Tuesday, 14 July 2026
ECONBIZ

โชว์กำไร 1,161 ล้านบาท หนุนจากโรงไฟฟ้าในจีน เดินหน้าปรับพอร์ต หนุนธุรกิจโตแกร่งสู่ Power+

(17 พ.ย. 68) บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เตรียมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว แม้ปัจจุบัน BPP มีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากสินทรัพย์คุณภาพทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่มูลค่าหุ้นยังไม่สะท้อนศักยภาพการเติบโตที่แท้จริงของบริษัทฯ ด้วยวิสัยทัศน์ในการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและเสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจ บริษัทฯ จึงมีแผนควบบริษัทกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และจัดตั้ง “บริษัทใหม่” หรือ ‘NewCo’ และจำหน่ายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) เพื่อยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าระดับภูมิภาค สู่ผู้นำด้าน ‘Utility-scale Power and Integrated Businesses’ ภายใต้ ‘Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง)’ และเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มบ้านปู รองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้าโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าของความต้องการพลังงานรวมในช่วงปี 2568-2569 จากแรงขับเคลื่อนของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP ยังคงสร้างผลกำไรแข็งแกร่งจากโรงไฟฟ้าในจีน ตอกย้ำความสามารถในการดำเนินธุรกิจพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและพร้อมเติบโตในอนาคต

นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า “การควบรวมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของ BPP สู่ ‘Power+’ กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่รวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานพื้นฐาน (Base Load Power Plant) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสหรัฐฯ ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน (Thermal Power Plant) และธุรกิจบางส่วนของ Banpu NEXT ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (Renewables) ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) เพื่อดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานอย่างครบวงจร การปรับพอร์ตครั้งนี้จะเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินและประสิทธิภาพการบริหารเงินทุน (Capital Efficiency) ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต”

“นอกจากนี้ การขายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ใน BKV-BPP ให้แก่บริษัท BKV Corporation (BKV) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบ้านปูที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) จะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงินของ BPP ปลดล็อกเงินทุน และเปิดทางสู่โอกาสการลงทุนใหม่ ๆ รองรับการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ BPP จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้าดังกล่าว เพื่อรักษาตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในตลาดสหรัฐฯ” นายอิศรา กล่าวเสริม

ในการควบรวมครั้งนี้ จะมีการจัดสรรหุ้นของบริษัทใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราส่วนการแลกหุ้น (Swap Ratio) เบื้องต้นที่ 1 หุ้น BPP ต่อ 0.74615 หุ้นของบริษัทใหม่ นอกจากนี้ บ้านปูจะเป็นผู้ทำข้อเสนอรับซื้อหุ้น BPP เป็นการทั่วไป (General Offer) จากผู้ถือหุ้นรายอื่นในสัดส่วนสูงสุด 21.34% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด ในราคาเสนอซื้อที่หุ้นละ 13.00 บาท ระหว่างวันที่ 1-23 ธันวาคม 2568 โดยบ้านปูจะชี้แจงรายละเอียดของกระบวนการและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม General Offer ให้ผู้ถือหุ้นทราบต่อไป ทั้งนี้ การควบบริษัทและการขายสิทธิการลงทุนใน BKV-BPP จะถูกเสนอในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ของ BPP ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 29 มกราคม 2569 ในรูปแบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพื่อให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2568 BPP มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 2,611 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (SLG) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (CHP) ในจีน ที่บริหารต้นทุนถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และโรงไฟฟ้า BLCP ในไทย เดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพในไตรมาสที่ผ่านมา และสามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 92 และ 99 ตามลำดับ

ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar Farm with Battery Energy Storage System: BESS) ในโครงการจินหู เฉียนเฟิง (Jinhu Qianfeng) ที่จีน กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ กำลังไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน ธุรกิจซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในญี่ปุ่น ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2568 สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเป็นจำนวนรวม 5,325 กิกะวัตต์ชั่วโมง ให้บริการลูกค้ารวม 1,875 ราย พร้อมนำระบบ AI มาช่วยคาดการณ์ราคาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร

“แผนกลยุทธ์ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ BPP ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งของสินทรัพย์หลักในสหรัฐฯ และจีน พร้อมขยายพอร์ตการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน เพื่อสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจบ้านปู และสร้างการเติบโตระยะยาวสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต” นายอิศรา นิโรภาส ปิดท้าย

 

แอร์บัส มองอุตสาหกรรมการบินเอเชีย–แปซิฟิก คาดต้องการเครื่องบินใหม่ 19,560 ลำใน 20 ปี คิดเป็น 46% ของความต้องการทั่วโลก ชี้ เครื่องบินลำตัวกว้าง–ทางเดินเดียว ยอดพุ่ง

(16 พ.ย. 68) นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ได้นำเสนอการคาดการณ์ล่าสุดในงานประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมสายการบินแห่งภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก (Association of Asia-Pacific Airlines: AAPA) ณ กรุงเทพมหานคร โดยเน้นย้ำถึงการเติบโตต่อเนื่องและความสำคัญของภูมิภาคในตลาดการบินโลก

การคาดการณ์สำหรับภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก รวมถึงจีนและอินเดีย สะท้อนให้เห็นการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่องของภูมิภาคนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น คาดว่าภูมิภาคจะเติบโตเฉลี่ย 4.4 %ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.6 %

ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการเครื่องบินลำตัวกว้าง (Widebody) เช่น เครื่องบินเอ330นีโอ (A330neo) และเครื่องบินตระกูลเอ350 (A350 Family) โดยคาดว่าจะต้องการเครื่องบินประมาณ 3,500 ลำ โดยคิดเป็น 43 %ของความต้องการกลุ่มเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน คาดว่าภูมิภาคนี้จะต้องการเครื่องบินทางเดินเดียว (Single-aisle) ประมาณ 16,100 ลำ เช่น เครื่องบินเอ220 (A220) และเครื่องบินตระกูลเอ320นีโอ (A320neo Family) เพื่อรองรับเส้นทางบินระยะสั้นถึงกลาง

แอร์บัสประเมินว่าเกือบ 68 %ของการส่งมอบเครื่องบินใหม่จะเป็นการขยายฝูงบิน ส่วนอีก 32 %จะเป็นการทดแทนเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งช่วยสนับสนุนความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ของแอร์บัสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ทันทีถึง 25 % พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามไปด้วย

ในส่วนของการขนส่งสินค้าทางอากาศ คาดว่าภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกจะมีฝูงเครื่องบินขนส่งสินค้าประมาณ 850 ลำ คิดเป็นราวหนึ่งในสามของฝูงบินขนส่งสินค้าทั่วโลก โดยประมาณ 250 ลำจะเป็นเครื่องบินผลิตขึ้นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง สะท้อนถึงความต้องการขนส่งทางอากาศที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้นในภูมิภาค

เครื่องบินเอ350เอฟ (A350F) รุ่นใหม่ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากโครงสร้างเครื่องบินเอ350 (A350) ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว จะสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ด้วยประสิทธิภาพการบินที่สูง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่ดีที่สุดในประเภทเดียวกัน นอกจากนี้ A350F ยังเป็นไปตามมาตรฐานการปล่อยก๊าซล่าสุดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในตลาดเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

ในตลาดขนส่งผู้โดยสาร เครื่องบิน A350 ได้กลายเป็นผู้นำด้านการบินระยะไกลจากภูมิภาค โดยมีเครื่องบิน A350 ประมาณ 315 ลำให้บริการในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เครื่องบินเหล่านี้ให้บริการในเส้นทางบินที่ยาวที่สุดในโลก รวมถึงการบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังนิวยอร์ก

ในขณะเดียวกัน กระบวนการทดแทนเครื่องบินเอ330ซีโอ (A330ceo) กำลังดำเนินอยู่ โดยมีเครื่องบินเอ330ซีโอ ประมาณ 550 ลำให้บริการในภูมิภาค เครื่องบิน A330neo ถูกวางตำแหน่งเป็นตัวเลือกทดแทนโดยธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้สายการบินเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งมีความเหมือนกันทั้งในการฝึกอบรมนักบินและการดำเนินงานทางเทคนิคระหว่างสองรุ่น

นายอานันท์ สแตนลีย์ ประธานแอร์บัส ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นของการเติบโต ขับเคลื่อนด้วยความต้องการเดินทางทางอากาศและโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง แอร์บัสมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรกับสายการบินในภูมิภาคนี้ เพื่อนำเสนอฝูงบินที่ทันสมัยและยั่งยืน”

‘อ.อักษรศรี’ ยกย่อง! การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดโอกาสความร่วมมือด้าน ศก . - เทคโนโลยี ชี้ เป็นจังหวะเหมาะสม–เดินเกมทูตเชิงรุก ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย-จีน เกินกว่า "ส่งทุเรียน" ย้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

(15 พ.ย. 68) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญและทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.อักษรศรี ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น การเสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว และทอดพระเนตรพระราชวังกู้กง (พระราชวังต้องห้าม)

แต่สิ่งที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญสูง คือ การทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่สะท้อนถึง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่:
- ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ และเทคโนโลยีด้านนักบินอวกาศ
- ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และสะท้อนถึงก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หากรัฐบาลไทยสานต่อ จะพบว่าเรามีโอกาสร่วมมือกับจีน มากกว่าแค่ส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตร" รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

รศ.ดร.อักษรศรี เน้นว่า การทรงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ไทยและจีนร่วมมือกันใน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, เทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาด้านการศึกษา

"การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก และก้าวต่อไปอยู่ที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ว่าจะสานต่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจีนมีความล้ำหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ในมิติทางการทูต รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ผู้นำจีนให้ความเคารพและยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด ยกตัวอย่างการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มอบ "เหรียญมิตราภรณ์" ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งเพียง 6 รายในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสร้างชาติจีน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหนึ่งในหกรายดังกล่าว

สำหรับจีนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูงมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้น ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็น "อำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง" ที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อสถานะของประเทศไทยอย่างยิ่ง

"ถือเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อ หรือสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเป็นมากกว่า Soft Power เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ" 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อักษรศรี ประเมินว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แล้ว ยังเป็น "Right Timing" หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในการเสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนี้ และมีสื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพและข้อมูล ช่วยดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า นอกจากประชาชนชาวจีนที่ชื่นชม คนทั่วโลกที่ได้รับรู้ผ่านภาพข่าวจะเห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ดังนั้น การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเดินเกมทางการทูตเชิงรุกที่มีคุณค่ายิ่ง

‘ธนกร’ ยืนยัน!! ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงอุตฯเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ชี้ ยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ

“ธนกร” ยัน ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน เผย กรอ. - กองกฎหมาย (กม. สปอ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ - อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดแล้ว แจงยังนำออกนอกโรงงานไม่ได้ เพราะยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนอายัดฝุ่นแดงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากอัคคีภัยภายในโรงงานเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบว่ามีการจัดเก็บฝุ่นโลหะไม่ปลอดภัย และระบบควบคุมมลพิษไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดกิจการและอายัดเหล็กและฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นแดง) ทั้งหมดในพื้นที่โรงงาน จากนั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2568 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ กรอ. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ฝุ่นและของเสียสะสมยังมีจำนวนมาก รวม 77,723.47 ตัน และระบบบำบัดมลพิษก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องคงคำสั่งหยุดกิจการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 บริษัทได้ยื่นขอถอนอายัด โดยอ้างว่าฝุ่นทั้งหมดมาจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งถอนอายัดในเบื้องต้น

นายธนกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยพบว่า ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนของ DSI จึงยังไม่สามารถสรุปสถานะของกลางได้ และกรมยังไม่ได้เห็นชอบการปลดอายัดด้วย เช่นเดียวกับกองกฎหมาย สปอ. มีหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยองขอให้ทบทวนมติ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่า พยานหลักฐานครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องใช้ของกลางในกระบวนการอื่นต่อไป

"ยืนยันว่า หากผลสอบพบว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจะมีคำสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถนำออกนอกโรงงานได้ เนื่องจากโรงงานยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ ตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งหยุดกิจการถูกยกเลิก หรือได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการตามปกติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโรงงาน รวมถึงระบบกำกับดูแลของกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม" นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการถอนอายัดเหล็กเส้นนั้น นายธนกร กล่าวว่า ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรายงานความเห็นมาให้ตนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เน้นการตรวจกำกับที่เข้มข้นเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโรงงานเถื่อนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด และจะจัดระเบียบอุตสาหกรรมตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง นโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

บทเรียนราคาแพง!! กรณี ‘พี่จอง-คัลแลน’ ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ถูกแม่ค้าโกงราคากางเกงช้าง 500 บาท ส่อซ้ำเติมวิกฤตภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย อาจทำลายอุตสาหกรรมนี้นับหมื่นล้าน

บทเรียนจากกรณี "พี่จอง-คัลแลน" ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก: เมื่อความโลภของคนเดียวทำลายอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

กรณีที่ Yoo Jung (พี่จอง) และ Cullen นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกแม่ค้าที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเรียกเก็บเงินกางเกงช้าง 500 บาท (จากราคาปกติ 150-200 บาท) จนกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ของการโกงราคา แต่เป็น "กรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำของคนเพียงคนเดียวสามารถทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศทั้งประเทศได้อย่างไร"

ต้องยอมรับว่าในปีนี้ การท่องเที่ยวไทย มีข่าวเชิงลบ ที่สร้างผลกระทบมากมาย ซึ่งได้ผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกรณีล่าสุดที่แม่ค้าขายกางเกงช้างให้กับนักท่องเที่ยวด้วยราคาที่สูงเกินจริง และเกิดเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้ดูแย่ลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็น

1. ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ
ทำลาย "Land of Smiles" และ "Amazing Thailand" สร้างความรู้สึกว่านักท่องเที่ยวถูกมองเป็นเป้าที่จะหาประโยชน์ กางเกงช้างเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย เมื่อถูกใช้โกง มันทำลายความหมายของสัญลักษณ์วัฒนธรรมทั้งหมด

2. การแข่งขันระดับภูมิภาค
ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อาจใช้โอกาสนี้ชี้ว่าประเทศพวกเขา "จริงใจกว่า" และ "ราคาโปร่งใสกว่า" โดยสื่อเวียดนามรีบเผยแพร่ว่ากางเกงแบบเดียวกันที่ประเทศพวกเขาถูกกว่าและไม่มีการโกง

3. เศรษฐกิจและรายได้
นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้กว่า 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี หากภาพลักษณ์เสียหายทำให้นักท่องเที่ยวลดลงเพียง 1-2% = สูญเสียรายได้ 23,000-46,000 ล้านบาท ส่งผลต่อทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านของฝาก และมัคคุเทศก์ 

4. อุตสาหกรรมสินค้าที่ระลึก
กางเกงช้างมีมูลค่าตลาดหลักพันล้านบาท เหตุการณ์นี้ทำให้:
- นักท่องเที่ยวไม่กล้าซื้อเพราะกลัวโดนโกง
- แม่ค้าซื่อสัตย์ต้องลดราคาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
- ผู้ผลิตท้องถิ่นได้รับออเดอร์น้อยลง

5. Viral Effect บน Social Media
ข่าวแพร่กระจายผ่าน TikTok, Instagram, Twitter มีคนเห็นมากกว่า 100 ล้านครั้ง ทั่วโลก ใช้ hashtag เช่น #ThailandScam #TouristTrap สื่อต่างประเทศใช้หัวข้อ "Thailand's 'Land of Smiles' Turns Sour" ข่าวเหล่านี้จะอยู่ในโลกออนไลน์ต่อไปนานหลายปี

6. ตลาดน้ำและแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม
ทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดน้ำทั้งหมด ไม่เฉพาะดำเนินสะดวก แต่รวมถึงอัมพวา บางน้ำผึ้ง และแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอื่นๆ 

7. ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
แม่ค้าคนอื่นที่ซื่อสัตย์ยอดขายลดลง 30-50% ชุมชนรอบตลาด ผู้ผลิตกางเกงช้างท้องถิ่น ต้องรับผลกระทบจากการกระทำของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ให้ภาพลักษณ์กลับมาดีขึ้นนั้น อาจจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน 

1. กำหนดราคามาตรฐาน - สร้างป้ายราคาแนะนำและ QR Code ให้นักท่องเที่ยวเช็คราคาได้
2. ระบบรับรอง - สร้าง "Fair Trade Thailand" ร้านที่ผ่านมาตรฐานได้ตราสัญลักษณ์
3. ใช้เทคโนโลยี - แอป "Thailand Price Check" ให้สแกนราคาและรีวิวร้านค้า
4. บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด - โกงร้ายแรงต้องเพิกถอนใบอนุญาตและปรับหนัก
5. ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว - สายด่วน 1155 ตอบสนองเร็ว แก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตระหนักว่า: เราอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากใครสักคนเจาะรู ทุกคนจะจมด้วยกัน วันนี้กระแสในโลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นภาพลบยิ่งเกิดเป็นไวรัลได้ง่าย ดังนั้น กรณี กางเกงช้าง 1 ตัวที่ถูกโกงราคา แม่ค้าอาจจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหลักร้อย แต่ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยนับหมื่นล้านบาท

"Amazing Thailand" ไม่ควรหมายถึง "น่าแปลกใจว่ากางเกงช้างแพงได้ขนาดนี้" แต่ควรหมายถึง "ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจนอยากกลับมาซื้อกางเกงช้างอีกครั้ง" 

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

จากป.6 สู่ CEO!! ‘บัวแพง โฮ้หนู’ หญิงแกร่งสู้ชีวิต ผู้พิชิตเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่พิสูจน์ว่า "ชีวิตที่ติดลบ" ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จได้เช่นกัน

เมื่อข้อจำกัดกลายเป็นแรงผลักดัน และความล้มเหลวกลายเป็นบทเรียน

"คนที่เรียนน้อยคือคนโชคดี เพราะเขาต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต" คำพูดจากพ่อที่ฟังดูขัดแย้ง แต่กลับเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนจาก "เด็กจบป.6" ให้กลายเป็น "ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร" ของบริษัทระดับภูมิภาค ‘บัวแพง โฮ้หนู’ CEO บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด

จุดเริ่มต้น: เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ

‘บัวแพง โฮ้หนู’ หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า ‘พี่พิม’ เกิดในครอบครัวธรรมดาต่างจังหวัด ที่โอกาสทางการศึกษาเป็นของหายาก การจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"สมัยนั้น เด็กผู้หญิงต่างจังหวัดที่ได้เรียนต่อมันน้อยมาก บางคนอาจมองว่านี่คือจุดจบ แต่สำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ฉันต้องเรียนรู้จากชีวิตเอง"

หลังจบการศึกษา เธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากงานกรรมกรก่อสร้าง คนใช้ในบ้าน พนักงานโรงงาน ไปจนถึงการทำนา ทุกอาชีพที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตที่สอนเธอถึงความเป็นจริงของสังคม

จุดเปลี่ยน: เมื่อคำถามนำทางชีวิต "ทำไมคนอื่นทำได้ ฉันจะทำไม่ได้เล่า?"

