Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จังหวัดระยอง

(4 ส.ค. 68) ระหว่างวันที่ 2–3 สิงหาคม 2568 กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายทัศกร โนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูอาจารย์ให้การต้อนรับ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1) และตอนปลาย (ม.4) จำนวนกว่า 1,400 คน วัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเยาวชนให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการนำสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเผยแพร่แนวคิดแห่งความสมานฉันท์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำกำลังพลจิตอาสา ร่วมกับนักจิตวิทยาจาก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ และ ชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรมอบรม ความรู้ และนันทนาการ อาทิ การเล่นเกม การฝึกทักษะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและจิตสำนึกความเป็นไทย แ และนอกจากนี้กลุ่มอาสาสมัคร “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” นำโดย นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ได้จัดทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ครู และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความประทับใจจากน้อง ๆ เยาวชน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กองทัพเรือมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

ย้อนบทสัมภาษณ์ ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เมื่อครั้งเป็น 'ผบ.ทบ.' ลั่นทหารไทยไม่กลัวรบกับเขมร แต่หวั่นกระทบปชช.

(4 ส.ค. 68) ย้อนอดีตเมื่อครั้ง ‘พล.อ.ประยุทธ์’ เป็น 'ผบ.ทบ.' ลั่นทหารไม่เคยกลัวรบเขมร แต่หวั่นกระทบปชช.เจ็บ-ตาย เกรงลามเป็นสงคราม เผยเตรียมพร้อมวางแผนอพยพหากฉุกเฉิน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 256 เมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ในขณะนั้น โดยได้กล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปพูดคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศของประเทศกัมพูชา เพื่อหารือถึงแนวทางปฏิบัติของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อรองรับคำตัดสินของศาลโลกว่า กองทัพบกได้จัดผู้แทนร่วมไป ซึ่งจะต้องพูดคุยหลายด้าน ที่ผ่านมา เราไม่ได้หารือเฉพาะข้อขัดแย้งตามแนวชายแดน แต่ยังพูดคุยถึงความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ เพราะการแก้ปัญหาต้องอาศัยความสัมพันธ์อันดี จากการประชุมผบ.ทบ.แปซิฟิก ผมได้เล่าให้ ผบ.ทบ.29 ประเทศฟังว่า เรามีข้อขัดแย้ง และปัญหาต่างๆที่ต้องแก้ไข ทุกคนก็เอาใจช่วย และอยากให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีด้วยการพูดคุยแบบทวิภาคี เพราะเมื่อมีปัญหาต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ได้

"คิดว่า ไม่มีใครอยากจะรบกัน วันนี้คนไทยหลายกลุ่มแสดงความเป็นห่วง ผมเข้าใจและร้อนใจเหมือนกัน แต่จะหาหนทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดสันติสุขมากที่สุด อยากให้ทุกคนตั้งสติ ก่อนหน้านี้เราเคยปะทะกับกัมพูชามาแล้ว ทุกคนเห็นว่า รุนแรง อย่ามาบอกว่า ทหารกลัว ไม่มีทหารประเทศไหนกลัวการรบ แต่กลัวความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบกับประชาชน ในประเทศอื่นๆก็มีความขัดแย้งแต่ไม่มีการรบกัน เพราะใช้การพูดคุยกัน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องรบ ทหารพร้อมรบเสมอ แต่ถ้ารบกันจะลามไปตลอดแนวชายแดนจนกลายเป็นการรบกันระหว่างประเทศ ทหารคงไม่เป็นไร แต่ประชาชนจะอยู่อย่างไร ผมมุ่งหวังไม่อยากให้รบกัน อยากให้สงบสติอารมณ์บ้าง และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องแก้ปัญหา"ผบ.ทบ. กล่าว
.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อย่าเอาเรื่องพรมแดนมาเป็นความขัดแย้งจนอยู่กันไม่ได้ เราควรมาสร้างประโยชน์ร่วมกัน ถ้ารบกันก็มีแต่สูญเสีย ถ้าร่วมมือกันจะได้ทั้ง 2 ประเทศ ตนได้เสนอกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมว่า ควรกำหนดพื้นที่ชายแดน บริเวณช่องทางถาวรเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งท่านรับในหลักการ ตนมองว่า หากกำหนดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษได้จะเป็นการแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรได้ และจะเป็นการลดปัญหาเขตแดน ทั้ง 2 ประเทศต้องพูดคุยกันว่า จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้นอย่างไร โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ ตนไม่อยากให้ใช้อาวุธกัน เพราะการรบกันวันนี้ อาวุธมันรุนแรง ทหารไม่ได้กลัว แต่ห่วงว่าจะหยุดไม่อยู่ ระหว่างนี้อยากให้ทุกคนรอว่า หลังการพูดคุยจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

