Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

พิษณุโลก การประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย 'คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน' ปีที่ 4 รอบภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 รอบภูมิภาค ในการนี้ พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวด โดย กรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้ดำเนินโครงการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย ระดับมัธยมศึกษา “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน บรรเลงรักษ์ พิทักษ์องค์ราชัน” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 โดย มีวัตถุปนะสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในด้านต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงมีต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพิทักษ์และเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยและดนตรีไทย 

การประกวดในครั้งนี้มีสถานศึกษาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ผ่านเข้ารอบระดับกองทัพภาค จำนวน 5 ทีม ประกอบด้วยโรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง โรงเรียนยุพราชวิยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ และวิทยาลัยนาฏศิลปะสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อพิจารณาคัดเลือกวงดนตรีเป็นตัวแทน กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 1 ทีม เข้าร่วมประกวดฯ รอบกองทัพบก ต่อไป โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ รองชนะเลิศ​อันดับที่ 1 โรงเรียนวิทยาลัย​นาฏ​ศิลป​สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย รองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับที่ 3 โรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง และ โรงเรียนอุตรดิตถ์​ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์​ โดยแต่ละวงได้นำเสนอผลงานดนตรีที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับแนวทางดนตรีสากลได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมชมและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันอย่างคับคั่ง สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความภาคภูมิใจ และจิตสำนึกรักในวัฒนธรรมไทย ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

หญิงเขมรในคลิปชี้หน้าด่าทหารไทย โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!! ที่แท้คือหลานอดีตกษัตริย์กัมพูชา ‘สมเด็จพระนโรดม สีหนุ’

(16 ก.ค. 68) จากกรณีคลิปไวรัลที่หญิงชาวกัมพูชาตะโกนใส่ทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ สื่อกัมพูชาเผยว่า หญิงรายนี้คือ 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา และเป็นลูกสาวของศาสตราจารย์แก้ว แพน ครูดนตรีชื่อดังของประเทศ

นโรดม แพน โมนิก้า ใช้บัญชี TikTok ชื่อ @.8989089 โดยมักโพสต์เนื้อหาแนวชาตินิยม ซึ่งในโพสต์ล่าสุด เธอถ่ายคลิปหน้าปราสาทตาเมือน พร้อมข้อความว่า “วิหารแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ” ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุปะทะคารมกับทหารไทย บริเวณปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา 

แม้ทหารไทยจะชี้แจงว่าตนอยู่ในเขตแดนไทย แต่นโรดม แพน โมนิก้า หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ยืนกรานเสียงแข็งว่า “ไม่ได้” จนเกิดการโต้เถียงอย่างดุเดือด ก่อนที่ทหารกัมพูชาจะระดมกำลังเข้ามากว่า 1 กองร้อยในฝั่งไทย ทำให้ฝ่ายไทยต้องเร่งอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ กองทัพบกไทยออกแถลงการณ์ว่าเป็นเหตุถกเถียงระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้รุนแรง และมีการไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อยแล้ว

สำหรับประวัติ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1941 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 18 ปี ก่อนสละราชย์เพื่อเข้าสู่การเมืองและนำกัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส ทรงมีบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งจนกระทั่งเขมรแดงยึดอำนาจในปี 1975 ราชวงศ์ถูกล้มล้าง พระองค์ถูกกักบริเวณ และพระญาติหลายพระองค์ถูกสังหาร ต่อมาทรงกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 1993 ก่อนสละราชสมบัติในปี 2004 และเสด็จสวรรคตในปี 2012

เชียงใหม่-เตรียมพบกับ เทศกาลขนมหวานนานาชาติที่ดีที่สุดแห่งปี "SIGNATURE SWEETS 2025"

(16 ก.ค. 68) ความหวานกำลังจะล้นลานกลางศูนย์การค้าฯ กับ เทศกาลขนมหวานนานาชาติที่ดีที่สุดแห่งปี "SIGNATURE SWEETS 2025" 

โหลดความหวานจัดเต็มกว่าที่เคย รวมแบรนด์ขนมหวานชื่อดังกว่า 50 ร้าน กว่า 200 เมนูขนมหวานที่พลาดไม่ได้ พบกับ London Bakery , สมร cafe’ Chiangmai , Baan 104 , วันนี้กินชาเย็นรึยัง? และร้านดังอีกมากมาย

