Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

“ผบช.ภ.2” รับไม่ได้ “ลุงข้างบ้าน” ภัยสังคม ล่อลวงชำเรา ด.ญ. กำชับตำรวจปราจีนบุรี ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2)  กล่าวว่าได้รับรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุม “ลุงข้างบ้าน” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ก่อเหตุกระทำชำเราเด็ก โดยหลบหนีคดีนาน 8 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียน ออกอุบายกระทำชำเรา เหตุเกิดในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หลบหนีไปจนถูกจับได้ที่ จว.นนทบุรี และส่งตัวมาสอบสวนที่ สภ. เมืองปราจีนบุรี ตนจึงได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด  และให้คัดค้านการประกันตัว

“เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้ การกระทำละเมิดรุนแรง ทำร้ายเด็กแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นภัยสังคม เป็นบุคคลอันตราย อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของเด็ก อาศัยความเป็นญาติ คนใกล้ตัว ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกับเด็ก กำชับไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดรัดกุม และดำเนินคดีทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามคดีในลักษณะนี้ทั้งเชิงป้องกัน และปราบปราม หากเหตุยังไม่เกิดให้เฝ้าระวัง หากเกิดเหตุต้องสืบสวนจับกุมให้ได้” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ฝากถึงพี่น้องประชาชน ให้หมั่นดูแลสังเกตพฤติกรรมของลูกหลาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว หวาดกลัว ให้พยายามพูดคุยเข้าช่วยเหลือ เพราะกลุ่มอาชญากรลักษณะนี้ มักอาศัยความเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดก่อเหตุกับเด็ก แล้วข่มขู่ให้หวาดกลัวไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ทำให้เด็กหวาดกลัว ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมพิรุธ พฤติกรรมอันตรายในลักษณะเช่นนี้กับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน สามารถแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือได้โดยโทร 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

จีนเนรมิต ‘นครเทียนจิน’ เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘SCO 2025’ ติดไฟประดับริมแม่น้ำไห่เหอ สร้างสีสันรับ นทท. และผู้นำกว่า 20 ประเทศ

(25 ส.ค. 68) นครเทียนจินของจีนกำลังเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ครั้งใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน โดยจะมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ 10 แห่งเข้าร่วม

บรรยากาศในเมืองถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแม่น้ำไห่เหอที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างใหม่ ครอบคลุมอาคาร 217 แห่ง สะพาน 14 แห่ง และพื้นที่ริมฝั่งยาวกว่า 8 กิโลเมตร ทำให้การล่องเรือยามค่ำคืนได้รับความนิยมสูงขึ้น มีเที่ยวเรือมากกว่า 70 รอบต่อวัน ซึ่งตั๋วขายหมดเกือบทุกเที่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการซ่อมถนน บำรุงสะพาน ขยายพื้นที่สีเขียว และยกระดับบริการสาธารณะ ส่งผลให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่กับความทันสมัย

นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครเกือบ 1,000 คนจากมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เข้ารับการฝึกด้านมารยาททางการทูต การแปลภาษา และการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุม ขณะเดียวกัน อาสาสมัครชุมชนทั้งนักเรียน คนเกษียณ และสมาชิกพรรคการเมืองท้องถิ่น ก็เข้าร่วมทีมบริการ SCO เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จีนย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ขณะที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ คาดหวังว่า การประชุมสุดยอด SCO ที่เทียนจินจะช่วยสร้างเส้นทางสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! ทหารไทยพร้อมยิงทันที หากกัมพูชารุกล้ำชายแดน–วางทุ่นระเบิดซ้ำ

(25 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา ที่จะมีขึ้นวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะหยิบยกประเด็นสำคัญมาหารือ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน การรักษาอธิปไตย และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างสองประเทศ โดยไทยยืนยันว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่มีการปักปันชัดเจน