"สายตาทั่วโลกมองว่า ประเทศไทยใหญ่กว่า ทันสมัย กองทัพมียุทโธปกรณ์เข้มแข็ง ถ้าเราทำอะไรเกินเลยมากไปจะเสียเปรียบ ส่วนที่เราติดลำโพงตามแนวชายแดนก็มีบางสื่อบอกว่า เราไปกลัวเขา อันนี้เรียกว่า ไม่เข้าใจ และทำลายพวกเดียวกันอีก สิ่งที่ผมต้องการ คือ การสร้างความเข้าใจ เพราะบางครั้งเวลาเกิดเหตุติดต่อกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ติดลำโพงเพราะเรากลัวเขา อยากให้ทุกคนเข้าใจผม ขนาดคิดละเอียดอ่อนขนาดนี้ ยังมีคนโจมตีว่ากลัวกัมพูชา อยากบอกว่า ไม่มีใครกลัวใคร สื่อเป็นส่วนหนึ่งทำให้บ้านเมืองไปได้ วันนี้ยังแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้สักเรื่อง เพียงก้าวแรกจะรบกันเสียแล้ว ทุกอย่างต้องเริ่มทีละขั้นจนพูดคุยกันไม่ได้แล้วถึงจะรบกัน คิดว่า ทุกปัญหามีวิธีแก้ไข อยากให้คนไทยแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ทั้งการพูดคุย หรือ กระบวนการกฎหมาย ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ก่อนแล้วรบกัน ประเทศชาติก็อยู่ไม่ได้ ล้มเหลวกันหมดแล้วเราจะไม่มีใครเขาคบ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

โฆษก ทบ. ปัดข่าวลืออพยพชาวสุรินทร์ ยืนยันไม่มีแผนบุกกัมพูชา แนะประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จจากโซเชียล โดยเฉพาะฝั่งเขมร!!

(4 ส.ค. 68) กองทัพบกออกโรงชี้แจง หลังมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยเตรียมอพยพชาวจังหวัดสุรินทร์เพื่อเปิดฉากโจมตีกัมพูชา โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลจากโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ซึ่งสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา แชร์ต่อผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และขณะนี้ในพื้นที่ไม่มีการอพยพประชาชนตามที่ถูกกล่าวอ้าง พร้อมระบุว่าการสื่อสารจากฝ่ายกัมพูชาบางรายไม่อาจเชื่อถือได้ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากช่องทางราชการเท่านั้น

กองทัพบกยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการเคารพข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ไม่คาดคิด เนื่องจากฝั่งกัมพูชามีแนวโน้มเคลื่อนไหวทางทหารในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เผย จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่  ยืนยันตรงกันว่า “ไม่มีคำสั่งอพยบประชาชนไทยที่ยังหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ อพยพออกจากพื้นที่ภายในคืนนี้” รัฐบาลและกองทัพกัมพูชา จงใจปล่อยข่าวลวง สร้างข่าวเท็จรายวัน

