Sunday, 26 July 2026
THE STATES TIMES TEAM

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่

“แสนสิริ” รุกหนัก!! ยืนหนึ่งตลาดบ้านลักซ์ชัวรีกว่า 20 ปี เปิดตัวเศรษฐสิริใหม่ 2 โครงการ เน้นล็อกต้นทุนก่อนราคาวัสดุพุ่ง ดันโอกาสกู้เต็ม 100% สนับสนุนตลาดบ้านหรู

แสนสิริ ชู ‘เศรษฐสิริ’ ยืนหนึ่งเจ้าตลาดกว่า 20 ปี

เปิดตัวโครงการแรกปี 69 “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ”

โอกาสทอง "ล็อกต้นทุนเดิม พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย"

แสนสิริ โชว์ความสำเร็จ กว่า 2 ทศวรรษ ‘เศรษฐสิริ’ กับบทพิสูจน์นิยามแห่งความสำเร็จที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตอกย้ำความสำเร็จด้วยมูลค่าโครงการสะสมกว่า 98,000 ล้านบาท

รุกหนักปี 69 เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,500 ล้านบาท ประเดิมเปิดตัว ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ 

ชี้ช่องคนซื้อบ้าน "ล็อกต้นทุนเดิม ก่อนราคาใหม่พุ่ง" พร้อมแรงหนุน LTV กู้เต็มร้อย

จากซ้าย: แคน-อติรุจ กิตติพัฒนะ พิธีกรชื่อดังและลูกบ้านเศรษฐสิริ ร่วมด้วย ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งอสังหาฯ ไทย และผู้นำตลาดลักซ์ชัวรี โชว์ความแข็งแกร่งแบรนด์ ‘เศรษฐสิริ’ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี กับพอร์ตโฟลิโอสะสมกว่า 45 โครงการ มูลค่ารวม 98,000 ล้านบาท ล่าสุดผนึกกำลัง ‘มิตซุย ฟุโดซัง’ ปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ เปิดตัว “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ชูดีไซน์ Berlin พร้อมวิวทะเลสาบใจกลางโครงการ ในราคาที่ดีที่สุด เริ่มต้นเพียง 16.99 ล้านบาท

หากจะกล่าวถึงแบรนด์บ้านเดี่ยวที่ยืนหยัดคู่กับความสำเร็จของคนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ชื่อของ ‘เศรษฐสิริ’ ย่อมถูกยกให้เป็น Industry Benchmark หรือบรรทัดฐานของตลาดบ้านระดับลักซ์ชัวรี ด้วยการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้ซื้อที่ลึกซึ้ง ทำให้แบรนด์ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ ‘บ้าน’ แต่คือ ‘Portrait of Success’ หรือภาพสะท้อนความสำเร็จในทุกจังหวะชีวิต

ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้เศรษฐสิริครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนานว่าเกิดจากความประณีตและการปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายในทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกลุ่ม Young Successor อาทิ Content Creator, เจ้าของแบรนด์คนรุ่นใหม่, เจ้าของธุรกิจออนไลน์ หรือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการบ้านที่สะท้อนตัวตนและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (Value Appreciation)

“เศรษฐสิริไม่ได้ขายแค่พื้นที่ แต่เราส่งมอบความมั่นใจผ่าน 5 แกนหลัก ทั้งงานดีไซน์ที่ประณีต, ทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อทุกความสะดวก, ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24, บริการหลังการขายอันดับ 1 จากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ และสังคมคุณภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน” ภัคพริ้ง กล่าว

สำหรับการรุกตลาดในปี 2569 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์เศรษฐสิริ 2 โครงการ มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท ประเดิมด้วยโปรเจกต์ไฮไลต์ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีภายใต้ความร่วมมือกับ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท บนทำเลตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ สไตล์ Berlin ที่เน้นความเรียบหรู ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวครั้งแรกในย่านรามอินทรา โดยไฮไลต์สำคัญคือบ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลวิวทะเลสาบหน้าเลค (Lakefront) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้

นอกจากคุณภาพและความสวยงามของโครงการแล้ว ยังเป็นเรื่อง ‘โอกาสทางการเงิน’ ที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ โดยมองว่าปัจจุบันคือจังหวะที่ดีที่สุด ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนทั้งมาตรการ LTV ที่ช่วยให้กู้ได้เต็ม 100% และอัตราดอกเบี้ยบ้านในไทยที่ถือว่าต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