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุชัดว่า ไทยไม่รับข้อเสนอของกัมพูชาที่ให้รื้อรั้วลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพราะรั้วดังกล่าวคือแนวตั้งกำลังของฝ่ายไทย พร้อมย้ำว่าหากกองกำลังของกัมพูชาล้ำแดนเข้ามา หรือซุ่มโจมตีด้วยการเคลื่อนที่เร็ว ทหารไทยจะตอบโต้ทันที รวมถึงการลอบวางทุ่นระเบิดที่ยังพบอยู่ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย

พลโทบุญสิน ยังระบุถึงปัญหาข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากโฆษกกลาโหมกัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน และได้เชิญคณะทูตและผู้ช่วยทูตทางทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนการประชุม RBC, GBC และ JBC จะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายจากผู้นำกัมพูชาเป็นหลัก เพราะหน่วยปฏิบัติระดับพื้นที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พลโทบุญสิน ย้ำว่า ไทยพร้อมรับมือในทุกกรณี ไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะดำเนินนโยบายในทิศทางใด โดยกองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และเชื่อมั่นว่าประชาชนเข้าใจในความจริงใจและความเสียสละของกองทัพ

‘อ.ปริญญา’ ค้านสอบวินัยจ้องเอาผิด ‘หมอสุภัทร’ ชี้ ทำตามภาระเร่งด่วน จี้ รมว.สธ. ทบทวนคืนความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ (24 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ความเห็นกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกล่าวหาว่าทุจริตจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ในช่วงวิกฤติโควิดปี 2564 โดยระบุข้อความ หมอสุภัทรจัดซื้อชุดตรวจโควิดผิดระเบียบ มีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงจริง หรือเป็นการหาเรื่องเอาผิด? 

คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยร้ายแรงถึงขนาดจะให้ออกจากราชการ มีเหตุมาจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เพื่อนำมาตรวจให้กับประชาชนกรุงเทพร่วมกับแพทย์ชนบททั่วประเทศจำนวน 3 ครั้งในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่กระทรวงสาธารณสุขจังหวัดตั้งขึ้นมานั้น ได้กล่าวหาว่าการอนุมัติจัดซื้อไม่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดได้ดังต่อไปนี้

[1. #ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง] คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้กล่าวหาคุณหมอสุภัทรสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

(1) จำนวนชุดตรวจ ATK ที่คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อทั้งหมดมีจำนวน 42,854 ชุด แต่จำนวนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะรวมคุณหมอสุภัทรที่มาออกหน่วยตรวจในกรุงเทพทั้ง 3 ครั้ง มีจำนวนเพียงครั้งละ 7-9 คน ตรวจได้อย่างมากวันละ 2,000 คน มาตรวจ 3 ครั้งรวม 10 วัน จึงตรวจได้ประมาณแค่ 20,000 คน การจัดซื้ออนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด จึงเป็นจำนวนที่เกินกว่าความเป็นจริง 

(2) ชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท คิดเป็นเงิน 9,857,420 บาท ซึ่งควรจะเสนอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาอนุมัติ แต่คุณหมอสุภัทรแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวดๆ ละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติจัดซื้อ ซึ่งเป็นการแบ่งจัดซื้อที่ไม่ปรากฏว่าจะได้ราคาถูกกว่าซื้อรวม และราชการไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง

(3) ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศให้ผู้ประกอบการมาแข่งขัน ซึ่งผิดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ.2560

คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงสรุปว่าคุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งจะนำไปสู่การให้ออกจากราชการ

[2. #คุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่] ผมได้อ่านเอกสารและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมมีความเห็นต่อประเด็นกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ดังนี้

(1) ข้อกล่าวหาที่หนึ่ง อนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK เกินจำนวนที่ใช้จริง: 
ขึ้นมาข้อกล่าวหาแรกก็ทำให้ผมแปลกใจแล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ควรต้องทราบคือ การจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด มิใช่เป็นการจัดซื้อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะใช้ตรวจเท่านั้น แต่เป็นการจัดซื้อให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศในการตรวจคนกรุงเทพในตอนนั้น ซึ่งนำโดยชมรมแพทย์ชนบทที่คุณหมอสุภัทรเป็นประธาน

