Monday, 27 July 2026
ECONBIZ NEWS

‘เศรษฐา’ ห่วง ‘เศรษฐกิจ’ ชี้!! ต้องใช้ ยาแรงกระตุ้น หวัง ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ กอบกู้การบริโภคช่วยพี่น้องปชช.

(13 ก.ค.67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์เฟสบุ๊กว่า ...

การอุปโภคบริโภคในประเทศของคนไทย ถือว่าอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง ที่ผ่านมาเราโชคดีที่พยุงเศรษฐกิจส่วนนี้ไว้ด้วยการท่องเที่ยว คนไทยจำนวนมากกำลังอ่อนแรง การใช้จ่ายที่ลดลงทำให้โรงงาน ภาคการผลิต การจ้างงาน อ่อนลงตาม ซึ่งหากไม่กระตุ้นให้แรงพอ เศรษฐกิจก็จะฟื้นไม่ได้ 

กระเป๋าเงินดิจิทัลจะเป็นยาแรงที่มากอบกู้เศรษฐกิจในภาคการบริโภค เชื่อมโยงไปสู่ภาคการผลิต และอีกหลายๆ มาตรการที่ออกไป เช่น การลดราคาพลังงาน การพักหนี้ การขอให้ธนาคารช่วยลดดอกเบี้ยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ก็จะเพิ่มสภาพคล่องให้กับทุกๆ ครัวเรือน และพี่น้องประชาชนทุกคน 

สุดท้ายจะทิ้งการท่องเที่ยวไม่ได้ เพราะยังเป็นตัวแบกเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบันและปีหน้านี้ จึงเป็นที่มาของการโปรโมทการท่องเที่ยว ดึงดูดเงินต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

‘รัดเกล้า’ เผยมาตรการ อนุญาตให้ ‘เอกชน-เอกชน’ ซื้อขายไฟฟ้ากันได้ ชี้!! นโยบายนี้กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนาระบบพลังงาน เพื่อคนไทยทุกคน 

(13 ก.ค.67) เนเน่ รัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิป อธิบายถึง ‘Direct PPA’ โดยได้ระบุว่า ...

Direct PPA ย่อมาจาก Direct Power Purchase agreement 

ซึ่งก็คือ การอนุญาตให้เอกชนและเอกชนซื้อขายไฟฟ้ากันได้

รัฐบาลมีแนวคิดอยู่ 2 แนวทาง

ประการแรกก็คือการส่งเสริมการลงทุนจากทางภาคเอกชน โดยให้เอกชนมีทางเลือกในการซื้อไฟฟ้า โดยสามารถซื้อไฟฟ้าจากเอกชนด้วยกันได้

ประการที่ 2 ก็คือ ลดการผูกขาดค่าราคาไฟฟ้า ซึ่งในส่วนนี้ระยะยาวจะช่วยให้มีการแข่งขันกันเกิดขึ้น ซึ่งราคาค่าไฟฟ้าก็จะถูกลง และมีความเป็นธรรมต่อประชาชนมากขึ้น

มาตรการนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูไปสู่การพัฒนาระบบไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงพลังงานสะอาดอีกด้วย

อัพเดทล่าสุดจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้เห็นชอบ โครงการที่ดีมีประโยชน์ดีแล้ว ทั้งนี้ก็ได้ดำเนินการผ่านระบบวงการไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่ 3 โดยโครงการนี้จะอนุญาตให้ บริษัทชั้นนำของโลก ที่รัฐบาลได้เชิญชวนไว้ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ซึ่งจากนี้เป็นต้นไปก็ต้องมีการศึกษาถึงผลกระทบ แล้วจะทำค่าบริการให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้

ทำเพื่อคนไทยทุกคน

‘สภากาชาดไทย’ เชิญชวนคนไทย ร่วมจิตอาสาทำความดีบริจาคโลหิต เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดเดือนมหามงคล

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ คุณปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ได้มาเชิญชวนพสกนิกรทั่วประเทศ ร่วมเป็นจิตอาสา ทำความดีบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 โดยคุณปิยนันท์ ได้กล่าวถึงสาระสำคัญ ดังนี้…

