Thursday, 4 June 2026
TODAY SPECIAL

30 ธันวาคม 2498 วันสุนทรภู่กลับบ้านเกิด วางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์กลางแกลง เปลี่ยนกวีในตำราให้ยืนเด่นบนผืนดินระยอง ประกาศกวีเอกเป็นสมบัติชาติ

(30 ธ.ค. 98) วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2498 รัฐไทยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อยืนยันบทบาทของกวีเอกในฐานะบุคคลสำคัญของชาติ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้กับสุนทรภู่บนแผ่นดินจริง

ในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลไทยใช้วัฒนธรรมและสัญลักษณ์เป็นเครื่องมือสร้างชาติ การยกย่องบุคคลในประวัติศาสตร์และวรรณคดีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความเป็นไทย สุนทรภู่จึงได้รับเลือกสร้างอนุสาวรีย์ ณ แกลง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและผลงานวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น นิราศเมืองแกลง

พิธีวางศิลาฤกษ์มีจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นประธาน ด้วยพื้นที่กว่า 8 ไร่เพื่อสร้างเป็นอุทยานวรรณกรรม แต่โครงการนี้สะดุดชะงักไปนานจนกระทั่ง พ.ศ. 2511 จึงมีการฟื้นฟูและสร้างอนุสาวรีย์สมบูรณ์ในปี 2513 พร้อมด้วยรูปปั้นกวีและตัวละครวรรณกรรมพระอภัยมณีที่ช่วยเติมเต็มโลกกลอนสุนทรภู่

อนุสาวรีย์สุนทรภู่ในปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์กระดับจังหวัดระยองและสถานที่จัดงานวันสุนทรภู่ประจำปี อีกทั้งได้รับการยกย่องจากยูเนสโกใน พ.ศ. 2529 ว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก สะท้อนว่ากวีเอกไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ

30 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันวางศิลาฤกษ์ธรรมดา แต่เป็นวันที่สุนทรภู่ "ถูกนำลงมาผูกโยงกับภูมิประเทศจริง" สร้างจุดหมายให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสวรรณกรรมอย่างจับต้องได้ และยืนยันว่า "กวีไม่ใช่แค่คนเขียนหนังสือ แต่คือเสาหลักทางจิตวิญญาณของชาติ" อย่างแท้จริง

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88

29 ธันวาคม 2456 ไทยลุยบินครั้งแรก จุดเริ่มต้นบินไทย เครื่องบินไทยลำแรกขึ้นบินกลางกรุงเทพฯ นักบินไทย 3 นายฝึกบินจากฝรั่งเศส สนามม้าสระปทุมกลายเป็นสนามบินแรก

(29 ธ.ค. 56) วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2456 ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่คนไทยบินเครื่องบินของตัวเองเป็นครั้งแรกที่สนามม้าสระปทุม กลางกรุงเทพฯ นักบินไทยสามนายได้ทดสอบบินเครื่องบิน 8 ลำที่สั่งซื้อจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการบินไทยอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านั้น วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2454 นักบินชาวเบลเยียม ชาร์ลส์ แวน เดน บอร์น ได้นำเครื่องบินปีกสองชั้นบินโชว์ต่อหน้าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้กองทัพบกมองเห็นความสำคัญของการบินและจัดตั้งแผนกการบินขึ้น พร้อมส่งนักบินไทย 3 นายไปฝึกที่ฝรั่งเศส และสั่งซื้อเครื่องบิน 8 ลำ

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2456 นักบินไทยทั้งสามนายได้ทำการบินทดสอบเองครั้งแรก เครื่องบินค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นสนามบินสระปทุม สร้างความตื่นเต้นแก่ประชาชนที่มาชม และถือเป็นการเปิดศักราชการบินในประเทศไทย โดยสนามม้าสระปทุมถูกแปลงเป็นสนามบินชั่วคราว

หลังจากนั้น พื้นที่สนามม้าสระปทุมไม่เหมาะสำหรับขยายการบิน จึงย้ายไปที่ทุ่งดอนเมือง ซึ่งกลายเป็นสนามบินหลักและก่อกำเนิดกองทัพอากาศไทยที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศ ช่วงเวลานี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "ยุทธศาสตร์ทางอากาศ" ของไทย