คำถามง่ายๆ นี้เองที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอ เมื่ออายุเกือบ 20 ปี พิมได้งานขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น "โลกใบอื่น" - โลกของคนที่มีชีวิตดีกว่า มีโอกาสมากกว่า

แทนที่จะท้อแท้หรือขี้อิจฉา เธอกลับเลือกที่จะ "เรียนรู้"

"ตอนนั้นเริ่มสังเกต สังเกตทุกอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จเขาทำอะไร เขาพูดอย่างไร เขาคิดยังไง ฉันไม่มีโอกาสเรียนในห้องเรียน แต่ฉันมีโอกาสเรียนจากคนรอบตัว"

จากการสังเกตและความกล้าลองผิดลองถูก พิมเริ่มต้นธุรกิจค้าขายเล็กๆ โดยการซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากกาดหลวงเชียงใหม่ มาขายบนถนนคนเดิน เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

"ตอนแรกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันเป็นข้ออ้าง จากนั้นเริ่มฝึกพูดทุกวัน ฟังเขาพูด ลองพูดตาม บางทีก็ผิดไวยากรณ์ แต่ไม่เป็นไร เพราะเขาเข้าใจ และที่สำคัญ เขาซื้อของ"

จากการขายรายชิ้น กลายเป็นรับออเดอร์หลายชิ้น จนในที่สุดพัฒนาเป็นธุรกิจส่งออกแบบคอนเทนเนอร์ ความสำเร็จนี้พาเธอไปใช้ชีวิตในยุโรปหลายปี ทำธุรกิจข้ามทวีป จนกระทั่งเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำ

ล้มแล้วลุก: บทเรียนที่ไม่มีขายในตำรา

การกลับมาประเทศไทยของพิมไม่ใช่การกลับมาด้วยความรุ่งโรจน์ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอประสบความล้มเหลวในธุรกิจหลายครั้ง สูญเสียเงินทองไปมากมาย แม้กระทั่งสุขภาพเธอเองก็พังทลาย จนต้องนั่งรถเข็นอยู่หลายเดือน จากการประสบอุบัติเหตุ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

"ทุกคนมองว่าการล้มเหลวมันแย่ แต่สำหรับเรา มันคือของขวัญ เพราะมันสอนเราในสิ่งที่ความสำเร็จไม่เคยสอน มันสอนให้อดทน ให้เข้มแข็ง และที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น"

สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ เธอไม่เคยโทษใคร ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษโชคชะตา

"ถ้าวันนั้นเราไม่ออกไปข้างนอก รถก็ไม่ชนเรา ใช่ไหม? พอคิดแบบนี้ เราก็ไม่โกรธคนขับรถคนนั้น เพราะมันเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง เมื่อไม่โทษใคร ก็ไม่เจ็บปวด แล้วก็ก้าวต่อไปได้"

เปิดบริษัทใหม่: เมื่ออายุจะ 60 ยังเริ่มต้นใหม่ได้

ปัจจุบัน พิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากมาเลเซีย ที่ได้การรับรองมาตรฐานฮาลาลระดับโลก และได้รับรางวัล Top 10 ASEAN Super Health Brand ภายในปีแรก

การเลือกทำธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"ที่ผ่านมาเรามองหาธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คน ที่มีการซื้อซ้ำ และเป็นประโยชน์จริงๆ ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงามมากขึ้น นี่คือเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันหมดไป"

แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่ได้มองแค่ผลกำไร แต่มองถึงการสร้างโอกาสให้คนอื่น

"ไม่อยากเป็นคนรวยคนเดียว แต่อยากให้คนที่เคยเหมือนเรา คนที่เคยติดลบเหมือนกัน มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต นั่นคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

หลักคิดที่เปลี่ยนชีวิต: 5 บทเรียนจากผู้หญิงที่เปลี่ยนศูนย์ให้เป็นหลักล้าน

1. "คิดยังไง ได้อย่างงั้น"
นี่คือหลักคิดที่พิมถือเป็นคติประจำใจ เธอเชื่อว่าชีวิตของเราในวันนี้ เป็นผลมาจากความคิดและความเชื่อของเราในอดีต
"ถ้าเราเชื่อว่าทำไม่ได้เพราะเรียนน้อย ชีวิตก็คงหยุดแค่นั้น แต่เมื่อเชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ทุกที่ ชีวิตจึงไม่มีขีดจำกัด"

2. ศูนย์ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
"คนมองว่าฟอร์มซีโร่มันแย่ แต่เรากลับมองว่ามันดี เพราะอะไรก็ตามที่เติมลงไป มันจะมากกว่าศูนย์เสมอ มันก็แค่เราจะมองมันยังไงเท่านั้น"

3. อย่าโทษใคร เพราะมันทำให้เราหยุดเติบโต
เธอเรียนรู้ที่จะไม่โทษใครเมื่อเจอปัญหา เพราะการโทษทำให้เรามองไม่เห็นทางออก "เมื่อเราหยุดโทษ เราจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการตัดสินใจของเราทั้งสิ้น และถ้ามันมาจากเรา เราก็เปลี่ยนมันได้"

4. เรียนรู้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา
"เมื่อไม่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรามีโลกเป็นครู อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 หน้า จากหลายเล่ม เข้าคอร์สของคนเก่ง สังเกตคนรอบตัว การศึกษาไม่ได้จบที่วุฒิบัตร แต่มันจบเมื่อเราหยุดเรียนรู้"

5. ทำเพื่อคนที่เรารัก จะมีพลังมากกว่าทำเพื่อตัวเอง
"ถ้าทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว กินกล้วยสองลูกก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าทำเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เราจะมีพลังสู้ไม่รู้จบ เพราะความรักคือเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมด"

อนาคต: เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนตัว
เมื่อถามถึงความฝันสูงสุดในชีวิต พิมตอบอย่างไม่ลังเล

"อยากเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ชีวิตคนจำนวนมากดีขึ้น คนเราอยู่คนเดียวก็อยู่แค่สิ้นใจ แต่ถ้าอยู่เพื่อผู้อื่น จะอยู่ชั่วฟ้าดิน ดังนั้น จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี"

สุดท้าย เธอฝากข้อความถึงคนที่รู้สึกว่าชีวิตติดลบ "ชีวิตไม่มีศูนย์หรอก ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เรามีคุณค่า เรามีโอกาส ปัญหาไม่ใช่ที่เราเรียนน้อยหรือมาก ปัญหาคือเราเชื่อว่าเราไม่สามารถ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนผ่านความล้มเหลวมาก่อนหมด ความแตกต่างคือ พวกเขาไม่ยอมแพ้ จงเปลี่ยนศูนย์ให้เป็นศูนย์ข้างหลังตัวเลข ไม่ใช่ศูนย์ข้างหน้า คุณต้องเป็นซูเปอร์ซีโร่ที่มีศูนย์ต่อท้ายเยอะๆ นั่นแหละคือความสำเร็จ และจำไว้ว่า คิดยังไง ได้อย่างงั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ชีวิตคุณก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็น"

นั่นคือแนวคิดที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิต ‘บัวแพง โฮ้หนู’ ที่พิสูจน์แล้วว่า วุฒิการศึกษาแม้ว่าจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จของชีวิตคน แต่ความมุ่งมั่น ความอยากรู้ และความกล้าที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต่างหากที่สร้างความแตกต่าง เธอเปลี่ยนจาก "เด็กป.6" เป็น "CEO" ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา แต่ด้วยการเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ และไม่หยุดเรียนรู้

ในยุคที่หลายคนบ่นว่าไม่มีโอกาส เธอสามารถพิสูจน์ว่า โอกาสอยู่ทุกที่ – ขอแค่เราเปิดใจรับและกล้าที่จะลงมือทำ

มหกรรม 11.11 ของนักศึกษาจีน สู่ "มหกรรมช็อปปิง" ของคนไทย สร้างผลกระทบทางธุรกิจหลากหลายมิติ สะท้อนพลังเศรษฐกิจดิจิทัลในวันเดียว

วันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งเดิมเป็นเพียง "วันคนโสด" (Singles' Day) ที่เริ่มต้นจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในจีนเมื่อต้นทศวรรษ 1990 ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของไทยในหลายมิติ

เดิมที วันที่ 11/11ถูกสร้างขึ้นโดยนักศึกษาชายโสดมหาวิทยาลัยหนานจิงเพื่อเฉลิมฉลองสถานะความเป็นโสด เพราะเลข 1 สี่ตัวเรียงกันเหมือนคนโสดสี่คนยืนเคียงข้างกัน แต่ในปี 2009 Alibaba ภายใต้การนำของแจ็ค หม่า ได้เห็นโอกาสและเปลี่ยนวันนี้ให้กลายเป็นเทศกาลช็อปปิงออนไลน์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการเสนอส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษ

ความสำเร็จในจีนได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ต่างนำแคมเปญ 11.11 มาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการกระตุ้นยอดขาย จนกลายเป็นวันที่คนไทยรอคอยพร้อมกระเป๋าเงินไม่แพ้เทศกาลลดราคาประจำปีอื่นๆ