“การตัดสินใจในตอนนี้ คือการบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะนอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ยังเป็นการ ‘ล็อกต้นทุนบ้านในราคาเดิม’ ก่อนที่จะมีการปรับราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงขึ้นอีก 5-10% ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาบ้านในอนาคตพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทางด้านมุมมองจากนักวิเคราะห์ สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุณแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ถึงแม้ว่าตลาดบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานคร อาจจะอยู่ในช่วงที่เผชิญกับปัจจัยลบหลายอย่าง แต่กลุ่มของบ้านจัดสรรในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มของบ้านจัดสรรที่มีกำลังซื้อหรือได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยบ้านในระดับราคา 10 – 30 ล้านบาทต่อยูนิต อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มหลักของบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะมีสัดส่วนที่มากกกว่า 70% ของบ้านในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป โดยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุไม่มากนัก หรือประมาณ 30 – 35 ปี ซึ่งมีรายได้สูง ประสบความสำเร็จจากการทำงานหรือธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มที่ขยายครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มตลาดบ้านจัดสรรที่มีการแข่งขันสูงพอสมควร เนื่องจากการสำรวจตลาดจะเห็นได้ชัดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้มีจำนวนที่ลดลงในอัตราที่ต่ำกว่าบ้านจัดสรรที่มีราคาต่ำกว่า ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามเข้ามาแย่งกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ในด้านทำเลที่ตอนนี้มีความน่าสนใจ นอกจากจะเป็นย่านชานเมืองทางทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานครแล้ว ทำเลทางทิศเหนือของกรุงเทพมหานครอย่างย่านจตุโชติก็น่าสนใจ เพราะมีทางด่วน ถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกที่ทำให้การเข้าถึงกรุงเทพมหานครชั้นในทำได้ไม่ยากนัก ไม่ไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรวมไปถึงศูนย์การค้า โรงพยาบาล และโรงเรียนานาชาติ ในทำเลและพื้นที่โดยรอบที่เป็นเหมือน 1 ในปัจจัยสำคัญของโครงการที่อยู่อาศัยราคาแพงไปแล้ว นอกจากนี้ การออกแบบและจัดวางผังการใช้ประโยชน์รวมไปถึงในด้านต่างๆ ของบ้านจัดสรรในระดับราคานี้ยังต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอย โดยมองว่าบ้านในระดับราคานี้ต้องตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยรวมไปถึงการลงทุนในระยะยาว”

สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9% ตอกย้ำว่าแบรนด์เศรษฐสิริคือ ‘A True Legacy of Wealth’ หรือ ‘มรดกแห่งความมั่งคั่ง’ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งความสำเร็จที่ ‘เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ’ บ้านขนาดใหญ่พิเศษ 504 ตารางเมตร บนทำเลหน้าเลค ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่สวยที่สุดในโครงการ เตรียมเปิดให้สัมผัสความภูมิใจนี้ในวันพรีเซล 9-10 พฤษภาคม 2569 นี้ เริ่ม 16.99 - 30 ล้านบาท* ลงทะเบียนเลือกแปลงสวยก่อนใคร ได้ที่ https://siri.ly/Y3rame4

16 พฤษภาคม 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย แต่ศรัทธาของผู้คนยังไม่เลือนหาย

16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยของคนไทย เมื่อ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือที่ประชาชนรู้จักกันทั่วประเทศในนาม “หลวงพ่อคูณ” ละสังขารอย่างสงบที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เวลา 11.45 น. สิริอายุ 92 ปี การจากไปของท่านไม่เพียงเป็นข่าวใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา แต่ยังสะเทือนใจประชาชนทั่วประเทศ เพราะหลวงพ่อคูณคือพระเถระผู้เป็นที่รักและศรัทธาของผู้คนมาหลายทศวรรษอย่างแท้จริง

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 การละสังขารของหลวงพ่อคูณครบรอบ 11 ปี และชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน ผู้ได้รับสมญาจากสื่อและประชาชนว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” คำเรียกนี้สะท้อนศรัทธาอันมหาศาลที่ผู้คนมีต่อท่าน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครราชสีมาและลูกศิษย์จากทั่วประเทศที่ผูกพันกับชื่อของวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณมาอย่างยาวนาน

