Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

สถาบันพระปกเกล้า เปิดหลักสูตรนักบริหารวัฒนธรรมระดับชาติ ปลุกพลังทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันที่ (27 ต.ค.68) ที่ห้องสัตมรามาธิราช สถาบันพระปกเกล้า สำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ จัดพิธีเปิดการศึกษาอบรมและปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงของชาติด้านการบริหารจัดการทุนทางวัฒนธรรมเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในพื้นที่”

โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มอบหมายให้ อาจารย์วิทวัส ชัยภาคภูมิ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธานเปิดหลักสูตร ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ประธานมูลนิธิเสริมสร้างพลังชุมชนวัฒนธรรมและธรรมากิบาล กล่าวรายงาน

ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า การจัดหลักสูตรครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างหลักสูตรการจัดการฝึกอบรมเทคนิคเชิงกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างความเป็น “พลเมืองทางวัฒนธรรม” และพัฒนานักบริหารระดับสูงของชาติให้มีทักษะด้านการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทยและทิศทางสากล โดยมุ่งเน้นให้เกิด เครือข่ายนักบริหารทางวัฒนธรรม ที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประยุกต์ใช้เครื่องมือและแนวคิดทางวัฒนธรรมในการพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด ชุมชนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ที่ยั่งยืน

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทุนวัฒนธรรมสร้างชาติ” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งการบรรยายพิเศษโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารทุนทางวัฒนธรรม และกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดย อาจารย์กู้เกียรติ ภูมิรัตน์

โอกาสนี้ นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ นางธนิษฐา สุขะวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักฝึกอบรมและพัฒนาทุนมนุษย์ ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและให้โอวาทแก่นักศึกษา

สำหรับหลักสูตรดังกล่าว มีเป้าหมายพัฒนา “นักบริหารระดับสูงของชาติ” ให้มีองค์ความรู้ด้านการจัดการทุนทางวัฒนธรรม เชื่อมโยงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ และสร้างเครือข่ายนักบริหารวัฒนธรรมทั่วประเทศ

หลักสูตรมีผู้เข้าร่วม 45 คน ใช้เวลาอบรมต่อเนื่อง 4 เดือน ประกอบด้วยการบรรยายเชิงลึก การศึกษาดูงานในประเทศ 3 ครั้ง และต่างประเทศ 1 ครั้ง พร้อมจัดทำโครงงานกลุ่มเชิงนโยบาย เพื่อเสนอแนวทางการขับเคลื่อนทุนวัฒนธรรมไทยสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ก้าวทันยุคใหม่ ตร.ภาค 2 กดปุ่มเปิดตัว "กล้อง AI" อัจฉริยะ! ผบช.ภ.2 นำทัพพลิกโฉมงานป้องกันปราบปราม มอบอุปกรณ์ไฮเทคให้ 8 ภ.จว. เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันผู้ร้ายสูงสุด

ตำรวจภูธรภาค 2 เดินหน้าครั้งสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างยั่งยืน! ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 และ พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง รอง ผบช.ภ.2 ได้เปิดตัว "โครงการเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ" อย่างเป็นทางการ AI ขับเคลื่อนการปราบปราม : โครงการนี้คือการส่งเสริมงานป้องกันปราบปราม ด้วยการนำ "กล้องอัจฉริยะ (AI Camera)" มาติดตั้งและเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลกลาง เพื่อวิเคราะห์และตรวจจับพฤติกรรมหรือบุคคลต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกระจายสู่ 8 จังหวัด : กล้องอัจฉริยะพร้อมอุปกรณ์ครบชุดรวม 8 ชุด ถูกส่งมอบให้แก่ ตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) ในสังกัดทั้งหมด เพื่อให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นำไปวางแผนและใช้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่รับผิดชอบความปลอดภัยทั่วภาคตะวันออก : ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่เป็นดวงตาที่ชาญฉลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการป้องกันเหตุ สกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายได้ทุกประเภท ทำให้ประชาชนใน 8 จังหวัด (จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, ระยอง และสระแก้ว) อุ่นใจยิ่งขึ้น

พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2 เน้นย้ำ : "การร่วมมือของผู้บังคับบัญชาและข้าราชการตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะครั้งนี้ คือการแสดงความมุ่งมั่นของเราที่จะใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด เราได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จว. ทุกท่าน นำกล้อง AI เหล่านี้ไปใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 เป็นพื้นที่ที่ประชาชนไว้วางใจในความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง"

นี่คือการก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคใหม่ของงานตำรวจภูธรภาค 2 ที่นำเทคโนโลยีมาเป็นกำลังเสริมสำคัญ เพื่อ "ป้องกัน" อาชญากรรมอย่างอัจฉริยะ ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ 8 จังหวัด มีความปลอดภัยและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซากขุดรากขบวนการค้ายานรก

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) เวลา 09.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการยานรก โดยตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1 – 9 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ปิดล้อมตรวจค้น 9,031 จุด 1,730 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาขบวนการค้ายาเสพติด 17,071 ราย ผู้ต้องหา 17,261 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 652 หมาย ยึดของกลางยาบ้า 96.73 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,715 กิโลกรัม, คีตามีน 740 กิโลกรัม, เฮโรอีน 95 กิโลกรัม, ยาอี 100,650 เม็ด, อาวุธปืน 607 กระบอก, ระเบิด 7 ลูก, เงินสด 9.33 ล้านบาท และอายัดทรัพย์สินกว่า 343 ล้านบาท โดยเป็นปฏิบัติการรุกฆาตยาเสพติดครั้งใหญ่ปฏิบัติการพร้อมทั่วประเทศ ทั้งนี้ มี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.), พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.  , พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, และผู้บังคับบัญชาระดับสูง ร่วมเกาะติดรายงานการเข้าปฏิบัติการและร่วมแถลง

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ กวาดล้างยาเสพติดในชุมชนให้สิ้นซาก ขุดรากขบวนการค้ายานรก  มุ่งเป้าตรวจค้น แหล่งแพร่ระบาด แหล่งพักยา เครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญ และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ตัดเส้นทางการเงินของขบวนการ จากรายงานเบื้องต้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางยาเสพติดได้จำนวนมาก  พร้อมอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายาเป็นจำนวนมหาศาล และตำรวจเดินหน้าขยายผลเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวการใหญ่

ผบ.ตร. กล่าวย้ำว่า ตำรวจไทยทุกนายต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลงานที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ถึงความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างทุกหน่วย เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งการจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผล จนกว่าจะสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้สิ้นซากจากแผ่นดินไทย

ด้าน พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวว่า ศอ.ปส.ตร. เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการปราบปรามยาเสพติดในทุกมิติ มุ่งทำลายเครือข่ายผู้ค้ารายย่อยในชุมชนอย่างจริงจัง โดยสั่งทุกหน่วย “ปิดล้อม-ตรวจค้น-กวาดล้าง” แหล่งแพร่ระบาดและแหล่งdกเก็บยาเสพติด พร้อมจับกุม ยึดทรัพย์ และขยายผลถึงเครือข่ายต้นตอ โดยในปีงบประมาณ 2568 ดำเนิน “ปฏิบัติการระดมปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ” แล้ว 11 ครั้ง ครอบคลุมเป้าหมายกว่า 54,000 จุด จับกุมผู้ต้องหาเกือบ 90,000 คน ยึดทรัพย์กว่า 6,200 ล้านบาท  สำหรับปีงบประมาณ 2569 ศอ.ปส.ตร. จัดระดมตรวจค้นครั้งแรกแล้ว และจะเพิ่มความถี่เป็นเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งตัดวงจรเครือข่ายผู้ค้าในชุมชนอย่างเด็ดขาด สะท้อนความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการทำให้ “ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด ได้ที่ สายด่วน 191 หรือที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อช่วยกันปกป้องลูกหลานของเราให้ห่างไกลจาก "ยานรก" สร้างสังคมปลอดภัย และอนาคตที่มั่นคงให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ฝรั่งเศสเตรียมส่งทหาร 2,000 นายเข้ายูเครน หน่วยรบ French Foreign Legion พร้อมเคลื่อนพล รัสเซียจวก ‘มาครง’ อยากจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ ชี้เป็นสัญญาณยกระดับสงคราม นาโต VS รัสเซีย