‘ฮุน เซน’ จิบสตาร์บัคส์ โพสต์กลางดึก!! ร่วมประชุม ‘เตีย บัญ’ หวังพึ่ง ‘กาชาดสากล’ เจรจาไทยปล่อย 18 ทหารเขมร

(4 ส.ค. 68) นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กกลางดึก ระบุว่ายังไม่นอน เพราะกำลังประชุมร่วมกับสมเด็จเตีย บัญ และผู้บัญชาการทหารบก เมา โสพัน ผ่านระบบวิดีโอ เพื่อประสานกับผู้นำทหารกัมพูชา หลังผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดินทางไปมาเลเซียล่วงหน้า เพื่อเตรียมประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมไทย-กัมพูชา (GBC)

ฮุน เซน ระบุว่า ขณะนี้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และทีมงาน กำลังทำงานแข่งกับเวลา หวังพึ่งพาคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เพื่อขอให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกจับกุมหลังการหยุดยิง แต่ยังไม่ได้รับการส่งตัวกลับ ขณะเดียวกันย้ำว่ากัมพูชาเคารพข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด

เจ้าตัวยังเผยว่าในคืนนั้นได้ติดต่อผู้บังคับบัญชาแนวหน้าหลายคนด้วยตนเอง และยืนยันว่ากำลังเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวจากฝั่งไทยอย่างใกล้ชิด หากมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ก็พร้อมจะรับมืออย่างรอบคอบ

ช่วงท้ายของโพสต์ ฮุน เซน เปรียบเทียบสถานการณ์ว่า “เมื่อวาน Starbucks น้ำตาล 100% วันนี้เหลือ 30% และกำลังจะไปสู่ 0% เพื่อป้องกันโรคเบาหวาน” โดยไม่ได้อธิบายชัดเจนว่าเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ ทำให้หลายฝ่ายตีความว่าเป็นการเปรียบเชิงสัญลักษณ์เรื่องลดความตึงเครียดลงจากเดิม

“อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 – รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ตลอด 4 วันของการจัดงาน (31 ก.ค. – 3 ส.ค.) ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

“อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 – รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ตลอด 4 วันของการจัดงาน (31 ก.ค. – 3 ส.ค.) ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ งานมหกรรมสินค้าและนวัตกรรมภาคอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงคมนาคม งานนี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย แต่ยังเชื่อมโยงภาคการผลิต การคมนาคม และผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง

📌 ไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่
– โซน Good Price ที่นำสินค้าในเครือสหพัฒน์กว่า 500 รายการมาลดราคาสูงสุดถึง 70%
– โซน Best Choice ที่รวมโปรเด็ดจากค่ายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์กว่า 19 แบรนด์ พร้อมสิทธิ์ลุ้นทองคำทุกวัน
– โซน Thai Showcase รวมสินค้าจาก SME และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมคัดสรรกว่า 200 ร้าน
– โซน High Quality ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพแบรนด์ชั้นนำ ลดสูงสุด 60% พร้อมรับรอง มอก. ทุกชิ้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความบันเทิงมากมาย อาทิ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง (ไอซ์ ศรัณยู, อะตอม ชนกันต์, ป๊อป ปองกูล และอ๊อฟ ปองศักดิ์), เวิร์กช็อปเสริมอาชีพ และโซนนวัตกรรมอย่าง “MIND Inno-Verse” ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย

🚆 ด้วยสถานที่จัดงานที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนหลากหลายรูปแบบ ทั้ง MRT รถไฟฟ้าสายสีแดง รถไฟทางไกล และบริการจอดรถใต้สถานี งานครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการจัดงานที่เข้าถึงง่าย สะดวก และครอบคลุม

งานอุตสาหกรรมแฟร์ 2568 ไม่เพียงมอบความสุขให้กับผู้เข้าร่วมงาน แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

📍แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้า กับงานดีๆ ที่ตอบโจทย์คนไทยทั้งประเทศ