การ ‘บุกกรุงเทพ’ ของแพทย์ชนบทรวม 3 ครั้งนั้น มีการตรวจ ATK ให้กับประชาชนทั้งสิ้น 192,905 คน (ข้อมูลรวบรวมโดยไทยพีบีเอส) โดยโรงพยาบาล 6 แห่งช่วยกันจัดซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศใช้ในการตรวจประชาชน ซึ่งจำนวน 42,854 ชุดที่โรงพยาบาลจะนะจัดการเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ที่สำคัญชมรมแพทย์ชนบทก็ไม่ได้ขอมาเอง แต่เป็นการขอความร่วมมือมาจาก สปสช. ในครั้งแรก และในครั้งที่สองและสาม เป็นการขอความร่วมมือมาจากกระทรวงสาธารณสุข 

กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคณะกรรมการสอบสวนฯ ที่กระทรวงตั้งขึ้นมา จึงต้องทราบเรื่องนี้ แล้วทำไมจึงมากล่าวหาคุณหมอสุภัทรเช่นนี้? พอผมอ่านข้อกล่าวหาไปจนครบทุกข้อจึงเข้าใจ เพราะถ้าไม่เริ่มแบบนี้ก็จะนำไปสู่ข้อหาทุจริตไม่ได้

(2) ข้อกล่าวหาที่สอง เจตนาแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวด เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติ:
ข้อกล่าวหาที่สองนี้จะไม่มีน้ำหนักเลย ถ้าไม่เริ่มตั้งเรื่องตั้งแต่ข้อกล่าวหาแรกว่า เป็นการทุจริตที่ซื้อเกินจำนวนที่ใช้จริง เพราะโดยข้อเท็จจริงเป็นการจัดซื้อไปตามสถานการณ์ความจำเป็นในแต่ละครั้ง โดยที่คาดหมายไม่ได้ว่าต้องเตรียมชุดตรวจ ATK ไว้เป็นจำนวนเท่าใด และในตอนที่มาครั้งแรก ก็ไม่มีใครทราบว่าต้องมาครั้งที่สองและครั้งที่สาม 

ที่สำคัญคือเรื่องนี้เป็น “กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน” และ “ไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน” จึงต้องดำเนินการไปก่อนแล้วจึงไปให้หัวหน้าหน่วยงานให้ความเห็นชอบในภายหลังตามข้อ 79 วรรคสองของระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกหนังสือ ว.115 (ลงนามโดยอธิบดีกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563) ให้ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการป้องกันและรักษาโควิด 19 เป็น “กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามข้อ 79 วรรคสอง จึงให้ดำเนินการไปก่อนแล้วมาให้ความเห็นชอบในภายหลังได้

การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในขณะนั้น จึงเป็นการจัดซื้อไปก่อนตามความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าในอนาคตต้องจัดซื้ออีกหรือไม่ และต้องจัดซื้อทั้งหมดเท่าใด โดยคุณหมอสุภัทรก็ให้จัดซื้อครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาทตามอำนาจอนุมัติของตนเอง การกล่าวหาว่าคุณหมอสุภัทรมีเจตนา ‘แบ่งซื้อ’ นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ถ้าไม่อคติก็เป็นการจงใจหาเรื่อง เพราะเขาอนุมัติตามสถานการณ์ความจำเป็นและตามอำนาจที่มี 

การกล่าวหาเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับการกล่าวหาโรงพยาบาลต่างๆ ว่าทำไมจึงซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์แค่เท่าที่ใช้ ทำไมจึงซื้อแค่ในวงเงินตามอำนาจของผู้อำนวยการโรงพยาบาล แล้วทำไมจึงไม่จัดซื้อคราวเดียวครั้งละมากๆ แล้วให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือให้กระทรวงอนุมัติ? ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้ก็จะเห็นได้เลยว่าข้อกล่าวหานี้ดูจะเป็นการหาเรื่องเอามากๆ

แล้วที่ว่าการแบ่งซื้อทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงนั้น ไม่ทราบว่าทำไมคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงไม่ทราบว่า ชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Standard Q ที่คุณหมอสุภัทรต่อรองมาได้ในราคาอันละ 230 บาทนั้น กรมการค้าภายในกำหนดราคาแนะนำไว้ที่ 350 บาท (ภาพประกอบ 2) คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อในราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาท แล้วไปทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงได้อย่างไร?