(29 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังเตรียมส่งกำลังทหารราว 2,000 นาย เข้าประจำการใน “ยูเครนตอนกลาง” โดยกำลังหลักจะมาจากหน่วยรบพิเศษ French Foreign Legion ที่ปัจจุบันประจำอยู่ในชายแดนโปแลนด์ และอยู่ระหว่างการฝึกเข้มพร้อมรับอาวุธและยุทธภัณฑ์เต็มรูปแบบ ก่อนย้ายไปยูเครนในเร็ว ๆ นี้

รายงานของ SVR ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมาจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ซึ่งถูกมองว่าต้องการสร้างภาพลักษณ์ “ผู้นำทางทหาร” หลังถูกวิจารณ์หนักเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ โดยฝรั่งเศสยังได้เร่งขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลหลายร้อยเตียงเพื่อรองรับผู้บาดเจ็บจากภารกิจดังกล่าว 

ขณะที่ ดมีตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาแสดงความกังวลต่อรายงานนี้ โดยระบุว่า “เป็นเรื่องที่น่าตกใจ” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสอาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในยุโรปอย่างร้ายแรง ทั้งยังกล่าวว่า ประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่กำลัง “ไหลตามแนวคิดทหารนิยม” ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพในอนาคตของยุโรปเอง

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ระบุว่า หากฝรั่งเศสส่งทหารเข้าสู่พื้นที่สู้รบจริง จะถือเป็น “ก้าวย่างที่อันตราย” เพราะจะทำให้ชาติตะวันตกเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในสงครามยูเครน–รัสเซีย ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ปี และอาจเป็นชนวนให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “นาโต” กับ “รัสเซีย” อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน นำสิทธิ “คนละครึ่งพลัส” ไปแลกเงินสด โดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายฉ้อโกง มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 60,000 บาท

วันนี้ (29 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ที่อาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากการนำสิทธิในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องด้วยในห้วงวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จัดให้มีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว ผ่านวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

โครงการคนละครึ่งในอดีตที่ผ่านมา (ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564) ได้พบพฤติการณ์ของประชาชนและร้านค้าบางส่วน ที่นำสิทธิไปแลกเงินสด หรือสมรู้ร่วมคิดในการใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริง ซึ่งถือเป็น “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ” และเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงอาจถูกระงับสิทธิไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ และยังต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนที่ได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัส ห้ามนำสิทธิดังกล่าวไปขายต่อให้กับบุคคลอื่น หรือใช้สิทธิโดยไม่มีการซื้อ-ขายสินค้าจริง เนื่องจากเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย 

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตได้ที่ สายด่วน 191 หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บทเรียน Insider Trading จาก ‘เถ้าแก่น้อย’ ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมายแต่ทำลายความเชื่อมั่นทั้งองค์กร สะเทือนไกลถึงระบบตลาดทุนไทย ชี้ ควรแก้วิกฤติทันทีกู้ความเชื่อมั่นระยะยาว

บทนำ
ข่าวคดีใช้ข้อมูลภายใน (insider trading) ที่โยงถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน สะเทือนมากกว่าราคาหุ้นวันสองวัน มันกระแทก “ทุนทางความเชื่อมั่น” ของทั้งองค์กร—ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ไปจนถึงพนักงาน และโยงไปไกลถึงระบบตลาดทุนไทยโดยรวม บทความนี้เจาะให้ผู้บริหารและคนทำธุรกิจเห็นว่า การพลาดของผู้นำหนึ่งคน สามารถทำให้ทั้งตลาดสั่นได้อย่างไร และควรทำอะไรทันทีเพื่อกู้ความเชื่อมั่นให้กลับมาอย่างยั่งยืน

