงแขกลงคลอง ดีเดย์วันที่ 9 ก.ค.นี้ ก่อนที่จะมีการปล่อยลูกปลากะพง และสัตว์น้ำ ลงสู่คลองต่อไป เพื่อสร้างระบบนิเวศทางน้ำให้สมดุลกลับสู่สภาพดังเดิม

จากสถานการณ์ที่พบปลาหมอคางสีดำ ซึ่งถูกขนานนามว่า “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือสิ่งมีชีวิตอันตรายในแหล่งน้ำทุกประเภททั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยขณะนี้พบการแพร่ระบาดอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อเป็นการร่วมกันตัดวงจรชีวิตและกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำ ทางนายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร ได้จับมือร่วมกับพันธมิตร เตรียมจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง ครั้งที่ 1” ในวันอังคารที่  9 กรกฎาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ คลองท่าแร้ง (บริเวณวัดยกกระบัตร) ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อร่วมกันกำจัดปลาหมอสีคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดสมุทรสาคร อีกทั้งยังเพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในจังหวัดสมุทรสาคร 

ขณะที่นายกมล ไกรวัตนุสสรณ์ ประธานชมรมเรืออวนลาก จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอสีคางดำระบาดขณะนี้ ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติหนัก หากไม่รีบกำจัดหรือทำให้ปริมาณลดลงนั้น จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและบริเวณปากแม่น้ำ ที่จะต้องถูกกินไปจนหมด อีกทั้งปลาประเภทนี้เป็นปลาที่ทนต่อสภาพน้ำทุกประเภท และยังมีการแพร่พันธุ์ได้เร็ว ดังนั้นการเร่งกำจัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้ได้มากที่สุด จะช่วยลดการเกิดใหม่ของลูกปลาได้ ทำให้การแพร่ระบาดลดน้อยลง

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณมาอุดหนุนช่วยซื้อปลาหมอสีคางดำ 500,000 กิโลกรัม (กก.) ตอนนี้ยังคงเหลือเงินที่รับซื้อได้อีกราวๆ 30,000 กิโลกรัม โดยสนับสนุนให้แพปลา 3 แห่งในอำเภอเมืองสมุทรสาคร และอีก 2 แห่งในอำเภอบ้านแพ้ว เป็นผู้รับซื้อปลาหมอสีคางดำส่งให้กับโรงงานปลาป่น ซึ่งแพปลาจะรับซื้อไว้ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท และทางแพจะได้รับค่าดำเนินการเพิ่มอีก 2 บาท

นอกจากนี้ทางประมงจังหวัดสมุทรสาคร ได้เร่งทำเรื่องถึงอธิบดีกรมประมงเพื่อของบประมาณนำมาซื้อปลาหมอสีคางดำเพิ่มอีก เพื่อให้การกำจัดโดยวิธีการจับมาขายให้กับแพปลาส่งต่อโรงงานปลาป่นนั้น ยังคงเดินหน้าต่อไปได้อีก เพราะจังหวัดสมุทรสาครนับเป็นจังหวัดผู้นำในเรื่องกำจัดปลาหมอสีคางดำที่มากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อจะสามารถกำจัดปลาหมอสีคางดำได้อย่างแน่นอน

ผบ.ตร. ส่งตำรวจรุดช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ชุมชนตรอกโพธิ์ เยาวราช กำชับดูแลความปลอดภัยจุดพักพิง เพิ่มพนักงานสอบสวนอำนวยความสะดวกคดี พร้อมส่ง พฐ.ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ย้ำให้ตำรวจดูแลความปลอดภัย ช่วยเหลือประชาชนทุกมิติ

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในชุมชนตรอกโพธิ์ ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงกลางคืน (6 ก.ค.67) ที่ผ่านมานั้น

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาลบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร และทุกภาคส่วนเร่งเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตั้งแต่เมื่อคืนผ่านมา จนสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ นอกจากนี้ ผบ.ตร.ยังได้กำชับให้ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลอำนวยความสะดวกช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ จัดพนักงานสอบสวนไปช่วยเหลือสอบสวนปากคำพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ให้เกิดความสะดวกทางคดี และให้กองพิสูจน์หลักฐานเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุต่อไป พร้อมตรวจดูเรื่องความปลอดภัยของอาคาร ความเสียหายที่เกิดขึ้นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย เบื้องต้นพบว่าประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากเพลิงไหม้มาลงทะเบียนผู้ประสบภัยกับเขตสัมพันธวงศ์ จำนวน 264 คน มีการจัดจุดพักพิงสำหรับผู้ประสบภัย จำนวน 4 จุด ได้แก่ 1. วัดสัมพันธวงศ์ 2. วัดชัยชนะสงคราม 3. วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และ 4. ห้องประชุมโรงเรียนวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร 

