Friday, 19 June 2026
Hard News Team

‘ดร.วีระศักดิ์’ ร่วมถก กสม. หาแนวทางแก้ไขปัญหา PM2.5 ก่อนจัดทำข้อเสนอแนะให้รัฐบาลนำไปแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

กสม. จัดประชุมรับฟังข้อมูลและความเห็นประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5

เมื่อวันที่ (6 มี.ค. 68) ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยนายไพโรจน์ พลเพชร และนางสาวมณีรัตน์ มิตรปราสาท ที่ปรึกษาประจำ กสม. นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ประชุมรับฟังแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 โดยรับฟังข้อมูลจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ รวมทั้งภาคประชาสังคม ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กรมอาเซียน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร และสภาลมหายใจเชียงใหม่ ณ ห้องประชุม 709 สำนักงาน กสม.

ในการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยงานในปีที่ผ่านมาเพื่อรับมือสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละออง รวมทั้งการเตรียมความพร้อมสำหรับฝุ่นละอองสำหรับปี 2568 เช่น การกำหนดนโยบายหรือมาตรการเพื่อควบคุมและลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด แนวทางแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหา การมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดการและแจ้งเตือนข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งการป้องกันและดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้ กสม. จะรวมรวบข้อมูลและความเห็นที่ได้จากการประชุมเพื่อประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่น PM2.5 ในภาพรวมเสนอรัฐบาลต่อไป

เชียงใหม่-วิทยุการบินฯ เดินหน้าร่วมแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่ามอบเครื่องเป่าลมทำแนวป้องกันไฟ ให้หมู่บ้านพื้นที่ภาคเหนือ

มนพร ห่วงประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟป่าและหมอกควัน สั่งการวิทยุการบินฯ ร่วมกับ ทุกภาคส่วนมุ่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องสนับสนุนเครื่องเป่าลมทำแนวกันไฟ ให้กับหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่พร้อมสร้างแนวร่วมภาคประชาชนในการงดเว้นการจุดไฟบริเวณ แนวป่า ลดปัญหาหมอกควันไฟป่า สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย

นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน ของทุกปี หลายพื้นที่ของประเทศมักประสบปัญหาไฟป่าและหมอกควันและปัญหา ฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน  รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง พร้อมเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานของทุกหน่วยงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม 

โดย บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สนับสนุนกระบวนการขนย้ายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกจากแปลง นำร่องพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ตำบลจางเหนือ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 

และโครงการหมู่บ้านปลอดการเผาครั้งที่ 3 ร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด สนับสนุนรางวัลหมู่บ้านปลอดการเผาให้กับหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการในขนาดพื้นที่ 2,000 ไร่ และส่งมอบเครื่องเป่าลมทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า ให้กับผู้แทนหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังได้สนับสนุนการปฏิบัติการบินแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกด้วย

นายณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบการดำเนินงานปีที่ 77 ของวิทยุการบินฯ จึงได้สนับสนุนเครื่องเป่าลม จำนวน 25 เครื่อง งบประมาณ 270,000 บาท ให้กับบริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อมอบให้กับหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ นำไปต่อสู้กับไฟป่า 

ซึ่งเครื่องเป่าลมเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างแนวกันไฟในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ สามารถใช้เครื่องเป่าใบไม้ ออกจากหุบเขาแคบๆ ทางลาดชัน และพื้นที่อื่นๆ ที่เข้าถึงยาก เป็นการลดผลกระทบปัญหาหมอกควันไฟป่าที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน 

ทั้งนี้ วิทยุการบิน ขอร่วมเป็นอีกองค์กรหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษด้าน ฝุ่นควัน พร้อมขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมแนวทางการป้องกันและลดปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน

คณะกรรมาธิการทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายภูมิพล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

เมื่อวานนี้ (6 มี.ค.68) เวลา 16.30.น.คณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ณ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และนายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษา นักวิชาการ และเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ซึ่งพลตรี พิศิษฐ ปัญญานะ ผู้บัญชาการศูนย์ฯ และคณะผู้บังคับบัญชาศูนย์ฯ ได้ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปเกี่ยวกับบทบาทของศูนย์การทหารปืนใหญ่ทั้งการจัดโครงสร้าง ความพร้อมรบความต่อเนื่องในการรบ และความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อรองรับกับภัยคุกคามในทุกมิติตั้งแต่ระดับยุทธวิธียุทธการจนถึงระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งอดีตผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวไว้เมื่อปี 2525 ณศูนย์การทหารปืนใหญ่ว่า เหล่าทหารปืนใหญ่เป็นผู้กำหนดโชคชะตาของสนามรบจะแพ้หรือชนะอยู่ตรงนี้ ซึ่งสมดังคำกล่าวที่ว่า "ข้า คือราชาแห่งสนามรบ"

