Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

ผบช.สตม. ตรวจเยี่ยมติดตามสถานการณ์ ตม.จว. พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (3 ก.ค.68) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อม พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 และ พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.ตม.4 ได้เดินทางตรวจเยี่ยม ตม.จว.ศรีษะเกษ และ ตม.จว.สุรินทร์ ในพื้นที่ บก.ตม.4 เพื่อมอบนโยบายและติดตามผลการปฏิบัติงานพร้อมสร้างขวัญกำลังในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ข้าราชการตำรวจ ตม.ในพื้นที่ ในการนี้ ผบช.สตม. ได้ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์และรับฟังบรรยายสรุปจากหัวหน้า ตม.จังหวัด พร้อมทั้งฝ่ายทหารและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ในวันพรุ่งนี้ ผบช.สตม.และคณะจะเดินทางต่อไปยัง ตม.จว.จันทบุรี และ ตม.จว.สระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยม ตม.จว.ชายแดนในพื้นที่ บก.ตม.3 ต่อไป

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้เน้นย้ำการปฏิบัติงานในพื้นที่พรมแดนซึ่งนอกจากความเข้มงวดในการตรวจบุคคลและยานพาหนะในการเข้า-ออกราชอาณาจักรตามกฎหมายและมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติของ สตม.แล้ว ยังจะต้องแสวงหาความร่วมมือและบูรณาการการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดำเนินการตามแนวทางการปฏิบัติของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) โดยการตรวจอนุญาตบุคคลผ่านแดน ในกรณีเพื่อการศึกษาหรือเจ็บป่วยที่มีความจำเป็นต้องรักษาพยาบาล ให้พิจารณาดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษยธรรมสากล พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

ผบช.สตม. ยืนยันความพร้อมการปฏิบัติงานของด่าน ตม.จังหวัดชายแดน และ สตม. ในภาพรวม โดยช่วงครึ่งปีแรก มค. - มิ.ย.68 สถิติคนต่างด้าวเดินทางเข้าราชอาณาจักรมีจำนวน 23,885,529 ราย สัญชาติที่เดินทางเข้ามาในไทยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน และลาว โดย สตม. ได้ดำเนินการมาตรการเข้มงวดคัดกรองคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง มุ่งเน้นความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน เฉพาะในห้วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. - พ.ค.) มีการปฏิเสธคนต่างด้าวที่มีลักษณะต้องห้ามเข้าราชอาณาจักรจำนวน 25,850 ราย และจับกุมดำเนินคดีคนต่างด้าวที่กระทำความผิดในราชอาณาจักรอีกจำนวน 27,564 ราย        

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า - ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุดช็อก!! ผลทดสอบคอนกรีต ‘ตึก สตง.’ ‘ตกเกณฑ์ทั้งระบบ’ ผนังอาคารใช้วัสดุผิดสเปก

(3 ก.ค. 68) ผลทดสอบคอนกรีตอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ล่าสุดถูกเปิดเผยโดย นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ระบุว่า “ผลทดสอบตกเกณฑ์ทั้งหมด” โดยเฉพาะส่วนผนังคอนกรีตที่ไม่ผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามมาตรฐานกำหนด

จากข้อมูลของสภาวิศวกร เมื่อวันที่ 2 ก.ค. พบว่า อาคารที่ถล่มนั้น ทดสอบกำลังอัดคอนกรีตสเปค 500 ksc. และ 350 ksc. ผลปรากฏว่า ผนังของอาคารไม่ผ่านเกณฑ์เกือบทั้งหมด โดยตัวอย่างในกลุ่มสเปค 500 ksc. ต่ำกว่ามาตรฐานถึง 37.8% และในกลุ่ม 350 ksc. ต่ำเกณฑ์ถึง 60% ส่วนอาคารที่ยังไม่ถล่มก็ยังมีผนังไม่ผ่านเกณฑ์เช่นกันในอัตรา 36.8%

นายชูเลิศชี้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การหาสาเหตุเชิงวิศวกรรมว่าทำไมคอนกรีตผนังจึงตกเกณฑ์ทั้งหมด ทั้งที่ระบุว่าใช้วัสดุมาตรฐาน การหาคำตอบนี้เป็นวิทยาศาสตร์จะช่วยป้องกันเหตุซ้ำรอย และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ด้านนายกฯ ‘อิ๊งค์’ แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่า การออกแบบและการก่อสร้างอาคารดังกล่าวมีความผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น พร้อมสั่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชนในอนาคต

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk'

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talks'
 
โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk' พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน
 
รายการ: 'เหลาครอบครัว Family Talks' มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
 
เนื้อหารายการประกอบด้วย
ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า: เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ: เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์:
ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ):
เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว

สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า
เหลาครอบครัว Family Talk

ไทยย้ำจุดยืนอธิปไตย!! ไม่ยอมรับการแทรกแซง จี้ผู้นำ ‘กัมพูชา’ หยุดพฤติกรรมกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

(3 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ผู้นำกัมพูชายุติการแสดงออกที่เข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรสหประชาชาติ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้นำกัมพูชาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจและซักถามไปยังรัฐบาลไทย

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การกระทำของผู้นำกัมพูชานั้นละเมิดหลักการแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และถือเป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา

รัฐบาลไทยจึงขอให้ผู้นำกัมพูชายุติพฤติกรรมดังกล่าวโดยทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเคารพหลักสากล และหันมาใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

‘สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ’ เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น ‘สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ’ หนุนความเท่าเทียมทุกเพศ

(2 ก.ค. 68) สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ” อย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและบทบาทของคู่สมรสในกองทัพอากาศยุคปัจจุบัน รวมถึงสะท้อนความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับในความหลากหลาย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของคุณมนทิรา พัฒนกุล นายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน ที่ต้องการให้ชื่อสมาคมครอบคลุมคู่สมรสทุกเพศทุกสถานะ โดยเฉพาะในกรณีที่นายทหารหญิงมีคู่สมรสเป็นบุรุษ ซึ่งมีสิทธิเป็นสมาชิกและร่วมกิจกรรมของสมาคมได้อย่างเท่าเทียม

ชื่อใหม่ในภาษาอังกฤษคือ “Air Force Spouses Association (AFSA)” โดยยังคงภารกิจหลักเดิมในการดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพล จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพอากาศควบคู่กันไป

แม้เปลี่ยนชื่อ แต่สมาคมฯ ยืนยันว่าจะสานต่อเจตนารมณ์เดิมอย่างเข้มแข็ง พร้อมปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพื่อดูแลครอบครัวทหารอากาศในทุกมิติต่อไปอย่างยั่งยืน

สล.พมพ.ทรภ.1 จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือในพื้นที่ชายแดน

ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 (สล.พมพ.ทรภ.1) ได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ณ โรงเรียนในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยมี นาวาเอก กฤษดา จิระไตรพร รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้แทนจาก ทัพเรือภาคที่ 1, กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยประสานงานพื้นที่ชายแดนตราด สมาคมชาวประมงจังหวัดตราด และกลุ่มอาสาสมัคร “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” 

นำโดย นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันในมิติต่าง ๆ อาทิ การรักษาความมั่นคงชายแดน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการลงพื้นที่ มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ของที่ระลึก ยาและเวชภัณฑ์ ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองม่วง ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โรงเรียนวัดห้วงโสม ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โรงเรียนบ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทัพเรือภาคที่ 1 ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในด้านความมั่นคงและพัฒนาสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กฟผ. กับภารกิจรักษาความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน ด้วยหัวใจของทีมผู้เชี่ยวชาญและนักประดาน้ำ

(2 ก.ค.68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งต่อพลังงานสู่บ้านเรือนและภาคเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่เบื้องหลังพลังงานเหล่านี้ ยังเต็มไปด้วยภารกิจที่ท้าทาย และทีมงานที่ทุ่มเทดูแล 'เขื่อน' ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด

เพราะเขื่อนไม่ใช่แค่ที่เก็บน้ำ...

เขื่อนไม่ใช่เพียงแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในด้านชลประทาน การเกษตร อุปโภคบริโภค หรือการรักษาระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง น้ำที่ระบายจากเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้คนไทยใช้ทุกวัน

ดังนั้น ความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยของเขื่อน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญของ กฟผ. ซึ่งแบ่งหน้าที่ตรวจสอบออกเป็นหลายด้าน ทั้งบนบก ใต้ดิน และใต้น้ำ

