Saturday, 31 October 2026
THE STATES TIMES TEAM

ต้องใช้มาตรการเด็ดขาด!! ‘พีระพันธุ์’ เขย่ารัฐบาลเลิกอ้อมค้อม เรียกร้องบังคับใช้กฎหมาย ม.122 ขั้นเด็ดขาด สกัดส่งน้ำมันหนุนยุทธปัจจัยเขมร ลั่น 'จับ-ดำเนินคดี' ทันที ไม่ต้องรอกฎอัยการศึก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กรณีบริษัทน้ำมันของไทยยังคงมีการส่งน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดด้านความมั่นคง โดยระบุว่า  ตนได้ติดตามรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า กองทัพเรือกำลังแก้ไขปัญหาเรือไทยที่ลำเลียงน้ำมันอ้อมผ่านประเทศสิงคโปร์ หรือไปรับน้ำมันจากสิงคโปร์ก่อนนำไปส่งต่อให้กัมพูชา โดยมีการชี้แจงว่ากำลัง “ขอความร่วมมือ” จากเจ้าของเรือไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้วิธีขอความร่วมมือ ทั้งที่การกระทำลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 อย่างชัดเจน” นายพีระพันธุ์กล่าว

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำว่า กฎหมายอาญามาตรา 122 ระบุชัดว่า การอุปการะ สนับสนุน หรือช่วยเหลือการดำเนินการรบ หรือการตระเตรียมการรบของข้าศึก เป็นความผิดร้ายแรง และหากการกระทำนั้นทำให้ข้าศึกได้เปรียบในการรบ มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องรอการประกาศกฎอัยการศึกแต่อย่างใด

“น้ำมันคือยุทธปัจจัยหลักของสงคราม ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลใดให้เชื่อว่าน้ำมันที่ถูกส่งออกไปจะไม่ถูกนำมาใช้ต่อสู้กับประเทศไทย” นายพีระพันธุ์ระบุ

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่รัฐควรดำเนินการไม่ใช่การขอความร่วมมือ แต่ต้องจับกุมและดำเนินคดีทันที ทั้งผู้ควบคุมเรือ เจ้าของเรือ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่า เรือไทย บริษัทขนส่ง หรือบริษัทค้าน้ำมันรายใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายสนับสนุนยุทธปัจจัยให้ข้าศึก พร้อมเรียกร้องให้รัฐประกาศอย่างชัดเจนว่า ผู้ใดส่งน้ำมันหรือยุทธปัจจัยให้กัมพูชา ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ถือเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย และต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังเรียกร้องให้มีการตรวจสอบรถบรรทุกน้ำมันทุกคันที่ผ่านด่านช่องเม็กอย่างเข้มงวดโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งการตรวจเอกสารการส่งออก ตรวจสอบปลายทางที่แท้จริง ผู้รับสินค้า และวัตถุประสงค์การใช้งาน รวมถึงการควบคุมตัวและสอบปากคำคนขับรถทุกคันเมื่อเดินทางกลับเข้าประเทศ เพื่อยืนยันปลายทางสุดท้ายของการขนส่ง

“บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าข่ายเป็นผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 122 ซึ่งเป็นความผิดด้านความมั่นคงของรัฐ” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ การขนส่งดังกล่าว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังประกาศห้ามตามคำสั่งของกองทัพภาคที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาเป็นข้ออ้างได้ เนื่องจากเป็นคนละประเด็น โดยคำสั่งห้ามเป็นมาตรการป้องกัน ขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 122 เป็นกฎหมายความมั่นคงของชาติที่มีผลบังคับใช้อยู่ตลอดเวลา

นายพีระพันธุ์ ยังระบุว่า นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจได้ทันที ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการออกคำสั่งหรือกำหนดนโยบายห้ามการกระทำลักษณะดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

“แต่น่าแปลกใจที่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีคำสั่งใดออกมา กลับเลือกใช้วิธีขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ในขณะที่ทหารไทยต้องยืนอยู่แนวหน้า เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องประเทศ” นายพีระพันธุ์กล่าว พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ไม่ใช่เวลาของความลังเลหรืออ้อมค้อม แต่เป็นเวลาที่รัฐต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เพื่อประเทศ เพื่ออธิปไตย และเพื่อไม่ให้การเสียสละของทหารไทยต้องสูญเปล่า

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 3 พลิกซัปพลายเชนให้กินขาด ลองมองและคิดแบบ “Freshket” เปลี่ยนจาก “พ่อค้าคนกลาง” เป็น “ผู้จัดการทั้งระบบ” เชื่อมเกษตรกร-ซัปพลายเออร์-ร้านอาหาร ไว้ในระบบเดียวกัน

SME ไทยจำนวนมากอยู่ใน “วงการของสด” ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม คาเฟ่ โรงงานอาหาร หรือแม้แต่ฟาร์มและซัพพลายเออร์วัตถุดิบ ปัญหาเดิม ๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยคือ…
- ราคาผันผวนทุกวัน  
- สั่งของทีละหลายเจ้า จดๆ โทรๆ ไลน์กันมั่วไปหมด  
- ของมาผิด ของขาด ของเกิน ของเสีย  
- เกษตรกรขายได้ถูก ร้านอาหารซื้อได้ไม่ถูกอย่างที่ควร

สตาร์ตอัปไทยอย่าง Freshket เลือกลงไปอยู่ตรง “ใจกลางความวุ่นวาย” นี้ แล้วถามคำถามง่าย ๆ ว่า

“ถ้าเราทำให้การซื้อ-ขายวัตถุดิบอาหารสด อยู่ในระบบเดียวที่โปร่งใสและควบคุมได้ ธุรกิจทั้งห่วงโซ่จะดีขึ้นกี่ต่อ?”

จากคำถามนี้ ทำให้เกิดแพลตฟอร์มที่เชื่อมเกษตรกร / ซัปพลายเออร์ / คลังเย็น / ร้านอาหาร ไว้ใน ecosystem เดียวกัน

1. จากตลาดสดกระจัดกระจาย สู่ “แพลตฟอร์มเดียว”

Freshket ไม่ได้บอกว่า “เราคือร้านขายผักออนไลน์” แต่บอกว่า “เราจัดระเบียบโซ่อาหารให้คุณ”

แนวคิดคือ
- ร้านอาหารไม่ต้องโทรหาซัพพลายเออร์ทีละเจ้า  
- สั่งทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มเดียว  
- ระบบช่วยจัดการรวมออร์เดอร์ / แบ่งรอบส่ง / คุมคุณภาพ  
- ข้อมูลราคาและการสั่งซื้อทั้งหมดถูกเก็บเป็นดาต้า

SME ที่อยู่ในธุรกิจตัวกลาง ลอกตรงนี้ได้เลย ถามตัวเองว่า
- ลูกค้าต้อง “ประสานงานหลายเจ้า” เกินเหตุไหม?  
- เราสามารถรวมทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มหรือบริการเดียวได้หรือเปล่า?  
- แทนที่จะขายแค่ “สินค้า” เราขาย “ความเป็นระเบียบทั้งระบบ” ได้ไหม?