ในการนี้ คณะผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ได้นำคณะกรรมาธิการการทหารฯ เยี่ยมชมโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายภูมิพลซึ่งมีพื้นที่โครงการจำนวน 52 ไร่เพื่อส่งเสริมให้กำลังพลมีความรู้ในการปลูกผักปลอดภัย ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้เสริม และส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายเครือข่ายสู่ชุมชนโครงการชุมชนเบิกบานอาหารปลอดภัยโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายภูมิพลมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการซึ่งได้รับงบประมาณจากกองทัพบกในการช่วยเหลือโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการชุมชนเบิกบานทหารปลอดภัยสำหรับเป็นวัตถุนำมาทำอาหารให้เด็กนักเรียนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ภารกิจของศูนย์การทหารปืนใหญ่ที่ครอบคลุมทางด้านวิทยาการของเหล่าทหารปืนใหญ่และการพัฒนาประเทศหน่วยจึงมีบทบาทที่สำคัญในการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาชุมชนและภาพรวมของการรักษาความมั่นภายในประเทศด้วย

ศิลปิน-นักแสดง-พิธีกรร่วมรับรางวัลสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม โล่ประกาศกิตติคุณ คนดีของแผ่นดิน 

สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม มอบโล่ประกาศกิตติคุณ 99 ท่าน ยกย่องเป็นคนดีของแผ่นดิน ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ (5 มี.ค.68) สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ร่วมกับ มูลนิธิทำความดีเพื่อความดี และสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาล พร้อมด้วย 10 องค์กรสื่อ จัดงานมอบโล่ประกาศกิตติคุณ ภายใต้โครงการ 'คนดีของแผ่นดิน' ประจำปี 2567 ให้กับบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชน ที่ทำความดีในด้านต่างๆ โดยมี พล.อ.กิตติ รัตนฉายา และพล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ร่วมเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศกิตติคุณ 'คนดีของแผ่นดิน' ประจำปี 2567 พร้อมกล่าวให้โอวาท และแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับโล่กิตติคุณในครั้งนี้

นายอภิรัฐ กุนกันไชย นายกสมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม กล่าวว่า สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนส่งเสริมบุคคล องค์กรภาครัฐและเอกชนในการดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคม ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางเผยแพร่ของทางสมาคมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2567

โครงการ 'คนดีของแผ่นดิน' ประจำปี 25667 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ บุคคล หรือองค์กร ซึ่งทำความดี ด้านต่างๆ ในช่วงปี 2567 เพื่อให้ ประชาชนและสังคม ได้รับรู้ ถึงบุคคล หรือองค์กร ซึ่งทำความดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบโล่ประกาศกิตติคุณ และการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารเพื่อ กระตุ้นบุคคลหรือองค์กร ให้ทำความดี และเป็นคนดีของแผ่นดิน อย่างภาคภูมิใจ และ เพื่อทำตามมติ คณะกรรมการสมาคม และ วัตถุประสงค์ ของ สมาคมสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม

สำหรับบุคคลและองค์กร ที่ควรแก่การยกย่อง ให้เป็น 'คนดีของแผ่นดิน' โดยมีคุณสมบัติ 3 ประการ ได้แก่ 
1. เป็นผู้มีความคิด และการกระทำที่สร้างสรรค์ 
2. เป็นผู้มีธรรมาภิบาล
3. เป็นผู้ทำความดีเพื่อความดีอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์

ซึ่งในครั้งนี้ สามารถสรรหา บุคคลหรือองค์กร ควรแก่การยกย่อง เป็นคนดีของแผ่นดิน ประจำปี 2567 ได้ จำนวน 99 ท่าน โดยมี ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ท่านสัญจัย จันทร์ผ่อง อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ สว. ชัชวาลล์ คงอุดม ทิน โชคกมลกิจ เปรมสุดา สันติวัฒนา ศิริ ว่าที่รต.ธนัท ชัชวาลย์ ดร.เกศริน เอกธวัชกุล ดร.สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์ ดร.วโรดม สิริสุข (ชายแฮ๊ค) เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ คนดีของแผ่นดิน ประจำปี 2568 ครั้งนี้ด้วย