แม้วันการบินแห่งชาติในปฏิทินจะอยู่วันที่ 13 มกราคม แต่วันที่ 29 ธันวาคม 2456 คือวันที่คนไทยได้เริ่ม "เหาะได้" อย่างแท้จริง สะท้อนถึงความภูมิใจและการพัฒนาที่ต่อเนื่องของวงการการบินไทยจนถึงวันนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/royalthaiarmyRTA/posts/

28 ธันวาคมของทุกปี “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” วันรำลึกวีรบุรุษชาติ พาแผ่นดินไทยลุกขึ้นจากซากสงคราม ฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจและศาสนา

(28 ธ.ค. 68) ทุกปีในวันที่ 28 ธันวาคม ไทยรำลึก "วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช" วีรบุรุษผู้กู้ชาติ ที่ไม่ยอมปล่อยให้แผ่นดินไทยสิ้นไปพร้อมกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310

หลังกรุงแตก "พระยาตาก" หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไม่ได้หนีจากศึกสงครามแต่เลือกฝ่าด่านศัตรูมุ่งสู่เมืองจันทบุรี เริ่มสะสมกำลังพล อาวุธ และวางแผนกอบกู้ชาติจนกลับมาตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ในวันที่ 28 ธันวาคม 2310

พระองค์ฟื้นฟูแผ่นดินที่แตกแยก รวบรวมหัวเมืองจากภาคกลางและภาคเหนือให้กลับเป็นหนึ่งเดียว พร้อมฟื้นเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากสงคราม และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางจิตใจของชาติ เพราะเชื่อว่า "ถ้าผู้คนหมดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ บ้านเมืองก็ยากจะกลับมายืนอย่างมั่นคงได้"

ทุกปีในวันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หน่วยงานราชการจัดพิธีวางพวงมาลา และจัดกิจกรรมรำลึกที่กรุงธนบุรีและจังหวัดสำคัญต่าง ๆ ซึ่งตัวแทนของคนไทยได้ย้อนระลึกวีรบุรุษในอดีต พร้อมตั้งคำถามเตือนใจว่า "ถ้าประเทศต้องการเราในแบบของยุคนี้…เราพร้อมจะก้าวออกมาแค่ไหน?"

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงไม่ใช่แค่วันสำคัญ แต่เป็นการสะท้อนความกล้าหาญ ที่คนไทยยังต้องยึดถือเป็นต้นแบบเพื่อฟื้นฟูชาติในทุกวิกฤติที่เผชิญในยุคปัจจุบัน

ที่มา : https://www.dhr.go.th/post/publicity/503

27 ธันวาคม ของทุกปี วันจิตอาสา วันแห่งผู้อุทิศตน ทำงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม หลังคลื่นสึนามิปี 2547 วันที่พิสูจน์ว่าไทยไม่เคยทิ้งกัน

(27 ธ.ค. 67) วันที่ 27 ธันวาคมของทุกปีถูกจดจำเป็น "วันจิตอาสา" ของไทย ซึ่งเริ่มต้นหลังเหตุการณ์คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ที่ทำลายฝั่งอันดามันและคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก

เช้าวันนั้นตามด้วยวันที่ 27 ธันวาคมเป็นต้นมา คนไทยทั่วประเทศลุกขึ้นมาช่วยเหลือโดยไม่รอคำสั่ง ตั้งแต่รถนำของบริจาคไปลงพื้นที่ นักศึกษาลาหยุดเพื่อเป็นอาสาสมัคร จนถึงทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยลงพื้นที่เพื่อช่วยฟื้นฟูสังคม

ในโพสต์สื่อหลายแห่งมีข้อความว่า "เราต่างลุกขึ้นมาช่วยโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน" ซึ่งสะท้อนแก่นแท้ของจิตอาสา คือการใช้เวลาและแรงกายเพื่อช่วยสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน

วันจิตอาสาจึงถูกนิยามว่าเป็นวันของหัวใจที่รวมพลังคนธรรมดา แม้จะไม่ใช่วันหยุดราชการหรือวันสำคัญทางกฎหมาย แต่เป็นวันที่คนไทยเตือนใจถึงพลังของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