ผบ.ตร.ได้กำชับตำรวจจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจดูแลเรื่องความปลอดภัย และช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย รวมทั้งจัดเจ้าหน้าที่จราจรดูแลการจราจรรอบพื้นที่เกิดเหตุ จุดพักพิงต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ประสบภัย

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยต้องการสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม ติดต่อที่หมายเลข 1599 หรือ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เฟซบุ๊ก ‘อานนท์ นำภา’ เผยจดหมาย HBD ให้ลูกสาว จากห้องขังหมายเลข 17 รับ ‘สิ่งที่กลัวที่สุด’ คือวันที่พ้นโทษ ‘พ่อ’ จะกลายเป็นคนแปลกหน้าของลูก

(7 ก.ค.67) เฟซบุ๊ก อานนท์ นำภา เปิดเผยจดหมายเขียนด้วยลายมือจาก นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งขณะนี้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ โดยระบุว่า เป็นจดหมายฉบับวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เพื่อเขียนถึงลูกๆ โดยมีใจความว่า

สิ่งที่พ่อกลัวที่สุดตอนนี้ คือในวันที่พ่อพ้นโทษออกไป พ่อจะกลายเป็นคนแปลกหน้าของลูกทั้งสอง สำหรับโทษทัณฑ์ที่พ่อได้รับตอนนี้มันก็เกินกว่าอายุของเจ้าปราณไปเสียแล้ว

5 กรกฎาคม 2567 สุขสันต์วันเกิด ครบรอบ 8 ขวบของเจ้าปราณ ลูกสาวที่น่ารักที่สุดของพ่อ ขณะที่ลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ พ่อคงอยู่ในห้องขังหมายเลข 17 และคงแอบร้องเพลงวันเกิดเบาๆที่มุมห้องสักมุม พรวันเกิดของเจ้าปราณในปีนี้ พ่อคงทำได้เพียงเขียนจดหมายมาร่วมอวยพรวันเกิด มันก็น่าน้อยใจอยู่กระมังที่แม้แต่เค้กสักก้อน พ่อก็ไม่สามารถส่งไปอวยพรวันเกิดให้ลูกได้ ฝากบรรดา ลุงป้าที่ศูนย์ทนายฯ ซื้อเค้กชิ้นเล็กๆ รสช็อกโกแลตให้เจ้าปราณแทนพ่อด้วย เค้กมีไว้กินอย่าเอาไปป้ายหน้ากันเล่นละ 8 ขวบถือว่าโตแล้วนะคะ อย่าให้เจ้าขาลกินเค้กเยอะมันมีน้ำตาลสูง น้ำอัดลมนี่ห้ามแตะ

*วันเกิดปราณปีนี้ พ่อขอให้ลูกสุขภาพแข็งแรง ขยันเรียน และมีความสุขกับทุกๆสิ่ง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และอย่าลืมช่วยแม่ดูแลน้องขาลด้วยตอนพ่อไม่อยู่ ห่มผ้าให้น้องและแม่ หากแม่ทำงานดึกแล้วเผลอหลับไป

ทุกวินาทีของพ่อรอคอย การกลับไปอยู่ด้วยกันกับลูกๆ หากแต่โชคชะตายังคงไม่อำนวยให้เราได้อยู่พร้อมหน้ากัน ปราณอย่าได้เสียใจหรือน้อยใจไป ท่ามกลางความโชคร้าย ปราณยังมีความโชคดีที่มีแม่ที่เข้มแข็ง มีน้องที่น่ารัก และมีบรรดาลุงป้าน้าอา ที่คอยเป็นกำลังใจ

แล้วเราจะผ่านฝันร้ายนี้ไปด้วยกัน สุขสันต์วันเกิด / รักและคิดถึง ลูกทั้งสอง

‘รัฐบาล’ เชิญชวนประชาชน รวมน้ำใจบริจาคโลหิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง ครบ 6 รอบ 72 พรรษา

(7 ก.ค.67) น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บูรณาการร่วมกับสภากาชาดไทย และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จัดทำโครงการ ‘รวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี ต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์’ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งเพื่อให้สภากาชาดไทยมีโลหิตสำรองสำหรับใช้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยได้ เป็นการต่อชีวิตให้ผู้อื่น และผู้บริจาคโลหิตมีจิตสำนึกของการทำความดีด้วยหัวใจ รู้จักการเป็นผู้ให้ เป็นการสร้างจิตสำนึกสาธารณะในการช่วยเหลือสังคม

