Friday, 24 July 2026
ECONBIZ NEWS

เมื่อความรักต่อศิลปิน เดินคู่กับการวางแผนการเงิน

สำหรับ “แฟนคลับ” การได้ไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินที่รักไม่ใช่เพียงความบันเทิงชั่วคราว แต่คือช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางใจและกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายกับชีวิตไปอีกแสนนาน หลายคนมองว่าคอนเสิร์ตคือ “รางวัลแห่งปี” ที่ช่วยเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิต งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าประสบการณ์ดนตรีสดมีผลต่อสุขภาวะมากกว่าที่คิด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมด้านดนตรีมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพทางอารมณ์และคุณภาพชีวิตโดยรวม 

อย่างไรก็ตาม ความสุขจากคอนเสิร์ตมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบัตรเข้าชม ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัครสมาชิก (membership) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่สะสมโดยไม่รู้ตัว เคทีซีจึงชวนแฟนคลับมาดู 3 วิธีเก็บเงินอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ความสุขจากศิลปินที่รักไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว และสนุกกับคอนเสิร์ตได้เต็มที่

วิธีที่ 1 เก็บเงินให้ใกล้เวทีขึ้นทุกวัน 
การเก็บเงินเพื่อคอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่สามารถผูกเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เก็บเงินตามเลขวันที่ หรือเก็บเงินทุกครั้งที่เห็นศิลปินอัปเดตผลงาน เงินจำนวนเล็กน้อยที่สะสมอย่างสม่ำเสมอจะค่อย ๆ เปลี่ยนความตื่นเต้นให้กลายเป็นการเตรียมตัวที่จับต้องได้ และช่วยเข้าใกล้วันคอนเสิร์ตโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายประจำ

วิธีที่ 2 ตั้งงบให้ความสุขไม่ล้นกระเป๋า    
    หลายครั้งภาระทางการเงินไม่ได้เกิดจากค่าบัตรคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เงินโดยไม่มีกรอบ การกำหนดงบประมาณคร่าว ๆ สำหรับคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทั้งบัตรเข้าชม ที่พัก ไปจนถึงค่าเดินทาง จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีขอบเขต และเลือกความสุขในระดับที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตัวเอง

วิธีที่ 3 ดูแลกระเป๋าหลังเวที
    ระหว่างรอวันคอนเสิร์ต ความอยากเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นเสมอ การไม่ปิดกั้นตัวเองทั้งหมด แต่เลือกเลื่อนค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเป็นเงินเก็บสำหรับคอนเสิร์ต คือวิธีดูแลทั้งความสุขในวันนี้และความสบายใจในวันข้างหน้า
 

ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคการผลิตไทย เมื่อ ส.อ.ท. พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพัดกระหน่ำ การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ของภาคอุตสาหกรรมไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ราบรื่นนัก เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าปีหน้านี้อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง "รัดเข็มขัด" และ "เร่งปรับตัว" ครั้งใหญ่ที่สุดอีกปีหนึ่ง

ล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ซึ่งรวบรวมจากแม่ทัพนายกองของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภาพรวมที่ออกมาฉายชัดถึงสถานการณ์ที่ "ทรงตัว" ไปจนถึง "น่าเป็นห่วง"

จากข้อมูลพบว่า มีเพียง 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ส่วนใหญ่ (23 กลุ่ม) มองว่าจะทำได้เพียงแค่ทรงตัว และมีถึง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่อแววหดตัวลง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค สัญญาณเตือนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อภาคเหนือเป็นเพียงภาคเดียวที่คาดว่าจะประคองตัวได้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าจะประสบภาวะหดตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับรากหญ้าและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากกำลังอ่อนแรง

มรสุมลูกใหญ่: สินค้าราคาถูกและการเติบโตที่ชะลอตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้ชี้ให้เห็นถึง "หลุมดำ" ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้เพียง 1.6–2.0% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังในการฟื้นตัว และยังตอกย้ำด้วยปัญหา "สินค้าทุ่มตลาด"

การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่เติบโตเท่าที่ควร แม้ตัวเลขการส่งออกอาจดูเหมือนขยับตัวได้บ้าง แต่ไส้ในกลับกลวงเปล่าเพราะไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในไทยอย่างแท้จริง