2. หยุดมองตัวเองเป็น “คนกลาง” แล้วอัปเกรดเป็น “ตัวเพิ่มมูลค่า”

ก่อนจะมีแพลตฟอร์มแบบนี้ คำว่า “คนกลาง” ถูกมองว่ามีหน้าที่แค่ ซื้อถูก-ขายแพง-กินส่วนต่าง

แต่ Freshket เพิ่มมูลค่าตัวเองด้วย

- ระบบรวมออร์เดอร์ = ช่วยให้ต้นทางกับปลายทางวางแผนได้ดีขึ้น  
- คลังเย็น + โลจิสติกส์ = ลดของเสีย  
- มาตรฐานคุณภาพ = ทำให้ร้านอาหารมั่นใจ  
- ดาต้าการซื้อ-ขาย = ใช้ต่อรองกับผู้ผลิตและวางแผนระยะยาว

SME ไทยที่ตอนนี้ทำตัวกลางอยู่ ลองถามตัวเอง “เราทำอะไรให้ทั้งฝั่งต้นทาง และฝั่งปลายทาง ดีขึ้นอย่างชัดเจนบ้าง นอกจากส่งของตามออเดอร์?”

ถ้ายังตอบไม่ได้ = คือโอกาสทองในการรีดีไซน์ธุรกิจ

3. มอง “ทั้งห่วงโซ่” แทนการมองแค่หน้าบ้านตัวเอง

Freshket ไม่ได้สนใจแค่จุดเดียว แต่มองตั้งแต่
- ฟาร์ม/แหล่งผลิต  
- ผู้รวบรวม/โรงคัด  
- ระบบขนส่ง  
- คลังเย็น  
- ครัวร้านอาหาร/โรงแรม  

แล้วมองว่า “จุดไหนคือคอขวด? จุดไหนทำให้ต้นทุนบาน? จุดไหนทำให้คุณภาพร่วง?”

SME ลอกได้ทุกวงการ ไม่ว่าคุณจะอยู่สายไหน เช่น
- ก่อสร้าง  
- โลจิสติกส์  
- สินค้าอุปโภคบริโภค  
- บริการ B2B  

ลองวาด “แผนที่ห่วงโซ่” ของอุตสาหกรรมตัวเอง แล้วตอบ 3 ข้อนี้
1. จุดไหนที่คนบ่นเยอะสุด?  
2. จุดไหนที่ไม่มีใครอยากยุ่ง แต่จำเป็นต้องมี?  
3. ถ้าเราไปแก้ตรงนั้นได้ เราจะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของวงการไหม?

Freshket ตอบว่า “ใช่” กับข้อ 3 ในซัพพลายเชนอาหาร  
นั่นแหละคือเหตุผลที่ทุนใหญ่สนใจ

4. SME เรียนรู้อะไรจาก Freshket แบบเอาไปใช้ได้เลย

(1) เลิกคิดแค่ร้านเรา เริ่มคิดทั้งระบบ  
   - คำถามไม่ใช่ “จะขายของให้ใคร”  
   - แต่คือ “จะทำให้ทั้งระบบทำงานดีขึ้นยังไง แล้วเราจะอยู่ตรงไหน?”

(2) ยิ่งวุ่น ยิ่งโอกาส  
   - ที่ไหนมี “โทรทั้งวัน / ไลน์ทั้งวัน / ข้อมูลไม่ตรงกัน”  
     ที่นั่นมักเป็นโอกาสทองของคนที่กล้าทำระบบ

(3) ดาต้าคืออาวุธ  
   - ทุกการสั่งซื้อ ทุกคำสั่ง ทุกบิล คือดาต้า  
   - ถ้าเก็บและอ่านเป็น คุณจะเห็น pattern ที่คนอื่นไม่เห็น

(4) ใช้พาร์ตเนอร์ใหญ่เป็นลิฟต์ ไม่ใช่บันได  
   - ถ้าคุณแก้ปัญหาใหญ่ได้จริง ทุนใหญ่/แบรนด์ใหญ่จะอยากเชื่อมกับคุณเอง  
   - แทนที่จะ “วิ่งขอความช่วยเหลือ” คุณกลายเป็น “ชิ้นส่วนที่เขาต้องการ”

สรุปตอนที่ 3 ซัพพลายเชนที่ดี = ข้อได้เปรียบที่คู่แข่งลอกยาก

SME ไทยที่คิดแบบ Freshket จะเริ่มมองว่า
- เราไม่ได้ขายของ
- เรากำลัง “จัดระบบให้ทั้งห่วงโซ่”

ถ้าคุณจับจุดนั้นเจอ ธุรกิจจะไม่ใช่แค่ร้านหนึ่งในตลาด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของทั้งอุตสาหกรรม

แก้ยากที่สุดในโลก!! 'ดร.อธิป' ยก 'รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น' เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก! หลังต้องทนอยู่เกือบ 8 ทศวรรษไม่เคยถูกแก้ แต่เยอรมนีแก้ไปแล้ว 58 ครั้ง ทั้งที่แพ้เหมือนกัน

‘ดร.อธิป’ ยก ‘รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น’ เป็น รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก ชี้ เกือบ 80 ปี ไม่เคยถูกแก้ นับตั้งแต่หารอเมริกันเขียนให้หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้อำนวยการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และนักวิชาการสาธารณะ ได้กล่าวถึงประเด็นน่าคิดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็น "รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก" และมีที่มาที่น่าสนใจว่า ถูกเขียนขึ้นโดยทหารอเมริกัน ไม่ใช่โดยคนญี่ปุ่นเอง

โดยระบุถึงประวัติการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 นายพลดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตรที่เข้ายึดครองญี่ปุ่น มีเป้าหมายชัดเจนคือ กำจัดลัทธิทหารนิยมให้สิ้นซาก จึงสั่งให้ทีมงานร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยื่นให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับแบบ "ไม่มีทางเลือก"

โดยมีข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ มาตรา 9 ที่ระบุว่า ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงครามอย่างสิ้นเชิง ห้ามมีกองทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ หรือศักยภาพในการทำสงครามใดๆ ทั้งสิ้น มาตรานี้กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถมีกองทัพในความหมายเต็มรูปแบบได้

และเพื่อให้แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ถูกแก้ไขได้ง่ายๆ มาตรา 96 จึงกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา (สภาผู้แทนราษฎรและสภาสูง) แล้วยังต้องผ่านประชามติอีกชั้นหนึ่ง

ผลที่ตามมาคือ ตลอด 78 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ในปี 1947 ญี่ปุ่นยังไม่เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเช่นกัน ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้ว 58 ครั้ง

ดร.อธิป ตั้งคำถามที่น่าคิดว่า "รัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดในโลก แล้วท่านเองจะรู้สึกอย่างไร หากเราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญที่ชาติอื่นเขียนให้ และเป็นชาติที่เคยทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ แถมยังแก้ไขไม่ได้มาเกือบ 80 ปีแล้ว"

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.atip.asvanund/video/7582863464822033681

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หวังไทย-กัมพูชาหยุดยิงโดยเร็ว เพื่อคุ้มครองพลเรือน รักษาสันติภาพและและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ขอให้ยับยั้งชั่งใจอย่าง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2568 เฟซบุ๊กเพจ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน(นายกัว เจียคุน) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้ผู้นำของบางประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่เหตุปะทะในชายแดนไทย-กัมพูชายังดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนในวันที่ 15 ธันวาคม 2568 มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่า ฝ่ายจีนจะมีความเห็นอย่างไร และฝ่ายจีนได้มีความพยายามอะไรบ้างเพื่อผลักดันการหยุดยิง