น.ส.เกณิกา ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่า เนื่องด้วยโอกาสเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลจึงเห็นสมควรดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระราชนโบายเกี่ยวกับการแก้ไขและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการดำเนินโครงการที่เป็นการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาพรวม ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งการบริจาคโลหิตเป็นการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนโลหิตสำรองของสภากาชาดไทย

ทั้งนี้ รัฐบาลของเชิญชวนประชาชนที่มีจิตอาสาร่วมบริจาคโลหิตของท่าน เพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่นได้ ในวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาลในส่วนของจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ จะมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ร่วมกันให้มีการบริจาคโลหิตตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567

‘ดร.หิมาลัย’ ลงพื้นที่ ‘ลพบุรี’ พบปั๊มน้ำมัน มีค่ากำมะถัน สูงเกินเกณฑ์ เผย!! ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน ตามนโยบายของ ‘ท่านพีระพันธุ์’

เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.67) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ พร้อมด้วย นายทนงศักดิ์ วงษ์ลา พลังงานจังหวัดลพบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลพบุรี เดินทางมาที่ สภ.บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เพื่อติดตามการดำเนินคดี กับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สำนักงานพลังงานจังหวัดลพบุรี ออกตรวจสอบคุณภาพน้ำมันจากปั๊มน้ำมันต่างๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอ ของจังหวัดลพบุรี ทั้งหมด 28 ปั๊ม โดยทางสำนักงานพลังงานจังหวัดลพบุรี ส่งน้ำมันไปตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันยังกรมธุรกิจพลังงาน

ต่อมาแจ้งผลการตรวจคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงมาที่พลังงานจังหวัดว่า มีผลค่ากำมะถันในน้ำมันเกินค่ามาตรฐานจำนวน 2 ปั๊ม พบผลการตรวจค่ากำมะถันนี้ สูงกว่า 240 PPM. เกินกว่าค่าปกติถึง 4 เท่า วัดจากค่ามาตรฐานของน้ำมันกำมะถันที่กำหนดไว้ 50 PPM.

ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดลพบุรี เข้าแจ้งความดำเนินคดี กับสถานประกอบการทั้ง 2 แห่ง แล้ว โดยวันนี้มีผู้ประกอบการน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมกับทนายความ เดินทางมาเข้าร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้มีสารกำมะถันสูงกว่ามาตรฐาน

ดร.หิมาลัย กล่าวว่า ในขั้นต้นได้รับรายงานว่า สำนักงานพลังงานจังหวัดลพบุรี ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันให้มีมาตรฐานตามนโยบายของ นายพีระพันธ์ุ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ซึ่งเราก็ได้รับการร้องขอความเป็นธรรมมาจากผู้ประกอบการ วันนี้มานั่งประชุมกันทั้ง 2 ฝ่าย ทำความเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่เองก็ทำงานที่ตรงไปตรงมา ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติงานตามวงรอบ ขณะเดียวกันทางเราก็รับทราบปัญหาจากทางผู้ประกอบการด้วย

การหารือวันนี้ ถือว่าเป็นไปโดยดี เป็นการรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชน เราต้องการที่จะดูแลผลประโยชน์ให้ประชาชนในเรื่องของน้ำมันให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน ดร.หิมาลัย กล่าว

ด้านนายทนงศักดิ์ กล่าวว่า ดำเนินการตรวจสอบตามปกติ คือ พลังงานจังหวัดลพบุรี มีแผนสุ่มตรวจในจังหวัด โดยขณะนี้มีอยู่ 3 พื้นที่ 3 อำเภอ ในการสุ่มตรวจทั้งหมด 28 ปั๊มที่ได้มา ไม่ได้เจาะจงปั๊มใดปั๊มหนึ่ง เมื่อส่งตรวจแล้วทางกรมธุรกิจพลังงานได้ส่งรายการแจ้งมาที่สำนักงานพลังงานจังหวัด ว่ามีผลเกินค่ามาตรฐานอยู่ 2 ปั๊ม คือมาตรฐานที่ประมาณ 50 PPM. ต่อปริมาณ แต่ว่าผลการตรวจของ ปั๊มทั้ง 2 แห่งสูงกว่า 240 PPM. และขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการดำเนินการในการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย

ย้อนบทสนทนาชวนซึ้ง 'อนุทิน-แม่ของลูกชายที่บริจาคหัวใจ' "หัวใจของลูกพี่ยังเต้นอยู่ในโลกนี้ แม้เขาจะไปเป็นเทวดาบนสวรรค์แล้ว"

(6 ก.ค.67) จากเพจ 'FC Anutin' ได้โพสต์เรื่องราวน่าประทับใจจากกรณีเมื่อครั้งหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้มีโอกาสพบกับคุณแม่ของชายผู้หนึ่งที่บริจาคหัวใจและหัวใจนั้นถูกนำไปเติมเต็มชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่น ว่า...

