Tuesday, 14 July 2026
ECONBIZ

ล้มลุกคลุกคลาน!! กว่าจะมาเป็น “น้ำปลาร้าภาทอง” ภายใต้การปลุกปั้น ‘หนิง วีรดาอร’ ผู้พลิกวิกฤตสู่โอกาสจากติดลบจนสำเร็จ ด้วยความเชื่อ ความกล้า และความมุ่งมั่น

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้นจากจุดติดลบและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปได้ด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และความมุ่งมั่น เรื่องราวของ ‘วีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธุ์’ หรือ ‘คุณหนิง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “น้ำปลาร้าภาทอง” คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของคำว่า "จากศูนย์สู่ความสำเร็จ"

เมื่อความจำเป็นบีบคั้น… สู่จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตลาดน้ำปลาร้าบรรจุขวดในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 200 ราย ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงคนดังที่ตบเท้าเข้ามาในสมรภูมินี้ แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ต้นกำเนิดของตลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าคิดนอกกรอบ

ชีวิตของคุณหนิงพลิกผันเมื่อต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทจากธุรกิจฟาร์มหมูของครอบครัวที่ล้มเหลว เธอตัดสินใจทิ้งงาน marketing ในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูแลครอบครัวและสานต่อธุรกิจน้ำปลาร้าดั้งเดิมของที่บ้าน แม้จะเริ่มต้นจาก "ติดลบ" แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาด เธอเห็น "ช่องว่าง" และ "ความต้องการที่ซ่อนอยู่" ในตลาดน้ำปลาร้า ที่คนส่วนใหญ่ยังมองข้าม

บุกเบิกเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน: อย. น้ำปลาร้าเจ้าแรกของไทย

ในยุคนั้น น้ำปลาร้ายังเป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขายตามตลาดสด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย แต่คุณหนิงกลับมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับน้ำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยแนวคิดที่ว่า "ถ้าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับได้ มันต้องมีคุณภาพการันตีก่อน"

เธอตัดสินใจเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) ให้กับน้ำปลาร้าของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน การเดินทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เธอต้องเผชิญกับคำปรามาส การถูกหัวเราะเยาะจากเจ้าหน้าที่ที่มองว่าน้ำปลาร้าเป็นเพียงของพื้นบ้าน และที่สำคัญคือ อย. เองก็ยังไม่มีหมวดหมู่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงรส

"โชคดีที่เราโดนปรามาส" คุณหนิงกล่าว เพราะสิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้เธอต้องลงมือทำและเรียนรู้ทุกขั้นตอน เธอปรับปรุงโรงจอดรถของคุณพ่อให้เป็นโรงงานต้นแบบ โดยได้รับคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดน้ำปลาร้าปรุงรสของเธอก็ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การจัดประเภท "อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท" ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับอุตสาหกรรมนี้

คว้าโอกาสด้วยความกล้า: คำสั่งซื้อแรก 30,000 บาท

หลังจากได้ อย. มาแล้ว ปัญหาต่อไปคือจะขายสินค้าอย่างไร ในเมื่อสินค้ายังคงกองอยู่ในสต็อก คุณหนิงที่มีหัวใจนักการตลาด ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาห้างค้าส่งขนาดใหญ่ "แม็คโคร" โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่หลังจดหมายข่าว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องติดต่อแผนกจัดซื้อ และถูกโอนสายไปหลายครั้ง จนมาถึงแผนกจัดซื้ออาหารทะเล "เพราะมีคำว่าปลาอยู่ในปลาร้า" คำสั่งซื้อแรกมูลค่า 30,000 กว่าบาท เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่ๆ

เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่บาร์โค้ด ประกันภัยอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าด้วยรถตู้ทึบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเพิ่ม คุณหนิงเล่าว่าวันนั้นเธอโทรกลับบ้านบอกคุณพ่อว่า "เราต้องถอยรถส่งของแล้วนะ" และคุณพ่อก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย: ฟ้ามีตาที่สมุย