ให้ความหวานเยียวยาทุกสิ่ง การันตีความหวานเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเจอกัน ตั้งแต่วันที่ 24-30 กรกฎาคม 2568 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ (เซ็นเฟส)

ตชด.237 กัดไม่ปล่อย! ไล่ล่ากลางสายฝน จับผู้ต้องหา 3 คน พร้อมยาบ้า 280,000 เม็ด

(16 ก.ค. 68) ตามนโยบายการป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน Seal Stop Safe ของรัฐบาล และนโยบายเน้นหนักด้านปราบปรามยาเสพติดของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พลโทบุญสิน  พาดกลาง  แม่ทัพภาคที่ 2,  พล.ต.ท.ฉัตรชัย  สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผบก.ตชด.ภาค 2 ได้เปิดยุทธการพิทักษ์ริมน้ำโขง ซึ่งมีกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 – 24 เป็นหน่วยปฏิบัติ เพื่อปราบปราม สกัดกั้นยาเสพติดที่จะเข้ามาทางชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง  

สืบเนื่องจาก วันที่ 29 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237  ได้จับกุมนายชนะพล (นามสมมุติ)พร้อมพวกรวม 3 คน พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 44 มัด ประมาณ 88,000 เม็ด ที่ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และจากการสืบสวนขยายผล ทำให้ทราบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการของนายชนะพลฯ ทำหน้าที่ขนลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนเข้าไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet Optra สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน สฬ 5020 กรุงเทพมหานครฯ เป็นยานพาหนะ 

ต่อมา วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ชุดจับกุม ได้สืบทราบว่า จะมีการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากในพื้นที่ ต.พะทาย ไปถึง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงวางแผนเพื่อสกัดกั้น ตามจุดที่คาดว่าจะใช้เป็นเส้นทางในการขนลำเลียงยาเสพติด จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ได้มีรถยนต์เป้าหมายคันดังกล่าว ขับขี่มาด้วยความรวดเร็ว โดยมุ่งหน้ามาจาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เจ้าหน้าที่เชื่อว่าภายในรถยนต์คันดังกล่าวน่าจะมีสิ่งผิดกฎหมายอยู่จึงได้ขับรถติดตามไป แต่เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวเห็นรถของเจ้าหน้าที่ ได้เร่งเครื่องยนต์และขับหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้ไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จนถึงบริเวณหน้าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนากะเสริม รถยนต์คันดังกล่าวได้สูญเสียการควบคุมและเสียหลักพุ่งเข้าชนกำแพงของราษฎร เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าควบคุมตัวบุคคลที่อยู่ภายในรถคันดังกล่าวเอาไว้ได้จำนวน 3 คน ได้แก่ นายประทีป (นามสมมุติ)อายุ 22 ปี (ผู้ขับขี่), นายศราวุธ  (นามสมมุติอายุ 25 ปี และนายภาณุวัฒน์ (นามสมมุติอายุ 24 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจพบกระสอบปุ๋ยสีเขียวจำนวน 1 กระสอบวางอยู่ที่บริเวณที่พักเท้าผู้โดยสารด้านหลัง จึงได้ทำการเปิดตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน(ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” พร้อมนำของกลางทั้งหมดเดินทางกลับมายังที่ทำการกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237 เพื่อสืบสวนขยายผลและตรวจนับยาเสพติด ผลการตรวจนับพบยาบ้าของกลาง  จำนวน 140 มัด รวมทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 280,000 เม็ด  จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​

‘รสนา’ ขอศาลอนุญาต ‘ฟ้า สุธินี’ ไปเรียนที่ที่สหราชอาณาจักร วอนอย่าตัดอนาคตเด็กให้ได้รับโอกาสเติบโตทางปัญญา

(16 ก.ค. 68) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดิฉันขอความกรุณาศาลอาญากรุงเทพใต้ในการอนุญาตให้ 'ฟ้า สุธินี' ได้รับโอกาสไปศึกษาต่างประเทศตามที่ได้รับทุน 