1) เคสเถ้าแก่น้อย: ข้อเท็จจริงแบบย่อ
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 เกิดกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งต่อผู้เกี่ยวข้องหลายรายในคดีซื้อขายหุ้นโดยอาศัยข้อมูลภายในของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เหตุการณ์ดังกล่าวจุดคำถามใหญ่เรื่องธรรมาภิบาล (Corporate Governance: CG) และการสื่อสารกับนักลงทุน

2) ไม่ใช่เคสเดียว: ปรากฏการณ์ที่ไทยเคยเจอ
• Thai Union (TU): กรณีผู้บริหารระดับสูงถูกลงโทษทางแพ่งจากคดี insider trading และมีการเปลี่ยนแปลงระดับบอร์ด
• CP ALL: เกิดคดี insider trading ที่ส่งผลสะเทือนต่อภาพลักษณ์ จนต้องออกมาชี้แจง–ขอโทษต่อสาธารณะ
สองตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ‘ชื่อชั้นแบรนด์’ หรือ ‘ขนาดธุรกิจ’ ไม่ได้กันความเสี่ยงด้าน CG หากวินัยและระบบกำกับดูแลไม่เข้มพอ
.
3) ทำไมเรื่องนี้ “แพง” สำหรับผู้บริหาร
1) Cost of Capital สูงขึ้น – ความไม่ไว้วางใจทำให้ผู้ให้ทุนเรียกส่วนชดเชยความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
2) Reputation Risk ติดตัว – ลูกค้า–คู่ค้า–พาร์ทเนอร์บางรายจะชะลอหรือทบทวนการร่วมมือ
3) Talent Risk – คนเก่งลังเลจะอยู่ต่อ หากรู้สึกว่าผู้นำไม่ยืนข้างกติกา
4) Regulatory Overhang – ความเสี่ยงทางกำกับดูแลยืดเยื้อ กินสมาธิผู้บริหาร และทำให้แผนกลยุทธ์สะดุด

4) 10 Checkpoints ที่ผู้บริหารต้องทำ “ทันที”
1) Freeze Window & Pre‑clearance: กำหนดช่วง Blackout และระบบอนุมัติล่วงหน้าสำหรับผู้บริหารทุกระดับ
2) Insider List & Logging: ทำรายชื่อผู้รับรู้ข้อมูลสำคัญและล็อกการเข้าถึงแบบตรวจสอบย้อนกลับได้
3) Board Oversight ที่เป็นอิสระ: เสริมอำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระให้พิจารณาดีลที่เสี่ยงขัดผลประโยชน์
4) Whistleblower ที่ใช้ได้จริง: ช่องร้องเรียนเป็นความลับ พร้อม SLA ในการสอบสวน
5) Conduct Training รายไตรมาส: เทรนนิ่งภาคบังคับ พร้อมแบบทดสอบผ่านเกณฑ์
6) IR Protocol: คู่มือสื่อสารวิกฤต—ใครพูด, พูดอะไร, เมื่อไร, รูปแบบเอกสาร–FAQ
7) Event Timeline Disclosure: เปิดเผยเส้นเวลา “รู้–พิจารณา–ตัดสินใจ–ลงมือ” ให้ตรวจสอบได้
8) Third‑party Review: ใช้ที่ปรึกษาอิสระทำ Forensic Review/Compliance Gap Assessment
9) KPI & Pay Link: ผูกคะแนน CG/ESG เข้ากับโบนัสและ Long‑term Incentive ของผู้บริหาร
10) Board Refresh: ทบทวนโครงสร้างบอร์ด–ทักษะ–วาระ เพื่อยกระดับวัฒนธรรมรับผิดชอบ