กายจากไป

แต่หัวใจยังอยู่

"คุณอนุทินนนนน" เสียงสตรีดังขึ้นเรียกนายอนุทิน ขณะกำลังเดินทอดน่องหาของทานยามเย็น ที่ จ.ระนอง

เขารีบหันไปตามเสียงก่อนทราบว่า เจ้าของเสียง มาจากร้านเต้าหู้ ใกล้ ๆ 

"เราเคยเจอกันแล้ว ท่านจำได้ไหม"

นายอนุทิน ทำหน้าสงสัยก่อนได้คำตอบว่า 

"ดิฉันเป็นแม่ของลูกชายที่บริจาคหัวใจแล้วคุณบินมารับเอาหัวใจลูกชายบินไปกรุงเทพ"

นายอนุทินได้ยินดังนั้น เลยตอบกลับทันที

"ป่านนี้เป็นเทวดาไล่จีบนางฟ้าอยู่บนสวรรค์แล้ว ไม่ต้องไปห่วงเขาเลย"

คุณแม่ ถามต่อด้วยว่า หัวใจของลูกชายยัง OK อยู่ไหม

นายอนุทิน ยิ้ม แล้วตอบว่า 

"เวิร์คอย่างดี ไม่เคยได้รับรายงานว่ามีปัญหาเลย คนไข้ที่คุณหมอพัชร อ่องจริตเปลี่ยนหัวใจให้ยังแข็งแรงดีทุกคน หัวใจของลูกพี่ยังเต้นอยู่ในโลกนี้ถึงแม้เขาไปเป็นเทวดาบนสวรรค์แล้ว"

สิ้นเสียงนายอนุทิน 

น้ำตาของผู้เป็นแม่ก็เอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว

(13 มกราคม 2565)

สาวเปิดแชต ‘ผู้บริหาร กทม.’ สารภาพคุกคามทางเพศจริง หลัง ‘ชัชชาติ’ อ้างไร้หลักฐาน ยัน!! มี ‘รองผู้ว่าฯ กทม.’ เป็นพยาน แต่กรรมการไม่เรียกมาให้การ ทำให้คนผิดรอดตัว

(6 ก.ค.67) จากกรณี นางสาวเอ (สงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 30 ปี อดีตทีมงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนประจำศาลาว่าการ กทม. เพื่อขอความเป็นธรรม หลังถูกผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเมืองคุกคามทางเพศ

โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า รับทราบแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว เมื่อทราบเรื่องจึงได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ผลการสอบข้อเท็จจริงไม่ได้ชี้ชัดว่าผิดหรือไม่ แต่เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย จึงให้ผู้บริหารระดับสูงรายนั้นลาออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกันผู้ร้องสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายได้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ลงนามในคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1731/2567 เรื่อง แต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผู้ช่วยฯ รายดังกล่าว ได้ลาออกจากตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผลในวันที่ 7 มิ.ย. 67 จึงแต่งตั้งนายคุณานพ เลิศไพรวัลย์ เป็น ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 67 เป็นต้นไป

ล่าสุดวันที่ 5 ก.ค. 2567 นางสาวเอ กล่าวภายหลังนายชัชชาติออกมาให้ข่าวว่า ไม่มีหลักฐานในการเอาผิดคู่กรณี ว่า ตนมีหลักฐานเป็นข้อความในไลน์ ที่คู่กรณีส่งเข้ากลุ่มรับสารภาพว่า ได้กระทำจริง และขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเป็นพยานบุคคล คือ ตัวรองผู้ว่าฯ กทม. 2 คน ที่คู่กรณีได้รับสารภาพต่อหน้าด้วย แต่กรรมการสอบข้อเท็จจริง กลับไม่เรียกรองผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 2 คน มาร่วมให้การในฐานะพยาน จึงไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อสรุปความผิดของคู่กรณีได้ เพราะไม่มีหลักฐาน

นางสาวเอ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยขอเข้าพบผู้บริหาร เพื่อขอความชัดเจนเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยการนัดผ่านผู้บริหารคนอื่น และสำนักงานเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ไม่ได้พบ ขณะนี้รอทีมงานของนายชัชชาติไปหารือกับผู้บริหาร ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร

โรงพยาบาลตำรวจ จัดกิจกรรมจิตอาสา โครงการ "คัดกรอง และผ่าตัดผู้ป่วยทางศัลยกรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา"

(6 ก.ค. 67) ณ ลานกิจกรรมชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8)เปิดโครงการ "คัดกรอง และผ่าตัดผู้ป่วยทางศัลยกรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา" ที่จัดขึ้นโดย กลุ่มงานศัลยกรรม โรงพยาบาลตำรวจ 

พ.ต.อ.จุมพฎ อุรุพงศา นายแพทย์(สบ 5) หัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรม กล่าวรายงาน จัดกิจกรรม ตรวจคัดกรองและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยทางศัลยกรรมจำนวน 72 ราย จาก 3 หน่วยงาน ของกลุ่มงานศัลยกรรม โดยได้รับความร่วมมือ จากอีกหลายหน่วยงานได้แก่
 - กลุ่มงานวิสัญญี โรงพยาบาลตำรวจ
 - กลุ่มงานพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ
 - กลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลตำรวจ
 - กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลตำรวจ
 - ฝ่ายเวชระเบียน กองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ
 - ฝ่ายการเงิน กองบังคับการอำนวยการ โรงพยาบาลตำรวจ

หน่วยศัลยศาสตร์หลอดเลือด จัดกิจกรรมทำเส้นฟอกไต ช่วยเหลือผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ที่จำเป็นต้องได้รับการฟอกเลือด ล้างไต กำจัดของเสียส่วนเกินออกจากร่างกาย ก่อนที่จะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ด้วยการลดระยะเวลาในการรอคอยการผ่าตัดทำเส้นเลือดสำหรับฟอกไต ซึ่งผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายมีระยะเวลาในการรอทำการผ่าตัดทำเส้นเลือดสำหรับฟอกไต โดยเฉลี่ยประมาณ 6-12 เดือน ในครั้งนี้มีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 ราย

หน่วยศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จัดกิจกรรมส่งกล้องเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะเริ่มต้น เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มีแนวโน้มมากขึ้น และพบในผู้ที่มีอายุน้อย ทำให้มีโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หากวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวได้ รวมถึงผู้ที่เป็นโรคจะได้รับการรักษาที่รวดเร็ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งครั้งนี้มีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการจำนวน 37 ราย

หน่วยศัลยกรรมตกแต่ง จัดกิจกรรมผ่าตัดแก้ไขความพิการและเนื้องอก ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากผู้ป่วยบางรายมีความพิการมาแต่กำเนิด ความพิการจากอุบัติเหตุ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต รวมถึงเนื้องอก หากปล่อยไว้อาจจะลุกลามเป็นเซลล์มะเร็งได้ การผ่าตัดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งครั้งนี้มีผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ 15 ราย
รวมทั้งสิ้น 72 ราย

นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน ออกหน่วยเคลื่อนที่ ณ ลานกิจกรรม อาคาร 6 เคหะสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจอุดมสุข โดยมีกิจกรรม ดังนี้

1.คัดกรองภาวะสุขภาพและตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

2.บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

3.ตรวจสุขภาพตับด้วยเครื่อง Fibro scan

4.ประเมินพัฒนาการเด็กเล็ก

5.นวดเพื่อสุขภาพ

6.กิจกรรมบนเวทีและของรางวัลมากมาย

พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8)กล่าวว่า บุคลากรของโรงพยาบาลตำรวจ มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และมีหัวใจของการเป็นจิตอาสา ที่จะให้การรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินโครงการจะสามารถคัดกรองและผ่าตัดรักษาผู้ป่วยทางศัลยกรรมให้ได้รับการรักษาที่รวดเร็ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป และขอขอบคุณ คณะผู้ดำเนินโครงการ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จิตอาสาทุกคน

โดยกิจกรรมในครั้งหน้า จะเป็นการจัดกิจกรรมจิตอาสา ณ อาคารบ้านพักส่วนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ทุ่งสองห้อง) ในวันเสาร์ที่ 13 ก.ค. 67

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ สื่อสารองค์กร และโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ขออนุญาตเผยแพร่ภาพและข่าวประชาสัมพันธ์ที่มีภาพบุคคลในกิจกรรมดังกล่าว

"ศูนย์กลางข่าวสาร ประสานฉับไว ใส่ใจบริการ เพื่อตำรวจและประชาชน"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top