SMEs โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสมรภูมินี้หนีไม่พ้น ผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีที่ SMEs ต้องเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ยังสูงลิ่ว ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีกับรายใหญ่และสินค้าต่างชาติ ยิ่งทำให้โอกาสในการทำกำไรของ SMEs ตีบตันลง รายได้จึงคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

JSP ผลสำรวจต่างชาติพบปี 2025 ตลาดอาหารเสริมในไทยโตแตะ 1 แสนล้านบาทครั้งแรก ส่วนปี 2026 เป็นปีแห่งโอกาสที่จะเติบโตโดดเด่นสุดในอาเซียน คาดอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7 – 9% ไปอีกเกือบ 10 ปี

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ  ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของต่างประเทศ เช่น Grand View Research และ Euromonitor International ระบุว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการตลาดรวมขึ้นไปแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยตัวเลขนี้จะถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของระดับโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ  7 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 7-9% ไปจนถึงปี 2578 

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลกนี้มากจากเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและเฉพาะบุคคล ที่ไม่ใช่แค่กินยาเมื่อป่วย แต่คือการ "กินเพื่อป้องกัน" และ "กินให้เหมาะกับ DNA" ของแต่ละคน โดยแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ดังนี้

1. โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition & AI) เทรนด์การดูแลตัวเองในปัจจุบันและอนาคตจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น "ยาหนึ่งเม็ดไม่ได้เหมาะกับทุกคน" อีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ผู้คนมากขึ้น การใช้ AI วิเคราะห์ผลเลือดหรือ DNA เพื่อออกแบบวิตามินที่ "ร่างกายต้องการจริง ๆ" เท่านั้น จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง ธุรกิจ Customized Supplements: การสั่งผลิตวิตามินแบบรายคน (Subscribed) จะโตขึ้นมาก รวมถึงธุรกิจที่ทำแพลตฟอร์มวิเคราะห์สุขภาพจะเติบโตควบคู่กัน

2. แหล่งอาหารจากพืชและฉลากสะอาด (Plant-Based & Clean Label) ผู้บริโภคยุคใหม่ จะพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาหารประเภทVegan-Friendly หรือ อาหารเสริมที่สกัดจากพืช เช่น Pea Protein หรือวิตามินจากผลไม้ จะเข้ามาแทนที่เคมีสังเคราะห์ ผู้บริโภคต้องการรู้ที่มาของวัตถุดิบ  ภาคธุรกิจต้องแจ้งข้อมูล ตั้งแต่สถานที่ปลูก สถานที่สกัด เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่สามารถสร้าง Story telling ในรูปแบบของหนังสั้นผ่าน QR Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ สร้างจุดขายให้สินค้าและเกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมได้

3. สุขภาพจิตและสมอง (Mental Wellness & Nootropics) ความเครียดเป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนยุคปัจจุบัน เทรนด์ของการดูแลและบำรุงสมองเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรง สารอาหารบำรุงสมอง ที่เน้นเรื่องสมาธิและการนอนหลับ (Sleep Support) จะได้รับการตอบรับมากขึ้น รวมถึงสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลความเครียด เช่น Ashwagandha หรือเห็ดทางการแพทย์ต่าง ๆ จะกลายเป็นของมันต้องมีสำหรับคนยุคปัจจุบัน

4. จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Health & Microbiome) เมื่อลำไส้คือ "สมองที่สอง" ของร่างกาย ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Postbiotics นอกจาก Proและ Pre แล้ว ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ "Postbiotics" (สารที่จุลินทรีย์ผลิตออกมา) ซึ่งช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันและผิวพรรณแบบตรงจุดมากกว่า

5. ยาและอาหารเสริมกลุ่ม "ชะลอวัย" (Longevity & Anti-Aging) สังคมสูงวัย (Aging Society) กลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดตามโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสารช่วยซ่อมแซมระดับเซลล์ เช่น NAD+ / NMN จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับทั่วโลก รวมถึงอาหารเสริมเพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อจะได้รับความนิยมมากขึ้น

โลกเปลี่ยนเร็ว…ผู้นำต้อง “ล้ำกว่าเดิม”

เปิดรับสมัครแล้ว Development Administrator in Digital Era (DAD NIDA) รุ่นที่ 11
หลักสูตรที่จะพัฒนาผู้นำให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรอย่างเป็นระบบ