5) Crisis Playbook 48 ชั่วโมงแรก (ย่อ)
0–6 ชม.: ตั้ง War‑room, เคลียร์ Facts, แตะเบรกทุกการสื่อสารที่ไม่ผ่าน IR/Legal
6–24 ชม.: แถลงสั้น–จริง–ตรวจสอบได้, อธิบายขั้นตอนสอบสวนและมาตรการป้องกันซ้ำ, สื่อสารภายในกับพนักงาน
24–48 ชม.: เผยไทม์ไลน์, FAQ สำหรับนักลงทุน/สื่อ, นัดอัปเดตครั้งถัดไป, เปิดช่อง Q&A อย่างมีกรอบ
Do: โปร่งใส, รักษาความเท่าเทียมข้อมูล, วัดอารมณ์ผู้มีส่วนได้เสีย
Don’t: โยนความผิด, ชี้นำราคา, ให้สัญญาเกินศักยภาพ
.
6) Governance‑by‑Design: ทำให้ “การยึดกติกา” เป็นดีฟอลต์
• ออกแบบกระบวนการที่ทำผิดได้ยาก (Hard to do wrong): ระบบอนุมัติ, สิทธิ์เข้าถึงข้อมูล, และเตือนอัตโนมัติ
• ใช้ Data & Audit Trail: บันทึกทุก access/approval เพื่อลดช่องโหว่และเร่งการสอบสวนเมื่อเกิดเหตุ
• Integrate กับยุทธศาสตร์ธุรกิจ: CG ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นอาวุธสร้างความได้เปรียบในการดึงทุนและพาร์ทเนอร์คุณภาพ

บทสรุป
Insider trading ไม่ใช่แค่ความผิดตามกฎหมาย แต่มันคือ “สัญญาณของวัฒนธรรม” ว่าองค์กรยอมให้กติกาถูกบิดเพื่อประโยชน์บางคน ผู้บริหารที่เข้มแข็งต้องรีบยกระดับระบบ—ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล—เพื่อกู้ทุนความไว้วางใจและวางรากฐานการเติบโตระยะยาว คำถามที่ท้าทายผู้บริหารทุกคนคือ: ในวันที่องค์กรถูกจับจ้อง คุณจะเลือกปกป้องราคาในวันพรุ่งนี้ หรือปกป้องความน่าเชื่อถือในอีก 10 ปีข้างหน้า?

ตำรวจนครบาลบุกกลางดึก! ทลายแก๊งค้ายานรกกลางชุมชนวัดเศวตฯ ยึดไอซ์ 50 กก. ล่าขยายผลถึงเครือข่ายใหญ่”

ภายใต้นโยบายเข้มของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มุ่งทลายเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก สร้าง “ชุมชนสีขาวอย่างยั่งยืน” สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. ระดมปฏิบัติการกวาดล้างทั่วนครบาล

ล่าสุด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.8 เปิดยุทธการเด็ดหัวขบวนการค้ายานรกในพื้นที่กรุง

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 นำกำลังชุดสืบสวน บุกตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยภายใน ชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน หลังสืบทราบว่าเป็นจุดพักยา ก่อนกระจายขายรายย่อยทั่วกรุงเทพฯ

ตำรวจเฝ้าติดตามพฤติกรรมจนพบรถต้องสงสัย โดยมี นายเพชรตรากรณ์ อายุ 36 ปี และ นายกรธวัช อายุ 54 ปี ขับเข้าพื้นที่ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบของกลาง ยาไอซ์ 50 ถุง น้ำหนักรวมกว่า 50 กิโลกรัม พร้อมโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย เพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ก่อนคุมตัวส่งดำเนินคดีที่ บก.น.8

หลังการจับกุม ชุดสืบสวนเร่งขยายผลถึงต้นตอเครือข่าย พร้อมประสานสำนักงาน ป.ป.ส. ดำเนินการตามกฎหมายในข้อหา สมคบและฟอกเงิน รวมถึงตรวจยึดทรัพย์ตามมาตรการพิเศษ

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยว่า ผบ.ตร.กำชับให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ต้องหาใช้พื้นที่หลังวัดเป็นจุดซุกซ่อนยา ถือเป็นภัยโดยตรงต่อเยาวชนในชุมชน พร้อมสั่งขยายผล “เด็ดรากถอนโคน” เครือข่ายให้สิ้นซาก

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองโฆษก ตร. กล่าวเสริมว่า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสการค้ายาในพื้นที่ สามารถแจ้งผ่าน สายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจใกล้บ้าน เพื่อร่วมสร้างสังคมปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน

อาเซียนแบน ‘มิงอ่องล่าย’ ต่อเนื่อง แม้บุกตึกสแกมเมอร์ KK Park ก็ไม่ช่วย ‘UN–นักสิทธิมนุษยชน’ จวกยับ ‘รัฐบาลทหารเมียนมา’ กำลังเล่นละครเลือกตั้ง

(29 ต.ค. 68) มิงอ่องล่าย (Min Aung Hlaing) ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ถูก “แบนต่อเนื่อง” จากเวทีอาเซียนปีที่ 47 (26–28 ต.ค.) หลังชาติสมาชิกยืนยันไม่เชิญเข้าร่วม จนกว่าจะปฏิบัติตาม “ข้อตกลง 5 ข้อ” ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2021 ทั้งเรื่องหยุดยิง ปล่อยนักโทษการเมือง เปิดเจรจากับฝ่ายประชาธิปไตย อนุญาตให้มีความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และจัดการเลือกตั้งเสรีจริงจัง

เมียนมาส่ง “อู วุนนา มอง ลวิน” รัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลกลาง มาร่วมประชุมแทนตามธรรมเนียม แม้รัฐบาลทหารจะพยายามเรียกคะแนนผ่าน “ปฏิบัติการบุก KK Park” ที่จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2,000 ราย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “โชว์ผลงาน” มากกว่าการจัดการอาชญากรรมจริง เพราะเครือข่ายใหญ่ยังไม่ถูกแตะต้อง และมีผู้ต้องสงสัยอีกหลายร้อยคนหนีข้ามมาฝั่งไทย

ด้าน “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ย้ำว่า อาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปติดตามการเลือกตั้งเมียนมาในเดือนธันวาคม หากรัฐบาลทหารยังไม่ทำตามข้อตกลง 5 ข้อ ขณะที่ UN และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประณามการเลือกตั้งว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” เพราะหลังรัฐประหารปี 2021 มีประชาชนถูกสังหารกว่า 6,000 ราย และอีก 3.5 ล้านคนต้องลี้ภัย

ขณะที่ สื่อในภูมิภาควิจารณ์ว่า “รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเล่นละคร” ใช้ปฏิบัติการ KK Park เพื่อกลบเสียงประณาม ขณะที่อาเซียนมุ่งหารือประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคงระดับภูมิภาค เช่น สงครามภาษีสหรัฐฯ และกรอบ RCEP ส่วนเมียนมายังคง “โดดเดี่ยวกลางเวทีโลก” แม้พยายามสร้างภาพ “จัดระเบียบประเทศ” แต่โลกกลับมองว่า สิ่งที่เมียนมาต้องชำระ... คือ “เลือดและประชาธิปไตย” ไม่ใช่เพียงข่าวประชาสัมพันธ์

”ตำรวจ–ขนส่ง“ ผนึกกำลัง ปลุกพลังเยาวชน “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” จุดไฟวินัยจราจร สร้างเมืองปลอดภัย ลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์!

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่วิทยาลัยการอาชีพนครนายก สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “นักเรียนรุ่นใหม่ ใส่หมวกกันน็อก” เพื่อปลูกฝังวินัยจราจร สร้างจิตสำนึกความปลอดภัย และขับเคลื่อนวัฒนธรรม “ขับขี่ปลอดภัย สวมหมวกทุกครั้ง” ในกลุ่มเยาวชน

โดยได้รับเกียรติจาก ตำรวจตรีอังกูร คล้ายคลึง สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมพิธีเปิดพร้อมมอบหมวกกันน็อกให้แก่นักเรียนกว่า 100 คน ร่วมด้วย นางสาวเยาวมาศ เที่ยวทอง ขนส่งจังหวัดนครนายก กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา

โดยพิธีมี นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิด พร้อมกล่าวเน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของ “หมวกกันน็อกหนึ่งใบ เท่ากับหนึ่งชีวิต” และร่วมกันสร้างเมืองนครนายกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งความปลอดภัยทางถนน

ภายในงานยังมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดย ร.ต.ต.โชติพัฒน์ โคตรศรีวงศ์ รอง สว.จราจร สภ.บ้านนา ถ่ายทอดเทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และการป้องกันอุบัติเหตุแก่เยาวชนอย่างเข้มข้น