ยอดขายในช่วงแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเกือบจะถูกถอดออกจากเชลฟ์ตามกฎของห้าง แต่แล้ว "ฟ้าก็มีตา" ยอดขายน้ำปลาร้าภาทองในสาขาแม็คโครที่เกาะสมุยกลับพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสาขาในภาคอีสานที่คาดว่าจะขายดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

ปณิธานที่แข็งแกร่ง: ราคาถูก คุณภาพดี สร้างโอกาสให้ผู้อื่น

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ภาทองยังคงยึดมั่นในปณิธานเดิม คือการสร้างสรรค์น้ำปลาร้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ "เรามีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้" คุณหนิงกล่าว พร้อมบอกด้วยว่า "เราเป็นน้ำปลาร้าที่ถูกที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความซื่อสัตย์" คุณหนิง อธิบายปณิธานการทำธุรกิจที่ต้องการให้ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจ "อยู่ได้" 

และ เธอเลือกที่จะรักษามาร์จิ้นให้น้อยลง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ที่นำสินค้าของเธอไปใช้ มีกำไร และเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความภักดีจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการได้อย่างเหนียวแน่น ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์พาทองแตกต่างและอยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งกว่า 200 ราย คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สินค้าแพร่หลายไปทั่วประเทศ และ

ปัจจุบัน แบรนด์ภาทองไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำปลาร้าปรุงรส แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 สูตร รวมถึงซอสส้มตำสำเร็จรูป และเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง (OEM) ให้กับร้านอาหารดังๆ มากมาย

ก้าวสู่ระดับโลก: ปลาร้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ความท้าทายในยุคปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์สุขภาพ และคนรุ่นใหม่ แต่คุณหนิงมองว่าปลาร้ามีศักยภาพมากกว่าการเป็นเครื่องปรุงรส เธอต้องการผลักดัน "ปลาร้า" ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย สู่เวทีโลก เหมือนที่กิมจิของเกาหลี หรือนัตโตะของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก

"เราอยากให้เมื่อพูดถึงเมืองไทยพูดถึงเครื่องปรุงรส เราอยากให้นึกถึงปลาร้า" เธอกล่าวพร้อมอธิบายถึงคุณประโยชน์ของปลาร้าที่มีทั้งโปรตีน โอเมก้า โปรไบโอติก และวิตามินบี ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้

บทเรียนจาก "ฟอร์มซีโร่ ชีวิตติดลบ"
จากจุดเริ่มต้นที่ติดลบ คุณหนิงได้ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้ประกอบการทุกคน:
1.  เชื่อมั่นในตัวเอง: เมื่อต้องเผชิญปัญหา อย่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
2.  เผชิญหน้ากับปัญหา: จดบันทึกปัญหาที่เจอในแต่ละวัน เมื่อย้อนกลับไปอ่าน จะพบว่าหลายครั้งมันเป็นเพียง "เรื่องขี้หมา" ที่สามารถผ่านไปได้
3.  ความอดทนคือสิ่งสำคัญ: ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรอคอยและหาหนทาง
4.  เตรียมพร้อมเสมอ: การมีมาตรฐานรองรับและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและสร้างความน่าเชื่อถือได้
5.  ท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร: เธอเชื่อว่าอุปสรรคคือบททดสอบ ที่หากผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เราแข็งแกร่งและเปล่งประกาย

เรื่องราวของ ‘คุณหนิง’ ผู้ปลุกปั้น "น้ำปลาร้าภาทอง” จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแบรนด์ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุด แต่ด้วยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ส่องความคืบหน้า EECiti ศูนย์ธุรกิจ EEC – เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจภาคตะวันออก เตรียมเปิดประตูเอกชนลงทุน 7.4 หมื่นล้าน เริ่มวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน – สาธารณูปโภค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดโผแผนผังโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ (Public Private Partnership : PPP) มูลค่ากว่า 7.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 คาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลใหม่การพัฒนาเมือง ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายล้านล้านในอนาคต