(3) ข้อกล่าวหาที่สาม ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการ:
ข้อกล่าวหาที่สามเป็นข้อกล่าวหาที่เบาที่สุด และทำให้ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตั้งเป้าจะเอาผิดคุณหมอสุภัทร หรืออย่างเบาก็เป็นการมีอคติอย่างรุนแรง เพราะกระทรวงการคลังเองก็รู้ว่าในสถานการณ์โควิดที่เป็นความเป็นความตายของประชาชน จะมาดำเนินการยืดยาดตามปกติ ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกาศเชิญชวน ฯลฯ อยู่ได้อย่างไรจึงได้ออกหนังสือ ว.115 ให้การจัดซื้อจัดจ้างกรณีโควิดไม่ต้องดำเนินการตามปกติ แต่ดำเนินการไปก่อนแล้วจึงให้หัวหน้าหน่วยงานเห็นชอบ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องนี้ดีที่สุดเพราะใช้ ว.115 มากที่สุดยิ่งกว่ากระทรวงอื่น

ที่สำคัญคือคุณหมอสุภัทรจัดซื้อได้ราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาทดังที่ได้กล่าวไป คณะกรรมการสอบสวนฯ สรุปว่าพฤติการณ์ของคุณหมอสุภัทรทำให้ “ราชการเสียหายร้ายแรง” ได้อย่างไร?

[3. #การดำเนินการสอบสวนไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม] ผมทราบมาว่าคุณหมอสุภัทรขอชี้แจงเป็นหนังสือ นี่จึงน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เคยเรียกคุณหมอสุภัทรไปชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหาเลย เพราะถือว่าได้รับคำชี้แจงเป็นหนังสือมาแล้ว 

ผมขอเรียนว่านี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะการขอชี้แจงเป็นหนังสือไม่ใช่การสละสิทธิที่จะชี้แจงด้วยตัวเองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่รับฟังและจะดำเนินการต่อ ว่าง่ายๆ คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ต้องเรียกมาชี้แจงก็ได้ถ้ายอมรับคำชี้แจงด้วยหนังสือ แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ยอมรับ หรือสงสัย หรือไม่เห็นด้วย ต้องเรียกมาให้ชี้แจงในประเด็นที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เห็นด้วยหรือสงสัย การไม่รับฟังคำชี้แจงทางเอกสารแล้วก็ไม่เรียกตัวมาชี้แจงเช่นนี้จึงมีปัญหาความชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางานปกครอง พ.ศ.2539 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้รายงานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นรายงาน ‘ลับ’ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นรายงานลับก็เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ในกรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหาต้องการให้เปิดเผยเพื่อความเป็นธรรม แต่คณะกรรมการสอบสวนฯ กลับไม่มีการให้เปิดเผย จึงดูจะเป็นการคุ้มครองตัวกรรมการสอบสวนเองมากกว่าหรือไม่ว่าได้มีการกล่าวหาอย่างไม่สมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง

[4. #ข้อเรียกร้องต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข] เมื่อการกล่าวหาไม่สมเหตุสมผล สาธารณชนมีข้อสงสัย การดำเนินการไม่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ควรรับเรื่องที่ชงขึ้นมา แต่ควรต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นธรรม คือต้องให้คุณหมอสุภัทรได้แก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่

(2) ต้องให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปโดยโปร่งใส โดยเปิดเผยรายงานการสอบสวน และให้สาธารณชนมีส่วนร่วมรับฟังได้ เว้นแต่เพียงในเรื่องที่กระทบต่อพยานเท่านั้นที่ปิดได้