ตอบ: ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนได้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของประชาชนทั้งสองประเทศ ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ย้ายออกไม่ได้ จีนมีสุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศเอง” ภารกิจที่ด่วนที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง หยุดการสู้รบ และคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งสองฝ่ายจะมองในแง่ของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของบริเวณชายแดนและผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสอง ยับยั้งช่างใจอย่างสุดซึ้ง และดำเนินมาตรการทุกประการที่เอื้อต่อการบรรลุการหยุดยิง เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดโดยเร็ว

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ฝ่ายจีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิดโดยหลายช่องทางหลายระดับตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย ดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและจัดเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา ฝ่ายจีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง สนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่ทั้งสองฝ่ายล้วนยอมรับ ฝ่ายจีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ และจะทำต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ตามแนวทางของตนเองในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1GZf3zNeYQ/

หัวใจนักสู้!! สาวไทยพลิกสถานการณ์ ชนะเวียดนาม 3-2 เซต ซิวแชมป์วอลเลย์บอลหญิงซีเกมส์ 2025 สมัยที่ 17 อย่างยิ่งใหญ่

 

(16 ธ.ค. 68) วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พลิกชนะเวียดนาม 3-2 เซต ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก คืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คว้าเหรียญทองซีเกมส์ 2025 สมัยที่ 17 ได้สำเร็จในศึกชิงเหรียญทองที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและหัวใจนักสู้

.

การแข่งขันผ่าน 5 เซตสุดระทึก ไทยเริ่มต้นไม่ดี เสียเซตแรก 19-25 ก่อนจะเร่งสปีดกลับมาคุมเกมชนะในเซตสองและสาม 25-13, 25-18 ตีตื้นขึ้นนำ 2-1 เซต แต่เวียดนามไม่ยอมง่าย เบียดครองเซตสี่ 25-23 ก่อนจะปะทะกันด้วยความนิ่งในเซตสุดท้าย ช่วงดิวซ์ก่อนไทยเฉือน 25-23 ผงาดครองแชมป์

.

กัปตันทีม 'ชัชชุอร โมกศรี' กล่าวหลังเกมผ่านแพลตฟอร์ม Siam Sport ว่า "เวียดนามทำการบ้านดีมาก แต่ในเซต 5 เราคิดแค่อย่างเดียวว่าเราต้องไม่แพ้" และย้ำว่า "ทุกคนช่วยกันสู้จนถึงที่สุด"

.

เกมนี้ โค้ช 'เกียรติพงษ์ รัชตะเกรียงไกร' ส่งผู้เล่นหลักลงครบทีม ทั้ง 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' และ 'พรพรรณ เกิดปราชญ์' ที่เป็นหัวใจสำคัญของทีม นำทีมฝ่าฟันจนประสบความสำเร็จในบ้าน

.

แม้แมตช์นี้จะไม่ส่งผลต่ออันดับโลก ซึ่งทีมชาติไทยยังอยู่อันดับ 18 เหมือนเดิม แต่ความหมายของเหรียญทองครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่นี่คือการพิสูจน์หัวใจทีมชาติที่เข้มแข็งและไม่ยอมแพ้ในทุกเสี้ยววินาที ที่สามารถส่งมอบความสุขให้แฟนวอลเลย์บอลทั่วประเทศ

.

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1623621/

https://www.siamsport.co.th/seagames/96313/#google_vignette

 

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ส่องโปรไฟล์ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ‘ยศชนัน - สุริยะ – จุลพันธ์’ เตรียมนำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 2 ทำสินค้าให้เจ้าของกิจการรัก ลองมองและคิดแบบ “FlowAccount” เปลี่ยนเรื่องยุ่งยากเป็น “บริการที่ขาดไม่ได้” เก็บรายได้ในรูปแบบค่า Subscription

ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการไทยสักคน มีโอกาสสูงมากที่คุณจะเคยถามตัวเองว่า “ทำไมเรื่องบัญชี มันต้องยากขนาดนี้วะ?”

นี่คือคำถามตั้งต้นของสตาร์ตอัปไทยรายหนึ่ง ที่วันนี้กลายเป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ SME ไทยเรียกชื่อได้แทบทั้งประเทศ 

เขาไม่ได้ชนะเพราะระบบซับซ้อนกว่าใคร แต่ชนะเพราะจับหัวใจเจ้าของกิจการได้ขาดเลยว่า “ฉันไม่ได้อยากเก่งบัญชี ฉันแค่อยากออกบิล-เก็บเงิน-จ่ายภาษีให้มันง่าย แล้วมีเวลาทำธุรกิจต่อ”

1. เลือกแก้ “งานน่าเบื่อ” ที่ทุกคนอยากโยนทิ้ง

สตาร์ตอัปโปรแกรมบัญชีออนไลน์รายนี้ ไม่ได้ไปแข่งทำแอปคอนซูเมอร์ไวรัล ไม่ทำเกม ไม่ทำโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่เลือกโจทย์โคตรบ้าน ๆ ว่า “เจ้าของกิจการเกลียดบัญชี…งั้นเราทำให้เขาหายเกลียดได้ไหม?”

เขาเริ่มจาก:
- ทำระบบที่ออกใบเสนอราคา-ใบแจ้งหนี้-ใบกำกับภาษีได้ในไม่กี่คลิก  
- จัดเก็บบนคลาวด์ ไม่ต้องหาเอกสารให้วุ่น  
- ให้เจ้าของกิจการ “ไม่ต้องเป็นสายบัญชี” ก็ใช้เองได้  

นี่คือคำตอบของคำถามว่า “ทำยังไงให้เจ้าของกิจการ ‘รัก’ สินค้าของเราแบบใช้ทุกวัน?”

บทเรียนสำหรับ SME
- ลองมองในธุรกิจของคุณว่า “งานอะไรที่ลูกค้าคุณเกลียด แต่มันเลี่ยงไม่ได้” เช่น งานเอกสาร งานเตรียมภาษี งานตามหนี้ งานตรวจเช็กคุณภาพ  
- ถ้าคุณเปลี่ยนงานเหล่านี้ให้ “ง่ายและเบา” ได้ ลูกค้าจะไม่มองคุณเป็นแค่ซัพพลายเออร์ แต่เป็น “คนช่วยชีวิต”

2. UX สำคัญพอ ๆ กับฟีเจอร์ (โดยเฉพาะถ้าลูกค้าไม่เก่งเทค)

โปรแกรมบัญชีมีมานานแล้ว แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่…
- ใช้งานยาก  
- หน้าตาเหมือนทำเพื่อคนสายบัญชีล้วน ๆ  
- เจ้าของกิจการต้องโทรหานักบัญชีทุกครั้งถ้าอยากใช้อะไรเพิ่ม

สตาร์ตอัปรายนี้เลยกลับโจทย์ใหม่ว่า “ทำยังไงให้เจ้าของกิจการเปิดเข้ามา แล้วไม่กลัว?”