หลวงพ่อคูณเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับฉายาว่า “ปริสุทฺโธ” ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นพระผู้มีชื่อเสียงอย่างสูงจากทั้งการปฏิบัติธรรม วิชาคาถาอาคม และการเป็นพระนักพัฒนาที่ลงมือช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณแตกต่างจากพระเกจิทั่วไป คือท่านไม่ได้เป็นเพียงพระที่ผู้คนเคารพบูชาทางจิตใจ แต่ยังเป็นพระผู้มีบทบาทเด่นในด้าน สาธารณประโยชน์ อย่างกว้างขวาง หลวงพ่อคูณมีชื่อเสียงในการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเรียน อาคารแพทย์ กุฏิ ศาลา และสาธารณูปโภคจำนวนมากทั่วประเทศ จนหลายคนจดจำท่านในฐานะพระที่ “ให้” อย่างไม่เลือกยากดีมีจน.
ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณยังขยายกว้างจากคำสอนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเข้าถึงคนธรรมดาได้ง่าย ท่านกลายเป็นพระที่ไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับความเคารพจากคนทุกชนชั้น ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ศิลปิน นักกีฬา และประชาชนทั่วไป ทำให้วัดบ้านไร่กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาใหญ่ของประเทศในยุคหนึ่งอย่างแท้จริง

เมื่อท่านละสังขารในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 บรรยากาศทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและทั่วประเทศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สื่อไทยรายงานตรงกันว่ามีประชาชนจำนวนมากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและหลั่งไปร่วมแสดงความอาลัย เพราะการจากไปของหลวงพ่อคูณถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่ง ที่ยืนอยู่กลางความศรัทธาของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การละสังขารของหลวงพ่อคูณมีความหมายมาก คือท่านไม่เพียงเป็นพระผู้มีชื่อเสียง แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของความหวังและแรงใจของผู้คนจำนวนมหาศาล ในสายตาของศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อคูณคือพระที่เข้าถึงง่าย เมตตา พูดตรง ทำจริง และใช้ชื่อเสียงที่มีเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกที่แม้หลังท่านละสังขาร ชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงด้วยความอาลัยและศรัทธาอย่างสม่ำเสมอ

ในทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย หลวงพ่อคูณจึงเป็นมากกว่าพระเกจิผู้โด่งดัง แต่เป็นพระเถระที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ท่านเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักเมตตา และพระผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างสูง ชีวิตของท่านแสดงให้เห็นว่า ศรัทธาของประชาชนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาสาธารณะได้จริง

ดังนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 จึงไม่ใช่เพียงวันละสังขารของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการปิดฉากตำนานของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ แม้ร่างกายของท่านจะล่วงลับไป แต่คุณูปการ คำสอน และความทรงจำที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : https://www.bangkokpost.com/thailand/general/563319/luang-phor-khoon-dies-at-92?

“อมตะ วีเอ็น” ลุยลงทุน!! รายได้ Q1/69 อยู่ที่ 688 ล้าน ชี้เศรษฐกิจเวียดนามโตแกร่ง ขยาย "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" รองรับ FDI ตั้งเป้า Carbon Neutral ปี 2583

“อมตะ วีเอ็น” เปิดงบ Q1/69 รายได้รวม 688 ลบ.

ชี้ศักยภาพเศรษฐกิจเวียดนามแกร่งดันโปรเจกต์ "อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ" ดึงเม็ดเงิน FDI

อมตะ วีเอ็น เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569  รายได้รวม 688 ล้านบาท  ชี้เหตุจากปัจจัยรอรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมฯลองถั่น   ขณะที่การลงทุน FDI ชะลอตัวระยะสั้น  จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยน    ต้นทุนพลังงานสูง   มั่นใจพื้นฐานทางเศรษฐกิจเวียดนามแกร่ง GDP โต 7.83% สูงสุดในอาเซียน  พร้อมขยายพื้นที่ลงทุนแห่งใหม่  “อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ” (Amata City Phu Tho) กว่า 2,970 ไร่ รองรับเทรนด์อุตสาหกรรมไฮเทคและ ESG 