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยมีพระราชประสงค์ทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาท เพื่อสืบสานรักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแด่อาณาประชาราษฎร์ 

โดยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ซึ่งล้วนมีการสร้างสรรค์ความผาสุขสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์ และความมั่นคงมาสู่ประเทศ ดังพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ทั้งนี้ ในด้านภารกิจของสภากาชาดไทย ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ทรงสนับสนุนงานบริการโลหิต โดยเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในการนี้ ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเข็มที่ระลึก ผู้บริจาคโลหิต ครั้งที่ 6 เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ความว่า...

“โลหิตเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งชีวิต การบริจาคโลหิต จึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิตเป็นทานซึ่งเป็นทานที่สูง ควรแก่การยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง”   

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ  สภากาชาดไทย  จึงได้จัดกิจกรรมเชิญชวน พสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมเป็นจิตอาสา ทำความดีบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมทั้งลงนามถวายพระพรออนไลน์ ตลอดเดือนกรกฎาคม 2567 

โดยประชาชนสามารถ บริจาคโลหิต ได้ที่... 

- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย   
- หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Stations) 7 แห่ง ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม  และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)

- ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต

- โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลรามาธิบดี  โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โรงพยาบาลตำรวจ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี และ โรงพยาบาลสิรินธร

- สาขาบริการโลหิต โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761

‘รมว.ปุ้ย’ ชูกลไก 3 ด้าน ขับเคลื่อน ‘อุตฯ สีเขียว’ ปักธงลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 7.2 ล้านตันต่อปี

เมื่อวานนี้ (12 ก.ค. 67) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านกลไก 3 ด้าน ประกอบด้วย

>>Green Productivity โดยการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน เพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตชั้นนำของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนพลังงานสะอาด อาทิ ปลดล็อกเรื่องการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) และโครงการโรงไฟฟ้าสีเขียว (UGT) เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของภาคธุรกิจ 

ผลักดันการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Circular แห่งแรกของประเทศในพื้นที่ EEC เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งเสริมการ Recycle เพื่อลดการเกิดของเสีย สนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดี และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าชีวภาพแทนการเผาทิ้ง เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 

พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมดำเนินธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining) โครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และโครงการยกระดับธุรกิจ SME ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG

>>Green Marketing เน้นการเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรม และ SME ในตลาดยุคใหม่ที่มีการกีดกันทางการค้า รวมถึงกฎหมาย และกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการภาวะโลกร้อนที่เป็นความ ท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมสนับสนุนการทำ Carbon Footprint of Product และ Carbon Footprint of Organization นอกจากนี้ ยังส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

>>Green Finance ด้วยการสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน ผ่านการให้สินเชื่อลดโลกร้อน ต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อลดโลกร้อน (Decarbonize Loan) จากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ สินเชื่อธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG Loan) จากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และสินเชื่อธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (DIPROM Pay for BCG) จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM)

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายต่าง ๆ ให้ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาวะโลกเดือด โดยมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้นจนเกินสมดุล

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวอีกว่า ได้มอบหมายให้ดีพร้อม เร่งสร้างการรับรู้ให้ภาคอุตสาหกรรมได้ตระหนักและให้ความสำคัญ ในการลดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการจัดการภาวะโลกร้อนที่เป็นความท้าทายต่อภาคการผลิตของประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถนำร่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมได้มากกว่า 7.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีดีพร้อม กล่าวว่า ดีพร้อม ได้ดำเนินการจัดกิจกรรม ‘Moving Green Forward ก้าวไปข้างหน้า เพื่อโลก เพื่อเรา’ ซึ่งจะมีเทรนด์ธุรกิจ องค์ความรู้ และมุมมองการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ครบทุกมิติ ทั้งการบรรยายและเสวนาจากองค์กรและบริษัทชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการบริหารจัดการด้านอุตสาหกรรมสีเขียว 

รวมถึงกิจกรรมคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานพันธมิตรที่มาจัดแสดงสินค้านวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การให้แนะนำสินเชื่อสำหรับธุรกิจรักษ์โลกจากสถาบันการเงิน 

นอกจากนี้ โครงการยกระดับธุรกิจ SME ด้วยการประยุกต์ใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ยังมีรูปแบบกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยตั้งเป้ายกระดับผู้ประกอบการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศจำนวนกว่า 1,800 ราย และคาดการณ์ว่าการดำเนินโครงการดังกล่าว สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 1,380 ล้านบาท 

"เชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608"

'วีระศักดิ์ โควสุรัตน์' แนะ!! บทบาทของผู้นำองค์กร ต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

(11 ก.ค.67) ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มอบของที่ระลึกแก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่มาเป็นผู้ปาฐกฐาพิเศษ ซึ่งจัดโดยสำนักงาน กลต.เรื่อง 'บทบาทของผู้นำองค์กร ต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ' 

โดยปาฐกฐาพิเศษดังกล่าวเ็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม 'Leading theChange..Driving Sustainability Aspiration into Action' ซึ่งมีผู้เข้ารับฟังเป็นระดับ กรรมการ และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) และสถาบันการเงินต่างๆ ณ ห้องพาวิลเลียน โรงแรมโรสวูด ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร

​​​​​​

 

Zhengxin Chicken แฟรนไชส์ไก่ทอดจีนบุกไทยต่อเนื่อง เปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชูโมเดลสไตล์คล้าย Mixue

(12 ก.ค. 67) เพจ 'BrandCase' รายงานว่า Zhengxin Chicken Steak (เจิ้งซิน) ซึ่งเป็นร้านไก่ทอดจากประเทศจีน ที่มีกว่า 20,000 สาขา และเข้ามาเปิดสาขาแรกในไทยที่ ONE ConneX แถว ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยล่าสุดก็ได้เปิดอีกสาขา ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ชั้น 7 ใกล้ ๆ กับร้าน Sushiro 

ที่น่าสนใจคือ ร้านนี้เหมือนจะมีกลยุทธ์คล้าย ๆ กับ MIXUE ในมุมที่เน้นขยายสาขาจำนวนมาก ๆ เข้าไว้ จนทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) และต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นของสินค้าถูกมาก ๆ เพราะสั่งซื้อ สั่งเตรียมวัตถุดิบทีละมาก ๆ เลยทำให้สามารถขายไก่ทอดในราคาถูกได้ 

แล้ว Zhengxin ขายถูกแค่ไหน ? มาดูตัวอย่างราคาของไก่ทอดร้านนี้กัน...

- ไก่กรอบสไปซี่ ราคาชิ้นละ 15 บาท 
- เฟรนช์ฟรายส์ ราคาชุดละ 20 บาท 
- ชิกเกน วิงซ์ (น่องไก่ทอด) ราคาชิ้นละ 25 บาท 
- เบอร์เกอร์เนื้อ ราคาชิ้นละ 30 บาท 
- ชิกเกน สเต๊ก ราคาชิ้นละ 50 บาท
- สไปซี ชิกเกน เบอร์เกอร์ ราคาชิ้นละ 50 บาท 
- โค้ก กระป๋องละ 20 บาท 

นอกจากนี้ยังมี ไอศกรีม (คล้าย ๆ ของ MIXUE) เป็นของหวาน ขายราคาโคนละ 15 บาทด้วย ซึ่งราคานี้ต้องบอกว่าค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น ๆ โดยเฉพาะร้านที่ขายอยู่บนศูนย์การค้า 

ส่วนรสชาตินั้น Zhengxin Chicken Steak จะมีรสชาติเหมือนไก่ทอดทั่วไป แต่จะมีการคลุกผงรสเผ็ดของทางร้านอยู่ด้วย ทำให้มีรสชาติแปลกใหม่ ต่างจากไก่ทอดร้านอื่น ๆ 

‘มหาดไทย’ ขยายฟรีวีซ่าเข้าไทยเพิ่มเป็น ‘93 ประเทศ’ 'หนุนท่องเที่ยว-ติดต่อธุรกิจ-ทำงานระยะสั้น' เริ่ม 15 ก.ค.นี้