เขาทำด้วยวิธีง่าย ๆ แต่คมมาก…
- หน้าออกบิล = ฟอร์มที่คล้ายกระดาษ แต่กรอกง่ายกว่า  
- ใช้คำง่าย ๆ แทนศัพท์เทคนิค  
- มีปุ่ม/เมนูเรียงตาม flow การทำงานจริงของเจ้าของกิจการ  
  (ออกบิล → เก็บเงิน → ดูรายงาน → เตรียมภาษี)

SME ไทยควรลอกให้หมด ไม่ว่าคุณขายอะไรอยู่ตอนนี้ ถ้าต้องมีระบบ / App / ฟอร์ม ให้ลูกค้าใช้

ถามตัวเอง 3 ข้อนี้
1. ลูกค้าต้อง “เดาเอง” มากแค่ไหน เวลาจะใช้?  
2. ถ้าให้คนที่ไม่เก่งเทคลองใช้ เขาจะหลงทางตรงไหนบ้าง?  
3. เราลดขั้นตอนให้เหลือ “1-2-3 กดไปตามลำดับ” ได้ไหม?

สินค้าไม่ได้ชนะเพราะทำได้เยอะกว่าเสมอไป แต่ชนะเพราะ “คนใช้ไม่ปวดหัว”

3. เก็บรายได้แบบรายเดือน ให้ธุรกิจโตแบบสม่ำเสมอ

สตาร์ตอัปโปรแกรมบัญชีรายนี้เลือกโมเดล Subscription ตั้งแต่วันแรก

- แทนที่จะขายไลเซนส์ครั้งเดียว เขาคิดค่าบริการรายเดือน/รายปี  
- ให้ลูกค้าเลือกแพ็กเกจตามขนาดกิจการ  
  - ธุรกิจเล็ก: ราคาเบา ๆ แต่ฟีเจอร์พื้นฐานครบ  
  - ธุรกิจใหญ่: เพิ่มฟังก์ชันเชื่อมระบบอื่น ฯลฯ  

ผลคือ
- บริษัทมีรายได้ประจำ  
- วางแผนการเติบโตได้  
- มีแรงจูงใจ “พัฒนาระบบให้ดีต่อเนื่อง” เพราะลูกค้าจะต่ออายุหรือไม่ ก็ขึ้นกับความพอใจจริง ๆ

SME ลอกอะไรได้เลย แม้คุณจะไม่ได้ขายซอฟต์แวร์ แต่ลองคิดว่า…
- มีบริการอะไรที่ลูกค้าต้องใช้ทุกเดือนอยู่แล้ว?  
  - ตรวจเช็กเครื่องจักร  
  - อบรมพนักงาน  
  - ทำคอนเทนต์/โซเชียลมีเดีย  
  - ทำความสะอาด / ซ่อมบำรุง  

ถ้าเปลี่ยนจาก “รับงานเป็นครั้ง ๆ” มาเป็น แพ็กเกจรายเดือน/รายปี โดยให้ลูกค้ารู้สึกว่า “จ่ายแล้วสบายใจ ไม่ต้องคิดมาก” ธุรกิจคุณจะมีเสถียรภาพใกล้เคียงสตาร์ตอัป SaaS เลย

4. สร้าง Ecosystem พาร์ตเนอร์ ให้คนอื่นช่วยขายแทนเรา

สิ่งที่โปรแกรมบัญชีรายนี้ทำเก่งมากคือ เขาไม่ได้ขายตรงให้เจ้าของกิจการอย่างเดียว แต่ไปจับมือกับสำนักงานบัญชีและพาร์ตเนอร์ทางการเงิน

- สำนักงานบัญชีได้ระบบที่ทำงานง่ายขึ้น  
- เจ้าของกิจการได้ทั้งนักบัญชี + ระบบที่ใช้ร่วมกัน  
- แพลตฟอร์มกลายเป็น “ศูนย์กลาง” ให้ทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลเดียวกัน  

SME ไทยลอกง่าย ๆ
- ถ้าคุณขายของให้ธุรกิจ (B2B) ลองถามว่า “ใน ecosystem ลูกค้าเรา ใครเป็นคนมีอิทธิพล?”  
  เช่น…
  - ที่ปรึกษา  
  - นักบัญชี  
  - บริษัทไอที  
  - ผู้รับเหมาหลัก  
- แล้วออกแบบบริการ/คอมมิชชันที่ทำให้เขา “อยากแนะนำเราให้ลูกค้าเขาเอง”

คุณจะได้ “ทีมขายฟรี” เพิ่มทันที โดยไม่ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม

5. ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าไม่มีคุณ ชีวิตจะยุ่งยากขึ้นเยอะ”

จุดที่ทำให้โปรแกรมบัญชีนี้ฝังตัวในชีวิตเจ้าของกิจการได้จริง คือ
- พอใช้ไปสักพัก ลูกค้ารู้สึกว่า “ถ้าต้องกลับไปออกบิลใน Excel / เขียนมือเองอีกครั้ง…ไม่เอาแล้ว”  

นั่นคือจุดที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้ารัก (Product they love) ไม่ใช่แค่ “ของที่เขายอมทนใช้”

ถามตัวเองตรง ๆ ในฐานะ SME
- ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเราแล้ว ลูกค้าจะเดือดร้อนขนาดไหน?  
- ชีวิตเขาจะกลับไปยุ่งยากแค่ไหนถ้าไม่มีบริการเรา?  

ถ้าคำตอบคือ “เฉย ๆ ก็หาเจ้าอื่นแทนได้” แปลว่า เรายังไม่ได้เข้าไปอยู่ใน “หัวใจ workflow” ของเขาจริง ๆ  

แต่ถ้าคำตอบคือ “ถ้าไม่มีเจ้านี้ เราจะแย่มากเลย”  

คุณกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับโปรแกรมบัญชีตัวนี้แล้ว

สรุปตอนที่ 2 สูตรลับ “ทำสินค้าให้เจ้าของกิจการรัก”

1. เลือกแก้งานน่าเบื่อที่ลูกค้าจำเป็นต้องทำ  
2. ทำให้ใช้ง่ายจน “คนไม่เก่งเทค” ใช้ได้  
3. เก็บรายได้แบบ Subscription เพื่อให้ธุรกิจมีฐานรายได้มั่นคง  
4. สร้างพาร์ตเนอร์ให้ช่วยขาย ช่วยฝังระบบของเราเข้าไปในชีวิตลูกค้า  
5. เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ “ลูกค้าใช้” แต่คือ “ลูกค้ารู้สึกว่าขาดเราไม่ได้”

ลอกการบ้านสตาร์ตอัป ตอนที่ 1 SME ลดต้นทุนแบบใช้ดาต้า ลองมองและคิดแบบ “AltoTech” เริ่มจากเข้าใจปัญหา แล้วใช้ข้อมูลที่มีให้คุ้ม แปลงเป็นบริการที่ “รายงานผลลัพธ์ได้ทุกเดือน”

ในยุคที่ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าแรง วิ่งแซงยอดขายไปเรื่อย ๆ คำถามใหญ่ของเจ้าของกิจการทุกคนคือ “จะลดต้นทุนยังไง…โดยไม่ต้องลดคุณภาพ และไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกแย่?”

สตาร์ตอัปสายเทคโนโลยีด้านพลังงานของไทยรายหนึ่ง เลือกตอบคำถามนี้ด้วยวิธีที่น่าสนใจมาก เขาไม่ได้เริ่มจาก “ขายของถูก” หรือ “ต่อรองค่าไฟ” แต่เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ในอาคาร โรงแรม หรือโรงงาน 1 แห่ง เราใช้พลังงานเกินความจำเป็นไปกี่เปอร์เซ็นต์…และเรารู้จริงไหมว่า ส่วนไหนใช้เปลืองที่สุด?”

