16 พฤษภาคม 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย แต่ศรัทธาของผู้คนยังไม่เลือนหาย

16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” ละสังขาร ปิดฉากตำนาน “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” พระเถระผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทย

วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นอีกหนึ่งวันแห่งความอาลัยของคนไทย เมื่อ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือที่ประชาชนรู้จักกันทั่วประเทศในนาม “หลวงพ่อคูณ” ละสังขารอย่างสงบที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เวลา 11.45 น. สิริอายุ 92 ปี การจากไปของท่านไม่เพียงเป็นข่าวใหญ่ของวงการพระพุทธศาสนา แต่ยังสะเทือนใจประชาชนทั่วประเทศ เพราะหลวงพ่อคูณคือพระเถระผู้เป็นที่รักและศรัทธาของผู้คนมาหลายทศวรรษอย่างแท้จริง

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 การละสังขารของหลวงพ่อคูณครบรอบ 11 ปี และชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสาน ผู้ได้รับสมญาจากสื่อและประชาชนว่า “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” คำเรียกนี้สะท้อนศรัทธาอันมหาศาลที่ผู้คนมีต่อท่าน โดยเฉพาะชาวจังหวัดนครราชสีมาและลูกศิษย์จากทั่วประเทศที่ผูกพันกับชื่อของวัดบ้านไร่และหลวงพ่อคูณมาอย่างยาวนาน

หลวงพ่อคูณเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2466 ที่อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ในครอบครัวชาวไร่ชาวนา และอุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2487 ได้รับฉายาว่า “ปริสุทฺโธ” ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นพระผู้มีชื่อเสียงอย่างสูงจากทั้งการปฏิบัติธรรม วิชาคาถาอาคม และการเป็นพระนักพัฒนาที่ลงมือช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจังตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ

สิ่งที่ทำให้หลวงพ่อคูณแตกต่างจากพระเกจิทั่วไป คือท่านไม่ได้เป็นเพียงพระที่ผู้คนเคารพบูชาทางจิตใจ แต่ยังเป็นพระผู้มีบทบาทเด่นในด้าน สาธารณประโยชน์ อย่างกว้างขวาง หลวงพ่อคูณมีชื่อเสียงในการบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล อาคารเรียน อาคารแพทย์ กุฏิ ศาลา และสาธารณูปโภคจำนวนมากทั่วประเทศ จนหลายคนจดจำท่านในฐานะพระที่ “ให้” อย่างไม่เลือกยากดีมีจน.
ชื่อเสียงของหลวงพ่อคูณยังขยายกว้างจากคำสอนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และเข้าถึงคนธรรมดาได้ง่าย ท่านกลายเป็นพระที่ไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในหมู่ชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังได้รับความเคารพจากคนทุกชนชั้น ทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมือง ศิลปิน นักกีฬา และประชาชนทั่วไป ทำให้วัดบ้านไร่กลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาใหญ่ของประเทศในยุคหนึ่งอย่างแท้จริง

เมื่อท่านละสังขารในวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 บรรยากาศทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและทั่วประเทศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สื่อไทยรายงานตรงกันว่ามีประชาชนจำนวนมากติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและหลั่งไปร่วมแสดงความอาลัย เพราะการจากไปของหลวงพ่อคูณถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของพระเถระผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่ง ที่ยืนอยู่กลางความศรัทธาของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การละสังขารของหลวงพ่อคูณมีความหมายมาก คือท่านไม่เพียงเป็นพระผู้มีชื่อเสียง แต่เป็น “สัญลักษณ์” ของความหวังและแรงใจของผู้คนจำนวนมหาศาล ในสายตาของศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อคูณคือพระที่เข้าถึงง่าย เมตตา พูดตรง ทำจริง และใช้ชื่อเสียงที่มีเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกที่แม้หลังท่านละสังขาร ชื่อของท่านยังคงถูกกล่าวถึงด้วยความอาลัยและศรัทธาอย่างสม่ำเสมอ

ในทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย หลวงพ่อคูณจึงเป็นมากกว่าพระเกจิผู้โด่งดัง แต่เป็นพระเถระที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคมไทยยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ท่านเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักเมตตา และพระผู้มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมอย่างสูง ชีวิตของท่านแสดงให้เห็นว่า ศรัทธาของประชาชนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังเพื่อการศึกษา การแพทย์ และการพัฒนาสาธารณะได้จริง

ดังนั้น วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 จึงไม่ใช่เพียงวันละสังขารของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันแห่งการปิดฉากตำนานของ “หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ” พระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ แม้ร่างกายของท่านจะล่วงลับไป แต่คุณูปการ คำสอน และความทรงจำที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงอยู่ในสังคมไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่มา : https://www.bangkokpost.com/thailand/general/563319/luang-phor-khoon-dies-at-92?