แน่นอนว่า แคมเปญดังกล่าวย่อมผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงปลายปี ทั้งในส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SME

1. การสร้างมูลค่าทางการค้าขนาดใหญ่
ในปี 2023 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในช่วงแคมเปญ 11.11 มีมูลค่าการซื้อขายสินค้ารวมกันมากกว่า 15,000 ล้านบาทในช่วงสามวันของเทศกาล (9-11 พฤศจิกายน) โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 20-25% แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเติบโตช้า แต่วัน 11.11 กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคยินดีเปิดกระเป๋าเงินมากที่สุดในรอบปี

ยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการเพิ่มราคาสินค้า แต่มาจากปริมาณการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยแพลตฟอร์มต่างๆ รายงานว่ามีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นถึง 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับวันปกติ ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รอเก็บความต้องการมาใช้จ่ายในช่วงนี้โดยเฉพาะ

2. ผลกระทบต่อธุรกิจ SME และผู้ประกอบการรายย่อย
สำหรับผู้ประกอบการ SME และร้านค้าออนไลน์รายย่อย วัน 11.11 กลายเป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก แพลตฟอร์มต่างๆ มักเสนอโปรแกรมสนับสนุนพิเศษ เช่น การลดค่าธรรมเนียม การให้เครดิตโฆษณาฟรี หรือการจัดอบรมการตลาดดิจิทัล

ผู้ประกอบการหลายรายงานว่ายอดขายในช่วง 11.11 คิดเป็น 30-40% ของยอดขายทั้งปี โดยเฉพาะธุรกิจในหมวดแฟชั่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของใช้ในบ้าน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็คือการแข่งขันที่ดุเดือดและแรงกดดันในการให้ส่วนลดสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนการเงินและสต็อกสินค้าอย่างรอบคอบ

3. การขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่ง
ปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งพัสดุรายใหญ่อย่าง Kerry Express, Flash Express, J&T Express และ Thailand Post ต้องเพิ่มกำลังพนักงานชั่วคราวหลายพันคนเพื่อรองรับปริมาณพัสดุที่เพิ่มขึ้น 3-5 เท่าในช่วงนี้

การจ้างงานชั่วคราวนี้ไม่ได้จำกัดแค่พนักงานขนส่ง แต่รวมถึงพนักงานคัดแยกสินค้าในคลังสินค้า พนักงานบรรจุหีบห่อ และแม้กระทั่งพนักงานบริการลูกค้า ซึ่งช่วยกระตุ้นการจ้างงานระยะสั้นและสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนไทยหลายหมื่นราย

นอกจากนี้ ธุรกิจคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็ได้รับประโยชน์จากการที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเช่าพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับสินค้าในช่วง 11.11

4. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
วัน 11.11 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน ผู้คนเริ่มวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า รอซื้อสินค้าราคาแพงในช่วงนี้แทนที่จะซื้อตามปกติ เกิดปรากฏการณ์ "รอของลดราคา" ที่ส่งผลต่อยอดขายในเดือนอื่นๆ

ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าผู้บริโภคไทยมากกว่า 60% วางแผนการซื้อสินค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนวัน 11.11 โดยเก็บสินค้าใส่ตะกร้าและรอวันที่ราคาลดลงจริง พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังเรียนรู้และปรับตัวให้ฉลาดขึ้นในการช็อปปิงออนไลน์

5. ผลกระทบต่อธนาคารและระบบการชำระเงิน
ระบบการชำระเงินดิจิทัลได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทศกาล 11.11 การใช้ E-Wallet, Mobile Banking และ PromptPay เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธนาคารและผู้ให้บริการ Fintech หลายรายเสนอโปรโมชั่นพิเศษ เช่น แคชแบ็ก ส่วนลดพิเศษเมื่อใช้บัตรเครดิต หรือการผ่อนชำระดอกเบี้ย 0%

มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านระบบ E-Payment ในวัน 11.11 เพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับวันปกติ สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งรัดของสังคมไทยสู่ระบบ Cashless Society

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ 11.11 ก็มีด้านลบที่ควรให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการบริโภคนิยมที่มากเกินไป ผู้บริโภคหลายรายซื้อสินค้าเกินความจำเป็นเพียงเพราะราคาถูก ส่งผลให้เกิดหนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการใช้บัตรเครดิตและการผ่อนชำระ

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสินค้าปลอมและคุณภาพสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณา ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผู้บริโภคและทำลายความเชื่อมั่นในระบบอีคอมเมิร์ซ ปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์พัสดุก็เป็นอีกประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องแก้ไข

แต่อย่างไรก็ดี วัน 11.11 พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าแค่กิมมิกทางการตลาด มันกลายเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ สร้างมูลค่าหมุนเวียนหลายหมื่นล้านบาท กระตุ้นการจ้างงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอีโคโนมี ดังนั้น 11.11 จึงไม่ใช่แค่วันคนโสด หรือวันช็อปปิงธรรมดา แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในยุคดิจิทัล

เวียตเจ็ท ผนึก OR ลงนามใช้ “น้ำมัน SAF” ในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ ดันอุตสาหกรรมการบินไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ตั้งเป้าใช้น้ำมัน SAF ไม่น้อยกว่า 5% ภายในปี 73 พร้อมเพิ่ม 2 เส้นทาง “Green Route” ต้นปีหน้า

เมื่อวานนี้ (10 พ.ย. 68) บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต๊อค หรือ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินสีเขียว ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการบินสู่เป้าหมาย “Net Zero” 

ตอกย้ำจุดยืนของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในการเป็นผู้นำสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกในภูมิภาคที่นำร่องใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินพาณิชย์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดพันธกิจหลักภายใต้กองทุนฟลายกรีน (Fly Green Fund) ของสายการบินฯ ในการเตรียมเปิดเส้นทาง Green Route เพิ่มเติมภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ได้แก่ เส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ และต่อยอดการใช้น้ำมัน SAF สำหรับทุกเที่ยวบินในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ดานัง’ ต่อไป โดยพิธี MOU ดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารบี ชั้น 17 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายพิชิต เจียรกิตติมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ พร้อมด้วย นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) สำหรับความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสององค์กรได้ร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง SAF และดำเนินการทดลองเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ในเส้นทาง “กรุงเทพฯ–ดานัง” เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยมี OR เป็นผู้ส่งน้ำมัน SAF สำหรับใช้ในเที่ยวบินดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนการบินสีเขียว หรือ Fly Green ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังคงสานต่อความตั้งใจในพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขานรับนโยบายด้านความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมการบินอย่างเป็นรูปธรรม โดยเดินหน้าแผนการขยายเส้นทาง Green Route ภายใต้โครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งสายการบินฯ ยังคงมีนโยบายใช้น้ำมัน SAF เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงในเที่ยวบินพาณิชย์ ล่าสุดได้ขยายการใช้น้ำมัน SAF ในเส้นทาง ‘กรุงเทพฯ–ฟูโกว๊ก’ โดยใช้น้ำมัน SAF สัดส่วน 1% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 สัดส่วน 99% ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังมีแผนขยายเส้นทางที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนเพิ่มเติมภายในไตรมาส 1 ปี 2569 ในส้นทางใหม่ ‘กรุงเทพฯ–คัมรานห์’ ซึ่งจะเริ่มให้บริการในเดือนมกราคม เพื่อสนับสนุนนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก ตามแนวปฏิบัติของโครงการชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ หรือ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation)”

“ความร่วมมือกับ OR ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านการใช้และพัฒนาพลังงานสะอาดสำหรับอากาศยานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในอนาคต ซึ่งนอกจากการจัดหาน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้แก่เวียตเจ็ทไทยแลนด์เพื่อใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์แล้ว ทั้งสององค์กรยังอยู่ระหว่างการหารือแนวทางขยายความร่วมมือในมิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดสำหรับอุตสาหกรรมการบินในระยะยาว โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการบินสีเขียวตามแนวทาง Net Zero ของภาคอุตสาหกรรมการบินโลก” 

นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน OR เปิดเผยว่า OR มีความภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรหลักในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ให้กับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินไทยในการมุ่งสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ OR จะเป็นผู้ให้บริการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF เพื่อให้เวียตเจ็ท ไทยแลนด์ ใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการบินสำหรับเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยล่าสุดได้ยกระดับการใช้ SAF สู่เที่ยวบินประจำระหว่าง สุวรรณภูมิ – ฟูโกว๊ก 

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเวียตเจ็ท ไทยแลนด์ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการนำ SAF มาใช้ในเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การลงนาม MOU ในเดือนพฤษภาคม 2567 และริเริ่มเที่ยวบินปฐมฤกษ์ระหว่างประเทศ ระหว่างกรุงเทพฯ – ดานัง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสายการบินอันดับต้นๆ ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญและดำเนินการด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ OR จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมพลังงานและบริการด้านเอนเนอร์ยี่โซลูชัน เพื่อสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และร่วมสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานยั่งยืนของประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

สำหรับ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 6 ปี ภายใต้กองทุกฟลายกรีน (Fly Green Fund) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสร้างสังคมสีเขียวผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งในระดับองค์กรและชุมชน โดยการผ่านความร่วมมือจากผู้โดยสาร พนักงานของสายการบินฯ และพันธมิตรในทุกภาคส่วน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์และกองทุนฟลายกรีนได้ที่ www.vietjetair.com 