 ไฮไลท์หลักสูตร
-    เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
-    ต่อยอดบทบาทผู้นำในองค์กรและสังคม
-    มิตรภาพจากDaหลากหลายวงการ

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2569
เรียน 7 พ.ค. - 22 ส.ค. 69 ทุกวันเสาร์ช่วงบ่าย
โรงแรม Grande Centre Point (Lumphini)
ค่าธรรมเนียม 79,500 บาท

เปลี่ยนสินค้าชุมชน ให้ปังระดับพรีเมียม! DIPROM เปิดติวเข้ม ‘นวัตกรรม & ดีไซน์’ พลิกโฉมธุรกิจเกษตรแปรรูป-อาหาร ให้ขายดีแบบยั่งยืน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรม "ต่อยอดผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (สาขาอาหารและเครื่องดื่ม)" ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

สิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อเข้าร่วมโครงการ:
-    การอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเข้มข้น 3 วัน
-    โอกาสรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ (20 กิจการ)
-    การออกแบบบรรจุภัณฑ์และจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype)
-    สิทธิ์ในการนำสินค้าต้นแบบไปทดสอบตลาดจริง

เคทีซี-แสนสิริเดินเกมกลยุทธ์ หนุนคนไทยมีบ้านง่ายขึ้น

เคทีซีและแสนสิริ สองผู้นำในแวดวงการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย ผ่านการผสานจุดแข็งด้านโครงการคุณภาพของแสนสิริ และโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นจากเคทีซี 

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “เคทีซีไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของสมาชิก ความร่วมมือกับแสนสิริสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็น ‘ผู้ช่วยทางการเงิน’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยในทุกไลฟ์สไตล์ โดยออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้การมีบ้านไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง และยังสนับสนุนการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยเสริมวินัยทางการเงิน และเปิดทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างสอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”

นางสาวศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริเชื่อว่าที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือกับเคทีซีครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์กับโซลูชันทางการเงิน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบ้านได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น เรามองดีลนี้ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับผู้บริโภคและขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัยไทย”

 AI กับ "ความหิวกระหาย" ที่มองไม่เห็น: เมื่อนวัตกรรมอัจฉริยะกำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำของโลก

ในปีพุทธศักราช 2569 (2026) ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับความฉลาดล้ำของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยทำงานและแก้ปัญหาซับซ้อน แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะเหล่านั้นกลับมี "ต้นทุน" มหาศาลที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือ ทรัพยากรน้ำจืด ที่กำลังถูกสูบไปใช้ในอัตราที่น่าตกใจ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำในหลายภูมิภาคทั่วโลก

- ทำไม AI ถึง "กระหายน้ำ"?

ความต้องการใช้น้ำของ AI ไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรม แต่เกิดจาก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รองรับ:

- ระบบหล่อเย็น (Cooling Systems): ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประมวลผล AI ต้องใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น GPU) ซึ่งสร้างความร้อนมหาศาล น้ำปริมาณมากจึงถูกใช้เพื่อระบายความร้อน โดยน้ำกว่า 80% มักสูญเสียไปจากการระเหย
- การผลิตกระแสไฟฟ้า: โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน) ต้องใช้น้ำมหาศาลในกระบวนการผลิต
- การผลิตเซมิคอนดักเตอร์: ชิป AI รุ่นใหม่ต้องการ "น้ำบริสุทธิ์พิเศษ" (Ultrapure Water) ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสะอาดกว่าน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาถึง 1,000 เท่า

- เปิดสถิติช็อกโลก: ราคาที่ต้องจ่ายต่อหนึ่งคำสั่ง

งานวิจัยและรายงานความยั่งยืนในปี 2568-2569 เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวล:

- 1 คำสั่ง = 1 แก้ว: การป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI อย่าง ChatGPT ประมาณ 10-50 ข้อความ อาจใช้น้ำสูงถึง 500 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มหนึ่งขวด
- การฝึกฝนโมเดล: การฝึก (Training) โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 เพียงครั้งเดียว อาจใช้น้ำถึง 700,000 ลิตร เทียบเท่ากับความต้องการน้ำดื่มของคนนับหมื่นคนต่อวัน
- วิกฤตในปี 2570: คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำของ AI ทั่วโลกจะสูงถึง 4.2 - 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้น้ำของประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ
- ผลกระทบ: สมรภูมิแย่งชิงน้ำระหว่าง "คน" กับ "เครื่องจักร"

