Tuesday, 14 July 2026
ECONBIZ

ธปท. ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME ยังโหด เพราะแบงก์มอง “ความเสี่ยงผิดนัด” ก่อน เงินเข้าไม่ชัด = ผ่านยาก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.25% แบบ “เอกฉันท์” เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอและรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย

แต่สำหรับเจ้าของกิจการจำนวนมาก ข่าวนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ดีต่อภาพรวม” มากกว่า “ดีต่อกระเป๋าตัวเอง” เพราะความจริงในตลาดสินเชื่อคือ ดอกเบี้ยลง แต่สินเชื่อ SME ยังยากเหมือนเดิม บางรายยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

ทำไมดอกเบี้ยลง แต่ SME ยังติดด่านกู้

(1) ธนาคารไม่ได้ดูแค่ ‘ราคาเงิน’ แต่ดู ‘โอกาสผิดนัด’ ก่อนเสมอ
ช่วงเศรษฐกิจโตช้า ธนาคารจะเข้มการคัดกรองโดยอัตโนมัติ ต่อให้ดอกเบี้ยลง แต่ถ้าเห็น cash flow แกว่ง ลูกค้าจ่ายช้า ยอดขายไม่แน่น บัญชีไม่สะท้อนจริง…คำตอบก็ยังเป็นคำเดิม: ไม่อนุมัติ หรืออนุมัติวงเงินน้อย พร้อมขอหลักประกันหนัก

(2) ยุคนี้คือ ‘ดอกเบี้ยขาลง แต่เครดิตขาล็อก’
ธปท.ลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ธนาคารพาณิชย์ต้องดูพอร์ตหนี้เสีย (NPL) และการกันสำรอง จึงเลือกปล่อยกู้กับลูกหนี้ที่ ‘พิสูจน์ได้’ มากขึ้น ผลคือคนที่เอกสารไม่พร้อมหรือรายได้ไม่ชัด ถูกดันออกนอกระบบโดยไม่รู้ตัว

(3) หลักประกันกลายเป็น ‘ภาษากลาง’ เมื่อข้อมูลธุรกิจยังไม่ชัด
SME จำนวนมากยังมีปัญหา classic: แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีบริษัทไม่ชัด เดินบัญชีไม่สม่ำเสมอ รายได้จริงอยู่ “นอกสเตทเมนต์” พอธนาคารประเมินยาก ก็หันไปพึ่งสิ่งที่จับต้องได้อย่างหลักประกันเพื่อปิดความเสี่ยง

SME ต้องทำอะไรเพื่อเพิ่มโอกาสกู้ผ่าน (ทำได้ทันที)

• ทำรายได้ให้ ‘พิสูจน์ได้’ : เดินบัญชีให้สม่ำเสมอ ใช้ช่องทางรับเงินที่ตรวจสอบได้ (POS/โอน/ออกเอกสารภาษี) และแยกบัญชีให้ชัด

• ทำแผนเงินสดให้เป็นภาษาแบงก์: สรุปกระแสเงินสด 6-12 เดือนหน้า + เหตุผลรองรับ (ออเดอร์/สัญญา/ประวัติรับชำระ)

• เลือกสินเชื่อให้ตรงโจทย์: ถ้ารายได้หมุนเร็ว ให้ดูสินเชื่อที่ผูกกับลูกหนี้การค้า/ใบแจ้งหนี้/PO แทนการขอวงเงินก้อนใหญ่แบบไม่มีที่มา

• ต่อรองอย่างมีข้อมูล: ถ้าโดนขอค้ำหนัก ให้ขอคำอธิบาย ‘เหตุผลความจำเป็น’ และเสนอปรับโครงสร้างวงเงิน/สัดส่วนค้ำให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงจริง

ดอกเบี้ย 1.25% อาจช่วยภาพรวมเศรษฐกิจ แต่สนามจริงของ SME คือ “ความน่าเชื่อถือของกระแสเงินสด” ใครทำให้ธนาคารเชื่อได้ว่าเงินจะกลับมาแน่ คนนั้นถึงจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงจริง ๆ

แหล่งข้อมูล/อ้างอิง
-Reuters: Thai central bank cuts policy rate by 25 bps to 1.25% (17 Dec 2025)
-Bangkok Post: Bank of Thailand cuts rates to support weak economy (17 Dec 2025)
 

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้

‘เจ้าสัวธนินท์’ คืนถิ่น!! กล่าวสุนทรพจน์ปลุกพลังแต้จิ๋วโลก หนุนธุรกิจปรับตัวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เวทีสากล แนะเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคฯอย่างจริงจัง

ประธานอาวุโสซีพีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 ณ เมืองเฉาโจว ย้ำจีนคือโอกาสสำคัญ พร้อมแนะนักธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับตัวผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันยุคใหม่ 
(20 ธันวาคม 2568) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ใน การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 (The 23rd International Teochew Convention) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รากเหง้าแน่นแฟ้น บ้านเมืองมั่นคง” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ เมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

นายธนินท์ ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยระบุว่า จีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในการยกระดับการเติบโตสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “การพัฒนาของจีน คือโอกาสสำคัญของนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ กล่าวว่า ซีพียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดจีน และมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของเมืองเฉาโจวในอนาคต

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค AI โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่ การแข่งขันในอนาคตจะเป็นการแข่งขันในระดับโลก และผู้ที่อยู่รอดได้ คือผู้ที่สามารถผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเหมาะสม

การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลายรายการ อาทิ การเปิดตัว ทำเนียบนักธุรกิจชาวแต้จิ๋ว, การเริ่มต้นความร่วมมือด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ, การเปิดศูนย์จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวแต้จิ๋วโลก และการเผยแพร่ข้อริเริ่มเพื่อรวมพลังเครือข่ายชาวแต้จิ๋วทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากแวดวงวิชาการและภาคสังคมที่เข้าร่วมงานต่างสะท้อนความประทับใจต่อ ความเฉียบคมทางความคิดและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ในวัย 86 ปี ท่านยังคงสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกได้อย่างลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่านประธานอาวุโสและคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักเฉาโจว เพื่อเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวเฉาโจว

นอกจากนี้ ในการเยือนเมืองแต้จิ๋วครั้งนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ยังได้ร่วมพิธีเข้าเมืองเก่า และเยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล ซึ่งมีการจัดแสดงภาพของ ท่านเจี่ย เอ็กชอ บิดาของท่านประธานอาวุโส ผู้บุกเบิกชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะในต่างแดน ภาพดังกล่าวสะท้อนรากเหง้าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และคุณค่าการทำงานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน

เปิดเส้นทางบินใหม่!! SCAT Airlines เปิดรูทชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ เชื่อมไทยกับคาซัคสถานให้ใกล้กว่าเดิม หนุนการค้า -การลงทุน- การท่องเที่ยว หลังเที่ยวบินปฐมฤกษ์ลงจอด 16 ธ.ค. 68

(19 ธันวาคม 2568) - SCAT Airlines (สแก๊ตแอร์ไลน์ส) สายการบินของคาซัคสถานที่มีฐานการบินหลักอยู่ที่นครชิมเคนท์ เมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศได้เริ่มให้บริการเส้นทางบินใหม่ระหว่างชิมเคนท์(CIT) กับกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ(BKK) โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ออกเดินทางจากชิมเคนท์เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา และลงจอดที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สแก๊ตแอร์ไลน์สจะช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาซัคสถานกับประเทศไทย เสริมเพิ่มเติมจากสายการบินอื่น ๆ ที่ทำการบินอยู่ก่อน เช่น แอร์อัสตานา(KC) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์(XJ) ซึ่งให้บริการเชื่อมเมืองอื่นของคาซัคสถานกับไทยอยู่แล้ว ทำให้เที่ยวบินระหว่างคาซัคสถานกับไทยจะเพิ่มเป็น 1,100 เที่ยวบินต่อปี

