Monday, 15 June 2026
Hard News Team

ไทย และ สปป.ลาว ร่วมพัฒนาถนน R11 ย่นเวลาเดินทาง สร้างมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 1,200 ล้านบาท

(17 มี.ค. 68) นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือเนด้า เปิดเผยว่า การพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) จากด่านภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์-ปากลาย และบ้านน้ำสัง-เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2567 ทำการเดินทางจากจังหวัดภาคเหนือตอนล่างไปยัง สปป.ลาว ใช้เวลาเดินทางแค่ 3-4 ชั่วโมง จากเดิมต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 7 ชั่วโมง และที่สำคัญยังสามารถเพิ่มมูลค่าการค้าขายจากเดิมกว่า 100 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของประชาชนจากภาคเหนือของไทยไปท่องเที่ยวยัง สปป.ลาว ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในอนาคตยังจะมีการพัฒนาสะพานเชื่อมต่อจังหวัดน่านไปยังหลวงพระบาง สปป.ลาว  เพื่อให้การเดินทางคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น เพราะจากเดิมต้องเดินทางข้ามแม่น้ำโขงด้วยเรือ ซึ่งหากเริ่มดำเนินการในปีหน้าคาดจะใช้เวลา 2-3 ปีแล้วเสร็จ ซึ่งโครงการนี้จะเกิดประโยชน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

กทพ. เปิดเส้นทางพิเศษบนทางด่วนเฉลิมมหานคร แก้รถติดพระราม 2 หลังเหตุชิ้นส่วนโครงสร้างถล่ม

(17 มี.ค. 68) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ดำเนินการทดลองเปิดช่องทางเบี่ยงบริเวณ ทางด่วนเฉลิมมหานคร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2 หลังเกิดเหตุชิ้นส่วนโครงสร้างทางพิเศษถล่ม ส่งผลให้การสัญจรบนถนนเส้นหลักได้รับผลกระทบอย่างหนัก

จากเหตุการณ์ชิ้นส่วนโครงสร้างถล่มเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการปิดการจราจรบางช่องทางบนถนนพระราม 2 และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นวงกว้าง กทพ. จึงได้เร่งแก้ไขปัญหาโดยเปิดช่องทางพิเศษบนทางด่วนเฉลิมมหานคร จากเส้นทางถนนพระรามสองมุ่งหน้าเข้าเมือง เพื่อขึ้นทางด่วนเฉลิมมหานครบริเวณด่านดาวคะนอง โดยจุดนี้เปิด ใกล้เคียงกับบริเวณที่มี ชิ้นส่วนโครงสร้างพังถล่มลงมา แต่ถัดออกมาประมาณ 300 เมตร 

โดยการเปิดให้บริการดังกล่าว เพื่อหวังลดปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2 และให้รถบางประเภทสามารถใช้เส้นทางเบี่ยงได้ในช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดปริมาณรถที่หนาแน่นบนถนนด้านล่าง คาดลดปัญหารถติดสะสมได้ 30%

กทพ. ระบุว่า การทดลองเปิดช่องทางเบี่ยงนี้เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร โดยจะมีการ ประเมินผลกระทบและปรับแผนการจราจรเพิ่มเติมหากจำเป็น นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหาย เพื่อให้สามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้เน้นย้ำถึงการเร่งดำเนินการจัดการกู้คืนพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางสัญจรได้โดยเร็ว โดยขณะนี้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 22 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่คาดว่าจะเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางสัญจรได้ตามปกติ โดยในวันพรุ่งนี้ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงไปใช้สะพานกรุงเทพ สะพานภูมิพลสะพานตากสิน สะพานพระราม 9 หรือสะพานทศมราชันในการเดินทาง เข้า - ออกเมือง หรือใช้เส้นทางถนนพื้นราบแทน

สำหรับเส้นทางเลี่ยง กทพ. แจ้งปิดทางขึ้นและลงด่านฯ ดาวคะนอง และถนนพระราม 2 พร้อมแนะเส้นทางเลี่ยงสำหรับผู้ต้องการใช้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร โดยประชาชนที่จะเดินทางมุ่งหน้าไปสมุทรสาคร ให้ใช้สะพานพระราม 9 ให้ลงทางออกถนนสุขสวัสดิ์แทน เพื่อมุ่งหน้าไปถนนพระราม 2 ส่วนประชาชนที่ต้องการขึ้นทางด่วนเพื่อเข้าเมือง ขอให้ขับรถมุ่งหน้าไปแยกบางปะแก้วและใช้ถนนสุขสวัสดิ์ เพื่อไปใช้ด่านฯ สุขสวัสดิ์แทน