เกษตรกร จ.สุรินทร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เสียงชาวบ้าน’ อย่างเหลืออด ลั่น!! ไม่เคยต้องการเงินชดเชย อย่าหมิ่นศักดิ์ศรี อย่าหาว่าดื้อด้าน

(3 ส.ค. 68) สืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทางการไทยสั่งให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อพยพไปอยู่ในศูนย์อพยพในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่ยังมีประขาชนบางส่วนยังอยู่ในพิ้นที่เสี่ยง

นายอัฎธิชัย ศิริเทศ เกษตรกร และผู้ประกอบการ โรงบ่มไวน์ เดอ ซีโมน บ้านอำปึล ต.บักได อ.พนมดงรัก สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทตาควายประมาณ 4 - 5 กิโลเมตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ เสียงชาวบ้าน มีเนื้อหาดังนี้

ทุกท่านครับ ผมจะพูดในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งที่บางครั้ง ก็เหลืออดเหลือทน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ คงไม่มีโอกาส คือ ไม่สามารถจะเปล่งเสียงตอบโต้ออกมาดังๆ ได้ เพราะด้วยฐานะการศึกษา และ ความสามารถในการสื่อสารคงยากที่จะเอ่ย ได้ตรงตามที่รู้สึกนึกคิด เรื่อง ความดื้อดึง ที่จะอยู่ ในบ้านตน
อย่างแรก อย่าเรียกว่าไม่กลัว เรากลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น ปากคอสั่นเทา เนื้อตัวสั่นสะเทิ้มทุกครั้ง บางคนก็พึมพำ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง บางคนก็เอ่ยคำลาลูกเมียในใจ และเหตุผลหลัก ที่โคตรงี่เง่าสำหรับใครหลายคนคือ เราห่วงบ้าน ห่วงเรือน ห่วงสัตว์เลี้ยง วัวควาย หมูเห็ดเป็ดไก่ เราตัดใจทิ้งมันไม่ได้

แน่นอนว่า ราชการ หรือ รัฐบาล อาจจะบอกเราว่า “จะชดชยให้” ( ถ้าวัวควายบ้านเรือนเสียหาย) เราไม่ได้ดีใจ ในเรื่องนี้ และเลือกเส้นทางทอดทิ้งไป ท่านคงไม่เข้าใจคำว่า ความรักความผูกพัน แม้ว่า วัวผอมๆ ที่แสนน่าเกลียดสำหรับสายตาท่าน แต่มันคือแก้วตาดวงใจ ที่เราผู้ยากไร้ เฝ้าดู ให้หญ้าให้น้ำ จูงมันออกหากินตั้งแต่ตัวเล็กๆ มันเทียบได้กับชีวิตที่เรามีอยู่ และเราก็แปลกใจว่าทำไม ความห่วงแหนแบบนี้ไม่มีความหมายในสายตาท่าน เราไม่ได้ต้องการบ้านใหม่ ใหญ่โต เรารักเรือนเก่าๆหลังน้อยๆ ที่เราเพียรเก็บหอมรอมริบสร้างมา หรือ พ่อแม่สร้างไว้ยกให้เป็นมรดก

อย่างที่สอง ลูกเมียอยู่ในศูนย์อพยพ หรือ ออกไปพักพิงบ้านญาติ พวกเขาก็ยังมีค่าใช้จ่าย มีของที่อยากซื้อมีขนมที่อยากกิน การไม่มีเงินติดกาย แล้วนั่งรอ เงินเยียวยา หรือ วันๆนั่งอยู่ กับข้าวกล่องของแจก นั่นไม่ได้เยียวยา ก้นบึ้งของความรู้สึกถึงคุณค่าการมีชีวิต หลายคนจึงทนไม่ได้ ชีวิตเราชาวบ้าน อดทนกับความลำบาก แร้นแค้นแค่ไหนได้ แต่อดทนกับการนั่งๆนอนๆ เฉยๆ เหมือนถูกขัง เราทนไม่ได้ หัวจิตหัวใจมันหดหู่ มันสิ้นหวัง มันพาลจะป่วย เราอยากอยู่บ้าน อยากทำงาน เข้าไร่เข้าสวน อยากมีชีวิตปกติ เห็นทุ่งนาป่าเขา เหมือนทุกๆวัน แม้ว่าอาจจะต้องแลกด้วยความตาย เราก็ยอมรับ ผมแปลกใจ ทำไมท่านยอมรับ เหตุผลนี้ไม่ได้