สแก๊ตแอร์ไลน์สนั้นจะเริ่มให้บริการเส้นทางระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติชิมเคนท์ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยนอกเหนือจากการเดินทางตรงระหว่าง 2 เมืองแล้ว ผู้โดยสารยังสามารถเดินทางเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเส้นทางการบินของสแก๊ตแอร์ไลน์สไปยังจุดบินอื่น ๆ เช่น บูดาเปสท์ อิสตันบูล มอสโก มิวนิก ทบิลิซี เป็นต้น

เส้นทางบินดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวคาซัคสถานในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองชิมเคนต์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศคาซัคสถานที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและ มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานได้สัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงามของประเทศไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สามารถเดินทางไปยังคาซัคสถานและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น  ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

ตลาดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000–60,000 คน ก่อนที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดคาซัคสถานสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเข้าไทย จำนวน 172,489 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 189 จากปี 2565 และในปี  2567 มีจำนวน 195,089 คน ขยายตัวร้อยละ 13.10 สำหรับสถานการณ์ การเดินทางปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 152,783 คน ซึ่งจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กระแสการเดินทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความภักดีของนักท่องเที่ยว และศักยภาพของประเทศไทยที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานให้เดินทางมาในประเทศไทยได้ แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายในประเทศคาซัคสถานจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านจำนวนที่นั่งเที่ยวบินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวกลางปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไทยและคาซัคสถานมีการยกเว้นการตรวจลงตรา(วีซ่า) ระหว่างกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางมาเที่ยวไทยได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวคาซัคสถานโดยไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นกัน
สำหรับตารางบินเส้นทางชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ ของสแก๊ตแอร์ไลน์ส มีดังนี้
ชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ
DV469 ออกเดินทาง 20.20 น. ถึงปลายทาง 04.30 น.(วันรุ่งขึ้น) ทำการบินทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี
กรุงเทพฯ - ชิมเคนท์
DV470 ออกเดินทาง 05.40 น. ถึงปลายทาง 10.05 น. ทำการบินทุกวันอังคารและศุกร์

เมื่อ AI ทำงานแทนคนได้หลายอย่าง ไม่ได้แปลว่า “คนถูกแย่งงาน” แต่ “คน” ต้องอัปสกิลให้เหนือชั้น ขยับบทบาทเป็นผู้คุมผลลัพธ์ด้วย AI

ลองคิดเล่น ๆ แบบจริงจังกันนะ…ถ้า AI มาแทนคนได้ในบางงาน…แล้ว “คน” ควรไปทำงานอะไรแทนดี?

AI ไม่ได้มา “แทนคน” แบบยกล็อตในวันเดียว แต่มันมาแทนงานบางประเภทที่ทำซ้ำ ๆ เดาง่าย วัดผลได้ และไม่ต้องใช้ความรับผิดชอบเชิงมนุษย์มากนัก

คำถามที่ SME และคนทำงานไทยควรถามให้ตรงจุดจึงไม่ใช่ “กลัวไหม” แต่คือ “ถ้า AI ทำงานเดิมแทนเราได้… เราจะย้ายไปทำงานแบบไหนที่ AI แทนได้ยาก?”

คำตอบไม่ใช่ “หนี AI” แต่คือย้ายไปอยู่ฝั่งที่ใช้ AI เป็นอาวุธ พร้อมอัปเกรดตัวเองไปสู่งานที่ต้องใช้ ความเป็นมนุษย์จริง ๆ

งานแบบไหนที่ AI แทนได้ง่าย (และกำลังถูกกินตลาดอยู่เงียบ ๆ) ลองเช็กตัวเองแบบไม่ต้องโกหก
•งานเอกสารซ้ำ ๆ / งานหลังบ้าน: สรุปรายงาน ถอดบันทึก ทำสไลด์ตามเทมเพลต กรอกข้อมูล
•งานคอนเทนต์แบบสูตรสำเร็จ: บทความ SEO ทั่วไป แคปชั่นที่ไม่ต้องมีประสบการณ์จริง
•งานบริการลูกค้าระดับ FAQ: ตอบคำถามเดิม ๆ ให้ข้อมูลพื้นฐาน แจ้งสถานะ
•งานวิเคราะห์พื้น ๆ: สรุปยอดขายรายวัน รายงานมาตรฐาน ทำกราฟแบบเดิม

สรุปง่าย ๆ: งานที่ “เหมือนเดิมทุกวัน” และ “ตรวจคำตอบได้ชัด” คือพื้นที่ที่ AI จะยึดก่อนเสมอ เพราะถูกกว่า เร็วกว่า และไม่บ่น

7 สายงาน “มนุษย์” มีแต้มต่อ AI แทนยาก และ SME ต้องการจริง

ถ้าต้องย้ายงานหรืออัปสกิล ให้ย้ายไปฝั่งนี้
(1) งานขาย-เจรจา-ปิดดีล (Relationship + Trust) AI เขียนสคริปต์ขายได้ แต่ AI ปิดดีลแทนคุณไม่ได้ เพราะดีลเกิดจากความไว้ใจ การอ่านใจคน และการรับผิดชอบต่อคำพูด
•เหมาะกับ: Sales consultative, Key account, Partnership, BD

(2) งานวางกลยุทธ์และตัดสินใจ (Strategy + Trade-off) AI ให้ทางเลือกได้เป็นร้อย แต่คนต้องเป็นคนเลือกว่าทำอะไรก่อนหลัง และรับความเสี่ยงแทนบริษัท
•เหมาะกับ: Strategy, Growth, Product strategy, Owner mindset

(3) งานที่ต้องเข้าใจ “หน้างานจริง” (Field Reality) ธุรกิจจริงไม่ได้อยู่ใน Excel แต่อยู่ในข้อจำกัด: เงินสด คน สต๊อก เวลา ลูกค้างอแง คู่แข่งถีบราคา งานที่ต้องแก้โจทย์หน้างานแบบนี้ AI ทำแทนยาก
•เหมาะกับ: Operations, Project lead, Process improvement, Branch/Store manager

(4) งานบริหารคนและสร้างทีม (Leadership + Coaching) AI ช่วยทำ KPI ได้ แต่ AI สร้างทีมที่สู้ไปด้วยกันไม่ได้ เพราะคนมีอารมณ์ มีแรงจูงใจ มีความกลัว มีความฝัน และมีปัญหา
•เหมาะกับ: Team lead, HRBP, Trainer, Coach, People manager

(5) งานสร้างแบรนด์ที่ “มีตัวตน” (Brand + Narrative) ยุคที่ AI ปั่นคอนเทนต์ได้ทั้งโลก สิ่งที่แพงขึ้นคือความจริงและตัวตนของแบรนด์ แบรนด์ที่รอดคือแบรนด์ที่ยืนได้ด้วยคุณค่า ไม่ใช่ยืนด้วยโพสต์ถี่
•เหมาะกับ: Brand lead, Creative lead, PR เชิงประเด็น, Founder content

(6) งานคุมความเสี่ยง-กฎหมาย-ความรับผิดชอบ (Accountability) เวลาเรื่องพัง คนที่รับผิดคือคน ไม่ใช่โมเดล งานเกี่ยวกับเงิน ข้อมูลส่วนบุคคล ความปลอดภัย จริยธรรม ต้องมีมนุษย์คุมเสมอ
•เหมาะกับ: Compliance, Risk, Data governance, Cyber/Privacy awareness, Internal audit

(7) งานสาย “ไฮบริด” ที่เอาความถนัดไปคร่อม AI (Hybrid Skill) คนที่โตไวสุดคือคนที่ไม่ติดกับดัก “เก่งอย่างเดียว” แต่เอาทักษะไปผูกกับ AI ให้ทำเงินได้จริง
•ตัวอย่าง: นักการตลาด + Data + AI tools; บัญชี + Automation; แอดมิน + Ops + AI workflow + คอนเทนต์ + ขาย + Live commerce