จากจิตอาสาในเหตุภัยพิบัติสู่การช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน เช่น สอนหนังสือ ดูแลผู้ป่วย ช่วยสัตว์จรจัด หรือใช้ทักษะเฉพาะทางเพื่อสังคม ทำให้วันนี้เป็นวันปลุกหัวใจอาสาที่สะท้อนถึงสปิริตของความเป็นไทยที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือกันเสมอ

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/social/99852/

26 ธันวาคม 2547 ครบรอบ 21 ปี ‘วันสึนามิ’ ถล่มไทย ย้อนมหันตภัยสึนามิคร่ากว่านับพัน เปลี่ยนชายฝั่งไทยตลอดกาล ก่อนลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยอันดามัน

(26 ธ.ค. 47) เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 คลื่นสึนามิจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 9.1-9.3 แมกนิจูดถล่มชายฝั่งอันดามันของไทย เป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตกว่า 230,000 คนในภูมิภาคประเทศรอบมหาสมุทรอินเดีย ไทยได้รับผลกระทบรุนแรง มีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 คนและบาดเจ็บสูญหายอีกจำนวนมาก

เหตุดังกล่าวเกิดจากแผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลียมุดตัวใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย ทำให้พื้นทะเลยกตัวอย่างรุนแรง ส่งคลื่นสึนามิถาโถมชายฝั่งสูงหลายเมตร รุนแรงในพื้นที่จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตลอดจนระนอง ตรัง และสตูล

ในวันนั้นน้ำทะเลลดอย่างผิดปกติ ประชาชนบางส่วนไม่ทันรับรู้ถึงอันตราย ก่อนคลื่นน้ำซัดเข้าทำลายบ้านเรือน ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยว กระทบเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนอย่างลึกซึ้ง “หลังเหตุการณ์สงบลง เราต้องลุกขึ้นสร้างระบบเตือนภัยสึนามิที่เข้มแข็ง” เป็นคำกล่าวสะท้อนจากการฟื้นฟูและเรียนรู้ของไทย

หลังจากภัยครั้งนั้น รัฐบาลและองค์กรต่างๆ ร่วมกันสร้างระบบเตือนภัย ติดตั้งเสาสัญญาณเตือนภัยและแผนอพยพหนีภัย มีการจัดซ้อมแผนป้องกันอยู่เป็นประจำ ความรู้และการตระหนักรู้เรื่องสึนามิเพิ่มขึ้นในชุมชนชายฝั่ง

ทุกปีในวันที่ 26 ธันวาคม พื้นที่ชายฝั่งอันดามันจัดพิธีรำลึกผู้สูญเสีย เพื่อให้สังคมไม่ลืมบทเรียนและยังคงใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างระมัดระวัง ตอกย้ำความเปราะบางของมนุษย์ต่อพลังธรรมชาติและความพร้อมในการรับมือภัยในอนาคต

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_43257

25 ธันวาคม 2514 ในหลวงร.9 เสด็จฯเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ พระองค์ทรงหนุนปลูกกาแฟ–ลิ้นจี่–แมคคาเดเมีย เลิกฝิ่นเลิกไร่เลื่อนลอย พร้อมพระราชทาน “เหรียญชาวเขา” แทนเลขบัตรประชาชน

(25 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรชาวเขาเผ่ามูเซอ ณ หมู่บ้านผาหมี หมู่ที่ 15 ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

การเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทรงส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชต่าง ๆ เช่น กาแฟ ลิ้นจี่ แมคคาเดเมีย รวมถึงพระราชทานวัวให้ชาวเขาเลี้ยง พร้อมกับหาจุดรับซื้อผลิตผล เพื่อให้ชาวเขาเหล่านั้นไม่ต้องปลูกฝิ่นหรือทำไร่เลื่อนลอย และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังทรงยืนยันว่า ชาวเขาเผ่ามูเซอทุกคนคือคนไทย ไม่ใช่คนเร่ร่อนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระราชทาน ‘เหรียญที่ระลึกสำหรับชาวเขา’ ซึ่งมีตัวย่อ ‘ชร’ (หมายถึงจังหวัดเชียงราย) และหมายเลขโค้ด 6 หลักที่ใช้แทนหมายเลขบัตรประชาชน ให้แก่ชาวเขาบ้านผาหมี โดยทรงพระราชทานเหรียญที่ระลึกนี้แก่ชาวเขาในหลายจังหวัดทั่วประเทศประมาณ 20 จังหวัดในปี พ.ศ. 2506 รวมกว่า 200,000 เหรียญ ทุกเหรียญจะมีอักษรย่อของจังหวัดและหมายเลขประจำเหรียญ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการสำรวจสำมะโนประชากรและการพิสูจน์สัญชาติในการทำบัตรประชาชนให้แก่ชาวเขา