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศเยเมน ฮูตีดับ 9 ศพ ทำเนียบขาวส่งสัญญาณเตือนอิหร่าน

(17 มี.ค. 68) สำนักข่าวสปุตนิก รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กองทัพเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย รวมถึงพลเรือนหลายคน โดยการโจมตีครั้งนี้เป็นปฏิบัติการตอบโต้หลังจากที่กลุ่มฮูตีได้โจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า การโจมตีของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่คลังอาวุธและฐานปฏิบัติการหลักของกลุ่มฮูตี เพื่อทำลายขีดความสามารถในการก่อเหตุโจมตีต่อไป พร้อมกันนี้ ทรัมป์ยังได้ออกคำเตือนถึงอิหร่านให้ยุติการสนับสนุนกลุ่มฮูตีทันที มิฉะนั้น สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้น

ก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน สหรัฐฯ และอิรักเปิดเผยข้อมูลตรงกันว่า ผู้นำของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ถูกสังหารจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รายงานระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของอิรัก และถือเป็นความสำเร็จสำคัญในการกวาดล้างเครือข่ายก่อการร้ายของไอเอส

ด้าน อิซา บลูมี (Isa Blumi) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน เป็นมากกว่าการตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายอิทธิพลของอิสราเอลในภูมิภาค

“การตัดสินใจของทรัมป์คือการปกป้องและช่วยขยายอำนาจของอิสราเอลให้ครอบคลุมพื้นที่อันกว้างใหญ่” บลูมี กล่าวพร้อมชี้ว่าการโจมตีดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อทำลายกลุ่มต่อต้านอิสราเอลที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

ทั้งนี้ การโจมตีทางอากาศของกองทัพสหรัฐฯ ต่อกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต รวมถึงพลเรือน หลายราย และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายและผลกระทบของปฏิบัติการนี้

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อาจทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาครุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮูตี และอาจทำให้ตะวันออกกลางกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการเผชิญหน้าในระดับนานาชาติ

ผบ.ตร.สั่งดำเนินการเด็ดขาด รอง ผบก.อก.ภ.8 หลังถูกตรวจพบโพยทุจริตการสอบตุลาการประจำศาลปกครองชั้นต้น ให้ต้นสังกัดตั้งสอบวินัยร้ายแรง ฐานเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

(17 มี.ค 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึง กรณีสื่อสังคมออนไลน์ วิพากษ์วิจารณ์คลิป เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยศ พ.ต.อ. ถูกเจ้าหน้าที่คุมสอบ จับได้ว่า นำโพยเข้าไปห้องสอบ ตุลาการศาลปกครองชั้นต้นว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทราบเรื่องแล้ว ได้สั่งการให้ตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า เป็นข้าราชการตำรวจ ยศ พ.ต.อ.จริง ตำแหน่ง  รอง ผบก.อก.ภ.8  แต่มีคำสั่ง ไปช่วยราชการที่ กอ.รมน.ภาค 4 

โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นตุลาการประจำศาลปกครองชั้นต้น ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ตุลาการศาลปกครองที่ทำหน้าที่ประจำหน่วยสอบได้ตรวจพบการทุจริตการสอบ นำโพยเข้าไปลอกในสนามสอบ จึงประสานมายังตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ภ.จว.ปทุมธานี)

พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อธิเมศร์ ไชยศรัณวิชย์ ผกก.สภ.คลองหลวง ได้เดินทางไปยังศูนย์สอบฯ ดังกล่าว และได้พบกับคณะตุลาการที่ควบคุมการสอบคัดเลือกฯ ได้รับฟังข้อเท็จจริงในการทุจริต จากนั้นได้พูดคุยกับข้าราชการตำรวจรายดังกล่าว ได้ยินยอมให้บันทึกถ้อยคำ และทางคณะตุลาการที่คุมสอบแจ้งว่าจะประชุมสรุปข้อเท็จจริง และเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้องต่อไป