การที่เรื่องนี้สาธารณชนจับตามองอย่างใกล้ชิด เป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะเล่นงานแพทย์ชนบทคนหนึ่งที่ช่วยเหลือคนกรุงเทพให้รอดจากโควิด เพราะการออกหน้าอนุมัติจัดซื้อชุดตรวจโควิด ที่ดำเนินการตามกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตประชาชนตามที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้ดำเนินการไปก่อนได้ ชุดตรวจโควิดที่อนุมัติจัดซื้อก็ถูกกว่าราคาตลาดถึง 120 บาท แล้ววงเงินทั้งหมดก็ไม่ถึง 10 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหน่วยราชการอื่นที่จัดซื้อสิ่งของต่างๆ แพงกว่าราคาตลาด หรือทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงจริงๆ เป็นร้อยล้านพันล้านบาท แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ

การดำเนินการให้ออกจากราชการโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมเช่นนี้ นอกจากจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังจะเป็นการทำลายกำลังใจข้าราชการผู้ซื่อสัตย์สุจริตที่อุทิศตัวให้ประชาชนที่ยังมีอยู่ทั่วประเทศ และเชื่อได้ว่าไม่มีทางที่สังคม โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่ได้รับการช่วยชีวิตจากคุณหมอสุภัทรและแพทย์ชนบท จะยอมรับได้  ผมจึงหวังว่าเมื่อเรื่องนี้มาถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ท่านจะได้แก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องครับ

‘แม่ทัพภาค 2’ รับมอบโดรน-แอนตี้โดรน ค่ากว่า 60 ลบ. จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมศักยภาพป้องกันชายแดน

แม่ทัพภาค 2 รับมอบโดรนและแอนตี้โดรนจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เสริมศักยภาพภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

(25 ส.ค 68) เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก รับมอบระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ จำนวน 15 ชุด มูลค่า 32,100,000 บาท, อากาศยานไร้คนขับ สำหรับสำรวจและบรรทุกสัมภาระจำนวน 41 ชุด มูลค่า 14,477,100 บาท และอากาศยานไร้คนขับสำหรับลาดตระเวน 20 ชุด มูลค่า 13,910,000 บาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่า 60,487,100 บาท โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิฯ และ อ.คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมูลนิธิ ฯ เป็นผู้แทนมอบ ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ร่วมสมทบทุนในโครงการผลิตโดรนชนิดพิเศษต่างๆ ผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อลดการสูญเสียของทหารหาญในการลาดตระเวน และเพิ่มแสนยานุภาพโจมตีและป้องกันตัว จากการรุกล้ำพื้นที่ผืนแผ่นดินไทย ซึ่งทางมูลนิธิฯได้ดำเนินกาาจัดหาโดรนและแอนตี้โดรนมาอย่างต่อเนื่อง จากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมเป็นเงินกว่า 93 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้แทนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้มอบหลวงปู่ทวดจากห้องพระบ้านพระอาทิตย์ รวมทั้งมอบพระนารายณ์ทรงสุบรรณ รุ่นพิทักษ์แผ่นดิน ซึ่งทางคุณสนธิและคุณจิตตนาถได้ร่วมจัดสร้างขึ้น เพื่อมอบให้พี่น้องคนไทยที่ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 และ ทางคณะ อ.ปานเทพ ได้มอบยาดมศรีเทพ จำนวน 2,500 หลอด มูลค่า 100,000 บาท ตลอดจนภาคเอกชนต่างๆ ร่วมสนับสนุน อาทิ สายรัดห้ามเลือด (ทูนิเก้) จำนวน 183 ชิ้น ผ้าใบขนาดใหญ่ 20 ผืน แป้งดินสอพองสูตรเย็น 400 ซอง และยาหม่องน้ำมันเขียวจากกลุ่มจงรักษ์แผ่นดิน,มอบเสื้อยืดคอกลม 250 ตัว จากบริษัท โบลิน ยูนิฟอร์ม จำกัด, เต็นท์ขนาดใหญ่ จากนายสุธรรม - นางกุลฤดี จันทร์แจ่มจรัส ,มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ปลากระป๋อง ถุงยังชีพ จากสมาคมรามัญญะรัฎฐะ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณ อ.ปานเทพและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมทั้งพี่น้องประขาชนคนไทยที่เสียสละระดมทุนในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือทหารในพื้นที่ ให้มีความปลอดภัย ในการป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย พร้อมให้ความสำคัญและส่งเสริมการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ซอฟต์แวร์เหล่านี้จากฝีมือคนไทย ทั้งนี้จะรีบนำไปมอบให้กองกำลังสุรนารี ดำเนินการวางแผนแจกจ่ายการใช้งานตามเหมาะสม และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม และไม่ประมาทในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เนื่องจากเหตุการณ์ในปัจจุบันยังต้องเฝ้าระวังอยู่ทั้งสองฝ่าย ในห้วงก่อนการเจรจาตามขั้นตอนต่อไป