นายโอซามู ซูโด รองประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ วีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ AMATAV เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/ 2569  บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 688 ล้านบาท ลดลง  19%  เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนส่งผลให้กำไรขาดทุนสุทธิราว 2 ล้านบาท  สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการโอนที่ดินลดลงเป็นไปตามรอบการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน  ซึ่งเป็นภาวะปกติที่จะมียอดการโอนที่ดินต่ำ  อย่างไรก็ตามการดำเนินงานในภาพรวมยังมีรายได้ประจำจากการให้บริการด้านสาธารณูปโภค (Recuring Income) ที่ทำให้เกิดกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามแผนการขับเคลื่อนธุรกิจ ที่ยังต้องเผชิญกับความท้าท้ายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง ต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีผลต่อการขยายการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าในการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีรายได้ทางการเงินเพิ่มขึ้น 30% เป็น 16 ล้านบาท  ส่วนฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ทางบริษัทมีสินทรัพย์รวม 13,887 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.98%) ส่วนของผู้ถือหุ้น  6,511  ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 3.66%) อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio): 1.1 เท่า (อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี) ทั้งนี้ อมตะ วีเอ็น จึงพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ“Amata City Phu Tho” หรือ Doan Hung Industrial Park บนพื้นที่ 475.67 เฮกตาร์ (ประมาณ 2,970 ไร่) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว 

สำหรับแผนการพัฒนาโครงการ อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1   (ปี 2568–2572) พื้นที่ 239.43 เฮกตาร์ เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และระยะที่ 2 (ปี 2572 เป็นต้นไป) พื้นที่ 236.24 เฮกตาร์ หรือ 1,476.5 ไร่ ขยายการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง โครงการดังกล่าวมีอายุสัมปทานการดำเนินงานยาวนานถึง 50 ปี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มในภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม 

"จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่สร้างแรงกดดันทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัวในระยะสั้น   ดังนั้น ในระยะยาวได้ประเมินว่า ยังมีปัจจัยบวกที่จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีน    ซึ่งมีความต้องการที่ดินนิคมฯ เพื่อพัฒนาเป็นสถานประกอบการ  และยังมีรายได้ประจำ (จากการให้บริการธุรกิจสาธารณูปโภค ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง " นายโอซามู  กล่าวเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามในไตรมาสแรกยังเติบโต โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัว 7.83% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านมาตรการภาษีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังพบว่าเม็ดเงินลงทุนโดยตรง FDI  ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อการลงทุนในเวียดนามที่จะเป็นฮับการผลิตแห่งใหม่ของเอเชีย  โดยข้อมูลจากหน่วยงานสถิติภายใต้กระทรวงการคลังเวียดนาม ได้มีการระบุว่า มูลค่าการลงทุน  FDI ที่เบิกจ่ายจริงในไตรมาส1/69 อยู่ที่ 7.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น9.8% และมูลค่า FDI ใหม่ รวมถึงการเพิ่มทุนและเข้าซื้อหุ้น อยู่ที่ 18.24 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในพื้นที่ลงทุน ในเมืองต่างๆของเวียดนาม  อมตะ วีเอ็น ยังคงยึดมั่น ในแนวทางการพัฒนาธุรกิจแบบ  “ALL WIN”   โดยตั้งเป้าพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสู่การเป็น Carbon Neutral

City ภายในปี 2583 ซึ่งจากปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยคาร์บอนลง 9.58% และลดการใช้น้ำได้ถึง 35% ตอกย้ำการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ยั่งยืน

‘สีจิ้นผิง–ทรัมป์’ ประชุมวงในปักกิ่ง ย้ำสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ ทรัมป์เปรยรอต้อนรับที่วอชิงตัน วางรากฐานสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

สีจิ้นผิง-ทรัมป์ ประชุมแบบจำกัดวงในปักกิ่ง ทรัมป์เปรยรอต้อนรับอย่างอบอุ่นที่วอชิงตัน

วันศุกร์ (15 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จัดการประชุมแบบจำกัดวงกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ เรือนรับรองจงหนานไห่ กรุงปักกิ่งของจีน โดยการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นหนึ่งวันหลังจากสีจิ้นผิงจัดการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค.

สีจิ้นผิงกล่าวว่าการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ถือเป็นการเยือนสำคัญครั้งประวัติศาสตร์ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ในการสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ อีกทั้งบรรลุความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญเกี่ยวกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่มีเสถียรภาพ การขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติในหลากหลายด้าน รวมถึงการจัดการข้อกังวลของอีกฝ่ายอย่างเหมาะสม

สีจิ้นผิงเสริมว่าทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการประสานงานในประเด็นระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค โดยการเยือนครั้งนี้ของทรัมป์เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพิ่มพูนความไว้วางใจ และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศดีขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าการที่จีนและสหรัฐฯ ค้นหาแนวทางที่ถูกต้องในการก้าวไปด้วยกัน รวมถึงบรรลุการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันนั้นเป็นทั้งความปรารถนาร่วมกันของประชาชนสองประเทศ และความคาดหวังของผู้คนทั่วโลก