โครงการ EEC Capital City หรือ EECiti ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2565 กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 10 ระบบ ในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) ภายในปี 2569

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยความคืบหน้าว่า การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 74,465 ล้านบาท คาดจะเริ่มต้นได้ภายในปี 2569 และแล้วเสร็จภายในปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ที่มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 1.34 ล้านล้านบาท

พร้อมระบุว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าตามกรอบเวลาของแผนงานในระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) พัฒนาพื้นที่ 5,795 ไร่  หรือประมาณ 40% ของพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานภูมิภาค สถานที่ราชการ ศูนย์การแพทย์ และที่อยู่อาศัย โดยความคืบหน้าสำคัญของโครงการ คือการออกแบบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแบบเชิงแนวคิดของโครงการ และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

6 คลัสเตอร์ธุรกิจ เปิดโอกาสการลงทุนหลากหลายรูปแบบ
โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด "Smart-Green-Livable-Inclusive" และแบ่งเป็น 6 โซนพื้นที่คลัสเตอร์ธุรกิจหลัก ได้แก่:
1. ศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค (CBD) - รองรับธุรกิจการเงินและศูนย์ราชการสำคัญ
2. ศูนย์การแพทย์แม่นยำ - เจาะตลาดเมดิคัลฮับอนาคต
3. ศูนย์การศึกษา-วิจัยระดับนานาชาติ - สร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้
4. ศูนย์ธุรกิจ BCG - ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
5. ศูนย์ธุรกิจบริการ - ครอบคลุมท่องเที่ยว กีฬา และโลจิสติกส์
6. ที่อยู่อาศัยและ Mixed-use – รองรับประชากรทุกระดับรายได้

10 ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เปิดประตูการลงทุน PPP

ทั้งนี้ ภาคเอกชนสามารถเข้าร่วมลงทุนใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ระบบน้ำประปา การจัดการน้ำเสียและขยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์

การลงทุนในรูปแบบ PPP นี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

มุ่งสู่เป้าหมายระดับโลก สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โครงการ EECiti มีเป้าหมายชัดเจนคือการก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอันดับ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2580 ด้วยแนวทางที่เน้นความยั่งยืน โดยกำหนดให้พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า 30% ของพื้นที่โครงการ พร้อมเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

การพัฒนานี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่เพียงแค่การสร้างงานในระยะก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิดรับข้อเสนอลงทุน เตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็น
สกพอ. พร้อมรับข้อเสนอการลงทุนจากภาคเอกชนในแต่ละโซนพื้นที่ตั้งแต่ปี 2569 และจะจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกระบวนการ PPP ในช่วงธันวาคม 2568 - มกราคม 2569

นักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของ สกพอ. ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตในประเทศไทย

แน่นอนว่า โครงการ EECiti ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคตะวันออก แต่ยังเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมคาร์บอนต่ำได้เป็นอย่างดี

ตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมัน ประจำสัปดาห์วันที่ 3 – 7 พ.ย. 68 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 10 – 14 พ.ย. 68 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากมาตรการคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซียของชาติตะวันตกและสงครามการค้าส่อเค้าคลี่คลาย

บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินเดีย Indian Oil Corp. (IOC) ซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ปริมาณรวม 24 ล้านบาร์เรล ส่งมอบไตรมาส 1/69 โดยบริษัทเริ่มมองหาโอกาสในการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น และชะลอการนำเข้าจากรัสเซีย หลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน Rosneft และ Lukoil ของรัสเซีย ทั้งนี้ รัสเซียส่งออกน้ำมันดิบจากท่า Primorsk, Ust-Luga และ Novorossiisk ทางตะวันตกของรัสเซีย ในเดือน ต.ค. 68 อยู่ที่ 2.33 ล้านบาร์เรลต่อวัน