จากคำถามนี้ ทำให้เขาพัฒนาระบบบริหารพลังงานที่ใช้ AI + IoT ติดเซนเซอร์ในอาคาร เก็บข้อมูลการใช้ไฟแบบละเอียด แล้วให้สมองกลปรับการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ระบบน้ำเย็น และอุปกรณ์ต่าง ๆ แบบเรียลไทม์  

ผลคือ อาคารบางแห่งสามารถลดค่าไฟได้เป็นหลัก 10-30% โดยที่คนใช้อาคารยังรู้สึกเย็นสบายเหมือนเดิม

ตรงนี้แหละ ที่ SME ไทย “ควรลอกการบ้าน” ให้ไว

1. เริ่มจาก “แผลใหญ่” ที่เจอทุกเดือน ไม่ใช่แค่ไอเดียสวย ๆ

สิ่งที่สตาร์ตอัพรายนี้ทำ ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “อยากทำ AI เท่ ๆ” แต่เริ่มจาก…
- ดูงบต้นทุนของลูกค้า (โรงแรม/อาคาร/โรงงาน)  
- เจอว่า ค่าไฟคืออันดับต้น ๆ  
- แล้วถามต่อว่า “มีอะไรที่ถูกเปิดทิ้ง เปิดเกิน หรือเปิดทั้งที่ไม่ได้ใช้บ้าง?”

บทเรียนสำหรับ SME  
- ลองเปิดงบกำไรขาดทุนของตัวเอง / ลูกค้า  
- วงกลมออกมาเลยว่า “ค่าใช้จ่ายตัวไหนเจ็บสุด” เช่น ค่าไฟ? ค่าแรง? วัตถุดิบ? ของเสีย?  
- ถ้าคุณหาวิธีช่วยลูกค้าลด “ก้อนใหญ่” ได้จริง ลูกค้าจะอยากฟังคุณมากกว่าการลดราคาแข่งกับเจ้าอื่น

2. ใช้ดาต้า “ที่มีอยู่แล้ว” ให้ทำงานแทนคน

สิ่งที่สตาร์ตอัปสายพลังงานนี้ทำคือ เขาไม่ได้ไปนั่งเดา แต่ติดเซนเซอร์ ดูข้อมูลจริงแบบละเอียดว่า…
- ช่วงเวลาไหนอาคารใช้ไฟสูงสุด  
- แอร์ตัวไหนทำงานหนักเกินไป  
- ห้องไหนถูกเปิดแอร์ทั้งวันแต่ไม่มีคนใช้  

แล้วใช้ AI ช่วยคิดแทนพนักงานว่า “ช่วงนี้น่าจะลดโหลดได้ โดยที่คนข้างในยังไม่รู้สึกต่าง”

SME ไทยลอกอะไรได้บ้าง
- ร้านอาหาร/คาเฟ่ เก็บข้อมูลยอดขายตามช่วงเวลา แล้วลดจำนวนพนักงาน/ไฟ/เครื่องครัวในช่วงโลว์  
- โรงงาน เก็บดาต้าของเครื่องจักร ดูว่าเครื่องไหนกินไฟเกิน หรือ downtime เยอะ  
- โรงแรม/โคเวิร์กกิ้ง ดู occupancy จริง แล้วปรับการเปิดชั้น/แอร์ตามการใช้งาน  

หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเก็บข้อมูลได้ คุณก็ลดต้นทุนได้ แต่ถ้าคุณไม่เคยเก็บอะไรเลย คุณจะลดได้แค่จาก “ความรู้สึก”

3. เปลี่ยน “การลดต้นทุน” ให้กลายเป็นบริการที่เก็บเงินรายเดือน

สตาร์ตอัปด้านพลังงานรายนี้ไม่ได้แค่ขายระบบทีเดียวจบ แต่คิดแบบนี้…
- ติดตั้งระบบ + เซนเซอร์ให้ก่อน  
- จากนั้นเก็บ ค่าบริการรายเดือน/รายปี  
- ลูกค้าได้ทั้ง ระบบ monitor ทีมช่วยดูข้อมูล รายงานผลว่าลดค่าไฟได้เท่าไหร่  

ผลคือ บริษัทมี รายได้ประจำ (Recurring Income) ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลาเหมือนงานโปรเจกต์

SME ไทยลอกได้เลย
- ถ้าคุณทำสินค้าหรือบริการที่ “ช่วยลดต้นทุน” หรือ “ช่วยเพิ่มยอด” ให้ลูกค้า อย่าคิดแค่ขายชิ้นเดียวแล้วจบ  
- ตั้งแพ็กเกจดูแลรายเดือน เช่น ดูแลระบบ-ตรวจเช็ก-ปรับปรุงทุกเดือน ส่งรายงานต้นทุน-ประสิทธิภาพให้ลูกค้า ให้คำปรึกษารายไตรมาส  

คุณค่าที่แท้จริงไม่ใช่สินค้า แต่คือ “ความสบายใจ+ตัวเลขชัด ๆ ว่าลดต้นทุนได้จริง” ถ้าคุณให้สิ่งนี้ได้ คุณก็มีสิทธิ์เก็บเงินลูกค้าทุกเดือนเหมือนระบบ AI พลังงานได้เหมือนกัน

4. ทำให้ผลลัพธ์ “พูดแทนเรา” ผ่านเคสจริง

สิ่งที่ทำให้สตาร์ตอัปรายนี้ขายง่ายขึ้นเรื่อย ๆ คือ เขาไม่ได้บอกว่า “ระบบเราดีมาก” เฉย ๆ แต่เล่าด้วยประโยคแบบนี้…
- โรงแรม A ลดค่าไฟได้ XX% ภายใน X เดือน  
- อาคาร B ลดภาระเครื่องปรับอากาศลง X ชั่วโมงต่อวัน  
- โรงงาน C ลดค่าใช้จ่ายรวมด้านพลังงานได้เกือบ X แสนบาทต่อปี  

SME ไทยควรทำแบบเดียวกัน
- ทุกครั้งที่คุณทำงานจบ 1 เคส เก็บ “ตัวเลขก่อน-หลัง” เอาไว้  
- เขียนเป็นเคสตัวอย่างสั้น ๆ ก่อนใช้บริการ: ค่าใช้จ่าย/ยอดขายเป็นเท่าไหร่ หรือ หลังใช้บริการ X เดือน: เปลี่ยนไปยังไงบ้าง  

ในยุคนี้ ลูกค้าไม่ได้เชื่อคำโฆษณา แต่เชื่อ “หลักฐาน” ที่มาจากคนอื่นที่เคยใช้มากกว่า  

สรุปตอนที่ 1 SME ที่คิดแบบดาต้า จะลดต้นทุนได้ลึกกว่าคู่แข่ง

สิ่งที่สตาร์ตอัปสาย AI + พลังงานสอนเราแบบเนียน ๆ คือ…
1. อย่ากลัวปัญหาใหญ่ ค่าไฟ ค่าพลังงาน คือตลาดใหญ่  
2. เก็บดาต้าจริง แล้วใช้สมอง (หรือ AI) วิเคราะห์  
3. เปลี่ยนความสามารถในการ “ลดต้นทุน” ให้กลายเป็นบริการรายเดือน  
4. ใช้เคสจริงและตัวเลขจริงเป็นอาวุธการขาย

