Friday, 5 June 2026
TODAY SPECIAL

21 ธันวาคม 2484 วันที่ไทยจับมือญี่ปุ่น ลงนามพันธมิตร เปิดสนธิสัญญาพันธมิตรกลางวัดพระแก้ว จุดเริ่มต้นมรสุมสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องเลือกข้างที่ยังถกเถียงกัน

เมื่อ 21 ธ.ค. 2484 วันที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อรัฐบาลไทยโดย 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' ลงนามสนธิสัญญาพันธมิตรกับจักรวรรดิญี่ปุ่นที่พระอุโบสถวัดพระแก้วอย่างเป็นทางการ การลงนามครั้งนี้ทำให้ไทยเปลี่ยนสถานะจากผู้วางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นพันธมิตรกับฝ่ายอักษะ

เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อ 8 ธันวาคม 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลเข้ายึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ในไทย ทหารไทยบางส่วนสู้เต็มกำลังแต่ต้องหยุดยิงเพื่อเปิดทางผ่านให้ญี่ปุ่น จากนั้นรัฐบาลไทยเริ่มเจรจาให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรโดยสมัครใจ

สาระสำคัญของสนธิสัญญาคือความร่วมมือทางทหารทั้งเชิงรุกและรับ หากฝ่ายหนึ่งทำสงครามกับประเทศที่สาม อีกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ไทยได้รับแนวคิดและบทบาทใน "วงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา" ภายใต้การนำของญี่ปุ่นและยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการ

แม้ว่าการลงนามนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุดเพื่อรักษาเอกราชและผลประโยชน์ชาติ แต่ก็ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะอย่างชัดเจน เมื่อมกราคม 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ แต่สหรัฐยังไม่ยอมรับการประกาศสงครามผ่านทางเอกอัครราชทูต ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศถูกญี่ปุ่นกดดัน

หลังสงคราม สิ่งที่ช่วยให้ไทยรอดโทษหนักคือบทบาทของขบวนการ "เสรีไทย" ที่ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรและการทูตของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนให้ไทยถูกมองเป็นผู้ถูกกดดัน ไม่ใช่ผู้รุกราน ความทรงจำของวันที่ 21 ธันวาคมจึงเป็นบทเรียนเรื่องการเลือกฝ่ายท่ามกลางความขัดแย้งและมหาอำนาจโลก

ที่มา : https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2

 

20 ธันวาคม 2510 สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือเป็นมหาวิทยาลัยแรกของภาคอีสาน

(20 ธ.ค. 53) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2510 เป็นวันสำคัญทางการศึกษาของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรกที่เปลี่ยนผืนดินอีสานให้เป็น "เมืองมหาวิทยาลัย"

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเริ่มมีแนวคิดตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จากนั้นถูกชะลอไปจนมาเดินหน้าจริงจังในยุคหลัง ปี 2500 ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างสถาบันการศึกษาภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์พัฒนาของภาค พร้อมได้เลือกพื้นที่กว้างกว่า 5,000 ไร่ บริเวณบ้านศรีฐาน จังหวัดขอนแก่น เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย

ในวันเปิดอย่างเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ทั้งอาคารเรียน ห้องทดลอง และแปลงเกษตร พร้อมปลูกต้น "กัลปพฤกษ์" ซึ่งภายหลังกลายเป็นดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและปัญญาของเยาวชนอีสาน โรงเรียนนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการย้ายศูนย์กลางความรู้จากกรุงเทพฯ มาอยู่กลางภูมิภาค

ก่อนหน้านั้นเยาวชนอีสานต้องเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ เพื่อศึกษามหาวิทยาลัยทำให้เสียโอกาสมหาศาล มข. จึงไม่ได้เป็นแค่สถาบันการศึกษาแต่เป็นสะพานเชื่อมเด็กบ้านนาสู่โลกใหม่ ที่มาพร้อมฐานความรู้ด้านเกษตร วิศวกรรม และสาธารณสุขซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาจริงของภาค

มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังเป็นบ่งชี้เชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญว่า รัฐไทยให้ความสำคัญกับอีสานโดยแท้จริง ซึ่งโรงเรียนนี้ได้เติบโตเป็นศูนย์กลางวิชาการและการแพทย์สำคัญในภูมิภาค อันเป็นผลมาจากวันที่ 20 ธันวาคม 2510 อันหมายความถึงโอกาสและอนาคตของคนอีสานที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร

ที่มา : https://web.army2.mi.th/24641/2023/12/20/

19 ธันวาคม 2423 วันคล้ายวันประสูติ 'เสด็จเตี่ย' พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์บิดากองทัพเรือไทย

(19 ธ.ค. 68) วันที่ 19 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ 'กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์' หรือที่รู้จักในชื่อ 'เสด็จเตี่ย' องค์บิดาของทหารเรือไทย พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ผู้วางรากฐานกองทัพเรือสมัยใหม่ให้แก่สยาม

 

พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าหนุ่มที่ถูกส่งไปศึกษาวิชาทหารเรือที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศในยุคที่สยามต้องเผชิญความท้าทายจากต่างชาติ หลังการสูญเสียดินแดนจากฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความสำคัญของกองทัพเรือที่ทันสมัยและมอบหมายให้พระองค์รับภารกิจนี้

 

เมื่อเสด็จกลับสยามในปี 2443 พระองค์ไม่ใช่แค่เจ้าฟ้าที่นั่งโต๊ะ แต่ทรงเป็นนายทหารเรือมืออาชีพ ทรงปฏิรูปโครงสร้างกองทัพเรือ วางยุทธศาสตร์ทางทะเล สร้างโรงเรียนนายเรือระดับมาตรฐาน และวางสัตหีบเป็นฐานทัพเรือยุทธศาสตร์เพื่อรับมือภัยคุกคามทางทะเล

 

ด้านอื่น พระองค์ยังทรงเป็น 'หมอพร' หมอของชาวบ้าน ที่สนพระทัยในแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รักษาประชาชนไม่เลือกชนชั้น และทรงพระนิพนธ์เพลงปลุกใจลูกนาวีหลายบท เช่น "ดาบของชาติ" และ "เดินหน้า" ที่ยังได้รับการขับร้องจนถึงปัจจุบัน

 

วันที่ 19 ธันวาคมจึงไม่ใช่เพียงวันเกิดของเสด็จเตี่ย แต่ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ในฐานะนักยุทธศาสตร์ นักพัฒนา และนักให้ที่สำคัญของชาติไทย

 

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_4922

18 ธันวาคม พ.ศ. 2536 ไทยทะยานสู่อวกาศเปิดตำนาน “ไทยคม 1” ดาวเทียมดวงแรกของชาติ ทำให้ไทยมีดาวเทียมเป็นของตัวเอง เปลี่ยนแปลงระบบสื่อสารและทีวีทั่วประเทศ

(18 ธ.ค. 36) วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2536 คือวันสำคัญของประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย เมื่อ "ไทยคม 1" ดาวเทียมสื่อสารดวงแรกของประเทศถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าจากฐานปล่อยจรวดที่เมืองกูรู ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประกาศการเป็นเจ้าของดาวเทียมของไทยอย่างเต็มตัว ไม่ใช่เพียงผู้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมจากต่างชาติอีกต่อไป

 

ก่อนยุคไทยคม การสื่อสารระหว่างประเทศของไทยและการแพร่ภาพโทรทัศน์ต้องพึ่งพาดาวเทียมต่างชาติ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายสูงและข้อจำกัดขยายสัญญาณไปยังพื้นที่ห่างไกล ต่อมา รัฐบาลได้ส่งมอบหน้าที่นี้ให้เอกชนไทย คือบริษัทในเครือชินวัตรที่ร่วมมือกับบริษัท Hughes สหรัฐฯ สร้างดาวเทียมไทยคม 1 ขึ้น