วันที่ 2 พ.ย. 68 กองบัญชาการปฏิบัติการฉุกเฉินภูมิภาค Krasnodar ในรัสเซียกล่าวว่ายูเครนใช้โดรนโจมตีท่าเรือ Tuapse ของรัสเซียบริเวณทะเลดำ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ และโจมตีโรงกลั่นTuapse (กำลังการกลั่น 240,000 บาร์เรลต่อวัน)

วันที่ 30 ต.ค. 68 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Donald Trump และประธานาธิบดีจีน นาย Xi Jinping เจรจาข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้น ณ เมือง Busan ในเกาหลีใต้ โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในส่วนการลักลอบขนส่งยา Fentanyl จากเดิม 20% มาอยู่ที่ 10% ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนโดยเฉลี่ยลดลงจาก 57% มาอยู่ที่ 47% โดยจีนจะกวาดล้างการค้า Fentanyl ผิดกฎหมาย กลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ และชะลอการควบคุมการส่งออกแร่ Rare Earth เป็นเวลา 1 ปี เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้ลงนามเป็นข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์

วันที่ 2 พ.ย. 68 กลุ่ม OPEC+ (8 ประเทศ) มีมติเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ธ.ค. 68 ปริมาณเดือนละ 137,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อชดเชยส่วนที่เคยอาสาลดการผลิตโดยสมัครใจ (Voluntary Cut) ปริมาณ 1.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน Advertisment

ไทยเสี่ยงเสียความน่าเชื่อถือทางการเงิน หลังวินัยการคลังอ่อนแอ–รายได้ลด–หนี้พุ่ง หนี้สาธารณะจ่อแตะ 70% ในปี 2570 KKP ชี้ 4 ทางรอด ก่อนเครดิตประเทศถูกกระทบ

แม้ว่าจะมีการถกกันถึง “ความยั่งยืนทางการคลัง”ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีมานี้ แต่ที่ผ่านมาประเด็นนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการคลังของไทย รัฐบาลยังสามารถเพิ่มการขาดดุลการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤต Covid

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บริษัทจัดอันดับเครดิต (credit rating agency) สำคัญทั้ง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองต่อความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทย ลงจากมีเสถียรภาพหรือ “Stable” เป็นลบ หรือ “Negative” (และมีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008

หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทั้งสองบริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ “ฐานะทางการคลัง” และ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย” ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป และหากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแอ โดยทาง KKP Research ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงสถานะที่แท้จริงของภาคการคลังไทยด้วยข้อเท็จจริง 3 ประการ พร้อมเสนอแนะทางออกเชิงนโยบายว่าประเทศไทยและรัฐบาลควรไปต่อกันอย่างไรดี

รัฐบาลจำเป็นต้องขาดดุลมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ
ข้อเท็จจริงประการแรกคือ การขาดดุลของภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และใกล้ถึงขีดจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความพยายามในการรัดเข็มขัดเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ที่ผ่านมามักจะไม่ประสบความสำเร็จและถูกเลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมาต่อเนื่องนับทศวรรษ ทำให้นโยบายการคลังต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากกลับไปดูในช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด รัฐบาลมักจะขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP และเป็นเป้าหมายสำคัญในการกำหนดแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-term fiscal framework: MTFF)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 การขาดดุลงบประมาณ (รวมเงินกู้ฉุกเฉินเพิ่มเติม 1.5 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 8-9% ในปี 2021-22 ขณะที่หลังจากนั้น จากการที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้รัฐบาลยังต้องขาดดุลงบประมาณในระดับสูงขึ้นจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาอยู่ที่ประมาณ 4-5% ของ GDP ดังนั้นการรัดเข็มขัดที่ได้ผลในระยะยาวจำเป็นต้องเริ่มจากการกลับไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม หรือภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาด้วย.

การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดย KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มีโอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ 2027 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุดในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป “เฉียด” เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2029 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกำลังถึงขีดจำกัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดำเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กำหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP ขณะที่ช่องทางที่สองคือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้นในข้อเท็จจริงต่อไป

รายได้ภาครัฐปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อเท็จจริงประการที่สอง คือ “รายได้ภาษีภาครัฐ” เริ่มส่งสัญญาณที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางรายจ่ายที่จำเป็นต้องใช้มากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจัดเก็บรายได้ภาษีต่ำกว่าเป้าหมายถึง 6.5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการทางภาษีสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ถ้ามองย้อนกลับไปสองทศวรรษก่อนหน้าจะพบว่าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 16 - 17% ในช่วงปี 2003-2015 มาอยู่ที่ต่ำกว่า 15% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา

นอกจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงแล้ว ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของการจัดเก็บภาษีจากภาคเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการที่ทำให้รายได้ภาษีลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวต่อการเก็บภาษีที่สูง และพยายามหลีกเลี่ยงภาษีให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทางเลือกในการเพิ่มรายได้ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ถูกปรับลดลงเป็นการ “ชั่วคราว” มามากกว่า 30 ปี เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นระยะเวลานาน แต่ที่ผ่านก็ไม่สามารถทำได้เพราะเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ

“งบประจำ” กดดันฐานะการคลังไทย
ข้อเท็จจริงประการสุดท้าย คือ เวลาของการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยกำลังลดลงไปเรื่อย ๆ จากงบประมาณที่ปรับลดได้ยากที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเป็นข้อจำกัด (Fiscal rigidity) ในระยะยาว โดยปัจจุบันงบประมาณเหล่านี้อยู่ที่ระดับ 60% ของงบประมาณทั้งหมด โดยส่วนใหญ่คือเงินเดือนและค่าจ้างของบุคลากรภาครัฐประมาณ 25% ของงบประมาณทั้งหมด รองลงมาคืองบสวัสดิการของข้าราชการประมาณ 12-13%, งบสวัสดิการของประชาชนประมาณ 15-16% รวมกันที่ประมาณ 25% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม สังคมผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้น จะทำให้สัดส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก โดย KKP Research เคยประเมินไว้ว่างบสวัสดิการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในอีก 15 ปีข้างหน้างบสวัสดิการของข้าราชการและประชาชนจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25% เป็น 35% ของงบประมาณทั้งหมด

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ
KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้
1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

เซี่ยงไฮ้ "ปารีสแห่งตะวันออก" : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

“เซี่ยงไฮ้เป็น1ใน4มหานครใหญ่ของจีน(เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง)ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”
อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ "ปารีสแห่งตะวันออก" ในอดีต และ "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

อิทธิพลตะวันตก: มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต: ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
มหานครคู่ขนาน: ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
ตลาดทุน: เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
สกุลเงินหยวน: รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
ท่าเรืออันดับหนึ่ง: ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
การเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
เทคโนโลยีขั้นสูง: เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม

เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคตเพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก

‘ธนกร’ ชี้ ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ลงนามแรร์เอิร์ธ สร้างความร่วมมือพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

“ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

 

'อมตะคอร์ปฯ' จับมือ 'เจ็ม-เยียร์' ซื้อที่ดิน 130 ไร่ ตั้งโรงงานใหม่ในชลบุรี

(24 ต.ค. 68) นายยาสุโอ สึสึอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการขายและการตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายที่ดิน กับบริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด จากประเทศจีน จำนวน 130 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตแห่งแรกของเจ็ม-เยียร์ในประเทศไทย 

โดยมีนายจิ้น จาง ไข่ ประธานกรรมการ บริษัท เจ็ม-เยียร์ อินดัสเทรียล จำกัด  ผู้ผลิตสลักภัณฑ์ เช่น สกรูน็อต สตัด รีเวท และอุปกรณ์สำหรับยึดติดต่างๆ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมร่วมลงนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตนอกประเทศจีนและเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอาเซียน

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้า 2 รางวัล อันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ประเทศเบลเยียม ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านดิจิทัล-การตลาดเชิงกลยุทธ์