SME ไม่จำเป็นต้องเขียน AI เอง แต่ถ้าเริ่มเก็บข้อมูล และตัดสินใจบนตัวเลข คุณก็เริ่ม “คิดแบบสตาร์ตอัพ” แล้วหนึ่งก้าวใหญ่ ๆ

ปี 2569 ธุรกิจอะไรมาแรง? ชวนจับ 6 เทรนด์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการห้ามมองข้าม โอกาสใหม่จาก AI-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสูงวัย-สายกรีน ดูให้ชัดว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับเรา พร้อมแนะแนวเตรียมตัวก่อนลงเงิน-ลงแรงจริง

เวลาเข้าใกล้ปีใหม่ คำถามยอดฮิตของคนทำธุรกิจมักจะเป็น
“ปีหน้าอะไรจะมาแรง?”
“ตอนนี้คนเขาทำอะไรกันอยู่?”
“ถ้าจะเริ่มตอนนี้ จะช้าไปไหม?”

แต่ในปี 2569 คำถามที่สำคัญกว่านั้น อาจไม่ใช่แค่ว่า “ขายอะไรดี” แต่อยู่ที่ว่า เราจะ “เข้าไปอยู่ตรงไหน” ในเทรนด์ที่กำลังมาและ “เตรียมตัวอย่างไร” ให้ไม่ตกขบวน

บทความนี้เลยอยากชวนมาดู 6 เทรนด์/โมเดลธุรกิจที่น่าจับตาในปี 2569 โดยเล่าทีละข้อว่า ธุรกิจแบบไหน “มาแรง” ถ้าอยากคว้าโอกาส ควรคิด/ลงมือยังไง และต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ก่อนลงเงิน-ลงแรงจริง

1) AI Business Partner จาก “ลองใช้เล่น ๆ” สู่ “เพื่อนร่วมทีมที่ขาดไม่ได้”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่แค่ Startup เทคโนโลยี แต่คือทุกธุรกิจที่ “เอา AI มาอยู่ใน Workflow จริง” เช่น

-ร้านค้า-แบรนด์เล็ก ที่ใช้ AI ช่วยตอบลูกค้า ทำคอนเทนต์ วิเคราะห์ยอดขาย

-เอเจนซี/ที่ปรึกษา ที่ออกแบบแพ็กเกจ “ตั้งระบบ AI ให้ SMEs”

-ซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม เช่น AI สำหรับคลินิก โรงงาน ร้านอาหาร หรือธุรกิจบริการต่าง ๆ

พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจที่ไม่ได้ขาย AI เป็นหลัก แต่ “เก่งเอา AI มาใช้ให้ตัวเองเร็ว–คุ้ม–ลงตัว” จะได้เปรียบมาก

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
แทนที่จะถามว่า “จะทำธุรกิจ AI อะไรดี” ลองเปลี่ยนเป็น

-ตอนนี้งานอะไรในธุรกิจเราที่ “ซ้ำ ๆ เปลืองคน เปลืองเวลา”?

-ลูกค้าถามอะไรบ่อยที่สุด?

-เราอยากรู้ข้อมูลอะไรจากยอดขาย/ลูกค้า แต่ยังไม่มีเวลามานั่งไล่ดู?

แล้วหา AI มานั่งตำแหน่ง “ผู้ช่วย” ตรงนั้นก่อน ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการสายบริการ/ที่ปรึกษา ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะสามารถต่อยอดเป็น แพ็กเกจ “ปรับระบบ + ติดตั้ง AI” ให้ลูกค้าธุรกิจอื่นได้ด้วย

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เจ้าของ/ทีมแกนกลาง ต้อง “ลองใช้เอง” ก่อนอย่างน้อย 2-3 เครื่องมือ

-ฝึกตั้งโจทย์-เขียน Prompt ให้ AI เข้าใจงานเราให้ชัด
-เก็บตัวอย่างงานจริง (Chat, เอกสาร, รูปแบบรายงาน) ไว้เป็น Template

สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเข็มขัดเครื่องมือที่ทำให้คุณต่อยอดเป็นบริการหรือระบบของตัวเองได้ในอนาคต

2) Platform & Niche Community แพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นได้ทั้ง “ตลาด-สื่อ-ระบบหลังบ้าน”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่แค่ Marketplace ใหญ่ ๆ อีกต่อไป แต่เป็น “แพลตฟอร์มเฉพาะทาง” เช่น

-แพลตฟอร์มรวมงาน/รวมคนทำงานเฉพาะสาย (ดีไซน์เนอร์, การตลาด, โลจิสติกส์, ช่างเทคนิค ฯลฯ)

-แพลตฟอร์ม B2B ที่เชื่อมร้านค้า-โรงงาน-สายซัพพลายเข้าหากัน

-แพลตฟอร์มที่เป็นทั้ง “สื่อความรู้ + ระบบจัดการ” เช่น ระบบจองคิว + คอนเทนต์ให้ความรู้ในวงการเดียวกัน

ใครที่ “เข้าใจวงการเฉพาะกลุ่ม” ลึก ๆ มีโอกาสสร้างแพลตฟอร์มของตัวเองได้มากขึ้น

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ลองถามตัวเองว่า

-เราอยู่ในอุตสาหกรรมไหนมานาน เห็นปัญหาอะไรที่วนซ้ำ ๆ?

-มีใครบ้างในห่วงโซ่ธุรกิจ (ซัพพลายเออร์-ร้านค้า-ลูกค้า) ที่ “หาเจอกันยาก”?

-มีข้อมูล/ความรู้แบบไหนที่คนในวงการต้องการ แต่ยังไม่มีที่ไหนรวบรวมจริงจัง?

จากนั้นคิดเป็น “แพ็กคู่” ว่า
-เอา “การจับคู่ดีมานด์-ซัพพลาย”
-“คอนเทนต์/ชุมชนความรู้”
-“เครื่องมือช่วยจัดการงาน” มารวมไว้ในที่เดียวกันได้หรือไม่

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เริ่มจากการสร้าง “คอมมูนิตี้เล็ก ๆ” ก่อน เช่น กลุ่ม Facebook, LINE, Discord

-สังเกตว่าคนในกลุ่มคุยเรื่องอะไร ปวดหัวเรื่องไหน ซ้ำเยอะที่สุด

-พอเห็น Pattern ค่อยยกระดับเป็นฟีเจอร์/ระบบบนแพลตฟอร์ม

-ถ้าไม่ได้เก่งเทคโนโลยี ให้หา Partner ที่ทำแพลตฟอร์มเก่ง แต่เราถือ “ความเข้าใจวงการ” เป็นแต้มต่อ

3) Subscription & Member Economy รายได้ประจำ…กลายเป็น “เข็มขัดนิรภัย” ของธุรกิจ

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?