รวบหนุ่มหัวหมอจัดฉากขับรถตกคลอง 4 คันในเดือนเดียว ทำเนียนหวังเคลมประกัน พบมูลค่าเสียหายเกือบล้าน

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ. แฉพฤติกรรมหนุ่มวัย 26 หัวหมอจัดฉากขับรถตกน้ำ 4 คันในเดือนเดียว หวังหลอกเคลมประกัน เสียหายเกือบ 1 ล้านบาท

(25 ส.ค. 68) เพจ "กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ." โพสต์แฉวีรกรรมหนุ่มหัวใสจัดฉากเคลมประกัน เดือนเดียวขับรถตกน้ำ 4 คันรวด โดยทางเพจรายงานว่า "ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปอศ. รวบหนุ่มวัย 26 จัดฉากขับรถตกน้ำ 4 คันรวด หวังเคลมประกัน เสียหายเกือบ 1 ล้านบาท!

เบื้องต้นพบว่ากลุ่มนี้มีการทำเป็นขบวนการสุดแนบเนียน โดยนายอนุชา ฯ เช่าซื้อรถ 4 คันในเดือนเดียว แล้วสร้างสถานการณ์ให้รถตกคลองใน 3 จังหวัด ทั้ง นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี เรียกเงินประกันจากหลายบริษัท บางรายหลงเชื่อโอนให้แล้วกว่า 9 แสน!

จากการสืบสวนพบเส้นทางเงินโอนเข้าญาติ – บางส่วนถอนเป็นเงินสด ส่วนรถที่อ้างว่าตกน้ำ กลับไม่ยอมให้นำมาตรวจพิสูจน์ นอกจากนี้ยังพบผู้ขับบางคนขับตกน้ำถึง 2 ครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ สุดท้ายถูกรวบตัวได้ที่บ้านพักใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้ต้องหาภาคเสธอ้างแค่ขายรถแล้วไม่รู้ว่าถูกนำไปใช้ตกน้ำ"

สมุทรปราการ-จนท.ตรวจสอบร้านอาหารเจ้าดัง!! ย่านบางปู หลังโดนร้องเรียนทิ้งเศษอาหารและสิ่งปฏิกูล สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนานหลายปี

(25 ส.ค. 68) ชาวบ้านในเขตพื้นที่บางปูส่งเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการรายหนึ่ง โดยอ้างว่าผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ ต.บางปู จ.สมุทรปราการ ขายอาหารส่งกลิ่นรบกวน รวมถึงมีเสียงดังส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนมานานกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ ทางตัวแทนชุมชนและเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า ในชุมชนแห่งนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคหอบหืดและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทุกครั้งที่ร้านเปิดเครื่องดูดอากาศและปรุงอาหารเสิร์ฟลูกค้า เนื่องจากเครื่องดูดอากาศของทางร้านนั้น พ่นกลิ่นควันหันออกมาทางบ้านเรือนประชาชน