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงระบุว่าขณะที่ทรัมป์หวังที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ตนมุ่งมั่นนำพาประชาชนจีนไปสู่การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน ซึ่งจีนและสหรัฐฯ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาและการฟื้นฟูของตนเองได้ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือ โดยทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่สำคัญที่ได้บรรลุไว้อย่างจริงจัง รักษาแนวโน้มเชิงบวกที่ได้มาอย่างยากลำบาก ยึดมั่นในทิศทางที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อเกิดการรบกวน และร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้พัฒนาอย่างมั่นคง

ด้านทรัมป์ระบุว่าตัวเขาพร้อมเดินหน้ารักษาการสื่อสารอย่างจริงใจและลึกซึ้งกับสีจิ้นผิง และรอคอยที่จะได้ต้อนรับสีจิ้นผิงอย่างอบอุ่นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ โดยเขายังแสดงความขอบคุณสีจิ้นผิงเป็นอย่างมากที่เชิญเยือนจงหนานไห่ พร้อมระบุว่าการเยือนจีนครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเป็นการเยือนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งและน่าประทับใจยากจะลืมเลือน

ที่มา : Xinhua

“ชิงสุกก่อนห่าม” หรือ “มายาคติ”? เปิดหลักฐานพระยาทรงสุรเดช ชวนทบทวนประวัติศาสตร์ 2475 เมื่อราษฎรยังไม่เข้าใจการปกครอง แต่คณะราษฎรเลือกเดินหน้า

ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ราษฎรสยามมีความพร้อมแล้วหรือไม่?

ตามที่ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน ในWebsite The 101 ว่าความไม่พร้อมของประชาชน เป็นมายาคติ ว่า

""มายาคติ “ชิงสุกก่อนห่าม”

คำว่า “ชิงสุกก่อนห่าม” กลายเป็นคำที่ถูกผูกติดกับการปฏิวัติ 2475 เพื่อให้ภาพว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นโดยที่ประชาชนยังไม่พร้อมเพราะขาดการศึกษา และเกิดขึ้นทั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเตรียมที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ปวงชนชาวไทยอยู่แล้ว"

ในประเด็นนี้ พระยาทรงสุรเดช หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ได้เคยบันทึกเอาไว้ใน บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 เอาไว้ว่า

"...ที่กล่าวกันว่า การปฏิวัติครั้งนี้ย่อมจะต้องราบรื่นอยู่เอง เพราะราษฎรมีความต้องการอยู่พร้อมแล้วนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน แม้ทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๔๘๒) ราษฎรก็ไม่กระจ่างแจ้งในเรื่องระเบียบการปกครองเอง ทั้งที่โฆษณาและมีคนไปชี้แจงให้ฟังเสมอ ๆ อย่าว่าแต่ราษฎรชาวนาเลย แม้พวกข้าราชการเองก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจวิธีปกครอง

เพราะฉะนั้น จึงเกือบกล่าวได้ว่า เมื่อก่อนปฏิวัติ คนไทยเรารู้จักการปกครองวิธีเดียวเท่านั้น ยกเว้นส่วนน้อยเหลือเกิน สำหรับราษฎร เมื่อหนักหนาเข้า ก็ได้แต่บ่นอุบอิบว่าแย่แล้วเจ้าพระคุณ ส่วนข้าราชการไม่มีความรู้สึกอะไร นอกจากว่าถูกแต่งตั้งให้มาเป็นนายของราษฎรแล้ว และคอยหาโอกาสฝากเนื้อฝากตัวเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จะได้กรุณาเขาให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นและเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนงานของชาติรอไว้ก่อนได้ ผลเสียแห่งงานของชาติดูไม่ทำให้เกิดความรู้สึกละอาย ส่วนพวกที่เกลียดเจ้าก็มีอยู่เป็นธรรมดา แต่พวกนี้ก็ดีใจเมื่อทราบว่ามีการปฏิวัติ แต่ก็เพียงเท่านั้น ไม่มีส่วนทำให้การปฏิวัติสำเร็จง่ายขึ้นเลย