-สินค้าที่คนใช้ซ้ำ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง กาแฟ/เครื่องดื่มสุขภาพ สกินแคร์ ของใช้ในบ้าน

-บริการที่ลูกค้าต้องการต่อเนื่อง เช่น ฟิตเนส คลินิกเสริมความงาม คลาสเรียนออนไลน์ ที่ปรึกษา

-คอนเทนต์/คอมมูนิตี้ เช่น กลุ่มเรียนธุรกิจ กลุ่มลงทุน กลุ่มอัปสกิลเฉพาะด้าน

จุดร่วมคือ “ลูกค้าคนเดิมกลับมาใช้ซ้ำ” และยอมจ่ายเป็นรายเดือน/รายปี เพื่อความสะดวกหรือคุณค่าบางอย่าง

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ถ้าคุณมีลูกค้าเก่าจำนวนหนึ่งอยู่แล้ว ให้ลองถาม 2 เรื่องนี้

-ถ้าจะเปลี่ยนจากซื้อครั้งต่อครั้ง มาเป็น “เหมาจ่าย / สมาชิกรายเดือน” ลูกค้าจะได้อะไรเพิ่ม?

-คุณให้ “ความสบายใจ-ความต่อเนื่อง-ความพิเศษ” อะไรได้บ้าง ที่คนทั่วไปไม่ได้รับ?

แล้วออกแบบเป็น

-แพ็กเกจ “ส่งประจำ”
-แพ็กเกจ “สมาชิก VIP”
-หรือ “คอมมูนิตี้ปิด” สำหรับลูกค้ากลุ่มในฝันของคุณ

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ดูต้นทุนให้ชัดว่า ถ้าคิดเป็น “รายเดือน” แล้วธุรกิจยังมีกำไรต่อหัวหรือไม่

-วางระบบเก็บเงิน Recurring ให้ราบรื่น (โอน/ตัดบัตร/ต่ออายุอัตโนมัติ)

-ทีมงานต้องเข้าใจว่า “ลูกค้าสมาชิก” สำคัญกว่าลูกค้าครั้งเดียว ต้องดูแลให้รู้สึกว่า “อยู่กับเราคุ้มกว่าไปซื้อที่อื่น”

4) Green & Circular Business จาก “รักษ์โลกตามกระแส” สู่ “โมเดลที่ทำเงินได้จริง”

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
-รีฟิล-รีใช้-รีเฟอร์บิช: ซ่อม ขายต่อ ปล่อยเช่าแทนขายขาด

-บรรจุภัณฑ์ทางเลือก และโซลูชันลดขยะพลาสติก

-ธุรกิจที่ช่วยบริษัทอื่น “ลดรอยเท้าคาร์บอน” เช่น ระบบวัด/รายงาน การจัดการของเสีย

-ท่องเที่ยว/บริการ/คาเฟ่ ที่เอา Sustainability เป็นจุดขายหลักจริงจัง

ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เริ่มถามหาสินค้า-บริการที่ “ดีต่อเรา + ไม่ทำร้ายโลกเกินไป” มากขึ้น

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
แทนที่จะถามว่า “จะทำธุรกิจสีเขียวอะไรดี” ลองเริ่มจากธุรกิจตัวเองก่อน

-ทุกวันนี้เรา “ทิ้งอะไร” ออกไปบ้าง? (เศษวัสดุ ของเสีย พลังงานที่สูญเปล่า)

-มีอะไรที่ “ยืดอายุการใช้งาน” ต่อได้อีก (ซ่อม-ปล่อยเช่า-แบ่งขาย)?

-ลูกค้าของเรา “รู้สึกผิด” ตรงไหนเวลาใช้สินค้าเรา (ขยะเยอะ พลาสติกเยอะ ใช้ครั้งเดียวทิ้ง)?

จุดเหล่านี้คือโอกาสในการออกแบบสินค้า/บริการใหม่ ๆ ที่ทั้งขายได้ และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-เริ่มจากการเก็บข้อมูลง่าย ๆ เช่น ปริมาณขยะ วัสดุที่ใช้ พลังงานที่เปลือง

-หา Partner หรือ Supplier ที่ช่วยเติมส่วน “Green” ให้เราได้ (บรรจุภัณฑ์, ระบบจัดการของเสีย, ที่ปรึกษา)

-สื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา ว่าคุณกำลังปรับอะไรอยู่ ไม่ต้องหล่อเว่อร์ แต่ “ทำจริง” ให้เห็นทีละขั้นจะน่าเชื่อถือที่สุด

5) Silver Economy & Well-being เมื่อ “คนไม่ยอมแก่” และ “คนไม่ยอมนอน” กลายเป็นตลาดใหม่

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?

-บริการดูแลผู้สูงอายุแบบยืดหยุ่น: ดูแลที่บ้าน เดย์แคร์ คลับกิจกรรม ฟิตเนสสำหรับวัยเกษียณ

-สินค้า-บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน: โภชนาการเฉพาะบุคคล ตรวจสุขภาพเฉพาะด้าน แพ็กเกจดูแลระยะยาว

-ธุรกิจด้าน Well-being และ Sleep: คลาสฟื้นฟูร่างกาย-จิตใจ โปรแกรมนอนดีขึ้น Retreat สำหรับคนทำงานหนัก

กลุ่มนี้ “อาจเหนื่อย แต่มีกำลังจ่าย” และพร้อมลงทุนกับคุณภาพชีวิตของตัวเองและคนที่รักมากขึ้นเรื่อย ๆ

จะคว้าโอกาสอย่างไร?
ถามตัวเองว่า

-เรามีอะไรที่ช่วยให้ “ชีวิตหลังสี่ทุ่ม” หรือ “ช่วงวัยหลัง 50” ดีขึ้นได้จริง?

-ความถนัดของเราอยู่สายไหน: สินค้า บริการ เทคโนโลยี หรือคอนเทนต์ความรู้?

-จะจับกลุ่ม “ตัวใช้เอง” (เช่น คนวัยทำงานอยากนอนดีขึ้น) หรือ “กลุ่มลูกหลานที่จ่ายแทนผู้สูงอายุ”?

แล้วออกแบบข้อเสนอให้ชัดว่า

ใช้บริการเราแล้ว “ชีวิตเขาดีขึ้นตรงไหน” สบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น หรือรู้สึกไม่โดดเดี่ยวเท่าเดิม

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ศึกษาจริง ๆ ว่า “ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ชีวิตยังไง” อย่าคิดแทนจากมุมคนวัยทำงานอย่างเดียว

-ใส่ใจเรื่องประสบการณ์ใช้งาน: ฟอนต์ใหญ่ขึ้น ปุ่มกดชัด โทรคุยง่ายกว่าพิมพ์ ฯลฯ

-ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ (หมอ นักจิตวิทยา นักกายภาพ ฯลฯ) เพื่อให้บริการมีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่เท่ในโซเชียล

6) Lean & Resilient Business ธุรกิจที่ “ผอมแต่แข็งแรง” จะอยู่รอดในเกมยาว

ธุรกิจอะไรมาแรงในเทรนด์นี้?
ไม่ใช่ธุรกิจประเภทหรืออุตสาหกรรมใดอันเดียว
แต่เป็น “วิธีคิด” ของเจ้าของกิจการ

-เน้นโมเดลที่ขยายด้วยพาร์ตเนอร์ แทนการลงทุนทุกอย่างเอง

-ใช้เทคโนโลยีลดงานซ้ำ ๆ แทนการเพิ่มคนอย่างเดียว

-โฟกัสว่าลูกค้าหนึ่งราย สร้างกำไรจริง (ตลอดอายุความสัมพันธ์) ได้เท่าไร

คนที่ “จัดบ้านธุรกิจตัวเอง” ให้คลีน และตัวเลขชัด จะพร้อมทั้งรับโอกาสและเงินทุนมากกว่าคนที่ทุกอย่างยังมั่ว ๆ อยู่ในหัวเจ้าของคนเดียว

จะคว้าโอกาสอย่างไร?