เงินที่หลวงอยากจะแจกอยากจะให้ คุณค่าความหมาย ความภูมิใจ มันเทียบกันยากกับเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง เราจน เป็นแค่ชาวบ้าน แต่เรามีศักด์ศรี เรารู้สึกถึงมัน บางครั้ง เราอับอายที่ต้องไปยืนรับของถ่ายรูป ยกมือไหว้ คนแปลกหน้าที่อาจจะยิ้มระรื่น กับบทบาทการให้ทาน ให้ของ กับมาม่า สักกล่อง หรือ ข้าวสาร 4-5 กก. แต่เรายืนยิ้มไม่ไหว ท่านเข้าใจไหม??

อย่างที่สาม ที่นี่บ้านเรา มันมีใคร กล้าบังอาจจะมารัก มาปกป้อง มาห่วงแหนมากกว่าเราได้หรือ ไล่เราไปหลบ ไปซ่อน อย่างคนไม่มีหัวใจ ไม่มีความกล้าหาญ ไม่ใช่ชาตินักสู้ เราอาจจะรบไม่เป็น เราใช้อาวุธไม่เก่ง แต่เราไม่เคยกลัว และก็รักผืนแผ่นดิน ไม่ได้น้อยกว่า ใครๆ ที่พร่ำเอ่ย เราอยากอยู่ อยากเห็น อยากเฝ้ามัน หรือ หากต้องตาย ก็ได้ตายด้วยความปรารถนาที่แรงกล้าและปิติยินดี ฉะนั้น อย่าบังอาจมากล่าว พล่อยๆ ว่า เราอยากได้เงินเชย 1.000.000 บาท ไม่มีเงินทองใด ประเมินมูลค่าชีวิตใครได้ คำนี้จึงหมิ่นศักดิ์ศรี เรา แม้เป็นแค่ชาวบ้าน

เราแค่อยากปกป้อง หมู่บ้าน หรือแผ่นดินบ้านเกิด ในวิธีที่เราทำได้ ได้เฝ้าได้เวรยาม ได้อยู่ร่วมด้วยช่วยกัน ปกป้องวัวควาย เป็นวีรกรรมเล็กๆ ที่เราภูมิใจในชีวิต วัวควายอาจจะไม่กี่บาท ในสายตาท่าน แต่สำหรับเรา นี่เป็นทั้งเพื่อนชีวิตและความหวังของครอบครัว ที่เป็นทุนการศึกษาลูกๆ หรือ เงินชำระหนี้ ธนาคาร ปลายปี ไม่มีใครรู้จักความโหดร้ายใจดำ ของธนาคารดีเท่าเรา หรือ ทุนตั้งตัว หลังจากทุกคนกลับมา

และหลายคน ที่แอบกลับมา คือ มากรีดยาง ใจทั้งกลัว ทั้งตัวสั่น แต่ก็แอบลุกไป ในยามค่ำคืน ในยามที่เงียบเสียงปืน บ้างก็ได้จนเสร็จ บ้างก็ได้ไม่กี่ต้น รีบเผ่นกลับมา หวังจะได้เงินเจียดส่งไปให้ลูกเมีย และติดตัวซื้อยาสูบยาเส้น กับ เหล้าโรงสักชวด กระดกดื่มปลอบประโลมใจ มองแบบราชการหรือมนุษย์เงินเดือน มีกินมีงาน ก็คงรำคาญเรา มองเราเป็นภาระ เป็นไอ้พวกชาวบ้านดื้อด้าน สร้างปัญหาให้ทหาร สร้างความลำบากให้ราชการ