ดิฉันไม่รู้จักเธอหรือครอบครัวเป็นการส่วนตัว แต่เธอคือเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของประเทศ เธอคือลูกหลานของคนไทยที่ควรได้รับโอกาสเติบโตทางปัญญา และมีโอกาสได้เห็นโลกกว้างเพื่อมาทำประโยชน์ต่อประเทศ ต่อครอบครัว และต่อตัวเธอเองในอนาคต

เมตตาธรรมของผู้ใหญ่จะเป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนเหล่านี้

ดิฉันขอความกรุณาศาลแทนเธอและครอบครัวได้โปรดเมตตาเยาวชนไทยด้วยการอนุญาตให้เธอได้ไปเรียนต่อ เป็นการแสดงความเมตตากรุณาของศาลที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย ที่ไม่ตัดอนาคตของเด็กไทยที่เป็นลูกหลานของเรา

สำหรับกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ฟ้า - สุธินี จ่างพิพัฒน์นวกิจบรรณาธิการหนังสือเด็ก อายุ 25 ปี  หนึ่งในจำเลยคดีมาตรา 112 จากการร่วมอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 พร้อมด้วยทนายความได้เดินทางไปยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาโทจากทุน ‘Erasmus Mundus’ ในสาขาวรรณกรรมเด็ก

ในคดีนี้ ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างพิจารณา โดยมีเงื่อนไข “ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล” ต่อมา ฟ้าได้รับทุนการศึกษาจากโครงการอีราสมุส มุนดุส สำหรับหลักสูตรปริญญาโทนานาชาติ ในสาขาวรรณกรรมเด็ก สื่อและการประกอบการทางวัฒนธรรม (CLMCE) ซึ่งมีกำหนดการศึกษาเป็นระยะเวลา 24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2568 – 15 ก.ย. 2570

ทั้งนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้คำสั่งไม่อนุญาตให้ฟ้าเดินทางออกนอกประเทศ โดยระบุคำสั่งว่า “พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เงื่อนไขการห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล 

“ที่จำเลยขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยอ้างว่าได้รับทุนการศึกษาเป็นเวลา 24 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2568 ถึงวันที่ 15 ก.ย. 2570) ถือว่าเป็นการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน อาจกระทบต่อวันนัดสืบพยานคดีนี้ ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานานแล้ว ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง”

อย่างไรก็ตาม หลังจากคำสั่งดังกล่าว ฟ้า สุธินี และทนายความ จะพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลเพิ่มเติม ให้ทบทวนคำสั่งต่อไป

กัมพูชาจับ 2 ผู้ต้องหาลอบขนนมจากไทย 496 แกลลอน หลังรัฐบาลห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยอย่างเข้มงวด

(16 ก.ค. 68) เกิดคดี “ลักลอบขนนม” สุดแปลก เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประจำเขตมาลัย ทำการจับกุมชายชาวกัมพูชา 2 คน พร้อมรถยนต์โตโยต้าแคมรี สีทอง ทะเบียนกัมพูชา หลังพบว่าภายในรถมี นมสดบรรจุแกลลอนจากไทยถึง 496 แกลลอน ซุกซ่อนแน่นคันรถ หวังลักลอบนำเข้าเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย

สื่อ Khmer Times รายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดสระแก้วของไทย จึงนำกำลังไปตรวจสอบจนพบของกลางกลิ่นหอมนมฟุ้ง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตั้งใจลักลอบนำนมสดจากฝั่งไทยเข้ากัมพูชา เพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นช่วงที่กัมพูชาประกาศ ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ “นม” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่ร้านกาแฟและเบเกอรี่

ด้านฝั่งไทยยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ดูท่ากระทรวงเกษตรบ้านเราอาจยิ้มบาง ๆ เพราะแม้จะถูกแบน แต่นมก็ยังหาทางไปถึงใจผู้บริโภคกัมพูชาได้อยู่ดี

‘บอสชาตรี’ โพสต์เอง!! แย้มมีไฟต์เดือดมวย ONE ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ เตรียมปะทะ ‘น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย’