(12 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง (Ease of Travelling) กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย 4 ฉบับ เพื่อปรับปรุงมาตรการการตรวจลงตรา ให้เป็นปัจจุบันสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ทั่วโลกมุ่งแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

“นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้พิจารณาและลงนามประกาศทั้ง 4 ฉบับแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีลงนาม จากนั้นจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและทุกฉบับมีผลบังคับพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 67 เป็นต้นไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า สำหรับประกาศกระทรวงมหาดไทยทั้ง 4 ฉบับ มีดังนี้

1.ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน หกสิบวัน เป็นกรณีพิเศษ มีสาระสำคัญ เป็นการกำหนดรายชื่อประเทศ/ดินแดนที่ได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา (ยกเว้นวีซ่า หรือ วีซ่าฟรี) สามารถพำนักในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) เพื่อการท่องเที่ยว การติดต่อธุรกิจและการทำงานระยะสั้น จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน เพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ 57 ประเทศ/ดินแดน

2.ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือ เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง มีสาระสำคัญ เป็นการปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) เป็น 31 ประเทศ/ดินแดน เพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่ จำนวน 19 ประเทศ/ดินแดน

3.ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ มีสาระสำคัญ เป็นการเพิ่มการตรวจลงตราประเภทใหม่ Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับชาวที่ประสงค์จะพำนักในประเทศไทยเพื่อทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกัน (workcation) ได้แก่ กลุ่มที่มีทักษะสูง กลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มทำงานระยะไกล หรือกลุ่มที่ประสงค์มาพำนักเพื่อเรียนมวยไทยและศิลปะป้องกันตัว การเรียนทำอาหาร การเรียนและฝึกซ้อมกีฬา การรักษาพยาบาล การอบรม การสัมมนา การจัดแสดงศิลปะและดนตรี โดยเมื่อได้รับการตรวจลงตราประเภท DTV แล้วจะสามารถพำนักในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน 180 อายุการตรวจลงตรา 5 ปี

4.ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงสิทธิสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจลงตรา Non-Immigrant Visa รหัส ED เพื่อดึงดูดผู้ที่มีศักยภาพและทักษะเข้าสู่ตลาดแรงงานของประเทศ โดยขยายเวลาพำนักในประเทศไทยหลังสำเร็จการศึกษา 1 ปี เพื่อหางาน เดินทางท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ในประเทศไทยได้

ครึ่งแรกปี 67 ‘นทท.เกาหลีใต้’ มาเที่ยวไทยแตะ 9 แสนคน สะท้อนไทยยังครองใจ แม้กระแสคนไทยแบนเกาหลียังคุกรุ่น

(12 ก.ค. 67) นายพัฒนพงศ์ พงษ์ทองเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานกรุงโซล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดเกาหลีเที่ยวไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) มีจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีเดินทางมาไทยมากกว่า 9 แสนคนแล้ว 

ซึ่งจากสถิติครึ่งปีหลัง นักท่องเที่ยวเกาหลีจะมาไทยมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก จึงคาดการณ์ว่าทั้งปี 2567 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีเข้ามาเที่ยวไทย ประมาณ 1.94 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากปี 2566 

โดยในปี 2568 ททท.ตั้งเป้าดึงเกาหลีมาเที่ยวไทยประมาณมากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป้าหมายของปี 2567 ที่จะเพิ่มขึ้นสู่ 1.94 ล้านคน ถือว่าสูงกว่าระดับปี 2562 แล้ว

นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า แนวโน้มปัจจุบันอาจแสดงให้เห็นถึงกรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยถูกปฏิเสธที่จะเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้ ทำให้เกิดความไม่สะดวกและเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางมาประเทศไทย สะท้อนจากตัวเลขการเดินทางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้มีกระแสดังกล่าวเกิดขึ้น สำนักงานโซลจะกระตุ้นการเดินทางในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินแบบเหมาลำ เพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร

“นักท่องเที่ยวชาวเกาหลียังคงมองประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายอันดับต้น ๆ เพราะมีทั้งวัฒนธรรม และอาหารไทย ที่ได้รับความนิยมและกล่าวถึงอย่างมาก ไม่ต่างจากชาวเกาหลี ที่นิยมอาหารที่มีรสจัด รสเผ็ด คนเกาหลีส่วนใหญ่ที่เดินทางมาไทย เพื่อตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ ท่องเที่ยวตามรีวิวทางออนไลน์ มีคนเกาหลีจำนวนมากที่มีเป้าหมายการเดินทางยังเชียงใหม่ ขณะที่ศิลปินเคป็อปหลายคนได้ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอในประเทศไทย อาทิ เซเวนทีน (Seventeen) และ ไอเดิล (G)I-DLE เมื่อภาพในเอ็มวีเพลงถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้กลุ่มแฟนคลับ ที่แบ่งเป็นด้อมติดตามทั้งวง หรือแยกรายศิลปินเกาหลีตามรอยมาเที่ยวไทยมากขึ้น” นายพัฒนพงศ์ กล่าว

นายพัฒนพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลการเก็บสถิติและพฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า ช่วงอายุของนักท่องเที่ยวเกาหลีที่นิยมเดินทางออกท่องเที่ยวต่างประเทศทั่วโลก มีอายุอยู่ที่ 20-40 ปี ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของจำนวนนักท่องเที่ยวเกาหลีที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ประมาณ 28 ล้านคน ททท.สำนักงานกรุงโซล จึงอยู่ระหว่างร่วมกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดทำแคมเปญหรือโปรโมชันดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เลือกเข้ามาเที่ยวไทยเป็นหลัก 

‘รฟท.’ เตรียมเดินรถเส้นทาง ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์’ เปิดขายตั๋วแล้ว ราคาเริ่มต้น 281 บาท ออกวิ่งขบวนแรก 19 ก.ค.นี้

(12 ก.ค. 67) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเปิดให้บริการขบวนรถโดยสารระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาว เส้นทาง สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ขบวนแรก ในวันที่ 19 ก.ค.2567 ที่จะถึงนี้ เปิดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าให้กับที่ ผู้ต้องการใช้บริการแล้ว

โดยเปิดให้บริการไป-กลับ จำนวน 2 ขบวน ประกอบด้วย

-รถธรรมดา ชั้น 3 (พัดลม) 152 ที่
-รถนั่งปรับอากาศ ชั้น 2 จำนวน 64 ที่นั่ง
-รถนั่งและนอนปรับอากาศ ชั้น 2 จำนวน 30 ที่นั่งขบวนรถเร็วที่ 133

นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการเส้นทางอุดรธานี-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-อุดรธานี ไป-กลับ อีก 2 ขบวน รวมเป็น 4 ขบวน/วัน

>>สำหรับราคาค่าโดยสารกรุงเทพ-เวียงจันทน์ มีดังนี้
ค่าตั๋วรถไฟ ขบวนรถเร็ว 133/134 กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-กรุงเทพอภิวัฒน์

-รถนั่งชั้น 3 ราคา 281 บาท
-รถนั่งชั้น 2 ปรับอากาศ ราคา 574 บาท
-รถนอนชั้น 2 ปรับอากาศ ราคา เตียงบน 784 บาท / เตียงล่าง 874 บาท

ส่วนขบวน รถเร็ว 147/148 อุดรธานี-เวียงจันทน์ (คำสะหวาด)-อุดรธานี
-อุดรธานี-เวียงจันทน์ ราคา รถพัดลม 100 บาท/รถแอร์ 200 บาท

>>ในส่วนของเวลาเดินทาง มีดังนี้
*เที่ยวไป*
ขบวนรถเร็วที่ 133 กรุงเทพอภิวัฒน์-เวียงจันทน์
ออกจาก กรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 21.25 น. ถึง เวียงจันทน์ เวลา 09.05 น.

ขบวนรถเร็วที่ 147 อุดรธานี-เวียงจันทน์
ออกจาก อุดรธานี เวลา 16.00 น. ถึง เวียงจันทน์ เวลา 17.55 น.