ใช้หัวใจเถอะครับ ใช้ความรู้สึก ที่เข้าใจกันมองกัน

เรามีสติ เรามีหัวใจ มีความรักมีความผูกพัน และรู้ว่า ความตายคืออะไร ทุกคนมีภาระที่ต้องทำ มีหน้าที่ที่ต้องปกป้อง ดูแลตัวเองให้ได้ จัดการตัวเองให้รอด ถ้าไม่รอด ก็ถือว่านั่นคือโชคชะตาคนชายแดนอย่างพวกเรา เราเลือกแล้ว ดังนั้น อย่าบังอาจมาพูดดูแคลนว่าเราดื้อด้าน เพื่อเงินชดเชย มันบาดลึกความรู้สึกกันเกินไป

สำหรับ ผม จริงๆ ผมเขียนประกาศตั้งแต่วันแรก ที่ทางราชการด่าว่าแล้ว ว่า ผมไม่ขอรับเงินชดเชย ใดๆ จากทางราชการ ไม่รับของยังชีพ ของแจก ถ้าเกิดตาย หรือเสียชีวิต ในพื้นที่ระหว่างสู้รบ ให้ทราบทั่วกันว่า ผมเลือกเองด้วยสติ สัมปชัญญะ ครบถ้วน ผมอยากอยู่ ผมไม่อยากหนีตาย หัวซุกหัวซุน เหมือนทุกๆครั้ง แม้นไม่ได้จับปืนต่อสู้ แต่ก็อยากยืนหยัด ว่าที่นี่ คือ แผ่นดินบ้านเกิดของผม ผมหวงแหน ฉะนั้น อย่าบังอาจมาขับไล่ผม

และให้จดให้จำ ไว้ด้วย ว่า เราไม่เคยต้องการสงคราม แต่ถ้าหากใครรุกราน เราพร้อมจะยืนหยัด ไม่หนี ไม่ยอมและไม่กลัว 

เพจเสียงจากทหารเรือ ขอกำลังใจแนวหลัง สู่แนวหน้า วันหยุด!! แต่ไม่หยุดทำหน้าที่ ปกป้องแผ่นดินไทย

(3 ส.ค. 68) เพจเสียงจากทหารเรือ โพสต์ข้อความ 1 ข้อความของท่าน “คือกำลังใจของเรา” พร้อมระบุว่า เสียงจากทหารเรือ “ขอกำลังใจแนวหลัง สู่แนวหน้า” วันหยุด แต่ไม่หยุดทำหน้าที่ ปกป้องแผ่นดินไทย

‘บ.ก.ลายจุด’ โพสต์!! กรณี โดรนของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน อ.ปานเทพ ชี้!! มีเจตนาดี เสนอรัฐบาล หาวิธีการนิรโทษกรรม ไม่ให้กลับมาเล่นงาน

(3 ส.ค. 68) นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

สิ่งที่คุณปานเทพอธิบายตอบข้อสงสัยของผมในช่อง News1

1.โดรนไม่ใช่ยุทโธปกรณ์ทางการทหาร แต่เป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป

2.กรณีโดรนของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มีเพียงตัวโดรนไม่มีลูกระเบิด จึงยังไม่นับว่าเป็นอาวุธ นอกจากนั้นยังสามารถเอาไปส่งอาหารหรือแม้แต่แปรอังษรได้

3.ในทางธุรกรรมคุณปานเทพในนามมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินติดต่อกับบริษัทเอกชนที่ผลิตโดรนที่มีการผลิตโดรนทิ้งระเบิดอยู่แล้ว ไม่ได้โอนเงินผ่านกองทัพแล้วกองทัีพไปสั่งซื้อ 