(16 ก.ค. 68) ‘บอสชาตรี’ ชาตรี ศิษย์ยอดธง บอสใหญ่ ONE Championship โพสต์บอกใบ้ถึงไฟต์ถัดไปของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ว่าอาจต้องดวลกับ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” นักชกจอมเก๋าวัย 38 ปี อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 

ล่าสุด รถถังโพสต์ถึงว่าที่คู่ชกว่า “นับถือพี่โอ๋มาตลอด เป็นแบบอย่างที่ดีของน้องๆ...เมื่อถึงเวลาต้องเจอกัน ก็ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พร้อมทิ้งท้ายขำๆ ว่า “ถ้าพี่เตะผมแรง ผมจะฟ้องพี่บอย (บอยท่าพระจันทร์) ให้ห้ามพี่เตะบอลอีก” 

ด้านน้องโอ๋ก็คอมเมนต์ตอบด้วยน้ำใจนักกีฬา “ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่...มันจะเป็นไฟต์ที่ทั้งเราและแฟนมวยทั่วโลกสนุกไปด้วยกัน” ทำให้ไฟต์นี้ถูกจับตาว่าจะเป็นอีกหนึ่งศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ทั้งดุเดือดและเต็มไปด้วยความหมายบนเวที ONE Championship

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังแกนนำองค์องค์กรเครือข่าย ขับเคลื่อนงาน ด้านสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาคนพิการทางจิต

(16 ก.ค. 68) สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และแกนนำองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ จัดโครงการเสริมพลังแกนนำองค์กรเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตกับการพัฒนาคนพิการทางจิต และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2568 ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ถนนสนามบิน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  และที่ห้องประชุมแกรนด์ภูคำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีสมาชิกชมรมเครือข่ายของสมาคมทั่วประเทศเข้าร่วมงาน  ทั้งนี้ ได้จัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยมี นายพิสิฐ  พูลพิพัฒน์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์   เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้  มีทั้งภาครัฐ และเอกชน  รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในกิจกรรมของงาน

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคม ได้กล่าวว่า สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศ มีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 157 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 สมาคมจะมีการขยายเครือข่ายในเขตกรุงเทพมหานครอีกจำนวน 12 เขต และอีกจำนวน 15 อำเภอ ใน 8 จังหวัดของภาคใต้  ซึ่งสมาคมจะมีสมาชิกชมรมเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเช  และมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน  เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ  2,453 คน  โดยสมาคมฯ พบว่าคนพิการทางจิตส่วนมากยังไม่ได้รับการจ้างงานตามกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการประกอบอาชีพอิสระ ผลมาจากการที่คนพิการทางจิตยังขาดการฟื้นฟูทักษะด้านอาชีพ ซึ่งการมีอาชีพมีงานทำของคนพิการทางจิตถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ เพราะการทำงานมีอาชีพและมีรายได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของแกนนำขององค์กรเครือข่าย  จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  ที่จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน   พร้อมผลักดันให้คนพิการทางจิตเข้าถึงสิทธิต่างๆที่รัฐจัดให้ได้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการประชุม ,การเสวนา, การบรรยายความรู้ทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ อาทิ
 