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานชื่อ "ไทยคม" ซึ่งหมายถึง Thai Communications สะท้อนปณิธานเชื่อมโยงคนไทยทั่วประเทศและสู่โลกภายนอก เมื่อดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรแล้ว มันกลายเป็นสถานีส่งสัญญาณกลางอวกาศที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่จีนตอนใต้ถึงเอเชียใต้

 

ไทยคม 1 ช่วยขยายบริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไปสู่พื้นที่ชนบท ส่งเสริมการสื่อสารโทรศัพท์ทางไกลและข้อมูล เชื่อมโยงธนาคารและหน่วยงานรัฐ รวมถึงวางรากฐานโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสทางการศึกษาเทียบเท่ากับเมืองใหญ่

 

การมี "ไทยคม 1" ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ยังเกี่ยวพันกับอธิปไตยดิจิทัลและความมั่นคงข้อมูลชาติ สร้างบุคลากรด้านดาวเทียมและเปิดทางสู่อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมยุคแรกของโลก ทำให้วันที่ 18 ธันวาคม คือวันที่ก้าวแรกที่ไทยเริ่มขึ้นสู่ยุคอวกาศของตัวเองอย่างแท้จริง

 

ที่มา : https://www.spacebar.th/culture/on-this-day-thaicom-was-sent-to-earth-orbit

17 ธันวาคม 2498 วันสวรรคตของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สตรีหนึ่งเดียวที่เชื่อมราชสำนักไทย 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา

 

(17 ธ.ค. 68) วันที่ 17 ธันวาคมเป็นวันสำคัญที่รำลึกถึงการจากไปของ

"สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

สตรีผู้เชื่อมราชสำนักไทยถึง 4 รัชกาล ตั้งแต่รัชกาลที่ 4

จนถึงรัชกาลที่ 9 ด้วยพระชนมายุ 93 พรรษา ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม

 

พระนามเดิมคือ "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา" และเป็น

พระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 ที่ต่อมาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ

เป็นพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 5 และพระอัยยิกาในรัชกาลที่ 8 และ 9

 

พระองค์ทรงเป็นเสาหลักของราชวงศ์จักรี มีบทบาทสำคัญในงานด้าน

การแพทย์ การกุศล และการสนับสนุนการศึกษาและสตรี

ทั้งทรงเป็นต้นตระกูลสายราชสกุลมหิดลและเป็นพระย่าของ

พระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดของไทย

 

ในโอกาสวันสำคัญนี้ เราได้ยินคำกล่าวว่า "พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า"

หมายถึง "พระอัยยิกาผู้ทรงมีพระชนม์ยืนยาวดุจผ่านหลายร้อยปี"

ซึ่งสะท้อนถึงพระอาวุโสและความเคารพสูงสุดในราชสำนัก

 

วันที่ 17 ธันวาคมจึงไม่เพียงแต่เป็นแค่วันในประวัติศาสตร์

แต่เป็นวันที่สื่อความหมายถึงการเปลี่ยนผ่านสำคัญทางประวัติศาสตร์

และคุณค่าของพระองค์ต่อราชวงศ์และสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

 

ที่มา :  https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2

ประเทศไทยรำลึกถึง “วันกีฬาแห่งชาติ” เพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถด้านกีฬา ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ เปลี่ยนประวัติศาสตร์กีฬาไทยเป็นวันสำคัญของชาติ

(16 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 16 ธันวาคม ของทุกปี ประเทศไทยรำลึกถึง "วันกีฬาแห่งชาติ" ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ได้รับการกำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระปรีชาสามารถด้านกีฬาของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบและได้คว้าเหรียญทองร่วมกันในการแข่งขันกีฬาแหลมทองเมื่อปี พ.ศ. 2510

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงต่อและดัดแปลงเรือใบ "นวฤกษ์" ด้วยพระหัตถ์ และทรงลงแข่งขันจริงในประเภทโอเค เรือลำนั้นชนะควบคู่กับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ทำให้นับเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่ลืมเลือนในวงการกีฬาไทย