(21 ต.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างชื่อบนเวทีโลกอีกครั้ง คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน World Tourism Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้แก่ รางวัล “Best Use of AI in Travel” จากโครงการ TAT-AI และรางวัล “Most Innovative Tourism Campaign” จากแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง สะท้อนความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลและการตลาดเชิงกลยุทธ์ของไทยบนเวทีโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า รางวัลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยโครงการ TAT-AI ถือเป็นการปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ผ่านความร่วมมือกับ Google ในการพัฒนา AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และช่วยให้ ททท. วางแผนการตลาดเชิงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

ส่วนแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ใช้โมเดล Co-Pay 50% เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand Platform ที่พัฒนาโดย ททท. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและทำตลาดเชิงรุกได้อย่างตรงจุด จนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

ทั้งสองโครงการสะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Tourism” ของ ททท. ที่มุ่งผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอัจฉริยะของเอเชียในอนาคต
 

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

ททท. ดึง ‘ลิซ่า นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยพร้อมโปรโมตท่องเที่ยว ปี’69

ททท. ดึง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล นั่งแท่นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา

“การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

โดยบทบาท 'Amazing Thailand Ambassador' ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ เธอยังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ททท.พร้อมทั้งแบรนด์ 'Amazing Thailand' ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

‘ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5’ ความสำเร็จที่จับต้องได้ ช่วยชาติประหยัดไฟกว่า 4 หมื่นล้านหน่วย - ลดคาร์บอน 22 ล้านตัน

(8 ต.ค. 68) ในโลกที่พลังงานกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการ “ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” ได้พิสูจน์ตัวเองตลอด 30 ปีว่าไม่ใช่แค่เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ แต่คือสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความมุ่งมั่น และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในการลดการใช้พลังงานของประเทศ

ตั้งแต่ปีแรกที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เมื่อปี 2538 เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินความคาดหมาย โดยสามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการลดการใช้พลังงานไฟฟ้ากว่า 40,000 ล้านหน่วย, ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 22 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,720 ล้านต้น

ที่ผ่านมา มีการปรับรูปแบบฉลากเบอร์ 5 ให้แสดงประสิทธิภาพมากขึ้นเป็น เบอร์ 5 “3 ดาว” และเบอร์ 5 สูงสุด “5 ดาว” ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 แล้วกว่า 520 ล้านดวง ครอบคลุม 27 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของคนไทยอย่างแพร่หลาย และเป็นต้นแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียนและระดับสากล

ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 30 ปี โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5  ทางกระทรวงพลังงาน กฟผ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ การควบรวมฉลากเบอร์ 5 กับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงของ พพ. ให้เป็นฉลากเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวแบบคูณสอง

ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้พลังงาน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”

สำหรับฉลากเบอร์ 5 โฉมใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์กว่า 45 ประเภท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความมั่นใจคูณสอง” ให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ด้าน ดร.นรินทร์ เผ่าวณิช รักษาการผู้ว่าการ กฟผ. เสริมว่า “การร่วมมือกับ พพ. จะช่วยขยายผลโครงการไปยังบ้าน อาคาร โรงเรียน และโรงแรม พร้อมกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน”

แน่นอนว่า ฉลากเบอร์ 5 ไม่ใช่แค่เรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตของพลังงานไทย ที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เมื่อ 30 ปีก่อน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการลดพลังงานและลดคาร์บอน และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฉลากเบอร์ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่า “ความรัก(ษ์)” ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการควบฉลาก ความมั่นใจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมนำพาประเทศไทยสู่โลกสีเขียวอย่างยั่งยืนต่อไป

‘ปฐม อินทโรดม’ เปิดแผนนำ SVOA เจาะตลาด AI จับมือพันธมิตรจับลูกค้ากลุ่มโรงแรม–โรงพยาบาล–ค้าปลีก