อีกทั้งชุมชนแห่งนี้ยังมีเด็กพิการอายุ 13 ปี ที่บ้านพักอาศัยอยู่ติดกันกับร้านอาหารส่งเสียงร้องอย่างทรมานหลังจากที่ได้ยินเสียงเครื่องดูดอากาศและกลิ่นฉุนและเหม็นที่ลอยมาตามลม

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองสาธารณสุขเทศบาลตำบลบางปู พร้อมด้วย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนง.สิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 13 จ.ชลบุรี และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่เข้าตรวจสอบร้านอาหารดังกล่าวที่ถูกร้องเรียน

โดยร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลบางปู 118 ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังมีชาวบ้านในชุมชนร้องทุกข์เรื่องร้านอาหารปล่อยมลพิษทางเสียง ส่งกลิ่นเหม็น ทิ้งเศษอาหารลงสู่ป่าชายเลน เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันนานกว่า 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีตัวแทนพูดคุยและเจรจาไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลแต่อย่างใด จึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าตรวจสอบดูแลช่วยเหลือ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่พบว่ามีเศษอาหารถูกทิ้งลงสู่พื้นดินด้านล่างซึ่งเป็นป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลจากห้องสุขา ภายใต้พื้นร้านอาหารเต็มไปด้วยเศษขยะที่ทับถมหมักหมม กันอย่างหนาแน่น สร้างความอุจาดตาต่อผู้พบเห็น 

โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้ประกอบการให้รีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยให้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง หากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงคงต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และขอความร่วมมือให้ช่วยเก็บขยะทะเลที่ไหลเข้ามาอยู่ใต้พื้นร้านอาหารออกให้เรียบร้อย ซึ่งผู้จัดการร้านอาหารยอมรับและจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่ไว้

ขณะที่ นางอุสา (นามสมมุติ) ผู้ป่วยโรคหอบหืด บ้านที่อยู่ติดกับร้านอาหาร ได้นำคลิปภาพเครื่องดูดควันและปล่องปล่อยควันของร้านอาหารที่อยู่ติดข้างบ้าน ขณะส่งเสียงดัง กลิ่นเหม็น ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่า ตนได้รับความเดือดร้อนจากร้านอาหารแห่งนี้มานานหลายปี โดยเฉพาะเวลาที่ร้านอาหารเปิดเครื่องดูดอากาศเวลาปรุงอาหารให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ตนต้องทนกลิ่นฉุนและเหม็นของอาหารและเสียงดังจากเครื่องจักร เครื่องครัว แม้กระทั่งหน้าต่างข้างบ้านต้องปิดไว้ตลอดเวลา 

ไม่สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ ทุกวันต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อบรรเทาอาการโรคหอบหืด ทำให้ตนและครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินการกับร้านอาหารแห่งนี้ และไม่ต้องการให้มีร้านอาหารที่สร้างปัญหาเปิดอยู่ในชุมชน  

ด้านนายโพ (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า ตนมีบ้านติดกับร้านอาหารแห่งนี้ ทนกลิ่นเหม็นและเสียงดังมานานกว่า 5 ปี สงสารลูกพิการติดเตียงวัย 13 ปี ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังจากการปรุงอาหารและกลิ่นที่ฉุน เด็กจะส่งเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจอย่างน่าสงสาร ตนเคยคุยกับเจ้าของร้านหลายครั้งแต่เรื่องก็เงียบ อีกทั้ง ร้านอาหารแห่งนี้มักจะทิ้งน้ำเสียและเศษอาหาร ทำให้ดินป่าชายเลนเสียหาย และเน่าเหม็น สัตว์น้ำที่เคยมีก็หายไปหมด วันนี้สุดทนจึงออกมาร้องผ่านสื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงทวงความเป็นธรรมให้ตนและครอบครัวด้วย  

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘กองทัพอากาศ’ เปิดตัวโลโก้ “ฝูงบินรบกริพเพน” ล็อตใหม่ ภายใต้ชื่อ “บูรพาสันติ” ทุกสัญลักษณ์ล้วนเปี่ยมความหมาย

