Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

กลุ่มเยาวชนนักอนุรักษ์ ‘Below the Tides’ ของ ‘อริณชย์-อริสา ทองแตง’ สร้างชื่อเสียง!! คว้ารางวัล ‘ประกายเพชร’ สร้างแรงบันดาลใจ ด้านสิ่งแวดล้อม

(24 ส.ค. 68) กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยนายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธี โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่มีอายุ 10-25 ปี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานใน 9 ด้าน เช่น ด้านกีฬา, ศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ปีนี้มีเยาวชนได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 99 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบุคคล 80 รางวัล และประเภทกลุ่ม 19 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติบัตร และทุนการศึกษา ซึ่งประเภทบุคคลได้รับทุนคนละ 3,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มได้รับทุนกลุ่มละ 5,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนและเชิดชูเกียรติให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป

โดยในประเภทกลุ่มเด็กและเยาวชนประกายเพชร ปรากฎว่ามีกลุ่ม“Below the Tides” ที่มี นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือน้องเอม ทองแตง นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ สองพี่น้องร่วมก่อตั้งได้รับรางวัลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ด้วย โดยมี น.ส.อริสา หรือน้องเอม เป็นตัวแทนกลุ่มขึ้นรับรางวัล ประกายเพชร ในครั้งนี้

กลุ่ม Below the Tides เป็นกลุ่มเยาวชนที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผลงานวิจัยของพวกเขาได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาของรางวัลมากมายในปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของเยาวชนไทยที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความโดดเด่นของทั้งสองเริ่มขึ้นจากการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยในการประชุมเคมีนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20ACC) หรือ ASIACHEM2025 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนดีเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยได้เข้าร่วมถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ น้องเอม และ น้องอิน ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้นได้

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘ทีมสุดซอย’ ทลาย!! คลังสินค้า ดัมพ์ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบลักลอบขายสินค้าไม่มีมาตรฐาน กว่า 13.6 ล้าน จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

(24 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุตตะนนท์ โสวนิตย์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สมอ. และ สภ.บ้านคลองสวน เข้าตรวจสอบโกดังของ บริษัท เทรนด์ คอมเมอร์ส อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 555/12 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พบสินค้านำเข้าจำนวนมากขายแบบทุ่มตลาด และเป็นสินค้าอยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. หลายรายการ ซึ่งไม่มีเครื่องหมาย มอก. เตรียมกระจายส่งขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบพนักงานกำลังนำปลั๊กพ่วงไม่มี มอก. แพ็คใส่ห่อเป็นพัสดุ เตรียมส่งขึ้นรถขนส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงสั่งหยุดและตรวจสอบสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าทันที พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย เช่น ปลั๊กพ่วง เครื่องฟอกอากาศ พัดลม กระทะไฟฟ้า ของเล่น และก๊อกน้ำ เป็นต้น เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน พบว่าบริษัทฯ แอบซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มอีกหลายรายการ เช่น ปลั๊กพ่วง ของเล่นอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 13,685,050 บาท 

“วันนี้ได้ประสานกับตำรวจ สภ.บ้านคลองสวน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ฐานลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ปลอมเครื่องหมาย มอก. ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จ้างบริษัทนี้พักสินค้าและร่วมกันขายสินค้าที่ไม่มี มอก. ด้วย ซึ่งโทษของการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่มี มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปลอมเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

เนื่องจากของกลางมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และพบความผิดปกติการจัดตั้งนิติบุคคลลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจทั้งบริษัทนำเข้า บริษัทจำหน่าย และราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามบัญชีท้ายประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยชุดสุดซอยจะส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ไผ่ ลิกค์’ ชี้!! เอกลักษณ์ของชาติไทย อย่าให้กัมพูชาบิดเบือน ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33