สมรภูมิธนาคารไร้สาขา 2569: เมื่อยักษ์ชนยักษ์ในยุค Virtual Bank ครองเมือง

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์ทางการเงินของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ "ธนาคารไร้สาขา" หรือ Virtual Bank กำลังจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปีนี้ หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศรายชื่อ 3 กลุ่มทุนผู้ชนะใบอนุญาตไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 สมรภูมิในปีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการชิงฐานลูกค้า "Underbanked" และ "Unbanked" นับล้านรายที่ธนาคารดั้งเดิมเข้าไม่ถึง

 3 ขั้วอำนาจใหม่: พันธมิตรยุทธศาสตร์แห่งปี 2569

การแข่งขันในปีนี้ถูกขับเคลื่อนโดย 3 กลุ่มบริษัทมหาชนจำกัดที่ผ่านการคัดเลือกเข้มข้น และกำลังอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของการทดสอบระบบความพร้อม:

1. ธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) (Click Bank): การผนึกกำลังของ ธนาคารกรุงไทย (KTB), AIS (ADVANC) และ OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก) กลุ่มนี้ชูจุดแข็งด้านฐานข้อมูลลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั้งบัญชีเงินฝาก เครือข่ายมือถือ และพฤติกรรมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันผ่านสถานีบริการน้ำมันและร้านค้าในเครือ
2. กลุ่ม SCBX: ร่วมกับ WeTechnology และ KakaoBank จากเกาหลีใต้ กลุ่มนี้โดดเด่นด้านประสบการณ์การบริหาร Virtual Bank ระดับโลก โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ที่ไร้รอยต่อ และการวิเคราะห์สินเชื่อด้วย AI ที่แม่นยำ
3. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding): หรือกลุ่ม Ascend Money (ทรูมันนี่) ภายใต้เครือซีพี ซึ่งมีฐานผู้ใช้งาน Digital Wallet หนาแน่นที่สุด และมีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี
 อาวุธลับ: ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และโครงสร้างต้นทุนต่ำ

สิ่งที่ทำให้ Virtual Bank ในปี 2569 แตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิงคือ "โครงสร้างต้นทุน" และ "นวัตกรรมการวิเคราะห์สินเชื่อ":

 ต้นทุนที่ถูกกว่า 1 ใน 3: การไม่มีสาขาและพนักงานจำนวนมาก ทำให้ Virtual Bank สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าธนาคารปกติถึง 3 เท่า นำไปสู่การเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่า หรือค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า
 Alternative Data: Virtual Bank จะไม่พึ่งพาเพียงแค่สลิปเงินเดือนหรือประวัติบูโรเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลพฤติกรรม เช่น การจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ การเติมเงินมือถือ หรือยอดขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ มาใช้คำนวณ Credit Scoring
 Agility: ด้วยระบบ Cloud-native และ API-first ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายเดือน

ส่องเศรษฐกิจไทยปี 2569: ฝ่ามรสุมสมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) สู่การรีเซ็ตโครงสร้างประเทศ

ก้าวเข้าสู่ปีพุทธศักราช 2569 ภูมิทัศน์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากการประเมินของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และทิศทางนโยบายจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่าปีนี้คือปีแห่งความท้าทายที่ซับซ้อน หรือที่นิยามว่า “Perfect Storm” ซึ่งกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

 1. สถิติและตัวชี้วัด: เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจประเมินภาพรวมในปี 2569 ไว้ดังนี้:

-     การขยายตัวของ GDP: คาดการณ์เติบโตเพียง 1.6–2.0% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2568 (2.0%) สะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
-     ภาคการส่งออก: อาจหดตัวในช่วง -1.5% ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าโลก
-    ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI): อยู่ในสภาวะเปราะบาง หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิต ต่ำกว่า 60% (เทียบกับระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70–80%)

 2. เจาะลึกปัจจัย "Perfect Storm" ที่รุมเร้าประเทศไทย

พายุเศรษฐกิจในปี 2569 ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการถาโถมของ 3 ปัจจัยหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกัน:

1.    แรงกดดันจากภายนอก: ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น CBAM (มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน) และ EUDR (กฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า) ซึ่งเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย

2.    วิกฤตชายแดนและสินค้าทะลัก: ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา คาดการณ์ความเสียหายทางการค้ากว่า 140,000 ล้านบาท ประกอบกับการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ที่ทำลายขีดความสามารถของโรงงานไทย

3.    ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน: หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเรื้อรัง ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าแรงที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs

 3. ทางออกเชิงยุทธศาสตร์: "Reinvent Thailand"

เพื่อตอบโต้กับสภาวะเปราะบาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปประเทศขนานใหญ่ โดยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงฐานผลิต (OEM) ไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านกลไกดังนี้:

 ยุทธศาสตร์ CRS เพื่อความยั่งยืน

-     Competitiveness: ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี STEM
-     Resilience: สร้างความยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
-    Sustainability: ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

จีนผงาดสู่ผู้นำเทคโนโลยีโลก เปิดผลงาน 5 ปี แผงวงจร-ซอฟต์แวร์แกร่ง พร้อมทัพ Generative AI กว่า 700 โมเดล

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงให้โลกเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ดุเดือดในเวทีโลก ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญที่ยืนยันว่า จีนได้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technologies) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 3 เสาหลัก ได้แก่ แผงวงจรรวม (Integrated Circuits), ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และซอฟต์แวร์พื้นฐาน

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) แต่ยังแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยีของโลกในอนาคต

 1. ปรากฏการณ์ AI: กองทัพ Generative AI กว่า 700 รายการ

ไฮไลท์ที่สำคัญที่สุดในรายงานฉบับนี้ คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะ "Generative AI" (AI แบบรู้สร้าง)

 ตัวเลขสถิติ: มีการเปิดเผยว่า จีนมีการยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (Large Language Models - LLMs) และ Generative AI ไปแล้วกว่า 700 รายการ

 นัยสำคัญ: ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามในกระแส AI ที่เริ่มโดยชาติตะวันตก แต่มีระบบนิเวศการพัฒนาของตนเองที่แข็งแกร่ง ทั้งจากบริษัทยักษ์ใหญ่ (เช่น Baidu, Tencent, Alibaba) และสตาร์ทอัพหน้าใหม่ (เช่น DeepSeek)

 การประยุกต์ใช้: โมเดลเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแชทโต้ตอบ แต่ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม การแพทย์ การศึกษา และการผลิตขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนอย่างเป็นรูปธรรม

 2. แผงวงจรรวม (Integrated Circuits): ทลายกำแพงเทคโนโลยี

แม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นสมรภูมิที่มีการกีดกันทางการค้าอย่างเข้มข้น แต่จีนรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีนี้

 นวัตกรรมการผลิต: จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิป (Chip Manufacturing) และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้ก้าวหน้าขึ้น ลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับผู้นำตลาดโลก

 การออกแบบที่ซับซ้อน: ความสามารถในการออกแบบชิปสำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับ AI, ชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิปสื่อสาร 5G มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 ห่วงโซ่อุปทาน: มีการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ภายในประเทศ ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดขาดเทคโนโลยีจากภายนอก

 3. ซอฟต์แวร์พื้นฐาน (Basic Software): รากฐานใหม่ของโลกดิจิทัล

อีกหนึ่งความสำเร็จที่มักถูกมองข้ามแต่มีความสำคัญสูงสุด คือ "ซอฟต์แวร์พื้นฐาน" ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของโลกไอที

 ระบบปฏิบัติการ (OS): จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และมือถือของตนเอง (เช่น HarmonyOS ของ Huawei และระบบปฏิบัติการ OpenKylin สำหรับพีซี) เพื่อลดการพึ่งพาระบบจากต่างชาติ

 ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม: มีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการออกแบบวิศวกรรม (CAD/CAE) และระบบจัดการฐานข้อมูล (Database) ที่มีความเสถียรและรองรับการใช้งานในระดับองค์กรขนาดใหญ่ได้

 Open Source: จีนกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักในชุมชน Open Source ระดับโลก ซึ่งช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศ

ความก้าวหน้าทั้ง 3 ด้านในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็น "โรงงานของโลก" สู่การเป็น "ศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก"

การมี Generative AI กว่า 700 โมเดล ควบคู่ไปกับฮาร์ดแวร์ (ชิป) และรากฐานซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง จะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้าอย่างแน่นอน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top