ผบ.ตร. ได้สั่งย้ำไปที่ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ให้ ภ.จว.ปทุมธานี ประสานกับทางสำนักงานศาลปกครอง ให้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงไป สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความผิดต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนทางวินัยนั้น ผบ.ตร. ได้สั่งการให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางวินัยทันที หากเป็นความผิดฐานทุจริตการสอบจริง ถือเป็นวินัยร้ายแรง ฐานการกระทำอันเชื่อได้ว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 112 (6) ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียต่อหน่วยงานองค์กร  รวมทั้งให้พิจารณาการสั่งให้พักหรือออกจากราชการไว้ก่อนด้วย พร้อมสั่งตรวจสอบที่มาที่ไปของการไปช่วยราชการ กอ.รมน. เป็นการขาดจากต้นสังกัดหรือไม่ การไปช่วยราชการนั้นมีหน้าที่อะไร และในการไปสอบเป็นเวลาปฏิบัติราชการหรือไม่ มีการลาถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ 

นอกจากนี้ โฆษก ตร. กล่าวว่า ผบ.ตร.ย้ำว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาจริงเอาจัง ดำเนินการอย่างเด็ดขาด ทั้งคดีอาญาที่เกี่ยวข้อง และการดำเนินการทางวินัย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพราะข้าราชการตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมาย แต่กระทำผิดทุจริตในการสอบ จะไปรักษาความเที่ยงธรรมกับผู้อื่นได้อย่างไร และเป็นการสอบเพื่อแต่งตั้งเป็นตุลาการประจำศาลปกครองชั้นต้น ย่อมเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ จะเร่งดำเนินการทุกมิติ เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

 “เชียงราย”ตม.เชียงราย ผลักดันขอทานสร้างความเดือดร้อนแก่ชุมชนแม่สายกลับ”ท่าขี้เหล็ก”

ตามที่มีการร้องเรียนว่ามีกลุ่มบุคคลต่างด้าวมาขอทานสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนภายในพื้นที่ของอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายบริเวณตลาดสายลมจอยตลาดบุญยืนและพื้นที่สาธารณะที่มี คนพลุกพล่าน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงและเด็กมาขอทานดังกล่าว

วันนี้ (17 มี.ค. 68) เวลาประมาณ 11.20 น. ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เทียนทอง          ผกก.ตม.จว.เชียงราย, พ.ต.ท.ตุลย์วรรษ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.เชียงราย และ พ.ต.ท.วิชัย ปันนา สว.ตม. จว.เชียงราย สั่งการให้ จนท.ชุดสืบสวนปราบปราม ตม.จว.เชียงราย บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลแม่สาย ออกตรวจสอบเหตุกรณีปรากฎข่าวทางสื่อโซเชียล ว่ามีบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาเดินทางเข้ามาเร่ร่อนขอทาน ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ  บริเวณ ตลาดสดนายบุญยืน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จว.เชียงราย​​

ผลการปฏิบัติ พบบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา เป็นผู้ใหญ่ 3 ราย เด็ก 6 ราย ซึ่งได้เข้ามาถูกต้องโดยมีบัตรผ่านแดนข้ามมาไม่ได้หลบหนีเข้าเมืองแต่อย่างใด จึงได้ตักเตือนทำการแจ้งว่าหาก ยังมาขอทานในพื้นที่อีกจะ นำเข้าบัญชีเฝ้าระวังห้ามไม่ให้เข้าภายพื้นที่อำเภอแม่สายอีกและได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/หัวหน้าศูนย์ข่าวอำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย/รายงาน

สมุทรปราการ-ดร.ภัทรพล ขอบคุณทุกคะแนนเสียง หวนคืนนั่งเก้าอี้นายกบางแก้วอีกสมัย

(17 มี.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ภายในบ้านพักหรูแห่งหนึ่งใน ต.บางแก้ว อ.บางพลี สมุทรปราการ ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองบางแก้วคนใหม่ พร้อมด้วยครอบครัวจำปารัตน์ ญาติสนิทและกลุ่มเพื่อนพ้องตลอดจนผู้ที่ให้การสนับสนุน ต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว หมายเลข 2 ที่สามารถเอาชนะคู่แข่งทั้ง 4 เบอร์ ไปด้วยคะแนนแบบขาดลอยหวนคืนสู่เก้าอี้นายกบางแก้วอีกสมัย