-เลือกเทรนด์ที่เหมาะกับเรา 1-2 ข้อ ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน

-ใช้แนวคิด Lean: ทดลองเล็ก ๆ ก่อน ทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเล็ก วัดผล แล้วค่อยขยาย

-มองหา Partner แทนการลงทุนเองทุกขั้น (เช่น Partner ด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด ด้านโลจิสติกส์)

ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

-ทำบัญชี-ตัวเลขให้ชัด ว่าแต่ละโปรดักต์/บริการ กำไรจริงเท่าไร

-วาง Flow งานให้เป็นระบบ: ใครทำอะไร เมื่อไร ใช้เครื่องมืออะไร

-สร้างวัฒนธรรมในทีมให้ “กล้าลอง-กล้าปรับ” มากกว่า “ทำไปงั้น ๆ ตามคำสั่ง”

สรุป: เลือกสนามให้ถูก แล้วค่อยเร่งเครื่อง

อ่านถึงตรงนี้จะเห็นว่า เทรนด์ธุรกิจปี 2569 ไม่ได้บอกเราว่า “ต้องทำตามคนอื่นทุกอย่าง” แต่มันเหมือน “แผนที่ใหญ่” ที่บอกว่า โซนไหนกำลังคนเยอะ โซนไหนกำลังโล่ง แต่มีโอกาส และเราอยู่ตรงไหนบนแผนที่นี้

ขั้นต่อไปที่สำคัญกว่ารู้เทรนด์ คือการถามตัวเองว่า จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน? (ความรู้วงการ, ทีม, เครือข่าย,ทุน, คอนเทนต์ ฯลฯ)

กลุ่มลูกค้าที่เราเข้าใจและเข้าถึงได้ดีที่สุดคือใคร? จาก 6 เทรนด์นี้ อะไร “ต่อยอดจากของที่เรามีอยู่” ได้ไวที่สุด?

เลือกมาแค่ 1-2 เทรนด์ที่เข้ากับดีเอ็นเอธุรกิจตัวเอง
แล้วเริ่มจาก “โปรเจกต์เล็ก ๆ” ที่วัดผลได้จริง
ก่อนจะค่อย ๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้น

เพราะสุดท้าย ปี 2569 จะไม่ใช่ปีของคนที่ “รู้ทุกเทรนด์” แต่เป็นปีของคนที่ “เลือกเทรนด์หนึ่ง แล้วลงมือทำจริงจนเห็นผล” ต่างหาก

วิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ผ่านงานด้านชุมชน สุขภาพจิต การจราจร สิ่งแวดล้อม เข้าใจทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก-งานความมั่นคง พร้อมต่อยอดหนองคายสู่ฮับโลจิสติกส์-ท่องเที่ยวริมโขง

การปรับโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตล่าสุดของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง-ย้ายรวม 40 ตำแหน่ง ได้สะท้อน “การจัดทัพใหม่” ในหลายจังหวัดสำคัญทั่วประเทศ หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายวิจิตร กิจวิรัตน์ เดิมดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และได้รับคำสั่งให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

การมาปักหมุดทำงานริมโขงครั้งนี้ นับเป็นการย้ายจาก “เมืองใหญ่ศูนย์กลางภาคอีสานตอนใน” อย่างโคราช มาสู่ “ประตูการค้าชายแดน-โลจิสติกส์” ที่เชื่อมไทยกับ สปป.ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ซึ่งเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจสำคัญของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

จากเส้นทางรับราชการที่ยาวนานในสายกระทรวงมหาดไทย สะท้อนชัดว่าเป็น “ข้าราชการอาชีพ” ที่เติบโตมาจากสายการปกครองท้องที่อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดชุมชน ดูแลทั้งภารกิจบรรเทาทุกข์และงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

ต่อมาถูกดันขึ้นมาทำงานระดับจังหวัดในบทบาทปลัดจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งต้องเชื่อมโยงงานทุกมิติของจังหวัด ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และภารกิจตามนโยบายรัฐบาล ก่อนจะไปนั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และกลับมาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดูแลงานจังหวัดใหญ่ที่ซับซ้อนและมีบทบาทระดับภูมิภาค

เมื่อเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา บทบาทของนายวิจิตรเด่นชัดในงานที่ต้อง “บูรณาการหลายหน่วยงาน” และ “แตะชีวิตผู้คนจริง ๆ” เช่น งานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน ที่เขาในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสุขภาพจิตจังหวัดนครราชสีมา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนสร้างสุข ดูแลปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนเชิงรุก

ด้านชุมชนท้องถิ่น เขาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” และย้ำแนวคิดให้ชุมชนลุกขึ้นมาคิด แก้ปัญหา และพัฒนาตัวเองจากฐานล่าง ไม่รอเพียงความช่วยเหลือจากรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เขายังทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการชี้แจงแนวทางการเลือกตั้งท้องถิ่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

งานด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจฐานรากก็เป็นอีก “ลายเซ็น” ของนายวิจิตร เขาเคยเป็นประธานโครงการ “72 ล้านต้น พลิกฟื้นผืนป่า” ในพื้นที่โบราณสถานเมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา ที่ผสานการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้ากับการอนุรักษ์แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการเป็นประธานเปิดงาน Korat Health Product Start-up Expo 2025 เพื่อผลักดันผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพรายใหม่ และเชื่อมต่อกับศูนย์บริการแบบ One Stop Service ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่แทนมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดนครราชสีมา ในการมอบสิ่งของพระราชทานให้ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนบทบาทการดูแลกลุ่มเปราะบางและผู้เดือดร้อนในระดับครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อย้ายมานั่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บทบาทของนายวิจิตรจึงถูกจับตามองในมุม “จากเมืองใหญ่ในประเทศ สู่งานชายแดน-โลจิสติกส์ริมโขง” หนองคายเป็นจังหวัดหน้าด่าน ที่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 เชื่อมสู่นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับทั้งการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการเดินทางของแรงงาน-นักลงทุนระหว่างสองประเทศ

ประสบการณ์ทำงานในจังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ-คมนาคมของภาคอีสานอย่างโคราช และประสบการณ์ในจังหวัดชายแดนแม่น้ำโขงอย่างนครพนม ทำให้เขามีมุมมองทั้งด้านความมั่นคง การบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ สุขภาพ สังคม และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของหนองคายในยุคที่โลจิสติกส์ริมโขงกำลังเติบโต เขาจึงมีแนวโน้มจะใช้จุดแข็งด้านการบูรณาการหน่วยงาน-ชุมชนและการทำงานเชิงป้องกัน มาผูกโยงงานการค้าชายแดน การคมนาคม การท่องเที่ยวริมโขง และการดูแลคุณภาพชีวิตคนริมฝั่ง ให้การพัฒนาหนองคายเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งมิติ “เมืองด่านเศรษฐกิจ” และ “เมืองน่าอยู่ริมโขง” อย่างสมดุล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top