• บรรยาย “สติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน”
วิทยากรโดย พระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม.
• เสวนา“แผนยุทธศาสตร์สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568-2571 และแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมเครือข่าย”
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงเสน
• เสวนา “โอกาสคืนสู่สังคมของผู้ป่วยจิตเวชกับบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว”
วิทยากรโดย 
1.คุณต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวช่อง 8 สื่อทีวีดิจิทัล
2.คุณเบนซ์ จิรายุ จันทรวงษ์ อินฟูเรนเซอร์ ชื่อดัง และ ผู้สื่อข่าวโซเชียล
3.คุณบอล ณัฐพล รัตนิพนธ์ ผู้ดำเนินรายการ
• บรรยาย “ปลูกพลังจิตอาสา สร้างเครือข่ายเยียวยาใจในชุมชน”
วิทยากรโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ร่วมด้วยวิทยากรสมทบ และที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ในการแบ่งกลุ่มทำแผนปี 2569   ประกอบด้วย
1.เครือข่ายภาคเหนือ
วิทยากรโดย น.ส.ญาณี ชีวะเจริญ กรรมการบริหารสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
2.เครือข่ายภาคกลาง
วิทยากรโดย นางกัลยา อ่อนจันทร์ ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
3.เครือข่ายภาคอีสาน
วิทยากรโดย นางณัฐกฤตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
4.เครือข่ายภาคตะวันออก
วิทยากรโดย นางฉวีวรรณ ป้องพาล ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
5.เครือข่ายภาคใต้
วิทยากรโดย พ.ต.ท.สันติ ลามะ ที่ปรึกษาเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย 
สาขาภาคใต้ 
6.เครือข่ายเขตกรุงเทพมหานคร 
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิททยาเขตกำแพงเสน 
7.ชมรมตะวันทอแสง (ชมรมของคนพิการทางจิตโดยคนพิการทางจิตและเพื่อคนพิการทางจิต) วิทยากรโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมออกบูทร้านค้าจากแกนนำชมรมเครือข่ายองค์กรภายใต้สมาคม เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จากภาคต่างๆจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้า ที่นำสินค้าจาก ผู้บกพร่องทางจิตเป็นผู้ผลิต  รวมทั้งของแกนนำ อาสาสมัครจากชมรมต่างๆมาจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการฝึกอาชีพ ฝึกการขาย ฝึกวิธีการจัดจำหน่ายให้แก่คนพิการและองค์กรเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ  ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก

รฟท. เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอนพ่นสีรถไฟ ย้ำ ดำเนินคดีถึงที่สุดปกป้องสมบัติของประเทศ

(15 ก.ค. 68) รฟท.เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอน พ่นสีหัวรถจักร - ตู้โดยสาร ย้ำดำเนินคดีถึงที่สุด เพื่อปกป้องสมบัติของประเทศไทย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติ ใช้สีสเปรย์พ่นลงบนหัวรถจักรและตู้โดยสารของขบวนรถด่วนที่ 171 เส้นทางกรุงเทพฯ–สุไหงโกลก บริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ ถนนกาญจนาภิเษก เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ทรัพย์สินของการรถไฟฯ ได้รับความเสียหาย และทำให้ขบวนรถต้องเสียเวลา ทั้งนี้ นายสถานีได้รีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุโดยทันที และสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้

ทั้งนี้ จากการตรวจค้นในที่เกิดเหตุ พบกระป๋องสีสเปรย์จำนวน 10 กระป๋องอยู่ในความครอบครองของนักท่องเที่ยวรายดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่สถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑล ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐ และไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต เพราะทรัพย์สินของการรถไฟฯ ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือมี

การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันดูแลรถไฟไทยให้เป็นสมบัติของคนไทยตลอดไป

กระทรวงกลาโหม เปิดตัวทีมโฆษกใหม่ เน้นสื่อสารทันสมัยสร้างความเข้าใจคนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ (7 ก.ค. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำภารกิจด้านความมั่นคงจะเข้มแข็ง ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจและมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐ โปร่งใส เปิดเผย ประชาชนมีส่วนร่วม นี่คือรากฐานใหม่ของการสื่อสารเพื่อความมั่นคงของชาติ

สำหรับทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย  

1. พลโท เทวัญ ตันกุล เป็น หัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
2. พลตรี แรงภูมิ เหมะทัพพะ เป็น รองหัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม 
3. พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
4. พันเอก วีรยุทธ์ น้อมศิริ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
5. พันตรีหญิง องค์กช วรรณภักตร์ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
6. ร้อยเอก บรรลุ ฉลาดปรุ เป็น คณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม

เพื่อให้การสื่อสารของกระทรวงกลาโหมมีความทันสมัย เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด "สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม" 

ทีมโฆษกชุดนี้ได้ถูกปรับโครงสร้างให้มีความกระชับ คล่องตัว และเปิดกว้าง ภารกิจของทีมโฆษก ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแถลงข่าวหรือชี้แจงประเด็นต่าง ๆ แต่ยังรวมถึง การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจของกองทัพอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง การช่วยเหลือประชาชน และบทบาทของทหารในโลกยุคใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของทีมที่พร้อมจะเป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริง” สู่สังคมไทย เพราะการสื่อสารที่ดี... คือพลังเสริมความมั่นคงของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top