สรุป เมื่อโดรนไม่ใช่ยุทโธปรณ์ เรื่องนี้จึงไม่มีความผิดปกติใดๆ และทำอย่างเปิดเผย
ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกันนะครับ

1.โดรนที่คุณปานเทพสั่งผลิตและส่งมอบนั้นเป็นโดรนทิ้งระเบิดแน่นอน สิ่งนี้ได้ระบุอย่างชัดแจ้งในหลายคลิปที่คุณปานเทพชักชวนผู้บริจาค เอาเฉพาะที่ผมได้ยินคำว่า โดรนทิ้งระเบิดก็น่าจะไม่น้อยกว่า 10 ครั้ง ต่อให้สามารถดัดแปลงไปส่งอาหารได้ แต่เจตนาคือผลิตโดรนทิ้งระเบิด 

2.โดรนทั่วไปกับโดรนทางการทหารต่างกัน เพราะโดรนทั่วไปนั้นจะใช้คลื่นความถี่ที่ชัดเจนเช่น 2.4 Ghz และ 5.8 Ghz ซึ่งทำให้สามารถตรวจจับได้ง่ายเพราะทราบคลื่นความถี่ 

ในขณะที่โดรนทางการทหารต้องหลบเลี่ยงการตรวจจับคลื่นความถี่ กรณีดังกล่าวไม่ได้อยู่ในการอนุญาตของ กสทช เว้นเสียแต่จะทำอยู่ภายใต้งานวิจัยและเข้าใจว่าภายใต้ภาระกิจด้านความมั่นคง 

คำถามคือ โดรนของมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ใช้ความถี่ที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ? ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความถี่อื่น เพราะคุณปานเทพพูดหลายครั้งเรื่องคลื่นความถี่พิเศษซึ่งเป็นประเด็นทางเทคนิคในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นโดรนชุดนี้จึงไม่ใช่โดรนในเชิงพานิชย์ที่ขายกันอยู่ในตลาด และมีสถานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ในการผลิตและการใช้งาน

3.โดรนทิ้งระเบิดที่ไม่มีลูกระเบิดจะนับเป็นยุทโธปกรณ์ได้หรือไม่ ?
คำถามคือ รถถังที่วิ่งได้ แต่ไม่มีลูกระเบิดจะนับเป็นยุทโธปกรณ์ได้หรือเปล่า เครื่องบินที่ออกแบบมาสำหรับการรบ หากไม่มีกระสุนหรือลูกระเบิดจะนับเป็นยุทโธปกรณ์ได้หรือเปล่า ? โดยสามัญสำนึกนี้คงมีคำตอบชัดเจนขึ้น เมื่อเปลี่ยนจากโดรนทิ้งระเบิดเป็น รถถัง หรือ เครื่องบิน เนื่องจากวัตถุประสงค์ในการผลิตและการออกแบบมันถูกออกแบบมาเพื่อทางการทหารชัดเจน

4.เมื่อโดรนทิ้งระเบิดเป็นยุทโธปกรณ์ เอกชนจึงไม่สามารถสั่งผลิตหรือเป็นเจ้าของได้ 

ข้างบนนี้เป็นประเด็นที่อยากแค่แลกเปลี่ยนความเห็นกันจริงๆ หรือชี้จุดอ่อนของการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ซึ่งผมมั่นใจว่าต่อให้คุณปานเทพรู้ว่ามันคือยุทโปกรณ์คุณก็ยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้อง เพียงแต่ว่าระเบียบข้อกฎหมายมันดูจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งในจุดนี้ผมจะเห็นด้วยมาก ดังนั้นหากจะถอดบทเรียนรอบนี้แล้วไปออกแบบกฎระเบียบในภาวะฉุกเฉินเพื่อให้สามารถสั่งผลิตโดรนได้รวดเร็วและมีความยืดหยุ่นกว่าสถานการณ์ปกติ
ข้อกังวงของผมคือ การที่มีเอกชนถือครอบโดรนทิ้งระเบิดมันน่ากังวล สิ่งนี้ควรถูกควบคุมอย่างเข้มงวด แต่ควรส่งเสริมในกรณีที่กองทัพจะเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศโดยใช้เทคโนโลยีโดรน 