ตัวเลข 15,292 บาทต่อเดือน เส้นวัด “การอยู่ได้จริง” ของผู้สูงวัยไทย อาชีพไหนพอเลี้ยงตัวในสังคมสูงวัย เตรียมตัวแก่อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระลูกหลาน

ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” แล้ว สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่ต้องตอบคือ: ผู้สูงวัยทำอาชีพอะไรและรายได้แค่ไหนถึง “อยู่ได้จริง” โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน? บทความนี้สรุปเส้นอยู่ได้ (living wage) ล่าสุด แนวทางอาชีพที่เหมาะกับรุ่น 60+ และวิธีผสมรายได้ให้พ้นเส้นอยู่ได้ภายใน 1–2 ปีหน้า

กล่องข้อมูลสำคัญ (อัปเดต พ.ย. 2568)
• Living wage เมืองไทย (เส้นอยู่ได้แบบมีศักดิ์ศรีของคนทำงานเดี่ยวในเขตเมือง): ประมาณ 15,292 บาท/เดือน (อัปเดตปี 2025 โดยงานวิจัยมาตรฐานสากล) — ใช้เป็น “เส้นเทียบ” ว่ารายได้พอหรือยัง
• ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568: 337–400 บาท/วัน (ขึ้นกับจังหวัด) มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568
• เงินเฟ้อปี 2568–2569 (คาดการณ์): ต่ำมากเฉลี่ยประมาณ 0.0%–0.5% — ค่าครองชีพโดยรวมไม่น่าพุ่งแรงระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพเฉพาะทางอาจต่างจากภาพรวม

1) หลักคิด: “เส้นอยู่ได้” ก่อน “เส้นเกษียณ”
เริ่มจากเช็กว่ารายได้สุทธิต่อเดือนถึงเส้นอยู่ได้หรือยัง (≈ 15,292 บาทขึ้นไป) ถ้ายังไม่ถึง มี 3 ทางเลือก: (1) เพิ่มชั่วโมง/ยกระดับเรทงานเดิม (2) ผสมรายได้จากงานที่ 2 (3) ลดค่าใช้จ่ายคงที่ที่กินสภาพคล่อง เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง หรือหนี้ดอกสูง

2) อาชีพที่ “ไปต่อได้” ของรุ่น 60+ และวิธีให้แตะเส้นอยู่ได้
โฟกัสงานที่ยืดหยุ่น ใช้ประสบการณ์มากกว่าแรงกาย และมีดีมานด์ตามโครงสร้างประชากร
ก) กลุ่มดูแล–สุขภาพ (Care Economy)
• ผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยที่บ้าน (เฝ้าไข้ ดูแลกิจวัตร ประสานโรงพยาบาล)
• ผู้นำกิจกรรมสุขภาวะในชุมชน (ยืดเหยียด โภชนาการ ป้องกันหกล้ม)
• วิธีแตะเส้น: ทำงาน 3–5 วัน/สัปดาห์ หรือรับกะ/รายเคสเฉลี่ย “รายวัน × 7–10 วัน/เดือน” สามารถผ่านเส้น 15k ได้ โดยเฉพาะเขตเมือง

ข) ถ่ายทอดความรู้–ที่ปรึกษา (Knowledge & Advisory)
• ติวเตอร์/ครูทักษะชีวิต/ภาษา ที่ปรึกษา SME หรือ Mentor สายอาชีพ
• สูตรชนะ: จัดคอร์สเป็นโมดูล 90 นาที × 10–12 ครั้ง/เดือน ที่เรทปานกลาง → รายได้รวมแตะ 15k ได้ และขยับเรทตามรีวิว/ผลลัพธ์

ค) งานบริการเบา–หน้าบ้าน (Service & Hospitality)
• รีเซปชันคลินิก/หอศิลป์ แคชเชียร์กะกลางวัน เจ้าหน้าที่ดูแลผู้มาเยือน
• ทิปส์: เลือกสถานที่นั่งทำงานได้ ไม่ยืนนาน และเดินทางสะดวกเพื่อลดต้นทุน

ง) งานเอกสาร–สนับสนุนระยะไกล (Remote Admin)
• ธุรการออนไลน์ บันทึกบัญชีเบื้องต้น คอลเซ็นเตอร์กะกลางวัน Data entry
• สูตรชั่วโมง: ถ้ารายชั่วโมง ~฿130–฿150 ต้อง 110–120 ชม./เดือน (≈ วันละ 4 ชม., 6 วัน/สัปดาห์) เพื่อแตะ 15k

จ) ค้าขาย–ครีเอเตอร์ (Self-employment)
• ขนม/อาหารสูตรบ้าน ของแฮนด์เมด ไลฟ์ขายของ เพจชุมชน
• ทางลัด: ทำ “แพ็กเกจรายเดือน” ให้ลูกค้าประจำ (เช่น ส่งขนมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง × 4 สัปดาห์) เพื่อสม่ำเสมอของกระแสเงินสด

3) ตาราง “ผสม 2 งาน” ให้พ้นเส้น
• แอดมินออนไลน์ (8–10k) + ติวเสาร์–อาทิตย์ (6–8k) → แตะ 14–18k
• เฝ้าไข้กะกลางวัน 6 วัน/เดือน + งานหน้าบ้าน 3 วัน/สัปดาห์ → แตะ 16–22k
•    ค้าขายเล็ก ๆ (กำไรสุทธิ 5–7k) + รับพิมพ์ดีด/ถอดเทป (8–10k) → แตะ 13–17k
หมายเหตุ: เลือกแพ็กเกจเวลา/แรงกายให้เหมาะกับสุขภาพ และนัดหมายพบแพทย์ตามระยะ

4) ทำไมภาพนี้ “พออยู่” ได้ใน 1–2 ปีหน้า
• เงินเฟ้อเฉลี่ยตามคาดการณ์ปี 2568–2569 ต่ำมาก (ประมาณ 0.0–0.5%) → เส้นอยู่ได้ 15k ไม่ถูกกัดกร่อนแรงในระยะสั้น (หากไม่มีช็อกใหม่)
• ค่าแรงขั้นต่ำ 2568 ขยับขึ้นทุกจังหวัด (337–400 บาท/วัน) → ดันรายได้ฐานของงานบริการ/แอดมินบางส่วน
• สังคมสูงวัยมากขึ้น → ดีมานด์งานดูแล/บริการชุมชน/ท่องเที่ยวผู้สูงวัยสูงขึ้น งานที่ใช้ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จะได้เปรียบ

5) ความเสี่ยงที่ต้องกันเงินเผื่อ
แม้อัตราเงินเฟ้อรวมต่ำ แต่รายจ่ายสุขภาพและการดูแลระยะยาว (LTC) มักเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ควรมีกองกันชนหรือประกันสุขภาพ/ดูแลระยะยาวที่คุ้มค่าตามฐานรายได้ เพื่อไม่ให้รายได้จากงานถูกดูดหมดในกรณีฉุกเฉิน

6) เช็กลิสต์เริ่มงานใน 90 วัน (ฉบับรุ่น 60+)
• ตรวจสุขภาพ–ข้อจำกัด พร้อมลิสต์ทักษะที่ถนัด/ที่ชอบ
• เลือก 1–2 เส้นทางอาชีพ + อบรมสั้น 12–40 ชม. (caregiver/ดิจิทัลเบสิก/สื่อสารลูกค้า)
• ทำพอร์ต 1 หน้า (ประวัติ–บริการ–ช่องทางติดต่อ) + ตั้งเรท/แพ็กเกจ
• เปิดช่องทางรับงาน (LINE/โทร/เพจ) + เก็บรีวิวลูกค้า 3 เคสแรก
• ตั้ง “กติกาการรับงาน” (เวลาทำงาน ขอบเขต การชำระเงิน) เพื่อรักษาพลังงานและสุขภาพ

7) บทเรียนสำหรับธุรกิจ–ผู้กำหนดนโยบาย
• นายจ้าง: เปิดตำแหน่งยืดหยุ่นสำหรับ 60+ (กะกลางวัน งานนั่งได้ ไม่เน้นแรงยก) และวัดผลงานด้วย output
• ท้องถิ่น/สถาบันการแพทย์: ขยายคอร์ส caregiver 70–100 ชม. ในอำเภอ ทำระบบ “จับคู่ดูแล” เชื่อมผู้ดูแลกับครัวเรือน
• ภาครัฐ: ผูกงบอุดหนุนฝึกทักษะกับโควตาจ้างงานผู้สูงวัยใน SMEs และสนับสนุนภาษีสำหรับรายจ่ายฝึกอบรม/อุปกรณ์ช่วยงาน

สรุป
หากตั้งเป้ารายได้เดือนละ ≥ 15,292 บาทเป็น “เส้นอยู่ได้จริง” แล้วจัดพอร์ตอาชีพให้แตะเป้าด้วยงานเดียวที่เรทเหมาะสม หรือผสม 2 งาน ผู้สูงวัยจำนวนมากจะอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะ 1–2 ปีหน้า โดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน—และสังคมไทยจะได้ “พลังประสบการณ์” กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังคนวัยทำงานหดตัวลง

หมายเหตุแหล่งข้อมูล: living wage ปี 2025; ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568; คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568–2569; ภาพรวมสังคมสูงวัยของไทย (อัปเดตถึง พ.ย. 2568)

ปลุกสังคมถก ดราม่าบนความไม่รู้ เมื่อ “โครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย” ถูกเข้าใจผิดจากคลิป 90 วินาที สะท้อนช่องว่างความรู้ “ผู้ผลิต–ผู้บริโภค–สื่อ”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดราม่านม” กลายเป็นไฟลามทุ่งในโลกออนไลน์ 
หลังรายการชื่อดังออกอากาศคำพูดว่า “นมในไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้… เป็นนมผงคืนรูป” 
ประโยคเดียว ทำให้ทั้งวงการโคนมสะเทือน จากคนเลี้ยงวัวที่รู้สึกถูกดูถูก 
ถึงผู้บริโภคที่เริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วเรากินอะไรกันแน่?”
 