(24 ส.ค. 68) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอใช้คำว่า “Muay (มวย)” แทนที่จะใช้ “Muaythai (มวยไทย)” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้นั้น ตนขอเรียกร้องไปยังผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้ยืนยันใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขัน ตามที่เคยใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27–31 ในปี 2013 - 2022 ก็ใช้คำว่า Muaythai มาตลอด แต่เมื่อปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งที่ 32 ยังกล้าเปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬามวย เป็น “กุน ขแมร์” ได้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง มวยไทย คือ อัตลักษณ์ของชาติไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ยังให้การรับรองกีฬาในชื่อว่า “Muaythai” รวมถึงองค์กรรับผิดชอบอย่าง สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA อย่างถูกต้องด้วย

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ เราควรยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ให้ใครมาบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อีกต่อไป” นายไผ่ กล่าว

สุดปลื้ม!! ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย เห็น ผ้าไทยลาย ‘แม่ย่านาง Gripen’

(24 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ด้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย สุดปลื้ม!! เห็น ผ้าไทยลาย "แม่ย่านาง Gripen" สะท้อนความรู้สึก ที่คนอิสาน มีต่อ ปฏิบัติการทางอากาศของ ทอ.ไทย  ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา ขณะ รมว.กต.- ผบ.ทอ. เตรียมร่วมพิธีเซ็นสัญญา  ซื้อGripen ฝูง2 ที่สวีเดน 25 สค.นี้ พร้อม Defence Offset Package ตอบแทนกลับคืนให้ไทย กว่า 1 แสนล้าน 

หลัง เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan เผยแพร่ภาพผ้าไทยลาย เครื่องบินรบ กริพเพ่น  #Gripen ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ว่า ผู้ช่วยโทษฝ่ายทหารสวีเดนประจำประเทศไทย พันโท Anders Nikanorsson และ เจ้าหน้าที่ของ SAAB สวีเดน ได้เห็นแล้ว ปลื้มใจมาก ที่คนไทย มีความรู้สึกที่ดีกับเครื่องบิน Gripen  และ นับเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์ 

ทั้งนี้กองทัพอากาศ มีกำหนดที่จะลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบิน Gripen C/D กับ FMV และ SAAB สวีเดน ใน วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 นี้  โดยพลอากาศเอกพันธ์ภักดี พัฒนกุล  ผบ.ทอ. โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว. ต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน  เพราะเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งแรกที่ใช้นโยบายOffset Policy ของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ.  โดยสวีเดน มีโครงการตอบแทนชดเชยมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนให้ประเทศไทยกว่า 1 แสนล้านบาท  ในโครงการจัดซื้อเครื่องบิน1 ฝูงบิน  กว่า 6 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่ ทอ. รายงานว่า แนวคิดนี้ เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก เครื่องบินกริพเพน ที่มาร่วมพิทักษ์แผ่นดินไทย ชายแดนไทย-กัมพูชา และถูกถ่ายทอดลงบน ผ้าไหมสุรินทร์ อันเลื่องชื่อ

ผสาน “ความแข็งแกร่ง” ของนักรบกับ “ความงาม” แห่งภูมิปัญญาไทยได้อย่างทรงพลัง ภายใต้ Concept “แม่ย่านางกริพเพน” ศิลป์และศรัทธาได้รวมเป็นหนึ่ง ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังประกาศถึง ความกล้าหาญและหัวใจนักสู้ของชนชาติไทย

นี่คือผลงานที่ย้ำเตือนว่า ไทยมิได้มีเพียงกำลังปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ยังรักษารากเหง้าวัฒนธรรมอันงดงามไว้คู่กัน เพื่อบอกชัดแก่โลกว่า…เราคือประเทศไทยผู้สืบสานวัฒนธรรม ที่จะไม่มีวันให้ใครมาย่ำยี 

กองทัพอากาศขอบคุณกำลังใจจากประชาชนผ่านการรังสรรค์ผลงานบนลายผ้าไทย

ข้อมูล/ผลงาน จาก เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan
 

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจง!! ตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ ต้อง ‘โปร่งใส – ตรวจสอบได้ – มีใบรับรองแพทย์’