สูตรคิดแบบ TST BIZ: ย้ายจาก “ทำงาน” ไปสู่ “คุมผลลัพธ์” คนจำนวนมากพยายามแข่งกับ AI ด้วย “ความเร็ว” แต่เกมใหม่คือแข่งด้วยการตัดสินใจและผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ลองอัปบทบาทตัวเองเป็น 3 ระดับ:
1.AI Operator ใช้ AI ทำงานให้เร็วขึ้น
2.AI Manager ออกแบบขั้นตอนงาน ตรวจคุณภาพ ลดความเสี่ยง
3.AI Owner เอางานไปผูกกับรายได้ กำไร การเติบโต

ระดับ 1 จะถูกแทนง่ายที่สุด ส่วนระดับ 2-3 คือคนที่องค์กรต้องการ เพราะรับผิดชอบผลลัพธ์ได้

ข้อเสนอถึง SME: อย่าถามว่า “จะปลดคนไหม” ให้ถามว่า “จะอัปเกรดคนยังไง”

AI ไม่ได้ทำให้คนไร้ค่า แต่ทำให้คนที่ทำงานซ้ำ ๆ แบบเดิมเสี่ยงกว่าเดิม และทำให้คนที่คุมงาน-คุมผลลัพธ์แพงกว่าเดิม

สิ่งที่ SME ควรทำทันที:
•แยกงานเป็น 3 กอง: งานซ้ำ / งานตัดสินใจ / งานสัมพันธ์ลูกค้า
•ให้ AI รับงานซ้ำ แล้ว “ย้ายคน” ไปทำงานตัดสินใจและสัมพันธ์ลูกค้า
•ตั้ง KPI ใหม่ วัดผลลัพธ์ ไม่ใช่วัดชั่วโมงทำงาน

บทสรุป: อาชีพไม่ได้หายไป… แต่มัน “ย้ายตำแหน่ง”

AI จะไม่แทนคนทั้งหมด แต่ AI จะค่อย ๆ แทนคนที่ทำงานแบบเดิมและไม่ยกระดับตัวเอง

คำถามสุดท้ายจึงเหลือแค่นี้: คุณอยากเป็นคนที่ถูกแทน หรือเป็นคนที่ใช้ AI ไปแทนคนอื่นเพื่อทำกำไร?

ในสงครามครั้งนี้ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับบทบาทได้เร็วที่สุด

รู้ทันสแกรมเมอร์!! ตีแผ่ฐานลับเขมร-ดีลยึดทรัพย์หมื่นล้าน เมื่อการหลอกลวงออนไลน์เชื่อมโยงฟอกเงิน จนนำไปสู่การคว่ำบาตรระดับนานาชาติ แนะคนไทยยึด "3 ไม่" ป้องกันก่อนเสียทรัพย์

รู้ทัน...Scammers EP#1 เรื่องราวของการหลอกลวง ฉ้อโกง ตีแผ่กัมพูชา ดินแดนสวรรค์นักต้มตุ๋น 

ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของสำนักข่าว THE STATES TIMES กองบรรณาธิการได้จัดทำบทความซีรี่ส์พิเศษเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือ เรื่องราว ข้อมูล รายละเอียดที่เกี่ยวการฉ้อโกงออนไลน์ (Scammers) ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่สังคมไทยอย่างมากมาย บทความซีรี่ส์นี้จะกล่าวถึงการหลอกลวงฉ้อโกง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการหลอกลวงฉ้อโกง

ปัจจุบัน เขมรได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์ของ Scammers ปีนี้เอง สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรทั้งสองประเทศได้ร่วมกันดำเนินการครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรในเขมรที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ขนาดใหญ่ อาทิ:

1. มาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายฉ้อโกงที่เชื่อมโยงกับเขมร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรอาชญากรรมในเขมรชื่อ Prince Group และหน่วยงานและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าดำเนินการศูนย์กลางฉ้อโกงออนไลน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังบุคคลและองค์กรหลายร้อยแห่ง โดยทำการอายัดทรัพย์สินและระงับการทำธุรกรรมกับระบบการเงินของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

2. การยึดบิตคอยน์และทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทางการสหรัฐฯ ยังได้ยึดสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมหาศาล (ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์ในรูปของบิตคอยน์) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากกิจกรรมฉ้อโกง ทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

3. ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รัฐบาลเขมรถูกกล่าวหาว่า คนงานจำนวนมากในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ซึ่งหลายคนถูกค้ามนุษย์ด้วยข้อเสนองานปลอม ถูกบังคับให้กระทำการฉ้อโกงทางออนไลน์ภายใต้การข่มขู่ และมีการละเมิดเกิดขึ้นภายในสถานที่เหล่านี้

4. ความกังวลในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น ประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ ตอบสนองโดยการออกคำเตือนและข้อจำกัดด้านการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมการหลอกลวง เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การดำเนินการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรและบุคคลเฉพาะกลุ่มไม่ใช่ต่อประเทศเขมรโดยรวมหรือประชากรทั่วไป แม้ว่า รัฐบาลเขมรได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนการฉ้อโกง และกล่าวว่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เหตุที่เขมรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ รายงานจากแหล่งข่าวนานาชาติ (รวมถึงจากหน่วยงานของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน) ได้ระบุแหล่งรวมการฉ้อโกงขนาดใหญ่ในเขมร และบันทึกขอบเขตของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในภูมิภาคนี้ ศูนย์เหล่านี้มักดำเนินการในลักษณะของสถานที่รวมกลุ่มที่คนงานถูกกดดันให้กระทำการฉ้อโกง

และเมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ไทยได้เป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ข้อมูลข่าวกรอง ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Online Scams) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 60 ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ 

กิจกรรมในการประชุม ประกอบด้วย (1)การประชุมระดับสูง (High-level Segment) โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ร่วมกล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองต่อการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ การอภิปรายเชิงลึกในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับการสืบสวนสอบสวนต่อกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ การตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และการติดตามรู้เท่าทันเทคโนโลยีชั้นสูงที่กลุ่มอาชญากรรมนำมาใช้ และ (2) การรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ “ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement)” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันของประเทศภาคีในการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้าน Online Scams อย่างยั่งยืน มีการสรุปผลการอภิปรายในแต่ละหัวข้อ โดยประเทศที่ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วมและเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในกลไกนี้ มีโอกาสพิจารณาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถนำเสนอข้อริเริ่มและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคต

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยย้ำชัดจะดำเนินคดีทุกกรณี “ไม่มีข้อยกเว้น-ไม่มีการเคลียร์” แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการเปิดปฏิบัติการ “United Thailand Against Scammers” บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงานรัฐ-เอกชน โดยปรับยุทธศาสตร์จากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “รุกไล่” เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ระบบการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “3 ไม่” คือ ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอน เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงทางออนไลน์ (ยังมีตอนต่อไป)

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ DP-20 คือก้าวสำคัญสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี ฝีมือคนไทย ช่วยเลื่อนฐานะจาก "ผู้นำเข้า" สู่ "ผู้ผลิต" ลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณมหาศาล

(19 ธันวาคม 2568) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ SVOA (เอสวีโอเอ) และเป็น กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DCT) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เพิ่งได้รู้ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งจากเหตุการณ์โดรนตกครั้งนี้ว่า โดรนที่ถูกยิงตกเป็น “โดรนของไทย” และที่สำคัญคือ “ผลิตในประเทศไทย” ครับ ยอมรับตรง ๆ ว่ารู้แล้วดีใจมากกว่ากังวล

ดีใจ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ แต่มันคือสัญญาณว่า ประเทศไทยกำลังขยับสถานะจาก “ผู้นำเข้าเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศ” ไปสู่ “ผู้พัฒนาและผู้ผลิตเอง” อย่างจริงจัง