ตรวจสอบแม่นยำด้วยเทคโนโลยี

การตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนแต่ละแห่ง ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มตรวจด้วยสายตา โดยการเดินสำรวจแนวหินถมบนสันเขื่อน ซึ่งสูงกว่า 140 เมตร เพื่อดูการทรุดตัวของแนวหินและสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจสอบทางเทคนิคด้วยระบบฐานข้อมูล DS-RMS (Dam Safety – Remote Monitoring System) ระบบนี้สามารถวัดพฤติกรรมเขื่อนได้แบบเรียลไทม์ โดยจะเก็บข้อมูลจากเครื่องมือต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ทั้งในตัวเขื่อนและบริเวณโดยรอบ แล้วแสดงผลออกมาเป็นกราฟ โดยสามารถตรวจสอบครอบคลุมทั้งสภาวะปกติ สภาวะแผ่นดินไหว และสภาวะน้ำหลาก โดยแบ่งสถานะความปลอดภัยเป็น 3 ระดับ คือ

• ปกติ
• แจ้งเตือน
• เฝ้าระวัง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรเข้าดำเนินการหรือไม่

ภารกิจใต้ดินในอุโมงค์ความมั่นคง

นอกจากภายนอกเขื่อนแล้ว ภายในก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยเฉพาะ 'อุโมงค์ตรวจสอบเขื่อน' ซึ่งเป็นพื้นที่อับอากาศ มีความชื้นสูง และบางจุดมีความแคบมาก เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ มีความกว้างของรากฐานกว่า 586 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องลงบันไดชันที่สูงเทียบเท่าตึก 15 ชั้น และต่อด้วยบันไดเวียนอีกกว่า 250 ขั้น

ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่ใช้ความแข็งแรงทางร่างกาย แต่ยังต้องมีความละเอียดและชำนาญสูง เพื่อสำรวจสภาพคอนกรีตและโครงสร้างภายในอย่างละเอียดที่สุด

เบื้องหลังใต้น้ำ : ทีม 'นักประดาน้ำ กฟผ.'

ภารกิจสำคัญอีกด้านที่ไม่อาจมองข้าม ก็คือ 'งานใต้น้ำ' ซึ่งต้องพึ่งพาทีมนักประดาน้ำ กฟผ. โดยตรง ซึ่งนักประดาน้ำ กฟผ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานเฉพาะทางขององค์กร ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 และในปัจจุบันมีเพียง 48 คนทั่วประเทศ หน้าที่ของพวกเขาคือการ ดำดิ่งลงไปลึกกว่า 50–60 เมตร เพื่อบำรุงรักษาอุปกรณ์ใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังความร้อน

ภารกิจที่ต้องทำในความมืดมิด เช่น

• เชื่อมและตัดต่ออุปกรณ์ใต้น้ำ
• ขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
• ตรวจสอบหอหล่อเย็นในพื้นที่แคบ
• ดูแลอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นมาซ่อมบนบกได้
ประสาทสัมผัสจากมือ ความชำนาญเฉพาะด้าน และการตัดสินใจภายใต้แรงดันน้ำมหาศาล จึงเป็นสิ่งที่ทีมนี้ต้องฝึกฝนอย่างเข้มข้น

ความเสี่ยงที่ต้องซ้อมซ้ำทุกปี

เพื่อให้มั่นใจว่า 'นักประดาน้ำ กฟผ.' พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกสถานการณ์ จึงได้จัดฝึกอบรมและทดสอบสมรรถภาพนักประดาน้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้งในด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่านักประดาน้ำมีความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ และความรู้ด้านงานช่างตลอดเวลา

เมื่อมนุษย์ไม่อาจเข้าถึง... กฟผ. จึงใช้ ‘ยานใต้น้ำ’

ในบางจุดที่ลึกเกินไปหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าถึง กฟผ. ยังมีการใช้ 'ยานสำรวจใต้น้ำ' (ROV – Remotely Operated Vehicle) ซึ่งสามารถบันทึกภาพแบบวิดีโอเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบำรุงรักษาต่อไปได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของเขื่อน คือ ความมั่นคงของชาติ

ทุกฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ผู้ตรวจสอบ นักประดาน้ำ หรือผู้วิเคราะห์ข้อมูล ล้วนมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน และส่งต่อความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

สตม.บุกรวบผู้ต้องหาอาชญากรรมค้ายาเสพติดตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน พ่วงผู้ต้องหาเสพและครอบครองยาบ้า 

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง  รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.,  พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล  รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม.,  พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้   