(24 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของสถานพยาบาล โดยมีข้อสงสัยว่าอาจยังไม่ได้รับอนุญาตตามขั้นตอน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องความถูกต้องของใบรับรองแพทย์ และผลกระทบที่จะเกิดกับแรงงานและนายจ้าง ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยทันที 

โดยได้รับรายงานจาก นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ได้กำหนดให้คนต่างด้าวตรวจโรคต้องห้าม โดยคนต่างด้าวสามารถตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หากเป็นสถานพยาบาลเอกชนจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรมการจัดหางานและต้องเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ รวมทั้งประกาศรายชื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ตรวจสุขภาพได้ โดยจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ของคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรค กรมการจัดหางาน ได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ โดยกรมการจัดหางานได้ประกาศหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ดังนี้ 1) ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 2) ต้องมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 3) ต้องมีห้องเอกซเรย์และเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ที่ผ่านมาตรฐานและแจ้งครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 4) ต้องมีระบบที่มีมาตรฐานการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ 5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพของคนต่างด้าวกับกรมการจัดหางาน ซึ่งปัจจุบันได้มีสถานพยาบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 75 แห่ง

นายจ้าง สถานประกอบการ สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางานหรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

เวทีเอฟเคไอไอ.ฟอรั่ม“ฟันธงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือคานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทยสู่ "เศรษฐกิจเอไอ.”(AI Economy)และรัฐบาลเอไอ.(AI Government)

(24 ส.ค. 68) สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation:FKI Thailand) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดงานสัมมนาFKII National Forum ในหัวข้อ "AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย" โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI Technology )คือคานงัดสร้างจุดหักเห(Turning Point)สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ.(AI Economy)ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆเช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอรัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำโตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังพร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง

“เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอัตโนมัติ(Automation)เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วนเช่น รัฐบาลเอไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์(AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการพัฒนานโยบายสาธารณะ“
นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน(Transformation)ศักยภาพประเทศใหม่โดยใช้AIและเทคโนโลยีดิจิตอล เช่นประเทศเดนมาร์ก 
จัดตั้งAgency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลกในด้านรัฐบาลดิจิตอล
ประเทศเกาหลีใต้สร้างโครงสร้างเครือข่ายGovernment Superhighway Network (GSN)บริการภาครัฐอย่างทั่ว
ถึง ประเทศเอสโตเนีย
เปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99%
ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์อัพเกรด70% ระบบราชการบนคลาวด์ 
และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า” Smart Nation”
สหราชอาณาจักรจัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ
”Digital Skills Partnership“
สำหรับประเทศไทยต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนาAIและเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากAI สู่Generative AI , Agentic AIและปีนี้AGI (Artificial General Intelligence)มาแล้วหากเราตื่นรู้ตื่นตัวทันสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วย
    ในขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวาได้ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Tripเป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำที่ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3)Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Powerโดยระบุว่า "AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก" ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
    “AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในทุกมิติทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”
ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ "Being Digital" ไปสู่ "Being Digital-Driven" โดยต้องคำนึงถึง "Human Loop" ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็นController และเสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%”
 ทางด้านดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้เปิดเผยว่า “ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยที่อยู่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริง ๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย. โดยเน้นย้ำว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง "อุตสาหกรรมใหม่ ๆ" และงานใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น "อธิปไตยข้อมูล" (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา”
 ส่วนนายอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นายคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่
1) Smart Design: AI ช่วยในการออกแบบลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ
2) Digital Manufacturing: การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
3) Intelligent Equipment: การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
4) Safety & Security: ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น.
สำหรับนายพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd.นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็น ผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย
 ทางด้านนายสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officerบริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
1) ลดต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
2) ทำงานได้เร็วขึ้น: AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
3) เพิ่มยอดขาย: การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน. ท่านยังได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.