โดยทาง กกต.ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00ขอ -17.00 น. บรรยากาศทั่วไปพบว่าตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนต่างทยอยออกมาใช้สิทธิ์เลือกนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้วกันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเวลา17.00 น.เจ้าหน้าที่ได้ปิดหีบเลือกตั้งและทำการนับคะแนนผลการเลือกตั้งทำให้มีประชาชนต่างมายืนรอลุ้นการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ 

และจากการนับคะแนนของทางคณะกรรมการหน่วยเลือกตั้งตามหน่วยต่างๆ อย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่าทาง ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้รับคะแนนสนับสนุนถึง 10,002 คะแนน รองลงมาคือนายบวรวิทย์ พึ่งทอง ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้คะแนน 6,685 คะแนน นายชัยรัชต์พงษ์ กุลรัตนจินดา ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้คะแนน 5,120 คะแนน นายชัชวาล พันธ์พุ่ม ผู้สมัครหมายเลข 5 ได้คะแนน 2,121 คะแนน และ นายนัฎทีธร จักรแก้ว ผู้สมัครหมายเลข 4 ได้คะแนน 91 คะแนน 

โดยทางด้าน ดร.ภัทรพล จำปารัตน์ ว่าที่นายกบางแก้ว กล่าวว่า ตนเองต้องขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนชาวบางแก้วที่มอบให้ หลังจากนี้ทุกนโยบายทุกปัญหาของประชาชนชาวบางแก้วจะได้รับการดูแล และได้รับการแก้ไขอย่างแน่นอน ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกคะแนนเสียงและขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่ที่ประชาชนมอบหมายให้ดีที่สุดให้สมกับที่ประชาชนเลือกมา

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

ผู้ช่วย ผบ.ตร.ประชุมติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในห้วงเดือนรอมฎอน

(15 มี.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร./ผบ.ศปก.ตร.สน.) ได้เดินทางไปยังประชุมติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในห้วงเดือนรอมฎอน(ถือศีลอด) และนำความห่วงใยของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มาแจ้งแก่กำลังพล ณ ห้องประชุม war room ศปก.ตร.สน. จังหวัดยะลา โดย มี พล.ต.ท.ปิยวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ9/รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น./รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9/รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.ธเรศ แก้วละเอียด รอง ผบช.ภ.9/รอง ผบ.ศปก.ตร.สน. , พล.ต.ต.ณฐกรณ์ กาญจนภรณ์ ผบก.ภ.จว.ยะลา , พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล ผบก.ภ.จว.ปัตตานี , พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผบก.ภ.จว.นราธิวาส , พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฏ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา , พล.ต.ต.ยุทธพงษ์ ทองนุ้ย ผบก.ศฝร.ภ.9 , พล.ต.ต.อนุราช จิตศีล ผบก.สพฐ.10 ฝ่ายสืบสวน/อำนวยการและสนับสนุน และส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม พร้อมทั้งหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรทั้ง 62 แห่ง ร่วมประชุม ผ่านระบบ zoom

ในการประชุมได้เน้นเรื่องการกำหนดแผนให้ครอบคลุม ครบถ้วนตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ จากนั้นมอบหมาย รองผู้บังคับการตำรวจภูธร 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่รับผิดชอบพื้นที่ ลงรายละเอียดเพื่อช่วยหัวหน้า สภ.ทุกแห่ง กำกับดูแลพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนมาตรการต่างๆ ของทุกส่วนรับผิดชอบเพื่อลดความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรักษาความสงบปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างแท้จริง เพื่อเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

จากนั้น พล.ต.ท.สำราญฯ พร้อมคณะ ได้ออกตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและทบทวนการปฏิบัติ การซ้อมแผนเผชิญเหตุ จากการถูกซุ้มโจมตี ของ มว.ฉก.ตร.ยะลา 9121 (เมืองยะลา) และ มว.ฉก.นปพ.ยะลา 13 (กรงปินัง) และรับข้อเสนอ จากผู้ปฏิบัติ ด้านอาวุธ อุปกรณ์ โดยจะได้สนับสนุน เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลของหน่วย ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อไป