‘ปฐม อินทโรดม’ เผย SVOA เดินหน้าปรับธุรกิจมุ่งเจาะตลาดโซลูชัน AI ตั้งเป้ารายได้ 10% ของรายได้รวมมาจาก Digital Solution ภายในปี 69 กางแผนลุย 3 กลุ่มหลัก โรงแรม-โรงพยาบาล-ค้าปลีก 

(7 ต.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVOA กล่าวถึงทิศทางใหม่ SVOA ซึ่งดำเนินธุรกิจมา 44 ปี ว่าได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นทางรุ่ง ไม่ใช่แค่ทางรอด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยการมาถึงของ AI ซึ่ง SVOA เห็นเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับธุรกิจให้แข่งขันได้ในระดับโลก

"คนทำธุรกิจในปัจจุบัน ถูกบีบให้ไปแข่งขันในระดับโลก ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ถูกกำหนดด้วย World Ranking เช่น มหาวิทยาลัยที่ถูกแรงกดดันให้ต้องติดอันดับ Top 500 หรือ Top 100 ของโลก โรงพยาบาลก็มีแรงกดดันแบบเดียวกัน รวมถึงร้านอาหารที่ต้องถูกประเมินด้วยการให้คะแนน การถูกบีบให้แข่งขันระดับโลกนี้ประจวบเหมาะกับการมาของ AI ซึ่ง SVOA มองว่าเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจ SVOA จึงมุ่งเน้นการขยายตัวไปยังธุรกิจขนาดกลาง (SMB) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านและมีเจ้าของเป็นรุ่นหลาน ที่พร้อมรับเทคโนโลยี"

SVOA หรือ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีจำนวนพนักงานกว่า 700 คน จากที่ก่อตั้งใน พ.ศ. 2524 ธุรกิจหลักของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอที ขายทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์ต่อพ่วง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์แบรนด์ SVOA ของตัวเอง ปัจจุบันมีการทำงานผ่านเครือข่าย SI (System Integrator) และดีลเลอร์กว่า 300 รายทั่วประเทศ ทำรายได้ราว 4,800 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรวมบริษัทในเครือที่ต้องนำมารวมงบ เช่น DataOne, IT City และอื่นๆ รายได้รวมจะอยู่ที่ระดับหมื่นล้านบาท

สำหรับเป้าหมายรายได้ใหม่ SVOA ที่คาดหวังว่ารายได้จาก Digital Solution จะมีสัดส่วน 10% ของรายได้รวมภายในปี 69 เป้าหมายนี้ไม่เกินจริงเพราะการสำรวจล่าสุดพบว่าองค์กรไทยกว่า 73% มีแผนลงทุน AI ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมูลค่าตลาด AI ไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 28% ต่อปี จนแตะระดับ 114,000 ล้านบาท

ปฐมระบุว่าได้วางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนบริษัทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยี AI ในหลายด้าน ซึ่งไม่เพียงจะมุ่งจับมือกับพันธมิตร เช่น Huawei, SuperMicro, Graid, Netka, MSI และ Gigabyte เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรไทยทั้งในประเทศและในภูมิภาค แต่ยังมีการลงทุนสร้าง "แล็บ" ในโปรเจ็กต์การพัฒนาระบบ Health Scoring ที่ SVOA ได้ใช้เงินทุนของบริษัทสำหรับการทำ POC (Proof of Concept) ผ่านการดำเนินโครงการร่วมกับสตาร์ทอัปซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างคนไทยและสิงคโปร์

ปฐมเล่าว่า Health Scoring คือแนวคิดใหม่ในอุตสาหกรรมการประกันสุขภาพ ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในประเทศไทยและเป็นเรื่องใหม่สำหรับสิงคโปร์ เป้าหมายคือเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน ซึ่งผู้ที่ได้รับการประเมินคะแนนสุขภาพดี จะสามารถจ่ายเบี้ยประกันในราคาที่ดีกว่า ดังนั้นจึงต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ Health Scoring ทั้งแหล่งข้อมูลจากอุปกรณ์ติดตามตัว (Wearable Devices) เช่นนาฬิกาอัจฉริยะ รวมถึงข้อมูลจากระบบ IoT ในบ้าน

"ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมารวมกัน โดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าเพื่อวิเคราะห์เป็นคะแนน ความท้าทายคือโปรเจ็กต์นี้ต้องใช้เวลาในการเจรจากับผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเปิด Gateway และโยนข้อมูลขึ้นไปยังคลาวด์ ซึ่งขั้นตอนมีความซับซ้อนและใช้เวลา เนื่องจากมีอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อ เช่น Apple, Samsung, Huawei แต่หากสำเร็จ ก็จะมี Health Profile ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง"

ยุทธศาสตร์ต่อมาคือการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI และพาร์ทเนอร์ SVOA วางแผนใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ทั้งฝั่งซีกโลกตะวันตกและตะวันออก เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และรองรับความหลากหลายทางเทคโนโลยี ในส่วนการร่วมมือกับ Huawei ปฐมมองว่า Huawei เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายที่มีอิทธิพลในตลาด บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ AI Infrastructure ของจีน และสนับสนุนให้องค์กรไทยกระจายการทำงานไปยังแพลตฟอร์มของ Huawei เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ดีและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปฐมยกตัวอย่างการนำกล้องวงจรปิดมาทำ Image Processing เพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจร เช่น การป้องกันการขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า หรือการนำภาพถ่ายสแกนม่านตาเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงอัลไซเมอร์ในอนาคต ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์ในด้านการเตรียมป้องกันไว้ก่อน และในบริบทของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนี้ถือเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการยืนยันในประเทศจีนแล้วว่าทำงานได้จริง

ในอีกด้าน SVOA ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายของ Supermicro แบรนด์ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดอย่าง TSMC เพื่อให้เกิดการนำเสนอ Server ที่รองรับ AI ในหลายระดับราคา ทำให้ SVOA มีโซลูชัน AI ตั้งแต่ระดับราคาหลักแสนบาท ไปจนถึงระดับองค์กรขนาดใหญ่ โดย Huawei นำเสนอโซลูชันระดับ 10-20 ล้านบาท สำหรับ LLM ขนาดใหญ่ในองค์กร ในขณะที่ Supermicro เสนอโซลูชันที่ย่อมเยาลงมาในระดับ 4-5 ล้านบาท

ในภาพรวม การปรับตัวของ SVOA จะเน้นการขยายตัวไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็น SMB ขนาดกลาง โดยโฟกัสกลุ่มโรงแรมขนาด 50-150 ห้อง ปัจจัยสนับสนุนคือสถานการณ์ที่ IT กลายเป็นแกนกลางสำคัญในห้องพัก ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงที่มีความอัจฉริยะสะดวกสบายมากขึ้น เช่น ระบบที่สามารถปรับอุณหภูมิหรือผ้าม่านตามความชอบของลูกค้าได้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ SVOA ยังมุ่งโฟกัสที่โรงพยาบาลขนาดกลาง ทั้งเอกชนและรัฐ รวมถึงอุตสาหกรรมค้าปลีกไซส์กลาง ที่เป็นร้านค้าที่ดูแลโดยรุ่นหลาน ซึ่งพร้อมใช้งานเทคโนโลยี เช่น กล้องวงจรปิด และ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อให้รู้สินค้าที่ได้รับความนิยม และป้องกันการทุจริตของพนักงาน

ที่สุดแล้ว ปฐมมองว่าการปรับตัวของ SVOA จะไม่ช้าเกินไป เพราะการทำ Digital Transformation นั้นกินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3 เฟส ซึ่งจากเฟสแรกที่องค์กรไทยเริ่มลองผิดลองถูกจนมีโปรเจกต์ล้มเหลวไปเกือบ 50% วันนี้หลายองค์กรเริ่มเข้าเฟสที่ 2 ซึ่งทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วมมากขึ้น และเฟสที่ 3 ที่การมาของ AI จะไม่เพียงแต่ทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ยังช่วยลดต้นทุนองค์กรได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top