สตม.บุกรวบผู้ต้องหาอาชญากรรมค้ายาเสพติดตามหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน พ่วงผู้ต้องหาเสพ และครอบครองยาบ้า กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมคนต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 2 คน ดังนี้
1. นายหลี่ (สงวนนามสกุล) อายุ 34 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 624/2568 ลงวันที่ 16 มิ.ย.2568 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน อาชญากรรมค้ายาเสพติด (ออกหมายจับผู้ร้ายข้ามแดน) นำตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน    
2. นายหยู (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปี พร้อมด้วยของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า 418 เม็ด และไอซ์ 1.05 กรัม) พร้อมด้วยอุปกรณ์การเสพ จำนวน 2 ชุด โดยกล่าวหาว่า เสพและมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าและไอซ์) โดยผิดกฎหมาย นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สถานที่จับกุม บ้านพักภายในหมู่บ้านย่านลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 48 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ สืบเนื่องจาก สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีสถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ร้องขอให้ทางการราชอาณาจักรไทยให้ส่งตัวนายหลี่ บุคคลสัญชาติจีน เพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน “อาชญากรรมค้ายาเสพติด” อันเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ ได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับนายหลี่ และได้ส่งหมายจับศาลอาญา ที่ 624/2568 ลงวันที่ 16 มิ.ย.2568มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้สั่งการให้ บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมนายหลี่ ตามหมายจับของศาลอาญาดังกล่าว พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. จึงได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุม จากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม. พบว่า นายหลี่ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและพักอาศัยอยู่ในบ้านพักภายในหมู่บ้านย่านลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 48 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ จึงได้ขอหมายค้นต่อศาลอาญาเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบนายหลี่ พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว และพบ นายหยู ภายในห้องนอนชั้น 2 พร้อมของกลางยาบ้า 418 เม็ด ไอซ์ 1.05 กรัม และอุปกรณ์การเสพ จำนวน 2 ชุด  ซึ่งนายหยูทิ้งลงไว้ใต้เตียงนอนเมื่อทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้น จึงได้ทำการจับกุม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบแก๊สไนตรัสออกไซด์หรือแก๊สหัวเราะ บรรจุหลอดเล็ก 152 หลอด หลอดใหญ่ 6 หลอด จุกสีขาวสำหรับเสียบหลอดแก๊ส 92 อัน ลูกโป่งถุงใหญ่ 4 ถุง ลูกโป่งถุงเล็ก 2 ถุง ซึ่งนายหลี่อ้างว่าได้ซื้อมาจากย่านอาร์ซีเอไว้เพื่อสูดดมเองจึงได้ตรวจยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบและสืบสวนขยายผลหาผู้กระทำผิดต่อไป

‘เขมร’ ทำสงครามไซเบอร์ผ่าน Google Map ปักหมุด 'ปราสาทตาเมือนธม' เข้าชายแดนตัวเอง

(2 ก.8. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Army Military Force - สำรอง‘ โพสต์ข้อความพร้อมภาพ โดยระบุว่า “รัฐบาลเขมรทำสงครามไซเบอร์ ย้ายหมุดปราสาทตาเมือนธมในแอพพลิเคชั่น Google Map จากฝั่งประเทศไทยอยู่ไปในฝั่งกัมพูชาเรียบร้อยละ เพื่อสร้างหลักฐานเท็จฟ้องสื่อต่างชาติและศาลโลกรวมทั้งหลอกชาวเขมรด้วยกัน ให้เข้าใจผิดว่า ปราสาทตาเมือนธมอยู่ในดินแดนกัมพูชามาเนินนาน และประเทศไทยต้องการรุกรานดินแดนกัมพูชา เพื่อต้องการยึดปราสาทตาเมือนธมดังกล่าว”

พิกัด 14.349597904473361, 103.26662069859759

อนึ่ง พบว่าปราสาทตาเมือน (บายกรีม) กับปราสาทตาเมือนโต๊ดริมถนน 2407 ยังอยู่ในเขตประเทศไทยเหมือนเดิม

เชียงใหม่-ภ. 5  แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้า10,600,000 เม็ด

(1 ก.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงข่าว พร้อมด้วย  พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน  พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 พล.ต.ต.พงษ์เดช คำใจสู้ ผบก.ภ.จว.แพร่และ พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงรายฝ่ายทหาร นบ.ยส.35 โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง รอง ผวจ.แพร่ และรองผวจ.เชียงราย สำนักงาน ปปส.ภาค 5 