ผมหวังว่าจะไม่มีใครไปฟ้องร้องอะไรในเรื่องนี้ เพราะเมื่อมองถึงเจตนาผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนเชื่อและมองเห็นเจตนาที่ดีครั้งนี้ของคุณปานเทพ อย่างไรก็ตามหากข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นแบบที่ผมกล่าวมา เสนอให้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดหาวิธีการนิรโทษกรรมกรณีพิเศษนี้ เพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่เพื่อกลับมาเล่นงานคุณปานเทพได้ภายหลัง

ชาวเน็ตขุด!! ทหารเลื่อนซื้ออาวุธ เพราะเอาเงินมาช่วย โควิด-19

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Chaleetip Grace Tippanet’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

5 ปีที่แล้ว ก็สภาพการซิ้ออาวุธยุทโธปกรณ์ก็จะยากแบบที่เห็นนี่ละ

มีทหารไว้ทำไม ใครเค้ารบกัน จะไปรบกับใครเค้าก็แพ้

วิเคราะห์ภาพถ่าย ‘แร้ง’ ไม่น่าจะถ่ายที่ ‘ภูมะเขือ’ เผย!! เป็นแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว

(3 ส.ค. 68) ภาพแร้งที่มีข่าวว่า พบที่ ภูมะเขือ?? ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเมินจากเงาร่าง และขนคลุมใต้ปีกสีขาว เป็น #แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ตัวเต็มวัย จำนวนมากหลายสิบตัว แบบนี้ น่าจะบันทึกภาพจากทิเบต ซึ่งมีพิธีกรรม sky burial ฝังฟ้า บริจาคศพให้แร้งกิน ตามคติพุทธตันตระยาน
ในภาพไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว ซึ่งเป็นแร้งประจำถิ่นในอาเซียน/อุษาคเนย์ และมีขนคลุมใต้ปีกสีขาวเช่นกัน แต่ตัวเล็กกว่าแร้งหิมาลัย ( ความยาวปีก 2.9 เมตร vs 1.9-2.6 เมตร ในแร้งเทาฯ) 

ในประเทศกัมพูชาจากการสำรวจประชากรแร้งอาเซียนรายปี ณ ร้านอาหารแร้ง 4 จุด ทั่วประเทศ พบแร้งเทาหลังขาว 71 ตัว ในปี 2022 โดยแร้งเทาฯ ส่วนใหญ่รวมตัวหนาแน่น 30-50 ตัว/ร้านอาหารแร้ง ที่ 2 จุด คือ 

1. ร้านอาหารแร้งบึงตวล ในป่าอนุรักษ์พนมกุเลน-ขสป.กุเลนพรหมเทพ (ห่างจากชายแดนไทย-เขมร 50 กม.) พบแร้ง 3 ชนิด 30+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลม สีส้ม

2. ป่าอนุรักษ์เซียมปัง จังหวัดสตึงเตรง ใกล้ อช. วีระชัย ชายแดนลาว-เขมร พบแร้ง 50-70+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลมสีน้ำเงิน
ณ ร้านอาหารแร้ง เหล่านี้ในฤดูหนาว จะพบ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น

จึงเป็นไปได้ว่า ภาพนี้ไม่น่าจะถ่ายภาพที่ภูมะเขือ 

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษา ระยะทางบินของ พญาแร้ง (แร้งอุษาคเนย์ อีกชนิด ที่มีพื้นที่บินหาซากกิน กว้างกว่า แร้งเทาหลังขาว ) โดย Wildlife Conservation Society Cambodia ด้วยสัญญาณดาวเทียม พบว่า พญาแร้ง มีรัศมีการบินจาก แหล่งอาศัยหลัก ไกล ในรัศมี 50 กม. ได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top