(25 ส.ค. 68) วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ. เปิดตัว Peace Burapha “บูรพาสันติ” วันนี้ 25 ส.ค. 2568วันเซ็นสัญญา G to G ซื้อGripen E/F กับ FMV – SAAB สวีเดนในนามฝูงบิน Stars กองบิน1 เพื่อรักษาความมั่นคง พื้นที่ชายแดนตะวันออก -ตะวันออกเฉียงเหนือ จาก Peace Naraesuan สู่ Peace Suvannabhumi. จนมาถึง Peace Burapha “ผบ.ทอ.” ร่วมออกแบบ โลโก้ สุดคูล!! เปี่ยมความหมาย เผย ฝูง 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธี รองรับภารกิจ Air to Air และ Air to Ground “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

กองทัพอากาศ ตั้งชื่อโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ JAS 39 Gripen E/F ว่า โครงการ “PEACE BURAPHA” โดยตัวในวันนี้ 25 สค.2568 ในวันเซ็นสัญญา ซื้อGripen E/F กับ FMV และ SAAB สวีเดน พร้อม Offset Package ชดเชยให้ไทย กว่า แสนล้าน ตามนโยบาย Offset Policy ของรัฐบาล อย่างเต็มรูปแบบโครงการแรก

ตราสัญลักษณ์ โครงการ “PEACE BURAPHA” เปี่ยมด้วยความหมาย ซึ่งร่วมกัน ออกแบบโดย พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. พล.อ.ท.อนุรักษ์ รมณารักษ์ รอง เสธ.ทอ. และ พ.อ.อ.บดินทร์ จำปา เจ้าหน้าที่ แผนกแผน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักบริหารยุทโธปกรณ์ กรมยุทธการทหารอากาศ

1.PEACE BURAPHA หรือ “บูรพาสันติ” เป็นชื่อโครงการจากดำริของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ต้องการสื่อถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ซึ่งจะประจำการที่ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ในอนาคต จะเป็นเขี้ยวเล็บหนึ่งในกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้พื้นที่ด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

2.ตราสัญลักษณ์ ทอ.เป็นรูปปีก ทอ.ที่ใช้ในยุคที่ ทอ.เริ่มใช้วิสัยทัศน์ Unbeatable Air Force ซึ่งเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2568

3. ธงชาติไทยรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ติดไว้บนอากาศยานทุกแบบของกองทัพอากาศ

4. ดาวคู่จำนวน 2 ดวง หรือ “STARS” เป็นนามเรียกขานและเป็นสัญลักษณ์ประจำฝูงบิน 102 ยุคใหม่ที่เริ่มใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว เมื่อ เครื่องบิน F-16 ADF เข้าประจำการ ในปี 2545 ซึ่งขณะนั้นยังกำหนดภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่สกัดกั้น

สำหรับตราสัญลักษณ์ใหม่นั้นใช้คำว่า 102 TACTICAL FIGHTER SQUADRON หมายถึงในอนาคตฝูงบิน 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีซึ่งรองรับภารกิจอเนกประสงค์ทั้ง Air to Air และ Air to Ground ฝูงบิน 102 มีคำขวัญประจำฝูงบินว่า “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

5. ดาวสีทองข้างละ 6 ดวง รวม 12 ดวงในขอบวงกลมเป็นการให้เกียรติแก่ ฝูงบิน 12 ซึ่งเดิมมีที่ตั้ง ณ กองบิน 1 ดอนเมือง ที่มีเกียรติประวัติในการรบที่สำคัญในอดีต ก่อนจะย้ายที่ตั้งมาที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ 24 ต.ค.2519 จวบจนปัจจุบัน

6.ข้อความ JAS 39 GRIPEN E/F-RTAF หมายถึง รุ่นของ เครื่องบิน Gripen E/F ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศ

โดยในภาพเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูงตรงกลางของภาพจะติดอาวุธ แบบ Meteor, AIM-120 AMRAAM และ IRIS-T ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศที่ทันสมัย

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top