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติด  และสืบสวนขยายผลคดียาเสพติดรายสำคัญ ของ สภ.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ บูรณาการร่วมหน่วยเกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 1 คน รถยนต์บรรทุก 6  ล้อ 1 คัน ยาบ้า 50 กระสอบ รวมประมาณ 10 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในลำโพงเครื่องเสียง และกรณีตรวจยึดยาเสพติด จำนวน 600,000 เม็ด บรรจุมาในกล่องพัสดุของขนส่งเอกชน ในพื้นที่ สภ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

คดีที่ 1 สถานที่จับกุม ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ (X-ray) หมู่ 4 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผู้ต้องหา นายคำวัง หรือเอ็ม อายุ 30 ปี ภูมิลำเนา อ.แกดำ จ.มหาสารคาม

พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 08.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สภ.ห้วยไร่ จ.แพร่ ได้รับคำสั่ง จากผู้บังคับบัญชาให้ตั้งจุดตรวจสกัดกั้นยาเสพติด ณ ด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 หมู่ที่ 2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ต่อมาได้รับแจ้งจากสายลับ แจ้งว่ามีกลุ่มลำเลียงยาเสพติดใช้รถยนต์บรรทุกหกล้อ ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์หกล้อบรรทุกโดยมียาเสพติดซุกซ่อนในท้ายบรรทุกโดยทำช่องลับ จึงนำเรียนให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นและได้สั่งการให้ทำการคัดกรองรถยนต์บรรทุกหกล้อเข้าทำการ X-ray 

ต่อมาจนกระทั่งเวลาประมาณ 10.15 น. พบรถยนต์บรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 70-4183 มหาสารคาม
ขับขี่เข้าด่านตรวจยาเสพติดห้วยไร่(K-ray) ม.4 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ เจ้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจได้ให้สัญญาณหยุดรถและได้เรียกเข้าอุโมงค์ X-ray โดยมีนายคำวังหรือเอ็ม (ทราบชื่อภายหลัง) เป็นผู้ขับขี่ จากการสอบถามในบันทึกยินยอมการเข้า X-ray รถ ได้สอบถามว่าสินค้าที่บรรทุกมาคือสินค้าชนิดใด นายคำวังหรือเอ็มฯ แจ้งว่าข้างหลังกระบะบรรทุกเป็นตู้ลำโพงเครื่องเสียง โดยได้คุมผ้าใบปิดบังมิดชิด ขับมาจากพื้นที่ จ.น่าน ไปส่งปลายทางที่ จ.ลพบุรี ผลการ X-ray พบวัตถุต้องสงสัย มีลักษณะคล้ายยาเสพติด วางอยู่เป็นชั้นซ้อนกันอยู่หลังรถบรรทุกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบตู้ลำโพงเครื่องเสียงจำนวน 50 ตู้ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ซุกซ่อนอยู่ในตู้ลำโพงจำนวน 50 กระสอบ รวมยาบ้าจำนวน 10,000,000 เม็ด และทำการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นของนายคำวังๆ ผลการตรวจเบื้องต้นเป็นลบ จึงได้จับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาให้นายคำวังหรือเอ็ม ทราบว่า "ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และโดยทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย" เจ้าหน้าที่ดำรวจ จึงได้จัดทำบันทึกการจับกุมแล้วควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยไร่ จ.แพร่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 2 สถานที่จับกุม ร้าน KEX express สาขาร่องขุ่น เลขที่ 81 หมู่ 1 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
ผู้ต้องหา อยู่ระหว่างติดตามจับกุม

พฤติการณ์แห่งคดี เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 12.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากเจ้าของร้าน ๅKEX express สาขาร่องขุ่น เลขที่ 81 หมู่ 1 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ .เชียงราย ว่าพบกล่องพัสดุภายในกล่องมียาเสพติด จำนวน 4 กล่อง จึงน้ำเรียนผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าวเพื่อตรวจสอบกล่อง ผลการตรวจสอบภายในกล่องพบเป็นยาเสพติด(ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องจำนวนกล่องละประมาณ 150,000 เม็ด รวมจำนวน 600,000 เม็ด จากนั้นจึงทำการตรวจยึดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และทำการขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 - 30 มิ.ย.68  จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 17,183 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 178 คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 169 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 10,300 กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 150 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 1,740 กิโลกรัมเศษ ฝิ่น 79 กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 638 ล้านบาทเศษ

ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครองสำนักงานป้องกันและ
ปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top