ความไม่เข้าใจและความไม่เอาใจใส่ของราษฎรเราเห็นได้ถนัดเมื่อวันประกาศรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันต์ฯ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องต้อนราษฎรให้เข้าไปฟังในพระที่นั่งกันเสียแทบแย่ และก็ได้จำนวนราษฎรสักหยิบมือเดียวไปยืนฟังโดยไม่รู้เรื่องอะไร หากจะมีละครให้ดู และมีเจ๊กก๋วยเตี๋ยวด้วยแล้ว คนจะไปมากกว่านั้นมาก ในปีต้น ๆ ที่มีราษฎรไปงานรัฐธรรมนูญกันมาก นั่นไม่หมายความว่าเพราะเข้าใจและเลื่อมใสการเปลี่ยนแปลง ต้องการเที่ยวสนุกเท่านั้น ไม่ต้องการรู้อะไรมากไปกว่ามีการมหรสพอะไรที่ไหนวันใดเท่านั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ เพราะนายทหารบกผู้เป็นหัวหน้าตกลงใจเด็ดขาดให้ลงมือทำ เพราะฉะนั้น เหตุผลผู้เป็นหัวหน้าจึงน่าจะต้องถือเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นโดยแท้"

คำถามทิ้งท้ายก็คือ ระหว่างคำพูดของพระยาทรงฯ หลวงประดิษฐฯ หลวงพิบูลฯ หรือ ประจักษ์ ฯลฯ ข้อกล่าวอ้างของใครมีความหนักแน่นกว่ากัน และการทำความเข้าใจประเด็น 2475 นั้น ลำพังการใช้หลักฐานด้านเดียว หรือหลักฐานที่สอดคล้องกับข้อเสนอของตนเองนั้นเพียงพอแล้วหรือ และควรที่จะวิพากษ์หลักฐาน ข้อกล่าวอ้างทั้งจากหลักฐานของพระยาทรงฯ  ปรีดี หรือประจักษ์อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นการวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รอบด้านและเป็นธรรมต่อทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ 2475?

อ้างอิง

1. ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2560). การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน,จาก Website The 101

2. พระยาทรงสุรเดช. บันทึกพระยาทรงสุรเดชเมื่อวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475/บทที่ 2, จาก Website Wikisource

EV จีนบุกตลาดอังกฤษแรง!! นักวิชาการชี้แบตเตอรี่คือจุดแข็ง ดัน BYD–Jaecoo ขึ้นผู้ท้าชิงหลัก จีนไม่ใช่แค่รถราคาถูก แต่ส่งออกทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า

นักวิชาการเผย EV ผลิตในจีน บุกตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น แบตเตอรี่คือจุดแข็ง

ลอนดอน, 15 พ.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) เดวิด เบลีย์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจประจำมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมของสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีนกำลังปรากฏให้เห็นในตลาดสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น โดยแบรนด์จีนขยับสถานะจากผู้เล่นชายขอบสู่ผู้ท้าชิงหลักอย่างชัดเจน

เบลีย์ให้สัมภาษณ์ความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากสมาคมผู้ผลิตและผู้ค้ายานยนต์ของสหราชอาณาจักร (SMMT) เผยแพร่ข้อมูลสถิติว่ายานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของปี 2026

สมาคมฯ ระบุว่าแบรนด์จีนอย่างบีวายดี (BYD) และเจคู (Jaecoo) มียอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรในช่วง 4 เดือนแรก จำนวน 30,480 คัน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

หากนับรวมแบรนด์ที่มีบริษัทจีนเป็นเจ้าของ เช่น วอลโว่ (Volvo) โพลสตาร์ (Polestar) และโลตัส (Lotus) ยอดจำหน่ายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 40,222 คัน หรือร้อยละ 22.7 ของยอดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงดังกล่าว

เบลีย์กล่าวว่าผู้ผลิตจากจีนได้รับประโยชน์จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กลายเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ที่เชื่อถือได้ของผู้บริโภค โดยเฉพาะจุดแข็งด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่

นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของจีนไม่เพียงแข่งขันด้านราคาที่จับต้องได้ แต่ยังแข่งขันด้านระยะทางการขับขี่ ซอฟต์แวร์ และการออกแบบยานพาหนะอีกด้วย

เบลีย์มองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกรถยนต์เท่านั้นอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

ทั้งนี้ เบลีย์ชี้ว่าบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรและจีนยังมีโอกาสร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตอยู่มาก โดยฝั่งจีนสามารถมองหาโอกาสประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรตามเป้าหมายขยายฐานการผลิตในต่างประเทศและการเป็นที่รู้จักในตลาดท้องถิ่นต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เบลีย์เสริมว่าการที่แบรนด์จีนจะเข้ามาตั้งฐานประกอบยานยนต์ในสหราชอาณาจักรไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ความร่วมมือลักษณะดังกล่าวอาจช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์ไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของสหราชอาณาจักร

น้ำจืดเกาะล้านยังวิกฤต!! แก้น้ำจืดเกาะล้านเลือกทางไหนดีท่อใต้ทะเลพัทยา–เกาะล้าน หรือผลิตน้ำทะเล RO พึ่งตัวเองบนเกาะ ชั่งน้ำหนักแผน “ธนาธร” กับทีม “นายกเบียร์” แบบไหนเสี่ยงน้อยกว่า

แก้ปัญหาน้ำจีดบนเกาะล้าน เลือกแบบไหนดี?