โดรนลำนี้คือ DP-20 เป็นอากาศยานไร้คนขับแบบปีกตรึง (Fixed-wing UAV) ใช้ในภารกิจลาดตระเวน ตรวจการณ์ และเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน พัฒนาภายใต้ความร่วมมือของ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) และอุตสาหกรรมการบินในประเทศ

บินได้นานหลายชั่วโมง ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ส่งภาพและข้อมูลกลับมาศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่โดรนเชิงพาณิชย์ แต่เป็นโดรนในระบบยุทธวิธีจริง

สิ่งที่สำคัญกว่าสเปกคือ เงินทุกบาทที่ใช้พัฒนา DP-20 ไม่ต้องไหลออกไปต่างประเทศ ไม่ต้องผูกชะตากรรมกับใบอนุญาตส่งออก ไม่ต้องรออะไหล่จากต่างชาติในวันที่โลกปั่นป่วน

เหมือนกับที่เราเริ่มเห็นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
– รถหุ้มเกราะที่ประกอบในประเทศ
– ระบบสื่อสารทางทหารที่พัฒนาเอง
– ระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ไม่ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ต่างชาติทั้งหมด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันคือ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ในรูปแบบที่จับต้องได้

และไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นผู้ใหญ่ที่อยากเห็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยเติบโตจริง ไม่ใช่แค่ซื้อของเหมือนในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ท่านพูดประโยคหนึ่งว่า “เรามีคนเก่ง มีเทคโนโลยี แต่เราไม่เคยชวนเขาเข้ามาเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง”
ผมเลยอยากใช้พื้นที่นี้ชวนพี่ ๆ น้อง ๆ Startup ไทย ที่มีเทคโนโลยีอยู่ในมือ ลองช่วยกัน “ส่งเสียง” ดูสักนิด
เพราะความจริงคือ หลายบริษัทไทยต่อยอดสู่ด้านกลาโหมได้ทันที

คนแรกที่ผมคิดถึงคือ HG Robotics ของ ดร. ช้าง Mahisorn Wongphati หลายคนอาจรู้จักจาก Tiger Drone ที่ถูกนำไปใช้ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่หาดใหญ่ 

ผมคิดว่าโดรนตัวเดียวกันนี้ ถ้าเปลี่ยนภารกิจ เปลี่ยนเซนเซอร์ ก็กลายเป็นโดรนลาดตระเวนหรือโดรนสนับสนุนภาคสนามได้ไม่ยาก

หรืออาจารย์ Prinya Hom-anek แห่ง Cybertron เพราะไซเบอร์ซีเคียวริตี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือ “แนวป้องกันประเทศในยุคที่สงครามไม่ต้องยิงปืน” SOC, Threat Intelligence, Critical Infrastructure Protection ทั้งหมดนี้คือ defense tech เต็มตัว

หรือ mu Space อวกาศกับความมั่นคงไม่เคยแยกจากกัน ดาวเทียม การสื่อสาร การนำทาง การรับรู้สถานการณ์ (situational awareness) คือหัวใจของกองทัพยุคใหม่ และนี่คือบริษัทไทยที่ยืนอยู่ในสนามนี้แล้ว

ผมเชื่อว่ายังมีอีกมาก
บริษัทที่ทำ AI Vision
บริษัทที่ทำ Robotics
บริษัทที่ทำ Secure Communication
บริษัทที่ทำ Geospatial / Data Analytics

บางทีคุณอาจไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่ใน “อุตสาหกรรมกลาโหม” แต่เทคโนโลยีที่คุณมีอาจเป็นชิ้นส่วนที่ประเทศต้องการที่สุดในอนาคต

ลองมองไปที่อิสราเอล ประเทศเล็ก แต่สร้างอุตสาหกรรม defense tech ระดับโลก ไม่ใช่เพราะเขารวย แต่เพราะเขา เปิดโอกาสให้ startup เติบโตไปพร้อมกับโจทย์ความมั่นคงของชาติ

สุดท้ายนี้ ผมอยากชวนทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันบอก ช่วยกันเสนอชื่อว่า ประเทศไทยยังมีใครบ้างที่พร้อมเดินเส้นทางนี้

ผมเชื่อจริง ๆ ว่า ถ้าเราเริ่มวันนี้ 
ประเทศไทยไม่ได้มีแค่อดีตให้ปกป้อง
แต่มีอนาคตอีกมากให้สร้างครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/25254460300847101/?rdid=RyUehYbaxo9sYTji#

BOJ เดิมพันครั้งใหญ่!! ญี่ปุ่นปิดตำนานดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ทศวรรรษ ชี้ ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ระวังค่าเงินผันผวน -แรงเทขายสินทรัพย์เสียง

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับสูงสุดรอบ 30 ปี จุดเปลี่ยนนโยบายการเงินและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (Bank of Japan - BOJ) ได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งถือเป็นระดับดอกเบี้ยสูงสุดในรอบ 30 ปี นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในนโยบายการเงินของญี่ปุ่นที่ยึดถือนโยบายดอกเบี้ยต่ำและเงินผ่อนคลายมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

บริบทและเหตุผลของการขึ้นดอกเบี้ย

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในบริบทที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ แรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเงินฝืด (deflation) และเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมาย

ปัจจัยหลักที่นำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ย:

หนึ่ง เงินเฟ้อพุ่งเกินเป้าหมาย
เงินเฟ้อของญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมาอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน อาหาร และต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า

สอง ค่าจ้างเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
การเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto) ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าจ้างของพนักงานญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเห็นมานานหลายทศวรรษ สะท้อนถึงตลาดแรงงานที่ตึงตัวและอำนาจต่อรองของลูกจ้างที่เพิ่มขึ้น

สาม ความกังวลเรื่อง "Lost Decades" ซ้ำรอย
BOJ ต้องการหลีกเลี่ยงการที่เงินเฟ้อฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อที่ควบคุมยากในภายหลัง

สี่ ค่าเงินเยนอ่อนค่าหนัก
ช่วงก่อนหน้านี้ เงินเยนอ่อนค่าลงถึงระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มต้นทุนการนำเข้า

ประวัติศาสตร์นโยบายดอกเบี้ยต่ำของญี่ปุ่น
เพื่อเข้าใจความสำคัญของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นโยบายการเงินของญี่ปุ่น:

ทศวรรษ 1990s - จุดเริ่มต้นของ "Lost Decades"
หลังฟองสบู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะซบเซา BOJ เริ่มลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง

ปี 1999 - Zero Interest Rate Policy (ZIRP)
BOJ ประกาศใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นศูนย์เป็นครั้งแรก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปี 2001 - Quantitative Easing (QE)
BOJ เป็นธนาคารกลางแห่งแรกของโลกที่ใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ โดยซื้อสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อสูบสภาพคล่องเข้าระบบ

ปี 2016 - Negative Interest Rate Policy (NIRP)
BOJ ก้าวไปอีกขั้นด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบ (-0.1%) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุน

ปี 2024-2025 - การพลิกกลับนโยบาย
หลังจากมากกว่า 3 ทศวรรษของนโยบายเงินผ่อนคลาย BOJ ได้เริ่มเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนมาถึงการขึ้น 0.25% ครั้งล่าสุด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น

ด้านบวก

เงินเยนแข็งค่าขึ้น - การขึ้นดอกเบี้ยช่วยสนับสนุนค่าเงินเยน ทำให้กำลังซื้อของประชาชนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนการนำเข้า

ผู้ฝากเงินได้ประโยชน์ - ผู้ฝากเงิน โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น จะได้ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงขึ้น

ควบคุมเงินเฟ้อ - ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อที่กัดกร่อนกำลังซื้อของประชาชน

ฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน - แสดงให้เห็นว่า BOJ สามารถบริหารเศรษฐกิจแบบปกติได้ ไม่ต้องพึ่งพามาตรการพิเศษตลอดไป