ที่มา : https://www.matichon.co.th/royal/news_204995

24 ธันวาคม 2483 ย้อนวันประวัติศาสตร์ไทย ประเทศไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เหมือนนานาชาติ

(24 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2483 รัฐบาลไทยประกาศย้าย "วันขึ้นปีใหม่" จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม ส่งผลให้ปี พ.ศ. 2483 มีเพียง 9 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปีใหม่ตามระบบเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2484 แต่รัฐบาลได้ตัดเหลือแค่ 31 ธันวาคม 2483 เพื่อให้ปีนับสอดคล้องกับระบบปฏิทินสากล

ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยเคยมีปีใหม่หลายช่วงเวลาที่เปลี่ยนตามยุคสมัย เช่น ในระบบจันทรคติใช้ แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นช่วงสงกรานต์ คือ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 และต่อมายึดวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางราชการ

ยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ผลักดันการย้ายวันปีใหม่ เพื่อแสดงความทันสมัยและให้สอดคล้องกับนานาชาติ โดยในประกาศย้ำว่า "วันที่ 1 มกราคม ไม่ขัดต่อพระพุทธศาสนา" และเป็นวันขึ้นปีใหม่ที่ใช้ในหลายประเทศ รวมทั้งเพื่อแก้ปัญหาการเหลื่อมของปีงบประมาณและการติดต่อระหว่างประเทศ

ผลคือ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ฉลองปีใหม่ 2 รอบ คือ วันที่ 1 มกราคม ตามปฏิทินสากล และ ช่วงสงกรานต์ในเดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปีใหม่ในวัฒนธรรมและประเพณีของไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวันหยุด แต่สะท้อนถึงความพยายามของผู้นำในการปรับประเทศให้ทันสมัยและเดินไปในจังหวะเดียวกับโลกสากล พร้อมทิ้งมรดกวัฒนธรรมให้คนไทย "มีปีใหม่สองครั้งในหนึ่งปี" ซึ่งยังคงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทย

ที่มา : https://www.senate.go.th/view/386/News/SenateMagazine/252/TH-TH

23 ธันวาคม 2491 ‘นายพลโตโจ’ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ถูกแขวนคอ ในความผิดฐานเป็นอาชญากรสงคราม ปิดฉากผู้นำสงครามญี่ปุ่นในศาลโตเกียว เปิดคำถาม “ยุติธรรมหรือศาลผู้ชนะ?”

(23 ธ.ค. 68)  เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2491 อดีตนายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ‘โตโจ ฮิเดกิ’ ถูกประหารชีวิต ด้วยการแขวนคอ ในฐานะอาชญากรสงคราม

โตโจ ฮิเดกิ (Tojo Hideki) คือนักการทหารและนักบริหารที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับ เขาได้รับการแต่งตั้งให้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ 1 ในปี 1928 (พ.ศ. 2471) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปราบกลุ่มกบฏ 'ยังเติร์ก' ในปี 1936 (พ.ศ. 2479) ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาใหญ่กองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียในปีต่อมา

ตำแหน่งหน้าที่ของ โตโจ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา ในปี 1938 (พ.ศ. 2481) เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสงคราม และเขาก็ได้เป็นหัวแรงสำคัญที่ผลักดันให้ญี่ปุ่นเข้าเป็นภาคีของกลุ่มอักษะสำเร็จในปี 1940 (พ.ศ. 2483) ปีเดียวกันกับที่เข้าได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสงครามเต็มตัว จากนั้นอีกเพียงหนึ่งปี เขาก็ได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ฟูมิมาโระ โคโนเอะ โดยยังยึดเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่อไป

โตโจ นอกจากจะเป็นข้าราชการที่ได้ชื่อเรื่องการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เขายังเป็นนักการทหารที่มีนโยบายก้าวร้าวที่สุดในบรรดาผู้นำญี่ปุ่น เขาคือผู้นำประเทศเข้าสู่สงครามกับสหรัฐฯ ด้วยการบุกโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในวันที่ 7 ธันวาคม 1941 (พ.ศ. 2484) ซึ่งเบื้องต้นได้ทำให้ญี่ปุ่นขยายอิทธิพลไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกตะวันตก

ในปี 1944 (พ.ศ. 2487) โตโจ ก้าวขึ้นมาดูแลกิจการของกองทัพทั้งหมดโดยตรงในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่เมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิหมู่เกาะมาเรียนา (Mariana Islands) เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งในวันที่ 16 กรกฎาคม 1944 ก่อนที่เขาและรัฐมนตรีทั้งคณะจะประกาศลาออกในอีกสองวันถัดมา และถูกกันไม่ให้เข้ามามีส่วนในการใช้อำนาจบริหารประเทศอีก

หลังจากที่ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างเป็นทางการ โตโจพยายามใช้ปืนยิงตัวตายในวันที่ 11 กันยายน 1945 (พ.ศ. 2488) แต่ไม่สำเร็จ เขาได้รับการรักษาและมีชีวิตรอดมาได้

ปีถัดมา โตโจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานก่ออาชญากรรมสงครามโดยศาลทหารระหว่างประเทศภาคพื้นตะวันออกไกล (International Military Tribunal for the Far East) หรือศาลอาชญากรสงคราม กรุงโตเกียว ซึ่งศาลได้ตัดสินว่าเขามีความผิดให้ต้องโทษประหารชีวิต

วันที่ 23 ธันวาคม 1948 (พ.ศ. 2491) ฮิเดกิ โตโจ ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และแม้ว่าเขาจะถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงคราม และมีผู้ประท้วงจำนวนมากที่เห็นว่าเขาคือผู้ที่นำหายนะมาให้ญี่ปุ่น แต่ชื่อของเขาก็ยังได้รับการยกย่องในฐานะนายทหารที่สละชีพเพื่อพระจักรพรรดิ ในศาลเจ้ายาสุกุนิ

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_5069

22 ธันวาคม 2431 สัญญา 9 ข้อ จุดเริ่มยุคเสียดินแดน “สิบสองจุ” ไทเป็นเส้นแบ่งเขต ไทย–ฝรั่งเศส ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5 ถูกจารว่าเป็นการเสียดินแดนครั้งแรกของยุครัตนโกสินทร์ใหม่

(22 ธ.ค. 74) วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2431 เป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสยามและฝรั่งเศสลงนามใน "สัญญา 9 ข้อ" เรื่องเมืองสิบสองจุไท ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคเสียดินแดนในรัชกาลที่ 5

เมืองสิบสองจุไทเป็นแคว้นภูเขาที่รวมกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ไทขาว และไทแดง อยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนามปัจจุบัน โดยแคว้นนี้ถือเป็นพื้นที่กันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างเวียดนาม ลาวเหนือ และจีนยูนนาน สยามไม่ตั้งจังหวัด แต่มีอำนาจบังคับในระบบบรรณาการสั้น ๆ และใช้เป็นฐานร่วมกับการป้องกันภัย

ในช่วงเวลานั้น ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพลในอินโดจีน และใช้ฐานการทูตและกำลังทหารแผ่อำนาจในพื้นที่สิบสองจุไท ขณะที่สยามต้องการหลีกเลี่ยงสงครามกับมหาอำนาจฝรั่งเศส จึงเจรจาหยุดรบชั่วคราวผ่านสัญญานี้ แต่หลังลงนาม ฝรั่งเศสเริ่มผนวกสิบสองจุไทโดยอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์และแม่ทัพฝรั่งเศสใช้คำสั่งให้เลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับฝรั่งเศส

เหตุนี้ทำให้สัญญา 9 ข้อถูกมองในประวัติศาสตร์ไทยว่าเป็นการเสียเปรียบทางการทูต เป็นจุดเริ่มต้นของการเสียดินแดนที่ตามมาหลังจากนั้น เช่น วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ที่สยามต้องเสียลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

"ในโลกที่มหาอำนาจยังมีอยู่เสมอ รัฐไทยต้องเรียนรู้ที่จะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของตน" นี่คือบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ที่ควรจำและนำไปใช้เป็นบทเรียนทางการทูตในทุกยุคสมัย

ที่มา : https://ooylifeiseasy.wordpress.com/

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top