ใครเคยไปเที่ยวเกาะล้านจะรู้ดีว่าน้ำที่นั่นแพงและบางทีก็ไม่พอใช้จริงๆ ปัญหานี้มีมานานแล้ว

ล่าสุดคุณธนาธรออกมาเสนอ "วางท่อน้ำใต้ทะเลเชื่อมพัทยา-เกาะล้าน" ฟังแล้วว้าวมากเลยนะ ใจฟูจริงๆ

แต่พอถามวิศวกรตัวจริงได้คำถามกลับมาสามข้อ

1. ฝั่งพัทยาน้ำยังไม่พอใช้เลย จะเอาน้ำจากไหนส่งมาเกาะ?

2. ถ้าท่อใต้ทะเลแตกขึ้นมาซ่อมทีเป็นเดือน ระหว่างนั้นชาวเกาะจะอยู่ยังไง?

3. งบก่อสร้างเท่าไหร่ แล้วกระทบธรรมชาติแค่ไหน?

ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนสักข้อเลย

ส่วน ทีมนายกเบียร์ แก้แบบนี้

1. ระยะเร่งด่วน ซื้อน้ำแบบขายส่ง (bulk sale) ให้ชาวเกาะได้น้ำในราคาไม่เกิน 170 บาท/ตัน จากเดิมที่จ่ายกันอยู่ที่ 200–400 บาท/ตัน พร้อมเพิ่มกำลังผลิตน้ำจาก 300 เป็น 1,000 ลูกบาศก์เมตรทันที

2. ระยะยาว ผลิตน้ำจากน้ำทะเล (RO) บนเกาะเองเลย ตอนนี้ดำเนินมาถึงขั้นคัดเลือกเอกชนแล้ว จะเพิ่มกำลังผลิตอีก 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน รองรับได้ถึง 25 ปี

น้ำทะเลรอบเกาะมีไม่จำกัด ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องลุ้นท่อใต้ทะเล

พอชั่งน้ำหนักดู

ของคุณธนาธร ฟังดูว้าว แต่ยังไม่ชัวร์ว่าทำได้จริง และมีความเสี่ยงสูงทั้งเรื่องน้ำต้นทุน งบประมาณ และการซ่อมบำรุง

ของนายกเบียร์ เน้นพึ่งตัวเอง ลดความเสี่ยง และกำลังเดินหน้าอยู่จริงๆ แล้ว

สุดท้ายคนบนเกาะเลือกเองได้เลยนะคะ แต่ส่วนตัวแอดขอเอาแบบที่ "มีน้ำใช้จริงทุกวัน ตลอดปี" ดีกว่าค่ะ

ที่มา : ความจริงชลบุรี-พัทยา 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122110100277133847&id=61584015434371&rdid=kxAn9lsrjZYQxB2c#

SPRC ไตรมาสแรกกำไรโตแรง!! จากราคาน้ำมันโลกพุ่ง–กำไรสต็อกหนุน แม้เดินหน้าซ่อมบำรุงใหญ่ SPRC รายได้ Q1 แตะ 1,626.7 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำบริหารเสี่ยงท่ามกลางตะวันออกกลางผันผวน

SPRC ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย

กรุงเทพฯ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 — บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 1,626.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 228.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่แล้ว กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยส่วนใหญ่เป็นผลกำไรจากสต็อกน้ำมัน (สุทธิภาษี) จำนวน 177.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหากไม่รวมกำไรจากสต็อกน้ำมัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิหลังปรับปรุงอยู่ที่ 51.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นผลมาจากอัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นที่ลดลงจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน (Turnaround & Inspection - T&I) รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในไตรมาสดังกล่าว