บรรยากาศอบอวลด้วยพลังแห่งการมีส่วนร่วม ทั้งเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน ต่างแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน “สวมหมวกก่อนขับ ปลอดภัยทุกเส้นทาง” ตอกย้ำวิสัยทัศน์กรมการขนส่งทางบก “องค์กรแห่งนวัตกรรม ดูแลการขนส่งทางถนนให้มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อชีวิตคนไทยทุกคน”


ผบ.ตร. ชื่นชม สืบนครบาล 8 ขยายผลจับกุมยาไอซ์ 50 กิโล ใช้ชุมชนวัดเป็นแหล่งซุกซ่อนและจำหน่าย

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้ทลายเครือข่ายยาเสพติด สร้างชุมชนสีขาวที่ยั่งยืน จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. สั่งการระดมกวาดล้างยาเสพติด พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ ผบก.น.8  พ.ต.อ.ดุสิต วาลีประโคน รอง ผบก.บก.น.8 ทะลายเครือข่ายยาเสพติดที่ใช้ชุมชนเป็นแหล่งจำหน่ายและซุกซ่อน ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและสังคม
 

เมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 เวลาประมาณ 04.00 น.  ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.8 นำโดย พ.ต.อ.โชติช่วง รัศมี ผกก.สส.บก.น.8 พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้เปิดปฏิบัติการล่าผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ย่านคลองสาน

สืบเนื่องเนื่องมาจาก ชุดสืบสวน บก.น.8 ขยายผลกลุ่มผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จนทราบว่าต้นทางยาเสพติด มีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ ที่ลักลอบกระจายยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดจำนวนมากไว้ในรถยนต์ ภายในชุมชนวัดเศวตฉัตรวรวิหาร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร แล้วจึงจัดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่

ชุดปฏิบัติการจึงได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาจัดทีมเฝ้าติดตามเพื่อพิสูจน์ทราบกลุ่มผู้ต้องสงสัยรวมถึงรถยนต์ในบริเวณดังกล่าว จนพบ รถ จยย. ที่ใช้จัดส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าในชุมชน รถยนต์ที่คาดว่าใช้ซุกซ่อนยาเสพติด และชายต้องสงสัย 2 ราย จึงได้สืบสวนติดตามพฤติกรรมเรื่อยมา

ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ  20.20น. ชุดสืบสวนนครบาล 8 ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม ของผู้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว จนกระทั่งพบของนายเพชรตรากรณ์ฯ อายุ 36 ปี ขับรถยนต์เข้ามาที่เกิดเหตุ จึงเชื่อได้ว่าอาจมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ คันดังกล่าว จึงได้วางแผนการตรวจค้น จนกระทั่งพบเห็นนายเพชรตรากรณ์ ขับรถเข้ามา โดยมีนายกรธวัชฯ อายุ 54 ปี มาเปิดรถยนต์จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรียกเพื่อทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นรถยนต์ พบยาไอซ์ จำนวน 50 ถุง น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 4 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” และควบคุมผู้ต้องหา พร้อมของกลางกลับไปยังกองกำกับการสืบสวนนครบาล 8 เพื่อจัดทำบันทึกจับกุม 
 
หลังจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อดำเนินการตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. กล่าวว่า การปราบปรามกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ในครั้งนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วน และทันที เนื่องจาก กลุ่มผู้ต้องหาใช้พื้นที่ในชุมชนหลังวัด ซึ่งถือว่าเป็นภัยต่อชุมชนและเยาวชน ที่เป็นอนาคตของชาติโดยตรง และจะสั่งการให้สืบสวนขยายผลทลายเครือข่ายถึงต้นตอให้ถึงที่สุด

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบเห็นหรือมีเบาะแสการขายยาเสพติดในพื้นที่ชุมชน หรือบริเวณใกล้เคียงที่พักของท่าน สามารถแจ้งเบาะแสดังกล่าวผ่านช่องทางสายด่วน 191 หรือ สถานีตำรวจในพื้นที่ของท่าน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top