กต. เผย มีคนไทยบาดเจ็บ 4 ราย รอผ่าตัดวันนี้ 1 ราย จากเหตุเกาหลีใต้ทิ้งระเบิดพลาดขณะซ้อมรับ

กระทรวงการต่างประเทศ อัปเดต อาการบาดเจ็บ  4 คนไทยในเกาหลีใต้ รอผ่าตัดวันนี้  (7มี.ค.) 1 คน ส่วนอีก 3 กลับบ้านได้แล้ว ยืนยันติดต่อพูดคุยกับผู้บาดเจ็บ และติดตามใกล้ชิด

เมื่อเวลา 21.15 น. วันที่ (6 มี.ค. 68) นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลง ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ว่า (6 มี.ค.) ได้ปรากฏรายงานข่าวว่าเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ 2 ลำ ได้ปล่อยระเบิดรุ่น MK-82 ซึ่งเป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทำลายอาคารและสะพานเป็นหลัก รวม 8 ลูก ผิดพลาดในพื้นที่ชุมชนในเมืองโพชอน จ.คยองกี ในระหว่างการฝึกซ้อมรบร่วม Freedom Shield ระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับบ้านเรือนและอาคารอื่นๆ ในพื้นที่ และส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวน 15 คน ซึ่งมีคนไทยได้รับบาดเจ็บด้วย 4 คน โดยรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บบริเวณมือและขา และอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาลโพชอนอึยรโยวอน ก่อนรอเข้ารับการผ่าตัดในวันนี้ (7 มี.ค.)ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเกาหลีใต้เป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ส่วนคนไทยอีก 3 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและเดินทางกลับที่พักแล้ว

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า กองทัพอากาศเกาหลีใต้ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะมีมาตรการเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด สำหรับเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรกที่มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อมรบทางอากาศระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐฯ นับตั้งแต่การสงบศึกของสงครามเกาหลี ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ติดต่อพูดคุยกับคนไทยที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อเยี่ยมเยียนและสอบถามอาการแล้ว รวมถึงจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

'แก้วสรร' ออกบทความด่วน 'น่าสงสาร...ดีเอสไอ' ชี้ หากฟ้องตาม กม.ฟอกเงิน ต้องผ่านข้อหาซื้อสิทธิขายเสียงก่อนเท่านั้น

(6 มี.ค. 68) นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการด้านกฎหมาย เผยแพร่บทความเรื่อง 'น่าสงสาร...ดีเอสไอ' โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

อำนาจใคร ที่ใช้รับคดีพิเศษ

ถาม   กฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษ กำหนดช่องทางให้คดีอาญาหนึ่งๆ เข้าเป็นคดีพิเศษไว้อย่างไรครับ
ตอบ   ตามมาตรา ๒๑ จะระบุไว้สองประตู ประตูแรกคือ ๒๑(๑) รับไว้เพราะเป็นฐานความผิดที่กำหนดไว้ท้าย พรบ. และมีลักษณะควรแก่การสอบสวนพิเศษ เช่น คดีซับซ้อน  คดีข้ามชาติ คดีเกิดขึ้นกว้างขวาง คดีส่งผลกระทบความมั่นคงฯ คดีพวกนี้   อธิบดี ดีเอสไอ เป็นผู้พิจารณาและสั่งรับคดี คณะกรรมการคดีพิเศษ ( กคพ.) ไม่มีอำนาจเกี่ยวข้อง ได้แต่วางระเบียบในการคัดกรองคดีเท่านั้นว่า ต้องมีลักษณะพิเศษอย่างไร

ถาม   ประตูที่สองคืออะไรครับ
ตอบ   เป็นความผิดนอกบัญชี แต่ ๒๑(๒) ระบุว่า ดีเอสไอขอมติคณะกรรมการ สองในสาม  ให้เป็นคดีพิเศษได้ เช่นเห็นว่าคดีฮั้ว สว.มีความผิดฐานเป็นอั้งยี่  แต่ความผิดอั้งยี่นี้ไม่มีในท้ายบัญชีก็เลยมาขอ มติ สองในสาม ของ กคพ. ให้รับเป็นคดีพิเศษ