ด้านลบ
กดดันภาคธุรกิจ - บริษัทที่กู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs จะเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง - ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้พันธบัตรน่าสนใจขึ้น เงินทุนอาจไหลออกจากตลาดหุ้น

ภาระหนี้ของรัฐบาล - ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง 260% ของ GDP การขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอย่างมาก

ความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ - หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวชะงักได้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

การไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ

การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นจะทำให้ "Yen Carry Trade" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ มีต้นทุนสูงขึ้นและน่าสนใจน้อยลง

ผลที่ตามมาคือ เงินทุนอาจไหลกลับญี่ปุ่นมากขึ้น ส่งผลให้:
- ตลาดหุ้นและพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมทั้งไทยอาจได้รับแรงกดดัน
- สกุลเงินของประเทศเกิดใหม่อาจอ่อนค่าลง
- ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศต่างๆ อาจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

การส่งออก - เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจช่วยให้สินค้าไทยมีราคาแข่งขันได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจลดกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มาไทย

การลงทุนจากญี่ปุ่น - นักลงทุนญี่ปุ่นอาจลดการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งไทย เมื่อผลตอบแทนในประเทศเพิ่มขึ้น

ค่าเงินบาท - หาก Yen Carry Trade ถูกปิดฐานะจำนวนมาก อาจส่งผลให้เงินบาทผันผวนในระยะสั้น


จุดเปลี่ยนที่รอคอยมานาน.
การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้แม้จะเป็นเพียง 0.25% แต่มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวออกจาก "Lost Decades" และภาวะเงินฝืดที่หลอกหลอนมานานกว่า 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยความท้าทาย BOJ ต้องเดินบนเส้นทางที่แคบมากระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วและมีหนี้สาธารณะสูงมาก

สำหรับตลาดการเงินโลก การเปลี่ยนแปลงนโยบายของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก จะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลก นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในทุกประเทศจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ของ BOJ สู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีเป็นมากกว่าตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจญี่ปุ่น จากยุคของดอกเบี้ยติดลบและเงินเฟ้อต่ำ สู่ยุคใหม่ของการฟื้นฟูเงินเฟ้อและการปกติสู่ปกติของนโยบายการเงิน

ความสำเร็จหรือล้มเหลวของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับญี่ปุ่น แต่ยังเป็นกรณีศึกษาสำหรับประเทศอื่นๆ ที่อาจเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนแปลงและความท้าทายทางเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยและนักลงทุนไทย การติดตามพัฒนาการของนโยบายการเงินญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะส่งผลกระทบต่อการไหลของเงินทุน ค่าเงิน และโอกาสทางการลงทุนในภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 7 ดาต้าลูกค้า = ขุมทองของ SME ลองมองและคิดแบบ “AiONE” แปลงข้อมูลลูกค้าให้เป็น “สินทรัพย์ดาต้า” ถือคติ “ทุกการตัดสินใจ ต้องมีตัวเลขรองรับ”

ไทม์ไลน์ของ SME ไทยส่วนใหญ่ตอนนี้คือ
- เปิดร้าน → ลงรูป → ยิงแอด → รอลูกค้า  
- ลูกค้ามาซื้อ → จ่ายเงิน → หายไป  

สิ่งที่เรามัก “ไม่ได้ทำ” คือ
- เก็บข้อมูลลูกค้า  
- ศึกษาพฤติกรรมเขา  
- ใช้ข้อมูลนั้นออกสินค้า/โปรใหม่ให้ตรงใจขึ้น

สตาร์ตอัปอย่าง AiONE เล่นอยู่ตรงนี้เต็ม ๆ ในฐานะแพลตฟอร์มที่ใช้ AI + Data ช่วยธุรกิจเข้าใจ “ตัวตนและพฤติกรรมของลูกค้า (persona)” แล้วแปลงเป็นการตลาดที่แม่นขึ้น

1. ลูกค้าไม่ใช่ “คนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด”

ในสายตาของบาง SME ลูกค้าคือ “ใครก็ได้ที่มีเงินและเดินเข้ามา”
แต่ในสายตาของ AiONE ลูกค้าอย่างน้อยถูกแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น
- กลุ่มที่ซื้อบ่อย แต่ซื้อน้อย  
- กลุ่มที่ซื้อต่อบิลสูง แต่ซื้อนาน ๆ ที  
- กลุ่มที่ตอบสนองต่อโปรลดราคา  
- กลุ่มที่ชอบสินค้าพรีเมียม ไม่เน้นโปร

พอเห็น pattern แบบนี้ ธุรกิจสามารถ
- ออกโปรต่างกัน ตามกลุ่มลูกค้า  
- ส่งข้อความ/คอนเทนต์ที่ “พูดกับเขาตรง ๆ”  
- ไม่เสียเงินโฆษณาไปกับคนที่ไม่ได้สนใจจริง

2. SME เริ่มเก็บดาต้าแบบง่าย ๆ ยังไงได้บ้าง (โดยไม่ต้องมีแพลตฟอร์มแพง)

แนวคิดแบบ AiONE บอกเราว่า คุณไม่จำเป็นต้องมี AI ใหญ่ ๆ ก่อน ถึงจะ “คิดแบบดาต้า” ได้ เริ่มจากง่าย ๆ:

(1) เก็บข้อมูลลูกค้าอย่างน้อย 3 อย่าง  
   - ชื่อ/ช่องทางติดต่อ  
   - เคยซื้ออะไรบ้าง  
   - ซื้อเมื่อไหร่  

(2) ตั้งคำถามง่าย ๆ กับดาต้าที่มีแล้ว  
   - ลูกค้ากลุ่มไหนซื้อซ้ำ?  
   - เดือนนี้ขายดีเพราะลูกค้ากลุ่มใหม่ หรือหน้าเดิม?  
   - สินค้าตัวไหนมักถูกซื้อคู่กัน?  

(3) ทดลอง ‘ยิงอะไรต่างกัน’ ให้แต่ละกลุ่ม  
   - กลุ่มซื้อบ่อย: เสนอสมาชิก / สะสมแต้ม  
   - กลุ่มตั๋วสูง: เสนอสินค้าใหม่พรีเมียม / บริการพิเศษ  
   - กลุ่มหายไปนาน: ส่งข้อเสนอ “เราคิดถึงคุณนะ” พร้อมโปรเบา ๆ

3. Trust & Privacy เส้นบาง ๆ ที่ห้ามข้าม

การเล่นกับดาต้าลูกค้าไม่ได้มีแค่ด้านสวย แต่มีด้านที่น่ากังวลด้วย

สิ่งที่สตาร์ตอัพสายดาต้าทำดีคือ
- เคลียร์เรื่อง “ใช้ข้อมูลไปทำอะไรบ้าง” กับลูกค้า  
- มีนโยบายไม่ส่งต่อข้อมูลให้คนอื่นแบบมั่ว ๆ  
- ให้ลูกค้าเลือกว่าจะยอมแชร์ข้อมูลแค่ไหน

SME ที่เริ่มเก็บดาต้าลูกค้า ควรทำเหมือนกัน
- บอกให้ชัดว่าเก็บข้อมูลเพื่ออะไร  
- ไม่ขาย/ส่งข้อมูลลูกค้าให้เจ้าอื่นแบบไม่มีเหตุผล  
- ถ้าลูกค้าขอไม่ให้ใช้ในบางเรื่อง ก็ควรเคารพ

ดาต้าคือทรัพย์สิน แต่ความเชื่อใจของลูกค้าคือทรัพย์สินที่ใหญ่กว่า

4. เปลี่ยน “คิดจากความรู้สึก” เป็น “คิดจากตัวเลข”