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าความวุ่นวายบนโซเชียล สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ดราม่าเรื่อง “ใครพูดผิด” 
แต่คือภาพสะท้อนของ “ช่องว่างความรู้” ระหว่าง “คนผลิต – คนสื่อสาร – คนบริโภค” 
ที่ไม่เคยเข้าใจกันจริง ๆ เลยว่าระบบนมไทยซับซ้อนแค่ไหน
1. จากทุ่งหญ้าถึงโรงงาน: ห่วงโซ่นมที่คนเมืองไม่เคยเห็น
อุตสาหกรรมนมไทยเริ่มจากเกษตรกรกว่า 20,000 ครัวเรือน ผลิต “น้ำนมดิบ” 
ส่งให้สหกรณ์หรือโรงงานแปรรูป แต่ต้นทุนจริงของเกษตรกรวันนี้สูงกว่าราคาที่รัฐกำหนดเฉลี่ย 20–30 % 
เพราะอาหารสัตว์นำเข้า, ค่าน้ำมัน, และค่าแรงสูงขึ้นต่อเนื่อง

เพื่อให้ระบบอยู่รอด โรงงานจึงต้อง “บาลานซ์ต้นทุน” 
บางส่วนใช้ “นมโคสดแท้ 100 %” แต่บางสายการผลิตต้องใช้ “นมผงคืนรูป” 
คือการนำผงนมมาละลายน้ำ แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลซ์ — ซึ่งถูกกฎหมายและปลอดภัยทางโภชนาการ 
แต่ปัญหาคือ… แทบไม่มีใครอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงนี้เลย
2. ความเงียบของอุตสาหกรรมที่เปิดทางให้ความเข้าใจผิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์นมส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาพ “ความขาวบริสุทธิ์จากธรรมชาติ” 
แต่ไม่เคยลงรายละเอียดว่า “นมของเราเป็นนมสด 100% หรือเป็นนมผงคืนรูป” 
แม้กฎหมายบังคับให้ระบุบนฉลาก แต่ตัวอักษรเล็ก ซ่อนในมุมกล่อง 

ดังนั้นพอมีคนพูดออกสื่อว่า “นมไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้” 
ประชาชนที่ไม่เคยเห็นโรงงานหรือฉลากจริง ก็เชื่อทันที 
ทั้งที่จริง ระบบนี้เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุน และนโยบายรัฐ 
ไม่ใช่การหลอกลวงผู้บริโภคอย่างที่เข้าใจกัน
3. การสื่อสารแบบข้ามเส้น: เมื่อเจตนาดีทำให้เสียหาย
รายการที่เป็นต้นเรื่องตั้งใจจะพูดเรื่อง “สุขภาพ” 
แต่การใช้ภาษาง่าย + การตัดต่อให้แรง กลับทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า “นมไทย = ของปลอม” 
ผลคือเกษตรกรเสียขวัญ โรงงานเสียชื่อ และแบรนด์ถูกลากเข้าดราม่า

แม้ทีมงานออกมาขอโทษและถอดคลิปออก แต่รอยร้าวความเชื่อมั่นยังอยู่ 
นี่คือบทเรียนสำคัญของ “สื่อยุคโซเชียล” ที่พลังของคำพูด 10 วินาที อาจสั่นทั้งอุตสาหกรรม
4. วิกฤตหรือโอกาสของนมไทย?
ด้านหนึ่ง ดราม่านี้ทำให้คนไทยเริ่ม “อ่านฉลากนม” มากขึ้น 
อีกด้าน มันเปิดช่องให้ภาคธุรกิจกลับมาทบทวนกลยุทธ์

ทำไมเราไม่สื่อสารตรงไปตรงมาว่า “นมผงคืนรูป” ก็เป็นนมในรูปแบบหนึ่ง 
และทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ผลักดัน “นมไทยแท้ 100%” ให้เป็น Premium Brand ของประเทศ?

ตลาด Functional Milk (นมเสริมสุขภาพ / High Protein / Lactose-Free) กำลังโตทั่วโลก 
ถ้าไทยพัฒนา Brand Transparency และมาตรฐานฟาร์ม 
เราสามารถส่งออก “นม Made in Thailand” ได้ในภาพพรีเมียม 
แทนที่จะติดอยู่ในภาพ “นมราคาถูกคุณภาพต่ำ”
5. บทเรียนที่ต้องจำ
ดราม่านมครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่า “เรื่องแค่โซเชียล” 
แต่คือสัญญาณเตือนทั้งระบบว่า
- ประเทศต้องมีการสื่อสารเชิงอุตสาหกรรมที่โปร่งใส
- แบรนด์ต้องพูดความจริงอย่างเข้าใจง่าย
- ผู้บริโภคต้องหัดตั้งคำถามและอ่านฉลากให้เป็น

ถ้าเราทำได้ครบสามมิติ คำว่า “นมไทย” จะไม่ใช่คำที่ต้องอธิบายด้วยดราม่าอีกต่อไป
สรุปสั้น: ดราม่านม = ดราม่าความไม่รู้
และทางออกของมัน ไม่ได้อยู่ที่การโทษใคร แต่อยู่ที่การทำให้ทุกคนในห่วงโซ่เข้าใจระบบเดียวกัน

เพราะสุดท้าย… “นมที่ดี” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดดังสุด แต่อยู่ที่ว่า “เรารู้จริงแค่ไหน” ว่าเบื้องหลังกล่องนมหนึ่งกล่องนั้นมีอะไรอยู่บ้าง


 

มองอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีหน้า อาจเจอศึกหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ภาษีสหรัฐฯ - ศก.โลกผันผวน - การแข่งขันสูง ชี้ทางรอด เกาะกระแส AI – EV - ดาต้าเซ็นเตอร์ .

หลังผ่านช่วงซบยาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิปโลกเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ครึ่งหลัง 2024 และยืดต่อใน 2025–2026 โดยสมาพันธ์ WSTS คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 2026 โตอีก 8.5% ไปที่ราว 760.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเมมโมรีเป็นหัวลาก และเอเชียแปซิฟิกยังขยายตัวเด่น นี่คือแรงส่งเชิงโครงสร้างแก่ไทยในฐานะฐานผลิตชิ้นส่วน/บอร์ด/HDD/คอมพิวเตอร์ในห่วงโซ่ดิจิทัล (AI server, cloud, 5G) 

ขณะที่ฐานข้อมูลส่งออกจริง ไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่ต้นปี 2025: แค่ 4 เดือนแรกปี 2025 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รวม 20.23 พันล้านดอลลาร์ โต 31%YoY และทั้งปี 2024 ไทยทำได้ 52.94 พันล้านดอลลาร์ (HS84–85) สะท้อนการเด้งกลับของคอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน/HDD และคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ–จีนที่เร่งตัว  สอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจไทยที่ชี้ว่า H1/2025 การส่งออกโดยรวมโตแรงจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีผลเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องกังวลในปี 2026
1) ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และนโยบายการค้า:
โครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังซับซ้อนและเข้มงวด และมีไทม์ไลน์ “ปรับเพิ่ม” ต่อสินค้ากลยุทธ์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ซึ่งทำให้บริษัทระดับโลกหันกระจายฐานออกจากจีนมากขึ้น—เป็น “ดาบสองคม” สำหรับไทย ทั้งโอกาสรับคำสั่งซื้อเบนทาง และความเสี่ยงหากสินค้าบางกลุ่มถูกตีความว่าอยู่ในลิสต์หรือใช้ชิ้นส่วนจีนมากจนถูกกระทบอ้อมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ฝ่ายนโยบายไทยเคยประเมิน ความเสียหายศักยภาพ 7–8 พันล้านดอลลาร์ หากการเก็บภาษีสหรัฐฯ แบบเข้มเต็มรูปแบบเกิดขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วน/ชิปที่ถูกชี้เป้า 25%—จึงมีความพยายามต่อรอง เปิดตลาด และปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าเพื่อเหนี่ยวนำสมดุลการค้า ลดแรงกดดันด้านภาษี 

2) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:
ภาพรวมโลกในกรอบ 2024–2026 เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเสี่ยง “แยกขั้ว” ห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น กดดันคำสั่งซื้อ B2B ที่อิงวัฏจักร และทำให้การลงทุนฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ผันผวนสูง—รายงาน Outlook 2024–2026 ของสถาบันการเงินไทยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องเผื่อแผนรับมือรอบสินค้า/ต้นทุนผันผวนเป็นปกติใหม่ 

3) การแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น:
เวียดนาม/มาเลเซียเร่งดึงดูดดีลอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (OSAT, IC design support, server/PCB ขั้นสูง) ผ่านสิทธิประโยชน์เชิงรุก ขณะที่ไทยยังพึ่งพาแรงส่งในหมวดคอมพิวเตอร์/HDD/ชิ้นส่วนบางสาย หากไม่ยกระดับสู่ smart electronics และซัพพลายชิ้นส่วนสำหรับ AI-server/ยานยนต์ไฟฟ้า (power electronics) ส่วนแบ่งตลาดอาจถูกกัดเซาะใน 1–3 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้
1) เกาะกระแส AI/ดาต้าเซ็นเตอร์:
คำสั่งซื้อที่หนุน 2025—HDD, คอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน, บางกลุ่มของ IC—มีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2026 ตามธีมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI server (รวมทั้งพาวเวอร์ซัพพลาย/พัดลม/ฮีตซิงก์/บอร์ดไฟกำลัง) ผู้ผลิตไทยที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ประโยชน์ชัด และ WSTS ชี้ว่าการเติบโตปี 2026 “กว้างฐาน” ไม่ได้อาศัยเมมโมรีเพียงอย่างเดียว 

2) นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ในไทย:
ปี 2024–2025 มีโครงการขยายกำลังผลิตของผู้เล่นหลัก (เช่น การลงทุนขยายสายการผลิต HDD/อุปกรณ์ที่ไทย) เพื่อรองรับตลาด cloud/AI/5G ซึ่งเริ่มเห็นผลในดัชนีการผลิต 1Q/2025 และเป็นฐานให้ 2026 ต่อเนื่อง หาก supply ramp “ขึ้นจริง” ตามแผน โรงงานไทยจะมี product mix ที่มาร์จินดีขึ้นกว่าบางปีที่ผ่านมา 
.
3) แรงส่งจากการส่งออกปี 2025:
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานเศรษฐกิจระบุว่า 2025 การส่งออกขยายแรง ส่วนหนึ่งเพราะ front-loading ก่อนภาษี/กติกาใหม่สหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานปี 2025 สูง—ข้อดีคือแสดงศักยภาพการผลิตและเครือข่ายลูกค้าไทยยังแข็ง แต่ก็ทำให้ 2026 ต้องบริหาร “ฐานสูง” และความเสี่ยงดีมานด์แผ่วหากนโยบายภาษีปรับเข้มในต้นปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY  แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง 

แต่การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งรับมือ โดยกระจายตลาดและ “กฎถิ่นกำเนิด” (ROO) ให้พร้อม 2026 ทำแผนสำรองเส้นทางส่งออก (สหรัฐฯ/ยุโรป/เอเชีย) และจัดเอกสารแหล่งกำเนิดวัตถุดิบให้โปร่งใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีสัดส่วนจีนสูง เพื่อหลบความเสี่ยงตีความเข้าลิสต์ภาษีใหม่/เพิ่มอัตราอากร 

พร้อม ยกระดับ product-mix สู่ “smart electronics” และชิ้นส่วนสำหรับ AI/EV เน้นลงทุนในบอร์ด/พาวเวอร์โมดูล/คอนเวอร์เตอร์/คูลลิงสำหรับศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป 

นอกจากนี้ ควรใช้สิทธิประโยชน์และโครงข่ายในประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับ BOI/สถาบันไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์/ส.อ.ท. เพื่อเข้าถึงโปรแกรมยกระดับทักษะ–เทคโนโลยี และจับคู่ห่วงโซ่ที่ต้องการ localize ในไทยให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง supply จากแหล่งเดียว

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 เชื่อว่าจะยังมีแรงส่งเชิงโครงสร้าง จากวัฏจักรชิปที่ฟื้นและธีม AI/ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจ “เปลี่ยนกติกากลางเกม” ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโตต่ำและการแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น 

พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ใหม่ บังคับใช้ 8 พ.ย. ธุรกิจ F&B–Nightlife ต้องปรับตัว ร้านขนาดเล็ก เสี่ยงเสียรายได้หดช่วงบ่าย–หลังเที่ยงคืน หลังห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย ฝ่าฝืนปรับ 1 หมื่น

จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลใช้ 8 พ.ย. 2568 (นับ 60 วันหลังประกาศราชกิจจาฯ) ซึ่งใจความของกฎหมายได้ “ขยายการบังคับใช้มาถึง ‘ผู้ดื่ม’” ไม่ใช่เฉพาะผู้ขาย/ร้านค้าอีกต่อไป. หาก บริโภคในสถานที่จำหน่ายหรือสถานที่ให้บริการเพื่อการค้า “ในเวลาห้ามขาย” ถือว่าผิด มีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท.

สำหรับ เวลาห้ามขายที่อ้างอิงตามประกาศนายกรัฐมนตรี (ฉบับปรับปรุงปี 2568) คือ ขายได้เฉพาะ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. นอกนั้นถือว่า “เวลาห้ามขาย” โดยมี ข้อยกเว้น 3 กรณี: (1) พื้นที่ผู้โดยสารขาออกสนามบินระหว่างประเทศ (2) “สถานบริการ” ตามเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมาย และ (3) โรงแรม.

นั่นหมายความว่าช่วง “นอกชั่วโมงขาย” ลูกค้า ห้ามนั่งดื่มต่อในร้าน/บาร์/คาเฟ่ที่ขายแอลกอฮอล์ (แม้มีของอยู่บนโต๊ะ) ยกเว้นอยู่ในพื้นที่ที่เข้าข่ายข้อยกเว้นข้างต้น ซึ่งยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทสถานประกอบการ

แน่นอนว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมานั้น มีทั้งผลดี–ผลเสีย 

สิ่งที่เป็น “ผลดี” คือ 

1. ลดช่องโหว่การ “นั่งยาวนอกเวลา” ทำให้การบังคับใช้ง่ายขึ้น—จากเดิมคุมเฉพาะ “การขาย” ตอนนี้คุม “การบริโภค” ในเวลาห้ามขายด้วย ลดภาระตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับระเบียบสาธารณะ/ความปลอดภัยช่วงดึกและกลางวันบางช่วง (2–5 โมงเย็น) ที่รัฐกังวล

2. เคลียร์ความเสมอภาคด้านกฎเกม ระหว่างผู้ขาย—ทุกแห่งต้องหยุด “การดื่มในร้าน” ในเวลาห้ามขายเหมือนกัน (ยกเว้นที่ถูกระบุไว้) ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการตีความต่างกัน

3. สัญญาณด้านสุขภาพและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ—ภาครัฐชูมิติความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้กติกาชัดขึ้น (หลายสื่อภาษาอังกฤษรายงานตรงกันเรื่องค่าปรับผู้ดื่ม)

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ ก็มีความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องบริหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. ผลกระทบต่อรายได้ F&B/Nightlife ช่วงเปลี่ยนผ่าน: ร้าน/บาร์อาจสูญเสียยอด “นั่งต่อ” หลังเที่ยงคืนหรือรอบบ่าย (14.00–17.00 น.) โดยเฉพาะผู้ประกอบการนอกข้อยกเว้น เช่น ผับ–บาร์ที่ไม่ใช่ “สถานบริการ” ตามกฎหมาย หรือร้านอาหารทั่วไปที่พึ่งยอดเครื่องดื่ม สมาคมร้านอาหารจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลว่าอาจกระทบดีมานด์นักท่องเที่ยวบางเซกเมนต์. 

2. ต้นทุนความเสี่ยงถูกปรับ: ธุรกิจต้องวางระบบ “เคลียร์โต๊ะ–ปิดบิล–หยุดเสิร์ฟ” ให้จบก่อนเข้าเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม มิฉะนั้นทั้งลูกค้าและร้านมีความเสี่ยง—ลูกค้าโดนปรับไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่ร้านอาจเจอโทษตามกฎหมายเดิมในส่วนการขาย/ส่งเสริมการขาย

3. ความเข้าใจของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวบางชาติไม่คุ้นกับ “ชั่วโมงห้ามขาย” อาจเกิดข้อพิพาทหน้าร้านและคอมเพลนออนไลน์—กระทบรีวิว/แบรนด์จุดหมาย หากสื่อสารไม่ดีพอ (หน่วยงานท่องเที่ยวเองออกคำแนะนำเรื่องนี้กับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว)

ทั้งนี้หากมองในมิติด้าน “ท่องเที่ยวไทย” ภาพรวมสั้น ๆ: อาจจะกระทบเชิงรายได้เฉพาะเวลา (time-bound) มากกว่ากระทบเชิงโครงสร้าง เพราะ โรงแรม–สถานบริการ–เลานจ์สนามบิน อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศ นายกฯ ปี 2568 ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวระดับพรีเมียม/มีใบอนุญาตยังให้บริการได้ในกรอบเวลาและรูปแบบที่กฎหมายอนุญาต (เช่น บาร์โรงแรมตามชั่วโมงที่เปิดตามกฎหมายสถานบริการ). ผลกระทบหนักจะไปลงที่ ร้านอิสระ/บาร์ขนาดเล็ก ที่อยู่นอกข้อยกเว้น และแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมานด์ “นั่งต่อหลังเที่ยงคืน” เป็นดีมานด์หลัก. .