กองทัพเรือ พร้อมญาตินำอัฐิ  5 ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ลอยอังคารส่งดวงวิญญาณ กลางอ่าวสัตหีบ

(24 ส.ค. 68) เวลา 08.45 น. กองทัพเรือ นำโดย พล.ร.ต. บรรณวิตร์ เฉลิมทอง ผู้แทนผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้อำนวยความสะดวกจัดงานพิธีลอยอังคารของครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 5 ครอบครัว ณ กองเรือยุทธการ  อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยกองทัพเรือได้สนับสนุนเรือ กร.702 ในการประกอบพิธี

โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตได้เดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษมายังสัตหีบ โดยได้รับการสนับสนุนที่พักและการอำนวยความสะดวกจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมทั้งการจัดเรือสำหรับให้ญาติลงประกอบพิธีลอยอังคาร โดยเป็นเรือขนาดใหญ่ รองรับได้ 45 คน

การจัดพิธีครั้งนี้ เป็นการแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ กัมพูชายิงจรวดข้ามแดนที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ประกอบด้วย ครอบครัวประชัน ซึ่งสูญเสีย นางสาวรุ่งรัศ เด็กหญิงทักษพร และเด็กชายพงศภัค ประชัน ครอบครัวเด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ครอบครัวนางสาวอรุณรัตน์ วันศรี ครอบครัว นายสมศรี ลาภบุญ และครอบครัว นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง โดยกองทัพเรือ ได้ดำเนินการประสานงานและอำนวยความสะดวกอย่างรอบด้าน ทำให้พิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

นาย นันทวัตร ทราธรณ์ และ น.ส.เนาวรัตน์ ทราธรณ์ น้องชาย-น้องสาว ผู้เสียชีวิตครอบครัวประชัน กล่าวว่า หลังจากพิธีลอยอังคารแล้วทางครอบครัวจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสานา ที่บ้านต่อไป หลังครบ 1 เดือน ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสภาพจิตใจของทุกคนในครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครได้ตั้งตัว ทางครอบครัว อาทิ พ่อและแม่ยังอาศัยอยู่ที่ศรีสะเกษ ส่วนพี่เขยที่สูญเสียภรรยาและลูก ยังทำใจไม่ได้ยังคงพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้รัฐบาล รีบจบปัญหาโดยสันติวิธีและไม่อยากให้มีการปะทะกันอีก ด้วยไม่อยากให้เกิดการสูญเสียเพิ่มกับใครอีกแล้ว บางทีหากไม่โดนกับครอบครัวเราก็จะไม่ทราบถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ส่วนการเยียวยา ณ ขณะนี้รัฐบาล ได้มีการเยียวยามาบางส่วนแล้ว อีกส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งเรื่องยื่นเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ 

สำหรับ การนำอัฐิของครอบครัวประชัน มาลอยอังคารที่สัตหีบ เนื่องจาก พี่สาวและลูก ๆ ชอบเดินทางมาเที่ยวทะเลสัตหีบ ซึ่งจะเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมทุกปี ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกครอบครัวในการเดินทางมาทำพิธีลอยอังคาร ส่งดวงวิญญาณ ในครั้งนี้

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

‘นิพนธ์’ ย้ำ!! การศึกษา ความรู้คืออาวุธสำคัญ หนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ AI/ChatGPT

(24 ส.ค. 68) ณ ห้องประชุมแสงสุริยา มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 สมัย ร่วมจัดกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และ ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ซึ่งมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.เขต 1 สงขลา กล่าวว่าเปิดการอบรมว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะตัวแทนประชาชนต้องการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชาวบ้านและนักศึกษานำมาปรับใช้ในการเรียน การประกอบอาชีพ และส่วนตัวจะได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เกิดจากความตั้งใจของตนและนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ที่ได้นั่งปรึกษาหารือกัน ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตประจำวัน หากไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้ทัน อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็น “คนตกขบวน” ได้เหมือนไดโนเสาร์ ที่ได้ปรับตัวสุดท้ายก็สูญพันธุ์ 

'ในอดีตไดโนเสาร์ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายคล้ายกัน หากไม่เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็อาจถูกสังคมและเศรษฐกิจทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่เคยเป็น “ปกติ” เช่น โทรเลขหรือธนาณัติ มาสู่สังคมไร้เงินสดและการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน หากไม่ก้าวตามโลก ก็อาจใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ' อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้จัก แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ จึงคิดว่า ควรให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้