หัวใจของ AiONE และสตาร์ตอัปสายดาต้าคือ ทุกการตัดสินใจ ต้องมีตัวเลขรองรับ

แต่ SME จำนวนมากยังติดกับดัก
- “เรารู้สึกว่าลูกค้าชอบตัวนี้นะ”  
- “เราว่ากลุ่มนี้น่าจะเยอะ”  
- “รู้สึกว่ายิงแอดแบบนี้แล้วดี”

ลองเปลี่ยนเป็น
- “สินค้าตัวนี้มีคนซื้อซ้ำ X ครั้งใน 3 เดือน”  
- “กลุ่มที่มาจากช่องทาง A มียอดซื้อต่อหัวสูงกว่าช่อง B”  
- “ยิงแอดเซ็ตนี้ ได้ยอดขายต่อบาทโฆษณาสูงกว่าเซ็ตอื่น”

สรุปตอนที่ 7 ดาต้าลูกค้าคือ “น้ำมันดิบ” ของ SME ยุคใหม่

AiONE ทำให้เห็นว่า ใครเข้าใจลูกค้าลึกกว่า คนนั้นได้เปรียบ

SME ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มดาต้าของตัวเอง แต่ควรเริ่ม

1. เก็บข้อมูลให้เป็นระบบ  
2. ถามคำถามดี ๆ กับข้อมูลที่มี  
3. ทดลองใช้ข้อมูลในการออกโปร / สื่อสาร / ออกสินค้า  
4. เคารพความเป็นส่วนตัวของลูกค้าเสมอ

ถ้าคุณเริ่มวันนี้ อีก 6-12 เดือนข้างหน้า คุณจะ “รู้จักลูกค้าของตัวเอง” มากกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

กนง. หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.5% เงินบาทพุ่งแตะ 31 บาท แข็งค่าเร็ว 8% ตั้งแต่ต้นปี สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนร่วมมือก่อนเกิดวิกฤตรุนแรง

สถานการณ์ค่าเงินบาทในช่วงปลายปี 2568 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี จนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่

 สถิติเงินบาท: จากต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 - 9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ "ผิดปกติ" และรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

 ต้นปี (มกราคม 2568): เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 34.30 - 34.50 บาท/ดอลลาร์
 ปัจจุบัน (ธันวาคม 2568): เงินบาทพุ่งมาแตะระดับ 31.49 - 31.70 บาท/ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ 18 ธ.ค. 2568)

 วิเคราะห์ปัจจัย: ทำไมเงินบาทถึงแข็งค่าแรงขนาดนี้?

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินบาทไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "พายุ" หลายลูกที่มาบรรจบกัน:

1. นโยบายสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของดอลลาร์: ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวและการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

2. ราคาทองคำในตลาดโลก: เงินบาทมีความสัมพันธ์สูงกับราคาทองคำ เมื่อทองคำราคาสูงขึ้น ผู้ส่งออกทองคำจะนำเงินดอลลาร์มาแลกเป็นบาทจำนวนมาก ทำให้ความต้องการเงินบาทพุ่งสูงขึ้น

3. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย: แม้ไทยจะมีการปรับลดดอกเบี้ยไปบ้าง แต่อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ (Real Interest Rate) ของไทยยังคงจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาช้อนซื้อสินทรัพย์ไทย (Fund Flow)

4. นโยบายการค้าโลก: ความไม่แน่นอนจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเร่งส่งออกและนำเงินกลับประเทศในบางช่วงเวลา

มิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ใครได้ ใครเสีย?

เมื่อเงินบาทแข็งค่า ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ภาคการส่งออก เพราะจะทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ แข่งขันยาก และรายได้ในรูปเงินบาทลดลงทันที ตามมาด้วยภาคการท่องเที่ยว เพราะ นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าของแพงขึ้น การใช้จ่ายต่อหัวลดลง แรงจูงใจในการมาไทยต่ำกว่าคู่แข่ง และเกษตรกร ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จากสินค้าเกษตรราคาตกต่ำลงเนื่องจากอิงราคาตลาดโลกในสกุลเงินดอลลาร์ 

ขณะที่ภาคส่วนที่จะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า คือ ผู้นำเข้าสินค้า/เครื่องจักร ซึ่งมีต้นทุนนำเข้าลดลง โดยเฉพาะน้ำมันและวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงหนี้ต่างประเทศ ที่มีภาระหนี้ในรูปเงินดอลลาร์ลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท 

ทางออกและการแก้ปัญหา: รัฐและเอกชนต้องทำอย่างไร?

การแก้ปัญหาค่าเงินไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยมาตรการที่สอดประสานกัน:

1. มาตรการทางการเงิน (ธปท.):
 การลดดอกเบี้ยนโยบาย: ล่าสุด กนง. มีมติลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1.25% (17 ธ.ค. 68) เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนไหลเข้า
 การคุมเข้มธุรกรรมทองคำ: ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวดเพื่อลดการเก็งกำไร

2. การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เงินทุนไหลออก:
 อนุญาตให้ผู้ประกอบการถือครองเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้นโดยไม่ต้องรีบนำกลับ (Repatriation) เพื่อสร้างสมดุลความต้องการเงินตรา

3. บทบาทของภาคเอกชน:
 การประกันความเสี่ยง (Hedging): ผู้ส่งออกต้องใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
 การเพิ่มมูลค่าสินค้า: เลิกเน้นแข่งที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างความต่างเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงิน

ดังนั้น เงินบาทที่แข็งค่าในระดับ 31 บาทกว่าๆ นี้ ถือเป็นโจทย์หินที่รัฐบาลและธปท. ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้แข็งค่าลากยาว อาจส่งผลให้ภาคการผลิตและ SMEs ไทยเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืด" และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงในอนาคต และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.5% เนื่องจากกังวลว่าบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานจะฉุดรั้งกำลังซื้อและการจ้างงาน

เงินบาทที่แข็งค่า 8% ในช่วงต้นปี 2568 เป็นปรากฏการณ์ที่ "สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจ" ของไทย ซึ่งเติบโตต่ำและเผชิญความท้าทายหลายด้าน การแข็งค่าที่เร็วและแรงเกินไปนี้ไม่ใช่ข่าวดี แต่กลับเป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ธนาคารกลางและรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว ใช้ทั้งเครื่องมือทางการเงินและการคลังควบคู่กัน เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ พร้อมทั้งเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว

สำหรับภาคธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินผ่านการป้องกันความเสี่ยงและการกระจายตลาดเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อลดความกังวลของนักลงทุนและภาคธุรกิจ

ในท้ายที่สุด ความสามารถในการจัดการกับวิกฤตเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของไทยในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 6 เอางานวิจัยออกจากห้องแล็บ ลองมองและคิดแบบ “MUI Robotics” วิจัย “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” แปลงกลิ่นให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล

หลายมหาวิทยาลัยในไทยมีงานวิจัยระดับโลก แต่ปัญหาคือ “ติดอยู่ในห้องแล็บ” รายงานจบไปเป็นเล่ม ๆ แต่ไม่ได้กลายเป็นธุรกิจจริง

MUI Robotics คือหนึ่งในตัวอย่างที่ “ทะลุกำแพง” นี้ออกมาได้ จากงานวิจัยเรื่อง จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) สู่ธุรกิจที่ช่วยโรงงานอาหาร เกษตร และการแพทย์ “ดม” คุณภาพสินค้าและสิ่งแวดล้อมด้วยเครื่อง ไม่ใช่แค่จมูกมนุษย์

1. จากคำว่า “กลิ่น” สู่ “ดาต้า” ที่เอาไปใช้ตัดสินใจได้

แก่นของ MUI Robotics คือการเปลี่ยนสิ่งที่เคยวัดด้วยความรู้สึก อย่างเช่น
- กลิ่นหืน  
- กลิ่นบูด  
- กลิ่นสารปนเปื้อน  

ให้กลายเป็น
- ค่าตัวเลข  
- กราฟ  
- โมเดล AI ที่บอกได้ว่า “ปกติ/ไม่ปกติ”