ถาม   แล้วในที่ประชุม วันที่ ๖ มีนาคม กคพ.มีมติรับเป็นคดีพิเศษ หรือไม่
ตอบ   ชัดเจนว่าไม่มีมติ สองในสาม ให้รับเป็นคดีพิเศษครับ  ไม่ทราบว่าเห็นควรไม่รับคำขอของ ดีเอสไอ แต่แรกเลย  หรือ รับแล้ว ลงมติแล้ว ได้เสียงไม่ถึงสองในสาม ผมก็ไม่ทราบ

ถาม   แต่ในที่สุดแล้วก็รับเป็นคดีพิเศษไม่ใช่หรือครับ ผมเห็นรองภูมิธรรม กับ รมต.ทวี บอกว่า กคพ.มีมติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาประชุมว่า ดีเอสไอ มีอำนาจรับได้อยู่แล้ว ตาม ๒๑(๑) เพราะคดีนี้มีความผิดฐานฟอกเงินอยู่ด้วยและความผิดฐานนี้ก็มีระบุอยู่ในบัญชีท้าย พรบ.ด้วย มันหมายความว่าอย่างไรครับ  
ตอบ   หมายความว่าเรื่องนี้ กคพ.เกินกึ่งเห็นว่า อธิบดี ดีเอสไอ ทำได้เองอยู่แล้ว มาขอเราให้ใช้เสียงถึงสองในสามทำไม  ให้เป็นปัญหา

ถาม   ตกลง เรื่องนี้รับเป็นคดีพิเศษ ด้วยอำนาจใคร
ตอบ   คณะกรรมการมีอำนาจรับเป็นคดีพิเศษ ด้วย ม.๒๑(๒) เท่านั้น การรับตามมาตรา ๒๑(๑) ในความผิดตามบัญชีนั้น คณะกรรมการไม่มีอำนาจมีมติใดๆ มีเป็นแค่ความเห็น บอก ดีเอสไอ เท่านั้นว่า เรื่องฟอกเงินนี่ คุณมีอำนาจอยู่แล้ว รับไปทำด้วยอำนาจคุณเองก็แล้วกัน

ถาม   ถ้าทำไปแล้ว อธิบดีโดน  ๑๕๗  คณะกรรมการก็ไม่โดนใช่ไหมครับ
ตอบ   อาจโดนแค่สนับสนุนเท่านั้น 

คดีนี้เป็นคดีพิเศษได้หรือไม่

ถาม   ถ้าจะเอาอย่างนี้  คดีนี้ ก็จะมีการสอบสวนสองสาย ขนานกันไป คือ ดีเอสไอ ทำคดีฟอกเงิน และ กกต.ทำคดี ซื้อสิทธิขายเสียง อย่างนั้นหรือ
ตอบ   ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ การกระทำเดียวผิดได้หลายบทก็จริง แต่สอบหลายสาย ตัดสินหลายศาล ไม่ได้ ทุกฐานความผิดต้องถูกรวมฟ้องเป็นคดีเดียวเท่านั้นกฎหมาย กกต. ก็ระบุไว้แล้วว่า  ถ้าใครรับคดีเลือกตั้งไว้ กกต.ก็สั่งให้ยุติแล้วส่งคดีมาให้ กกต.ทำ ก็ได้

ถาม   ดีเอสไอเขาเถียงได้ไหมครับว่า  เขารับทำแต่คดีฟอกเงิน
ตอบ   เถียงอย่างนั้นไม่ได้ กฎหมายดีเอสไอระบุไว้เองเลยว่า ทุกฐานความผิดที่เกี่ยวกับความผิดท้ายบัญชีให้ถือเป็นคดีพิเศษด้วย   การรับคดีข้อหาฟอกเงิน จึงเป็นการรับคดีซื้อสิทธิขายเสียงด้วยในตัว  

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อหาฟอกเงินในครั้งนี้ มันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินได้   มันต้องผ่านข้อหาซื้อสิทธิขายเสียงก่อนเท่านั้น ดีเอสไอทำเรื่องฟอกเงินในคดีนี้เมื่อไหร่   ก็ต้องทำคดีซื้อสิทธิขายเสียงด้วยเสมอ ทำแล้วก็ต้องฟ้องซื้อสิทธิขายเสียงด้วย เพราะกฎหมายดีเอสไอ บอกว่าให้ถือเป็นคดีพิเศษด้วย