*เที่ยวกลับ*
ขบวนรถเร็วที่ 134 เวียงจันทน์-กรุงเทพอภิวัฒน์
ออกจาก เวียงจันทน์ เวลา 18.25 น. ถึง กรุงเทพอภิวัฒน์ เวลา 07.30 น.

ขบวนรถเร็วที่ 148 เวียงจันทน์-อุดรธานี
ออกจาก เวียงจันทน์ เวลา ออก 09.35 น. ถึง อุดรธานี เวลา 11.25 น.

สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์ซื้อตั๋วโดยสาร ขบวน 133/134 สามารถติดต่อซื้อตั๋วโดยสารและสำรองที่นั่งล่วงหน้า (สูงสุด 180 วัน) ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ

ซึ่งผู้โดยสารต้องมีหนังสือเดินทาง (Passport) หรือ หนังสือผ่านแดน (Border Pass) เพื่อใช้ในการทำพิธีการทางศุลกากร และตรวจคนเข้าเมืองที่สถานีหนองคาย และเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ก่อนการเดินทางข้ามประเทศ

ขณะเดียวกันการรถไฟฯ ยังได้รับความร่วมมือจาก สมาคมผู้ประกอบการขนส่งที่เวียงจันทน์ ในการจัดรถโดยสารรับ-ส่ง อำนวยความสะดวกในการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อีกด้วย 

นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การเปิดเดินขบวนรถโดยสารระหว่างประเทศ ไทย-สปป.ลาว ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนทั้งสองประเทศแล้วยังช่วยยกระดับระบบขนส่งโลจิสติกส์ไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางภูมิภาคตามนโยบาย IGNITE THAILAND ของรัฐบาล

ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการให้การรถไฟฯ เป็นกำลังหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศ โดยให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดในทุกด้าน ๆ ก่อนที่จะมีเปิดให้บริการเดินรถเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนการค้าชายแดนระหว่างไทย-สปป.ลาว ให้มีการขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว Tourism Hub ที่สำคัญของโลก ตามยุทธศาสตร์ ‘เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวของรัฐบาล’

โดยขบวนรถ สามารถรับส่งผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบิน มาลงยังสนามบินอุดรธานี เพื่อเดินทางต่อเข้าไปนครหลวงเวียงจันทน์ได้ โดยไม่ต้องต่อรถโดยสารอื่นอีก ซึ่งจะก่อให้ประโยชน์ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย 

ลุ้น 'พีระพันธุ์’ ตรึงค่าไฟ 'ก.ย.-ธ.ค.' คงไว้ 4.18 บาทต่อหน่วย คาด!! อาจต้องของบประมาณจากรัฐบาลมาช่วยหนุน

ไม่นานมานี้ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที งวดปลายปี (กันยายน-ธันวาคม 2567) พบว่าต้นทุนค่าไฟเพิ่มขึ้นอีกประมาณหน่วยละ 20-40 สตางค์ จากค่าไฟงวดปัจจุบันหน่วยละ 4.18 บาท และจะมีการแถลงข่าว 3 ทางเลือกค่าไฟวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ทำการเลือกและแสดงความเห็น ก่อนจะประกาศใช้ทางการวันที่ 1 สิงหาคมนี้ 

สำหรับปัจจัยการขึ้นค่าไฟมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง ปริมาณการใช้ไฟฟ้า และหนี้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงินประมาณ 98,000 ล้านบาท ดังนั้น ตัวเลขการปรับขึ้นจะอยู่ใน 3 ทางเลือก คือ 1.ขึ้นไม่มาก รวมการคืนหนี้ กฟผ.เล็กน้อย 2.ขึ้นบางส่วนรวมคืนหนี้ กฟผ.บางส่วน และขึ้นสูงสุด หมายถึงการคืนหนี้ให้ กฟผ. วงเงินประมาณ 98,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เมื่อรับฟังความเห็นแล้ว จะเลือกการปรับขึ้นน้อยที่สุด