อัตราการนำน้ำมันดิบเข้ากลั่นในไตรมาสที่ 1/2569 คิดเป็น 63.2% เทียบกับ 92.6% ในไตรมาสที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนงาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ โดยการซ่อมบำรุงดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่น พร้อมเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูง ซึ่งกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทฯ ได้รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันอันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการขาดทุนสต็อกน้ำมัน นอกจากนี้ ค่าส่วนต่างราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งทางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของน้ำมันในตลาดโลก ตลอดจนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย

นายเฮอร์เบิร์ต แมทธิว เพนน์ ที่ 2 ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ SPRC กล่าวว่า “บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะของตลาดอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการบริหารสต็อก กระแสเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของการดำเนินงาน และการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน

ของประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้จัดสรรกำไรเพื่อการจัดซื้อน้ำมันดิบ การเสริมประสิทธิผลในการดำเนินงาน การยกระดับโรงกลั่นและคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเสถียรภาพของผลการดำเนินงานในระยะยาว นอกจากนี้ เรายังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อการปรับปรุงผลกำไร ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล”

“ในฐานะธุรกิจโรงกลั่นที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจเป็นวัฏจักร SPRC ยังคงมุ่งมั่นบริหารธุรกิจและการเงินอย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับทุกวงจรของวัฏจักรเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุดสำหรับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้พอเพียงกับความต้องการภายในประเทศ และสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย” นายแมทธิว เพนน์ กล่าวสรุป

ฟีฟ่ากุมขมับ!! ‘จีน–อินเดีย’ ตกรอบบอลโลก แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์ จากหวังโกยเงิน ‘จีน–อินเดีย’ สู่ดีลล่ม ทำรายได้ตลาดยักษ์สะดุด

ฟีฟ่ากุมขมับ 'จีน-อินเดีย' ตกรอบ แถมเมินซื้อลิขสิทธิ์บอลโลก

สื่ออังกฤษ เดอะการ์เดียน รายงานว่าจานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานฟีฟ่า (#FIFA) ถึงกับ “นอนไม่หลับ” ในช่วงนี้ เพราะปวดหัวอย่างหนักหลังจีนและอินเดียปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก

เดิมทีการเพิ่มจำนวนทีมในฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม ก็เพื่อปูทางให้จีนและอินเดียผ่านเข้ารอบ หวังจะกอบโกยผลกำไรมหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์และสปอนเซอร์จากตลาดประชากรรวม 2.7 พันล้านคน แต่ผลปรากฏว่านอกจากจีนและอินเดียจะไม่ผ่านเข้ารอบแล้ว ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงอีกด้วย

ในทางกลับกัน ประเทศเล็กๆ อย่าง กาบูเวร์ดี (Cape Verde) ประเทศเกาะที่ตั้งอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา (ประชากร 5.7 แสนคน) และ กือราเซา (Curaçao) (ประชากร 1.5 แสนคน) กลับทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำเอาฟีฟ่าถึงกับเหงื่อตก

จีน: ฟีฟ่าเสนอราคาเริ่มต้นที่ 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทัวร์นาเมนต์ (ก่อนจะยอมลดลงเหลือ 120-150 ล้านดอลฯ) แต่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนตั้งราคาในใจไว้เพียง 60-80 ล้านดอลฯ เท่านั้น การเจรจาจึงล่มไม่เป็นท่า

อินเดีย: แพ็กเกจลิขสิทธิ์รวม 2 ทัวร์นาเมนต์ถูกหั่นราคาจาก 100 ล้านดอลลาร์ฯ เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ฯ แต่ JioStar สื่อท้องถิ่นของอินเดียยอมจ่ายสูงสุดแค่ 20 ล้านดอลฯ ดีลนี้จึงถูกปัดตกไป

ความเจ็บปวดของฟีฟ่าคือการขาดจีนและอินเดียไป ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนเพิ่มจากค่าลิขสิทธิ์ไปถึง 30% แม้จะมี 175 ประเทศทั่วโลกเซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว แต่กลับขาดตลาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกที่มีประชากรรวมกันเกือบ 3 พันล้านคนไปเสียอย่างนั้น

แม้จะอ้าง "โลกาภิวัตน์ ฟุตบอลไร้พรมแดน" แต่ความในใจที่แท้จริงคือฟีฟ่าต้องการคือทีมชาติจากประเทศมหาอำนาจที่ทำเงินได้ ไม่ใช่ทีมน้องใหม่จากประเทศเล็กๆ

ที่มา : Jeenthainews

https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1347620260565112/?rdid=W7slyLXZFG3HDitJ#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top