“เมื่อคืนผมสงสัย และมีคนถามมากว่า นายกฯอุ้งอิ๊งจะรอดไหม ผมจึงเข้าไปถาม AI/ChatGPG โอ้โหคำตอบชัดเจน แต่ไม่อยากบอกตรงนี้ เขาอธิบายให้เลยผิดจริยธรรมตรงไหน พร้อมวิเคราะห์ให้เรียบร้อย”

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวถึงจังหวัดสงขลาในฐานะ “เมืองแห่งการศึกษา” ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 13 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา จึงถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี

“การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชนไม่เพียงทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงให้กับครอบครัว เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้างอนาคตของแต่ละคน

ในการอบรมมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้แก่ นายระวี ตะวันธรงค์ อดีตนายกสื่อออนไน์แห่งประเทศไทย และ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล อดีตผู้สื่อข่าวและพิธีกรโทรทัศน์ นายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำกิจกรรม Workshop ให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งการเขียนรายงาน การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ การแต่งเพลง ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีนายสมพร หลงจิ ดำเนินรายการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสริมทักษะงานประชาสัมพันธ์ทีมโฆษกหน่วยตำรวจทั่วประเทศ สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ

(24 ส.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า มนโยบาย 15 ข้อของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เน้นย้ำเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ข้อที่ 2 เปลี่ยนแนวคิด ค่านิยม และกรอบความคิด (MINDSET) ให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน, ข้อที่ 9 นโยบายเชิงรุกด้านการข่าว และข้อที่ 14 ฝึกอบรม ทบทวน พัฒนาทักษะ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ โดยให้ทุกหน่วยมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกด้านภายในองค์กรตำรวจ ให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชน สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา โดยหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือการให้ทุกหน่วยโดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่โฆษกหน่วย ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าถึงพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเข้าอันดีระหว่างกัน 

ทีมโฆษก ตร.ร่วมกับกองสารนิเทศ นำโดย โฆษก ตร., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1/รองโฆษก ตร. และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษก ตร. พร้อมทีมโฆษก ตร. และทีมงานกองสารนิเทศ ขับเคลื่อนนโยบายและข้อเน้นย้ำของ ผบ.ตร. จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ” ระหว่างวันที่ 21 – 23 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 12 และห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีโฆษกหน่วยและทีมประชาสัมพันธ์หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการจำนวน 74 นาย 

ทั้งนี้ ในการสัมมนามีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถและมากประสบการณ์ร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในมิติใหม่ร่วมกัน ได้แก่ ทีมโฆษก ตร. หัวข้อ “การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” , พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หัวข้อ “กฎหมาย PDPA สำหรับตำรวจและงานประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.หญิง ศศิญา ธรรมกถิกานนท์ อาจารย์ (สบ4) กลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา หัวข้อ “การใช้ AI สร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หัวข้อ “ถอดสูตร CIB สร้างแบรนด์ สร้างศรัทธา”, คุณปวีณมัย บ่ายคล้อย และ คุณจันทรพร กุลโชติ หัวข้อ “เทคนิคการให้สัมภาษณ์ การสื่อสารในภาวะวิกฤต และ Media Landscape”, คุณเปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์ หัวข้อ “สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ Think Outside The Box”, คุณธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักงาน Yhe Standard และ คุณธัญญธร สารสิทธิ์ บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม และรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 33 ร่วมเสวนา “สื่อสาร ตรงใจ ตรงโจทย์”

โฆษก ตร. กล่าวว่า การจัดโครงการเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond” นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นเวทีในการพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของทีมโฆษกหน่วยให้มีความชัดเจน ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และแนวทางการประชาสัมพันธ์ขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และภาพลักษณ์ของหน่วยงานเป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ สร้างความเข้าใจที่ดีแก่ประชาชนและกลุ่มเป้าหมาย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top