ในโลกที่มาตรฐานอาหารและความปลอดภัยเข้มขึ้นเรื่อย ๆ การมีระบบที่วัด “กลิ่น” ได้แบบซ้ำได้ จึงมีค่ามาก

2. SME ที่ไม่ใช่นักวิจัย ลอกอะไรจาก Deep Tech ได้?

หลายคนเห็น Deep Tech แล้วถอย คิดว่า “เราไม่ได้จบวิทย์-วิจัย ทำไม่ได้หรอก” แต่สิ่งที่ SME ลอกได้คือ วิธีคิด:

(1) กล้าทำของลึก-เฉพาะทาง  
   - MUI ไม่ไปทำแอปทั่ว ๆ ไป  
   - แต่เลือกโจทย์ที่โคตรยากและเฉพาะทางมาก  
   - SME ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น  
     - สมุนไพรไทย  
     - ยางพารา  
     - อาหารเฉพาะกลุ่ม  
     ถ้ากล้าลงลึกจริง ๆ ก็สร้างของที่คนอื่นเลียนแบบยากได้เหมือนกัน  

(2) จับตลาดที่เคร่งมาตรฐาน = เขายอมจ่ายสูง  
   - โรงงานอาหาร / การแพทย์ / เคมี  
     พร้อมจ่ายแพงขึ้นถ้าช่วยให้ผ่านมาตรฐานและลดความเสี่ยง  
   - SME ลองมองลูกค้าที่ “กลัวเสี่ยง” เป็นพิเศษ เช่น  
     - โรงพยาบาล  
     - โรงงานส่งออก  
     - แบรนด์ที่กลัวเสียชื่อ  
     สิ่งที่คุณเสนอให้เขาคือ “ลดโอกาสเกิดเรื่องแย่ ๆ”  

(3) จับมือมหาวิทยาลัย แทนที่จะสร้างคนวิจัยเอง  
   - MUI เริ่มจากทีมมหิดล  
   - SME ที่มีไอเดีย แต่ไม่มีทีมเทคนิค  
     สามารถติดต่อหน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย หรือศูนย์นวัตกรรมมาช่วยได้

3. ทำ “ของยาก” ให้อธิบายง่าย เทคโนโลยีจมูกอิเล็กทรอนิกส์ฟังดูไกลตัวมาก แต่พอ MUI เล่าแบบนี้:

- “ช่วยดมกลิ่นหืนของน้ำมันสำหรับสายการผลิต”  
- “ช่วยคัดกรองความผิดปกติของสินค้า ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค”  

คนในโรงงานเข้าใจทันทีว่า นี่คือเครื่องมือ QC เวอร์ชันอัปเกรด

SME ที่ทำของเทคนิคสูงต้องจำเทคโนโลยีที่ดี ต้องเล่าให้คนธรรมดาเข้าใจได้ใน 2-3 ประโยค  

ถ้าอธิบายไม่ได้ = ยังไม่พร้อมขาย

สรุปตอนที่ 6 จากห้องแล็บสู่โรงงาน

MUI Robotics ทำให้เห็นว่า
- งานวิจัยไทยมีศักยภาพจะกลายเป็นธุรกิจจริง  
- ลูกค้าที่ต้องการมาตรฐานและลดความเสี่ยง ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าเชื่อว่าปลอดภัยขึ้น

SME ไม่จำเป็นต้องสร้างเทคโนโลยีเองทั้งหมด แต่ถ้ามองเห็นโจทย์เฉพาะทาง และกล้าจับมือทีมวิจัย ก็มีสิทธิ์สร้าง “ของลึก” ที่ต่างจากคนอื่นแบบถาวรได้เหมือนกัน

เปิดตัว Smart Solar Energy ติดตั้งโซลาร์กว่า 1 แสน ตร.ม. ในคลังสินค้าทุกแห่ง ชูจุดแข็งลดต้นทุนผู้เช่า 30% - เพิ่มรายได้ 15% หนุนไทยมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050

SCX Corporation บริษัทในเครือ SC Asset เดินหน้าขยายพอร์ต Engine 2 ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด “The Way Forward” ยกระดับศักยภาพสู่การพัฒนา Green Industrial Property ทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ประจำ เปิดตัวโซลูชัน “Smart Solar Energy Solutions” เดินเครื่องติดตั้งโซลาร์รวมกว่า 100,000 ตร.ม.ในคลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ธุรกิจ-ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สนับสนุนไทยสู่ Net Zero ชูจุดแข็งดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด “Vasticity Assets” เสริมการให้บริการแก่ลูกค้าในโครงการ เริ่มนำร่องแห่งแรก SCX Logistics บางนา กม.20

นายรชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า เพื่อให้เกิด “Smart Solar Energy Solutions” สร้าง Green Industrial Property ที่ช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน พร้อมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

“ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นายรชฎ กล่าว

สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น 

นายรชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ 1.People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3.Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

นายธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์อาจยังถูกมองว่าเป็น “ทางเลือก” แต่บริษัทมองเห็นชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ความร่วมมือกับ SCX ซึ่งมีวิสัยทัศน์ตรงกันในการผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าได้อย่างแท้จริง ต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยสนับสนุนความยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ

ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028
 

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

ศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะโหมดเลือกตั้งเร็ว เตือนรัฐบาลศึกชายแดนไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเส้นเลือดเศรษฐกิจคนตัวเล็กที่ถูกตัดขาด หากศึกยังยืดเยื้อ...คนจนจะยิ่งเจ็บนาน

ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเดือดจริง ไม่ใช่แค่ดราม่าในโซเชียล ขณะที่ประเทศก็เดินสู่โหมดเลือกตั้งเร็วตามไทม์ไลน์ที่ประกาศออกมาในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพรวมนี้ชวนให้ถามแบบตรง ๆ ว่า: เรากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งที่ “ธงชาติ” อาจดังกลบ “ปากท้อง” หรือเปล่า?

1) ชายแดนเดือด = คะแนนนิยมพุ่ง? มันไม่ฟรี
ในทางการเมือง ภาวะศึกมักทำให้เกิดเอฟเฟกต์รวมศูนย์อารมณ์ชาติ คนยอมพักเรื่องเศรษฐกิจและความผิดพลาดไว้ก่อน ขอแค่ “ปกป้องประเทศ” แล้วค่อยว่ากัน แต่การปล่อยให้ไฟชายแดนลุกแล้วหวังเอาคะแนน ไม่ใช่เกมคอนเทนต์ มันคือเกมต้นทุนจริง
ต้นทุนที่ประชาชนและเศรษฐกิจต้องจ่าย เช่น:
• การอพยพ/ความไม่ปลอดภัยของชุมชนชายแดน กลายเป็นภาระรัฐและบาดแผลระยะยาว
• ด่านปิด-คนติดค้าง-การเดินทางสะดุด ภาพเศรษฐกิจชายแดนชะงักแบบทันที
• มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจหรือการคุมเข้มที่ยืดเยื้อ อาจลากต้นทุนให้ยาวกว่าที่คิด

2) ด่านปิด ไม่ใช่แค่คนเที่ยวหาย แต่คือ “เงินสดเมืองชายแดน” หาย
ด่านชายแดนไม่ใช่แค่ประตูท่องเที่ยว แต่มันคือเส้นเลือดเศรษฐกิจของคนตัวเล็กจำนวนมาก ร้านค้า รถตู้ โรงแรม แรงงาน บริการรายวัน พอสะดุดพร้อมกัน รายได้หายเหมือนโดนตัดน้ำตัดไฟ
และอย่าลืมว่า “ปากท้อง” ไทยตอนนี้ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ภาคท่องเที่ยวและค้าชายแดนมีความเปราะบางสูง—โดนช็อกทีเดียวก็สะเทือนเป็นทอด ๆ

3) เลือกตั้งเร็ว + ศึกชายแดน = สูตรคลาสสิกของ “พูดเรื่องใหญ่ให้ลืมเรื่องจริง”
พอประเทศอยู่ในโหมดเลือกตั้ง ประเด็นที่ชนะใจง่ายที่สุดคือ “ความมั่นคง” แต่ประเด็นที่แก้ยากที่สุดคือ “ปากท้อง” เพราะต้องมีนโยบายที่ทำจริงและโดนตรวจสอบจริง สิ่งที่น่ากลัวคือ เราจะได้การเมืองที่แข่งกันพูดว่า “ใครรักชาติมากกว่า” แทนที่จะแข่งกันตอบคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบที่สุด

คำถามที่ต้องตอบให้ได้:
1. จะทำให้สถานการณ์หยุดยั้งและไม่ลุกลามอย่างไร?
2. จะปกป้องพลเรือนและคนทำมาหากินชายแดนอย่างไร?
3. จะเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน/ท่องเที่ยวที่เสียหายอย่างไร?
4. จะสื่อสารความจริงต่อสังคมแบบไม่ปั่นและไม่ขายอารมณ์อย่างไร?