ถาม   สรุปแล้วเป็นการใช้อำนาจซ้อนอำนาจ กกต.อย่างชัดเจน ใช่มั้ยครับ
ตอบ   ถูกต้องครับ มันเป็นเรื่องจะเอาให้ได้ในฐานอั้งยี่ แต่เมื่อเสียงไม่ถึงสองในสาม  ก็เลยให้ ดีเอสไอลุยเอง ในฐานฟอกเงิน  ซึ่งไม่ว่าจะความผิดฐานไหน มันก็ซ้อนอำนาจ กกต.จนทำไม่ได้อยู่ดี   

ที่สำคัญ  ต้องไปดูมาตรา ๗๗ ของ กฎหมายเลือกตั้ง สว.ให้ดีๆว่า ที่เขาระบุให้การซื้อสิทธิขายเสียงผิดฐานฟอกเงินด้วยนั้น มาตรานี้เขาบัญญัติชัดเจนนะครับว่า “เมื่อปรากฏความผิดฐานซื้อสิทธิขายเสียงนี้ ก็ให้คณะกรรมการ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ปปง. ดำเนินคดีฟอกเงินต่อไป ”    

มันชัดเจนนะครับว่าข้อหานี้มันต้องเริ่มด้วย กกต. แล้วส่งไป ปปง.เท่านั้น

ผมว่า ในดีเอสไอเขาคงเห็นมาตรา ๗๗ นี้ขวางทางอยู่เหมือนกัน ถึงเลี่ยงจะไปเอาผิดฐานอั้งยี่ด้วยอำนาจใหญ่ของคณะกรรมการ แต่วันนี้บักหำน้อยนี้ กลับถูกดีดกลับมาให้เป็น Home alone ลุยเองอีก

ถาม   อาจารย์ไม่เห็นช่องที่ ดีเอสไอจะถือบัตรพิเศษสอดเข้ามา ในงานนี้ได้เลยใช่มั้ยครับ

ตอบ   น่าสงสารครับ  ผมเห็นแต่ประตูคุกรำไรๆ รออยู่เท่านั้น

มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง 'สแตนฟอร์ดจีน' กับบทบาทผู้พลิกโฉมวงการ AI ผ่าน DeepSeek

(6 มี.ค. 68) The Economist รายงานว่า สื่อต่างประเทศกำลังพุ่งไปที่ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางความสนใจของโลก หลังจากเป็นจุดกำเนิดของ DeepSeek บริษัท AI จากจีนที่กำลังท้าทายมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 ที่มีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google

ด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น 'สแตนฟอร์ดแห่งจีน' โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Silicon Valley และสร้างสรรค์บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Apple, Tesla และ NVIDIA

เป็นที่มาที่ทำให้มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงถูกยกย่อง เนื่องจากนักวิจัยและศิษย์เก่าของที่นี่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีล้ำสมัย หนึ่งในนั้นคือ เหวินเฟิง (Liang Wenfeng) ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ซึ่งต่อมากลายเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการเทคโนโลยี 

บริษัทนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลังจากเปิดตัวโมเดล AI ชื่อ R1 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 โดย โมเดล R1 ของ DeepSeek มีความสามารถในการให้เหตุผลที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่าโมเดล o1 ของ OpenAI โดยใช้ต้นทุนในการพัฒนาที่ต่ำกว่าอย่างมาก โมเดลนี้ใช้ชิป Nvidia H800 ประมาณ 2,000 ตัว คิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ อย่างมาก

ความสำเร็จของ DeepSeek สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถสูงในด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกภายในปี 2027 โดยใช้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเป็นต้นแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงได้เปิดหลักสูตรเฉพาะด้านปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาได้ทดลองพัฒนาโมเดล AI ของตนเอง รวมถึงเรียนรู้แนวคิดขั้นสูง เช่น Machine Learning, Deep Learning และ Natural Language Processing (NLP) สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล

จีนกำลังผลักดันให้ AI กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดย DeepSeek ถือเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม AI ของโลกได้ ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่าง

ความสำเร็จของ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ วิลเลียม เคอร์บี้ (William Kirby) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจาก Harvard Business School ได้กล่าวถึงการเติบโตของมหาวิทยาลัยในประเทศจีน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง เขาชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยเช่นเจ้อเจียง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในแวดวงการศึกษาระดับโลก

‘เอกนัฏ’ สั่ง 'ทีมสุดซอย' ฟัน!! 3 บริษัทจ้างขนกากอุตฯ หลังพบ ลักลอบทิ้งในไร่มันเมืองชลบุรี เกือบพันตัน

(6 มี.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมตรวจการสุดซอยกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเอกนิติ รมยานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุนทร แก้วสว่าง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบและดำเนินคดีกลุ่มบริษัทและโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) ที่กระทำความผิดในข้อหาลักลอบทิ้งกากโดยผิดกฎหมายในพื้นที่ จ.ชลบุรี จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งจากการติดตามและขยายผลรถบรรทุกขนกากอุตสาหกรรมของบริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด จ.ชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ถูกจับกุมดำเนินคดีกรณีขนกากอุตสาหกรรมหลายชนิดจากหลายโรงงานนำไปทิ้งในไร่มันสำปะหลัง ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา พร้อมยึดอายัดรถบรรทุกไว้ที่สถานีตำรวจภูธรบ้านบึง ก่อนขยายผลไปยังโรงงานต้นกำเนิดกากอุตสาหกรรม เพราะเชื่อว่าทำเป็นขบวนการ กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งกวาดล้างดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

ด้านนางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) สถานีตำรวจภูธรบ้านบึง จ.ชลบุรี อุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ติดตามขยายผลจนสืบทราบถึงบริษัทและโรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator) 3 แห่ง ที่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทขนส่งให้นำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในไร่มันสำปะหลัง จึงได้เข้าตรวจสอบบริษัททั้ง 3 แห่ง คือ 1) บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 2 อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยว่าจ้าง บริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จำนวน 72 ครั้ง รวมประมาณ 720 ตัน นำไปทิ้งในไร่มันสำปะหลังใน ต.หนองไผ่แก้ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จึงได้ดำเนินคดีในข้อหาลักลอบทิ้งกากโดยผิดกฎหมาย และทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สั่งให้ปรับปรุงและห้ามขนกากอุตสาหกรรมออกจากโรงงานจนกว่าจะได้รับอนุญาต 

2) บริษัท แฮนด์ดีแจ็ค อีควิปเมนท์ จำกัด ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยได้ว่าจ้าง บริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม จำนวน 18 ครั้ง รวมประมาณ 105 ตัน นำไปทิ้งที่ไร่มันสำปะหลังใน ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จึงได้ดำเนินคดีในข้อหาลักลอบทิ้งกากโดยผิดกฎหมาย และทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม สั่งให้หยุดกิจการโรงงานชั่วคราว นอกจากนี้ยังได้ตรวจพบว่าไม่มีการทำระบบบำบัดน้ำเสีย จึงสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง 

3) บริษัท เทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม จำกัด ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ได้ว่าจ้าง บริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด ทิ้งกากอุตสาหกรรม จำนวน 16 ครั้ง รวมประมาณ 150 ตัน ทิ้งในไร่มันสำปะหลังใน ต.หนองอิรุณ เช่นกัน จึงได้ดำเนินคดีในข้อหาลักลอบทิ้งกากโดยผิดกฎหมาย และทางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา สั่งให้ปรับปรุงและห้ามขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกจากโรงงานจนกว่าจะแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายกำหนด

“การขยายผลและเข้าตรวจสอบครั้งนี้มีการว่าจ้างบริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด ให้นำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งโดยผิดกฎหมาย จำนวนรวมกว่า 975 ตัน โดยรัฐมนตรีฯ เอกนัฏ ได้กำชับและสั่งการเร่งด่วนเพื่อขยายผลบริษัทและโรงงานที่ว่าจ้างบริษัท ฮิ้ว ทรานสปอร์ต จำกัด ขนกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในลักษณะเดียวกัน ให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป หากประชาชนพบเห็นปัญหาหรือเหตุต้องสงสัยเกี่ยวกับการประกอบการอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกต้องหรือสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่าน 'แจ้งอุต' https://landing.traffy.in.th?key=wTmGfkav หรือไลน์ไอดี 'traffyfondue' เพื่อกระทรวงฯ จะเร่งส่งทีมสุดซอยลงพื้นที่จัดการกับปัญหาให้ประชาชนในทันที” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