จากความสำเร็จนี้ กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันให้วันที่ 16 ธันวาคมเป็นวันกีฬาแห่งชาติ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงการออกกำลังกายและค่านิยมกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักกีฬาอาชีพเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันการจัดกิจกรรมกีฬาในวันนี้ยังขยายไปถึงการแข่งขัน อีสปอร์ต และกิจกรรมที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

นอกจากนี้ กีฬาในวันสำคัญนี้ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของกีฬาในสังคมไทย ทั้งด้านวินัย น้ำใจนักกีฬา การอยู่ร่วมกัน สุขภาพที่ดี และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกีฬาในประเทศ แม้ในยุคที่ผู้คนเสพติดหน้าจอมากกว่าการเล่นกีฬา วันกีฬาแห่งชาติยังคงเป็น "ข้ออ้างดี ๆ" ให้คนไทยลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและดูแลสุขภาพ

กำหนดให้เป็น “วันชาสากล” ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา สหภาพแรงงานเรียกร้องความเป็นธรรม ชาไม่ใช่สินค้าแต่คือชีวิตชาวไร

(15 ธ.ค. 68) 15 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันชาสากล" ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา เพื่อสื่อสารถึงคุณค่าและความสำคัญของใบชาในมิติประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ จากภูเขาไร่ชา สู่ถ้วยชาในมือผู้บริโภคทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของวันชานี้มาจากกลุ่มสหภาพแรงงานชาในเอเชียใต้และแอฟริกา ที่ร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมทางราคาชาและสวัสดิการแรงงานไร่ชา ผ่านเวที World Social Forum และจัดกิจกรรม International Tea Day ครั้งแรกในปี 2005 ที่อินเดีย พร้อมด้วยประเทศผู้ปลูกชาอื่นๆ ที่สานต่อความสำคัญของวันชานี้ ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เพื่อให้คนทั่วโลกตั้งคำถามว่า "ชาแก้วนี้...แฟร์กับคนต้นทางแล้วหรือยัง?"

ถึงแม้สหประชาชาติจะรับรองวันชานานาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม เน้นเรื่องลดความยากจนและพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่วันที่ 15 ธันวาคมยังคงเป็นวันสำคัญที่เชื่อมโยงกับแรงงานและเกษตรกรที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชาทั่วโลก

ใบชา หรือ Camellia sinensis ที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี เป็นทั้งเครื่องดื่มและยาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสมองให้โฟกัส โดยชาแต่ละชนิดมีวิธีการแปรรูปแตกต่างกัน เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

15 ธันวาคม จึงเป็นวันที่สะท้อนความหมายลึกซึ้งและเชื่อมโยงการดื่มชากับประวัติศาสตร์ ความเป็นธรรม และสุขภาพ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคใส่ใจทั้งรสชาติและผู้ปลูกชาอย่างแท้จริง

 

วันลงนามหลักการร่วมยุทธ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเชียบูรพา เปิดเกมสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาติ

(14 ธ.ค.68) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2484 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรี ลงนามใน "หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น" ที่ผูกมิตรภาพทางทหารอย่างเป็นทางการหลังจากญี่ปุ่นบุกไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จากการยอมให้เดินทัพผ่าน รัฐบาลไทยตัดสินใจร่วมรบเคียงข้างญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

เอกสารหลักการร่วมยุทธเจาะลึกภารกิจไทยในสงคราม เช่น การร่วมปฏิบัติในพม่า รักษาแนวชายแดน และสนับสนุนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมกันนี้แบ่งเขตยุทธการโดยญี่ปุ่นรับบทใต้ไทยทำหน้าที่เหนือ นอกจากนี้กองทัพอากาศและเรือไทยได้รับบทบาทเฉพาะที่ส่งเสริมการรบในภูมิภาค

ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การร่วมมือทางเทคนิค แต่คือจุดเปลี่ยนที่ไทยกลายเป็นพันธมิตรเต็มตัว จากนั้นในปี 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐ แม้ความสัมพันธ์หลังสงครามจะมีปัญหา แต่รัฐบาลไทยผ่านขบวนการเสรีไทยเพื่อพิสูจน์ว่าการร่วมมือเป็นผลจากแรงกดดัน

การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ทิศทางประเทศไทยเปลี่ยนจากผู้ถูกบุกสู่ผู้ร่วมรบเต็มตัวในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนำไปสู่คำถามทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงในปัจจุบันว่าไทยเลือกเองหรือถูกบังคับในการร่วมมือครั้งนี้

417 ปีแห่งความรุ่งเรืองไม่ได้หายไปกับไฟสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงเก่าถึงมรดกชาติ ศูนย์กลางการค้าและศิลป์ไทย ภารกิจรักษาและส่งต่อต่อไป

(13 ธ.ค. 68) เมื่อปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน "เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งยืนยันว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีของไทย แต่เป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติทั้งโลก

พระนครศรีอยุธยาก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การค้า และศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มากว่า 417 ปี ก่อนถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองร้างในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกทำลายเมือง

ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรเริ่มบูรณะโบราณสถานพร้อมประกาศบางส่วนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2534 อยุธยาจึงได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมเกาะเมืองและกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งเขตกันชนที่ดูแลโดยร่วม

อยุธยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานโดดเด่นของอารยธรรมสยามที่เคยรุ่งเรืองและเชื่อมโลกผ่านชุมชนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ และเปอร์เซีย สะท้อนภาพเมืองหลวงข้ามวัฒนธรรมที่มีคุณค่าระดับโลก พร้อมประกาศว่า "การได้ป้ายมรดกโลกไม่ใช่แค่ภูมิใจ แต่เป็นภารกิจของคนไทย"

หลังจากขึ้นทะเบียน ต้องมีการบูรณะและอนุรักษ์อย่างถูกวิชาการ พร้อมวางแผนป้องกันภัยและพัฒนาการเมืองโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากนี้อยุธยายังเป็นเวทีสำคัญที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยให้โลกได้รับรู้และสะท้อนความพร้อมในการรักษามรดกวัฒนธรรมนี้ต่อไป

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

#THESTATESTIMES
#LITE
#CoolLife
#TodaySpecial
#อยุธยา
#มรดกโลก
#ประวัติศาสตร์ไทย

ครบรอบ 5 ปี THE STATES TIMES จากอัตลักษณ์สีแดง สู่ สีเหลือง ย้ำจุดยืน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เปลี่ยนแปลง!

12 ธันวาคม 2563 ประวัติศาสตร์หน้าแรกของ THE STATES TIMES จุดเริ่มต้นการเดินทางในฐานะสื่อออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ กับจุดยืนยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563 คือวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสำนักข่าว THE STATES TIMES ในฐานะสื่อออนไลน์น้องใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย 

วันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นมากกว่าการปล่อยคอนเทนต์ชุดแรกสู่สาธารณะ แต่เป็นการประกาศการเข้าสู่สมรภูมิสื่อที่กำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด

ในช่วงปลายปี 2563 สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจากโควิด-19 ควบคู่ไปกับวิกฤตข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และมาตรการของรัฐบาลแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนสับสนและขาดที่พึ่งในการแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง THE STATES TIMES จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยภารกิจที่ชัดเจนในการเป็น "แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้" และเป็น "เสียงแห่งความจริง" ท่ามกลางความวุ่นวาย

การเปิดตัวคอนเทนต์แรกของสำนักข่าวฯ จึงไม่ได้เน้นเพียงแค่การนำเสนอข่าวร้อน แต่เน้นการนำเสนอข่าวสารที่ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์อย่างรอบด้าน สะท้อนความมุ่งมั่นที่จะเป็นสื่อที่ "ชัดเจน เป็นกลาง"  พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ 

จากจุดเริ่มต้น เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2563 จวบจนก้าวย่างมาครบ 5 ปี ของ THE STATES TIMES ในวันนี้ แม้หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยจะเปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์สำคัญ ของ THE STATES TIMES จากโลโก้สีแดงสู่สีเหลือง แต่จุดยืนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือ การยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่จะยังคงอยู่ตลอดไป
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top