“ส่วนแนวทางไม่ขึ้นเลย ตรึงระดับ 4.18 บาทต่อหน่วย ต้องขึ้นกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณา โดยอาจของบประมาณจากรัฐบาลมาสนับสนุน” รายงานข่าวระบุ

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานแจ้งด้วยว่า ความคืบหน้าการกำหนดราคาดีเซลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป ภายหลังครบกำหนดกรอบราคาไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดตรึงราคาตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2567 และครบกำหนด 31 กรกฎาคม 2567 นั้น เบื้องต้นมีแนวโน้มว่าคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่มีนายพีระพันธุ์เป็นประธาน จะพิจารณาแนวทางการปรับขึ้นราคาดีเซลแบบทยอยขึ้นกรอบ 1 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาปลายทางระดับไม่เกิน 34 บาทต่อลิตร เพื่อรักษาสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันฐานะ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2567 ติดลบ 111,595 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 63,944 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจี ติดลบ 47,651 ล้านบาท

รายงานข่าวระบุว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกยังมีความผันผวนสูง ช่วงเดือนที่ผ่านมาแนวโน้มลดลงบ้างจนกองทุนน้ำมันฯลดอุดหนุนระดับ 4 บาทต่อลิตร จนสามารถเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันฯสำเร็จ แต่ขณะนี้แนวโน้มกลับมาขึ้นอีกครั้ง ทำให้กองทุนน้ำมันฯต้องอุดหนุนกว่า 2 บาทต่อลิตร สถานการณ์ดังกล่าวหากไม่ปรับราคาหลังวันที่ 31 กรกฎาคม อาจทำให้กองทุนน้ำมันฯสถานการณ์ยิ่งแย่

รายงานข่าวระบุอีกว่า ก่อนจะพิจารณาแนวทางปรับราคา ตลอดจนเดือนมิถุนายนจนถึงปัจจุบัน ได้พยายามดำเนินการอีก 2 แนวทางเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีก แต่ด้วยสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ พบว่าไม่น่าจะดำเนินการได้ ประกอบด้วย...

1. การส่งหนังสือถึงสำนักงบประมาณ เพื่อขอใช้งบกลางปี 2567 วงเงิน 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็น ดีเซล 6,000 ล้านบาท และแอลพีจี 500 ล้านบาท เป็นตามที่ ครม.อนุมัติไว้ภายใต้เงื่อนไขให้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯดูแลราคาน้ำมันและแอลพีจีก่อน แต่เบื้องต้นได้รับการประสานอย่างไม่เป็นทางการว่างบกลางฯมีจำกัด อาจไม่สามารถนำมาดูแลราคาดีเซลและแอลพีจีได้ 

2. การเสนอกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลลงในอัตราที่เหมาะสม เบื้องต้นจากท่าทีของกระทรวงการคลังไม่ตอบรับการลดภาษีดังกล่าว เพราะจำเป็นต้องจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด นอกจากฐานะกองทุนน้ำมันฯที่ติดลบทะลุแสนล้าน กองทุนน้ำมันฯยังมีภาระหนี้จากการกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องประมาณ 110,000 ล้านบาท กองทุนน้ำมันฯมีภาระต้องจ่ายคืนเงินต้นกู้จากสถาบันการเงินก้อนแรก 30,000 ล้านบาท เดือนพฤศจิกายนนี้ 

ดังนั้น จึงต้องพยายามดูแลสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ และวางแผนการชำระหนี้ดังกล่าว เดือนกรกฎาคมนี้จะทำแผนการบริหารหนี้ภาพรวมเสนอสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) คาดว่า สบน.จะทำแผนบริหารหนี้ปีงบประมาณ 2568 ภายในเดือนสิงหาคม 2567

ด้านนายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามกระแสข่าวคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีแนวโน้มจะปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 1 บาท จาก 33 บาท ไป 34 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เป็นเรื่องจริงนั้น ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย จะรับมือเบื้องต้นในการขึ้นราคาค่าขนส่งเพิ่ม รวมถึงเดินหน้าสานต่อการเคลื่อนม็อบรถบรรทุกทันที หลังจากเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top