4) ข้อเรียกร้องแบบตรง ๆ : “รักชาติ” ต้องมาพร้อม 3 อย่าง
ถ้านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริง มาตรฐานขั้นต่ำที่สังคมควรเรียกร้องคือ:
• ความจริงที่ตรวจสอบได้: สถานการณ์ ผลกระทบ มาตรการ ต้องชัด ไม่ใช่ข้อมูลแบบเลือกพูด
• แผนคุ้มครองพลเรือนและเศรษฐกิจชายแดน: ทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ให้คนอดทน
• กรอบเจรจาและแผนจบ: หยุดความสูญเสียให้เร็วที่สุด เพราะศึกยืดเยื้อไม่ทำให้คนจนชนะ มีแต่ทำให้คนจนเจ็บนาน

บทสรุป
ธงชาติสำคัญ แต่ปากท้องก็ต้องอยู่รอด ชาติที่ชนะจริงคือชาติที่หยุดไฟให้เร็วที่สุด พร้อมเยียวยาคนตัวเล็กให้ทัน ไม่ใช่ชาติที่ชนะการโต้เถียงในหน้าฟีด
 

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 5 สร้างแพลตฟอร์มโปร่งใส ลองมองและคิดแบบ “PropertyScout” ขายความโปร่งใสในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร ทำให้ลูกค้าเชื่อถือ สบายใจที่ได้ใช้บริการ

ตลาดอสังหาฯ ไทย = สนามแห่งความไม่แน่ใจ
- ประกาศซ้ำ  
- ห้องที่ลงไว้ “มี/ไม่มี” ก็ไม่รู้  
- ราคาจริงไม่ตรงกับที่ลง  
- เอเจนต์แข่งกันเอง วุ่นวายไปหมด

สตาร์ตอัปอย่าง PropertyScout เลือกเล่นในตลาดที่ “คนไม่ค่อยไว้ใจใคร” แล้ววางตัวเองง่าย ๆ ว่า “เราเป็นคนจัดระบบและทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะทำได้”

1. เมื่อ “ความโปร่งใส” กลายเป็นสินค้า

PropertyScout ไม่ได้ขายแค่ “แพลตฟอร์มหาห้อง” แต่ขายสิ่งที่คนอยากได้จริง ๆ คือ
- ความมั่นใจว่าห้องมีอยู่จริง  
- ข้อมูลไม่มั่ว  
- กระบวนการเช่า/ซื้อไม่งง  

เขาทำโดย
- ตรวจสอบ listing ก่อนขึ้นระบบ  
- ใช้ระบบจัดการข้อมูลห้องจำนวนมาก  
- ทำงานร่วมกับเอเจนต์หลายพันคนแบบมีข้อตกลงชัดเจน (co-broke)

SME อยู่ในธุรกิจที่ลูกค้าไม่ค่อยไว้ใจ? เช่น
- รับเหมาก่อสร้าง  
- ที่ปรึกษาการเงิน/ภาษี  
- งานซ่อมรถ ซ่อมบ้าน  
- นายหน้าในรูปแบบต่าง ๆ  

ให้ถามตรง ๆ ว่า “เราขายความโปร่งใสได้มากแค่ไหน?”

2. ใช้ระบบช่วย “คน” ไม่ใช่เอาระบบไปแทนคน

PropertyScout ไม่ได้บอกว่า “เราจะลบเอเจนต์ออกจากสมการ” แต่บอกว่า
- เราจะช่วยเอเจนต์หา deal ได้ง่ายขึ้น  
- ใช้ระบบจัดการห้อง-เอกสาร-นัดหมาย  
- ให้เอเจนต์โฟกัสกับการให้คำปรึกษาและปิดดีล

SME ลองถามตัวเอง
- ถ้าเอาระบบ/ซอฟต์แวร์เข้ามาในธุรกิจ  
  เราต้องการ “ลดคน” หรือ “เพิ่มมูลค่าของคน”?  
- จะดีกว่าไหมถ้าให้ระบบจัดการงานเอกสาร/ตรวจเช็ก/งาน routine  
  แล้วให้คนไปอยู่หน้างาน-สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าแทน?

3. ทำตัวเองให้เป็น “สนามกลางของทั้งวงการ”

ความแหลมของ PropertyScout คือ เขาไม่ทำตัวเป็น “นายหน้ารายหนึ่ง” แต่พยายามเป็น “เวทีที่นายหน้าทุกคนมาเล่นด้วย”
- เปิดระบบ co-broke  
- แบ่งค่าคอมชัดเจน  
- ทำให้เอเจนต์มีแรงจูงใจจะใช้แพลตฟอร์มแทนการทำเดี่ยว

SME ถ้าอยากเป็นมากกว่าร้าน ๆ หนึ่งในตลาด คิดให้ไกลขึ้นว่า “ในอุตสาหกรรมของเรา มีใครบ้างที่ควรมาเจอกันบนเวทีเดียว?” เช่น
- แพลตฟอร์มรวมช่าง-ซัพพลายเออร์-ลูกค้า  
- แพลตฟอร์มรวมคลินิก-แลบ-คนไข้  
- แพลตฟอร์มรวมโรงงานเล็ก-ผู้ซื้อรายใหญ่  

ยิ่งคุณเป็นเวทีกลางได้เร็วเท่าไหร่ คุณยิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ “คนอื่นต้องมีคุณ” ไม่ใช่คุณต้องวิ่งหาคนอื่น

4. SME เรียนรู้อะไรจาก PropertyScout

(1) ความโปร่งใส = สินค้าตัวจริง  
- ในตลาดที่คนไม่ไว้ใจใคร คนที่แสดง work process / ข้อมูล / เงื่อนไขชัดที่สุด จะได้เปรียบ

(2) อย่าใช้เทคโนโลยีไปลบคนที่สำคัญกับความสัมพันธ์  
- ใช้ระบบจัดการงานหลังบ้าน  
- ปล่อยให้คนไปทำงานหน้าเดียวที่ต้องใช้หัวใจและประสบการณ์

(3) ทำเวทีให้ทุกคนเล่นด้วย แทนที่จะเล่นคนเดียว  
- ถ้าคุณออกแบบระบบแบ่งผลประโยชน์ดี ๆ คนในอาชีพเดียวกันจะกลายเป็น “พาร์ตเนอร์” ไม่ใช่ศัตรู

สรุปตอนที่ 5 เมื่อความน่าเชื่อถือคือคอร์โปรดักต์

PropertyScout ทำให้เราเห็นว่า ในหลายอุตสาหกรรม “ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่ของแถม แต่มันคือ “ของที่ลูกค้าซื้อจริง ๆ”

SME ที่ยืนบนฐานนี้ได้ จะไม่ต้องแข่งที่ราคาล้วน ๆ แต่มีสิทธิ์เก็บ premium เพราะลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าใช้เจ้านี้…สบายใจกว่าเยอะ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top