รมว.สหรัฐฯ ประกาศพร้อมทำศึก หลังจีนกร้าวขอสู้กับ US ในสงครามทุกรูปแบบ

(6 มี.ค. 68) สำนักข่าว นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า นายพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ ในวันพุธ (5 มี.ค.) ว่าพร้อมที่จะทำสงครามกับจีน

“เราอยู่ในโลกที่อันตราย เต็มไปด้วยบรรดาประเทศที่มีพลังอำนาจและอิทธิพล ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันอย่างมาก พวกเขาเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย พวกเขาต้องการแทนที่สหรัฐฯ” พีท เฮกเซธ กล่าว 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาใหม่ 25% และเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 20%

นายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ของแคนาดาประกาศตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาในอัตรา 25% โดยจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าทางวอชิงตันจะยกเลิกข้อจำกัดต่อแคนาดา

จีนยังประกาศการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม 10-15% สำหรับสินค้าจากสหรัฐฯ บางชนิด เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมเป็นต้นไป

นอกจากนี้ สถานทูตจีนประจำสหรัฐฯ ยังได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างรุนแรง หลังจากที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยวอชิงตันตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10% เป็น 20% ส่งผลให้ปักกิ่งตอบโต้อย่างรุนแรง

โดยก่อนหน้านี้ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมากล่าวในงานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2568 ว่า “หากสงครามคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ จะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามประเภทอื่นๆ จีนพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด”

‘ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุนฯ’ ยกดีล มาเลเซีย – ARM สุดคุ้ม หลังอัดฉีดเงินลงทุน 250 ล้านเหรียญ หนุนสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานธุรกิจระบบงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และกรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท เซ็ทเทรด ดอท คอม จำกัด โพสต์เฟซบุ๊ก Nat Luengnaruemitchai ว่า มาเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับดีลของมาเลเซียกับ ARM ให้ฟังกันสั้นๆ 

ก่อนอื่นเลย มาเลเซียเนี่ยเค้าไม่ได้เพิ่งเริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจชิปนะครับ 

ในปี 1972 Intel ได้เปิดโรงงานชิปแห่งแรกในเมืองปีนัง มีการจ้างพนักงานกว่าพันคน และภายในปี 1975 โรงงานแห่งนี้มีกำลังผลิตส่งให้กับ Intel มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

หลังจากนั้น AMD, Hitachi และ HP รวมถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ รวมๆ แล้วมากถึง 14 บริษัทก็ได้มาเปิดโรงงานในมาเลเซีย เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียมองการณ์ไกล และให้เปิดการค้าเสรี ทำให้การส่งออกนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับการยกเว้นภาษี 

และในปี 2023 ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อีกรายได้ลงทุนกว่าห้าพันล้านเหรียญสหรัฐในการขยายโรงงานผลิตชิปในเมือง Kulim 

ส่วน Foxconn ก็ประกาศจะสร้างโรงงานผลิตชิปด้วยเช่นกัน

ในขณะนี้ มาเลเซียมีกำลังการผลิตชิปรวมกัน 13% ของโลกเลยทีเดียว

ดังนั้น การตกรถไฟของไทยไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยแต่อย่างไร เราตกมานานแล้ว และจะตกต่อไปด้วย

แต่สำหรับการบรรลุข้อตกลงกับ Arm Holdings ในครั้งนี้ ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะทางมาเลเซีย เซ็นสัญญากับ Arm Holdings ในสามเรื่องด้วยกัน 

1. ตกลงให้มีการอบรมวิศวกร 10,000 ในเรื่องของการออกแบบวงจร
2. บริษัทบางส่วนในมาเลเซียจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเทคโนโลยีของ Arm ซึ่งมีทั้งหมด 7 ส่วนด้วยกัน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า จะทำให้เกิดรายได้จากบริษัทเหล่านี้ 1.5 - 2 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
3. ตกลงที่จะให้ Arm Holdings เปิดสำนักงานสาขาในมาเลเซีย เป็นแห่งแรกในอาเซียน

ซึ่งทั้งหมดนี้ น่าจะคุ้มสุดคุ้ม เมื่อเทียบกับเงินที่รัฐบาลมาเลเซียตกลงที่จะจ่ายให้กับ Arm Holdings ในระยะเวลา 10 ปี ที่ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top