ขณะที่ ฝั่งการรับรู้ของนักท่องเที่ยว: สื่อท่องเที่ยวต่างประเทศสรุปชัดว่า “ผู้ดื่มก็โดนปรับได้” แต่ก็ย้ำว่า โรงแรม/ร้านมีใบอนุญาตจำนวนมากยังให้บริการได้ภายใต้กติกา จึงคาดว่า “ผลต่อเสน่ห์ท่องเที่ยวโดยรวมจำกัด หากผู้ประกอบการสื่อสารดี” มากกว่าจะเกิดการยกเลิกทริปเป็นวงกว้าง

ส่วนในมุมเศรษฐกิจสังคมระยะยาว: งานวิจัยด้านนโยบายแอลกอฮอล์ของสถาบันวิจัยไทยชี้ว่า “การออกแบบมาตรการให้บาลานซ์ผลลัพธ์เศรษฐกิจ–สังคม” สำคัญที่สุด: ถ้าควบคู่ด้วยการสื่อสาร–บังคับใช้ที่เสมอภาค ผลเสียต่อเศรษฐกิจบริการจะจำกัด ขณะผลได้ด้านสุขภาพและความปลอดภัยสาธารณะจะชัดขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย อาจจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ด้วยการ
1) ล็อกระบบเวลาแบบไม่พลาด  ตั้ง “Last Order” ให้ จบก่อนเวลา 24.00 น. / 14.00 น. และ 17.00 น. อย่างน้อย 10–15 นาที,  ปรับระบบขายหน้าร้าน/แคชเชียร์ ให้ตัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อัตโนมัติในเวลาห้ามขาย และ ทำ การเคลียร์แก้ว/โต๊ะ ทันทีเมื่อเข้าสู่เวลาห้ามขาย (ลดความเสี่ยงลูกค้านั่งดื่มต่อในร้าน)

2) แยกสถานะกิจการ–ใบอนุญาตให้ชัด  โดยตรวจสอบว่าร้าน/บาร์เข้าข่าย “สถานบริการ” หรือไม่ และโรงแรมของคุณครอบคลุมข้อยกเว้นใดบ้าง (รวมถึงเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมายสถานบริการ) เพื่อวางโมเดลรายได้ไม่ให้ผิดกฎหมาย
.
3) สื่อสารลูกค้าหลายภาษา ด้วยการทำป้าย/เมนู/QR ที่อธิบาย “ชั่วโมงห้ามขาย & ห้ามดื่มในร้าน” อย่างสุภาพ อย่างน้อย ไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมฝึกอบรมพนักงานหน้าเคาน์เตอร์/เซิร์ฟเวอร์ให้ อธิบายอย่างเป็นมิตร ลดดราม่ารีวิว

4) รีแพคเกจรายได้ในชั่วโมงต้องห้าม  ดัน ม็อกเทล–เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์–ของหวาน–อาหาร Late-night
 จัด Mini-experiences ระหว่าง 14.00–17.00 น. (เช่น Afternoon Tea / Coffee Flight / Live Cooking)  สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน: ย้ายพีกพอยท์รายการโชว์/ดนตรี มาก่อน 23.00 น. เพื่อเร่งยอดก่อน 24.00 น.

5) ทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานท่องเที่ยว โดยใช้สื่อจาก TAT/หน่วยงานรัฐ ที่แจ้งกติกากับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกัน (ทั้งหน้าเว็บและสื่อในร้าน)

กฎหมายฉบับใหม่ ย้ำ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” ภายในสถานที่ขาย/ให้บริการเพื่อการค้า พร้อมโทษปรับผู้ดื่มไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ “เกมการบังคับใช้” ชัดขึ้นและเท่าเทียมมากขึ้น แต่ย่อมมี ผลกระทบรายได้เป็นช่วงเวลา กับผู้ประกอบการ F&B/Nightlife โดยเฉพาะที่อยู่นอกข้อยกเว้น ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวโดยรวม ไม่น่ากระทบรุนแรงเชิงโครงสร้าง หากธุรกิจรีแพคเกจ พร้อมทั้งสื่อสารลูกค้าดี และรัฐคุมกติกาให้ ชัด–เสมอภาค–เข้าใจง่าย 

‘ตรีนุช’ เร่ง Up Skill แรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และแรงงานขั้นสูง ตอบโจทย์ EEC ตั้งเป้า 4 เดือน พัฒนาทักษะแรงงาน 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน

หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน

นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน

ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

ภัยเงียบที่คุกคามเศรษฐกิจไทย กว่า 2.4 ล้านล้านบาทในระบบ ธรรมาภิบาลอ่อนแอ-กู้ซ้อนเสี่ยงล้มโดมิโน ถึงเวลาปลดชนวนก่อนฐานรากจะสั่นคลอน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับจ้องและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จนถูกมองว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้เงามืดของปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมี "ระเบิดเวลา" อีกลูกที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบและอาจมีอานุภาพทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ "หนี้สินในระบบสหกรณ์" ซึ่งหนี้สหกรณ์ในระบบเศรษฐกิจไทย ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ระบบสหกรณ์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหลักการของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนนับล้านคนในประเทศไทย ตั้งแต่ข้าราชการ ครู อาจารย์ ไปจนถึงเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ทว่าวันนี้ เสาหลักที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล และช่องโหว่ในการกำกับดูแล จนอาจกลายเป็นมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดา

เครือข่ายเงินออมขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ระบบสหกรณ์ในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและหยั่งรากลึกในทุกภาคส่วนของสังคม นับตั้งแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้บริการแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน สหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมและการกู้ยืมในชุมชน วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการรวมกลุ่ม การพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ด้วยโครงสร้างที่เน้นการรวมเงินออมของสมาชิกมาปล่อยกู้ให้สมาชิกด้วยกันเอง และมีอัตราดอกเบี้ยที่น่าจูงใจ สหกรณ์จึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เครือข่ายสหกรณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมสมาชิกหลายสิบล้านคน และมีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันคิดเป็น "หลายล้านล้านบาท" ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนไม่ต่างจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการรวบรวมเงินออมและให้บริการทางการเงินแก่สมาชิก ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิด และกำลังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามระบบโดยรวม

ขนาดของปัญหา: หนี้สินมหาศาลที่มองไม่เห็น

แม้จะไม่มีตัวเลขหนี้เสียของสหกรณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นทางการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเท่าหนี้ครัวเรือน แต่สัญญาณเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิเคราะห์ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ขยายตัวจนน่าเป็นห่วง มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภค การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเดิม ได้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หนี้เหล่านี้มักถูกค้ำประกันด้วย "หุ้นสหกรณ์" ของสมาชิกเอง ซึ่งมูลค่าอาจผันผวนและไม่มั่นคงเพียงพอในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีการ "กู้ซ้อน" หรือ "กู้หลายทาง" โดยที่สมาชิกบางรายมีภาระหนี้สินกับสหกรณ์หลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับรายได้ของสมาชิก

ความซับซ้อนของโครงสร้างหนี้ในระบบสหกรณ์ยังรวมไปถึงการ "กู้ยืมระหว่างสหกรณ์" ด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า "Inter-lending" ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้เองที่สร้าง "เส้นใยความเชื่อมโยง" ที่อาจนำไปสู่ "ปรากฏการณ์โดมิโน" หากมีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งล้มลง สัญญาณเตือนที่เล็ดลอดออกมาจากการบริหารจัดการสหกรณ์บางแห่งที่พบว่ามีการปล่อยกู้โดยไม่รอบคอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้แต่การทุจริต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า "ภัยเงียบ" นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

กลไกขับเคลื่อน "ระเบิดเวลา": ต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลาน

ปัญหาหนี้สหกรณ์ที่พอกพูนและกลายเป็น "ระเบิดเวลา" มีสาเหตุซับซ้อนหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก:
 
1. ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด:
สหกรณ์จำนวนมากยังขาดธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเพียงพอ บางครั้งมีการครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือการให้กู้ยืมแก่บุคคลหรือโครงการที่ไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลแก่สมาชิก ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจที่ผิดพลาด

2. การปล่อยกู้ที่หละหลวมและปัญหาหนี้ซ้อน:
ระบบการให้กู้ยืมภายในสหกรณ์บางแห่งอาจขาดความรัดกุม เพียงแค่สมาชิกมีหุ้นสหกรณ์ก็สามารถกู้เงินได้ง่ายดาย บางครั้งสมาชิกไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการสร้างอาชีพหรือแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน แต่กลับใช้เพื่อการบริโภค หรือนำไปปิดหนี้จากสถาบันการเงินอื่น แล้วกลับมาก่อหนี้ใหม่กับสหกรณ์อีก ซึ่งเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด (loan stacking) ทำให้สมาชิกมีภาระหนี้สินเกินตัว เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

3. การเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ (Inter-lending):
สหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเหลือเฟือ มักนำเงินไปฝากหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กกว่า หรือสหกรณ์ที่ต้องการสภาพคล่อง การกู้ยืมระหว่างกันนี้แม้จะช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระบบ แต่ก็สร้างความเชื่อมโยงที่อันตราย หากสหกรณ์ผู้กู้รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินรุนแรง ไม่สามารถชำระคืนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ผู้ให้กู้ และอาจเกิด "ปรากฏการณ์โดมิโน" ล้มเป็นทอดๆ กระทบไปทั่วระบบได้

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4.  การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา: สำหรับสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ควรมีมาตรการฟื้นฟูหรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการแพร่กระจายของปัญหา

5.  เสริมสร้างความรู้ทางการเงินแก่สมาชิก: การให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องแก่สมาชิกสหกรณ์ จะช่วยให้สมาชิกมีความเข้าใจในการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบ

ถึงเวลาที่ต้องปลดชนวน

ปัญหาหนี้สินในระบบสหกรณ์เป็น "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สหกรณ์ สมาชิก และประชาชนโดยรวม

การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยา สิ่งที่จำเป็นที่สุดในวันนี้คือ "การตื่นตัว" การยอมรับว่าปัญหาดำรงอยู่ และ "การลงมือทำ" อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อปลดชนวนระเบิดลูกนี้ ก่อนที่เสียงระเบิดของมันจะกึกก้อง และสั่นสะเทือนฐานรากเศรษฐกิจของประเทศไทยไปตลอดกาล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top