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (18) : ‘รองพีร์’ กับการแก้ปัญหา ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ #1 ตรึงราคา ‘ค่าไฟฟ้า’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อความเหมาะสม และเป็นธรรม

(16 มี.ค. 68) ‘ราคาพลังงาน’ เป็นปัญหาที่หมักหมมเรื้อรังมาอย่างยาวนาน โดยที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐอย่างเช่นกระทรวงพลังงานซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบแทบจะไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้เลย ‘ราคาพลังงาน’ สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติโดยรวมในทุก ๆ มิติ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง จนกระทั่งเรื่องของความมั่นคง ฯลฯ นับวัน ปัญหาจาก ‘ราคาพลังงาน’ ก็ยิ่งส่งผลกระทบกับสังคมไทยมากยิ่ง และเมื่อประเทศเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ภาครัฐจึงต้องเริ่มปล่อยมือจากรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค อาทิ การบทบาทในการผลิตไฟฟ้าด้วยการลดการลงทุนสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แล้วอนุญาตให้เอกชนเข้ามาทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้าแทน เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้จ่ายลงทุนในด้านอื่น ๆ แทน

อีกทั้งยังมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานซึ่งเป็นองค์กรอิสระมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการไฟฟ้าทั้งระบบ ดังนั้นรับมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาส่วนใหญ่จึงปล่อยให้สถานการณ์ ‘ราคาพลัง’ เป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่า “ปล่อยให้ ‘ราคาพลังงาน’ เป็นไปตามยะถากรรม” และใช้กลไกเดิม ๆ ที่มีอยู่เข้าจัดการ เช่น “กองทุนน้ำมัน” ในการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบอย่างสำคัญของค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนคนไทย (จนปัจจุบัน “กองทุนน้ำมัน” ติดลบไปแล้วร่วมหนึ่งแสนล้านบาท) อีกทั้งการแปรรูป ‘การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย’ รัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าบริหารจัดการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซของชาติ จนกลายเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ จึงทำให้ต้องสูญเสียจุดยืนในการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัฐ แทนที่จะดำเนินกิจการเพื่อเป็นการให้บริการในลักษณะที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยได้ กลายเป็นบริษัทเอกชนที่ต้องให้ความสำคัญกับประโยชน์ขององค์กรอันได้แก่ ‘ผลกำไร’ เป็นลำดับแรก และทำให้แนวคิดตลอดจนวิธีในการดำเนินการแปลกแยกไปจากวัตถุประสงค์แรกตั้งไปโดยสิ้นเชิง ‘ราคาพลังงาน’ ในส่วนของเชื้อเพลิงพลังงานจึงกลายเป็นเรื่องที่มีการอ้างว่าเป็นไปตามกลไกของตลาดโลก จึงทำให้ชัดเจนว่า ‘ราคาเชื้อเพลิงพลังงาน’ เป็นไปตาม ‘ยะถากรรม’ อย่างสิ้นเชิง 

รวมทั้งที่ผ่านมา รัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบกระทรวงพลังงานส่วนใหญ่กลับเป็นอดีตผู้บริหารของบริษัทพลังงาน ดังนั้นการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ ‘ราคาพลังงาน’ เป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนคนไทยจึงกลายเป็นความยากยิ่งและถูกปล่อยปละละเลยมาโดยตลอด กระทั่งในปี พ.ศ. 2566 เมื่อ ‘รองพีร์ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่ได้ “ปล่อยให้ ‘ราคาพลังงาน’ เป็นไปตามยะถากรรม” และใช้เพียงแต่กลไกเดิม ๆ ที่มีอยู่เข้าจัดการเท่านั้น โดยได้มีการศึกษาข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น โดยมีความพยายามทำให้ ‘ราคาพลังงาน’ ทั้ง ‘น้ำมันเชื้อเพลิง’ และ ‘ไฟฟ้า’ ซึ่งมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยนั้น ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรมพี่น้องประชาชนคนไทย แนวคิด “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นนโยบาย และถูกขับเคลื่อนปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน 

ตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งในส่วนของการแก้ไขปัญหา ‘ค่าไฟฟ้าแพง’ โดย ‘รองพีร์’ (1)ได้ผลักดันให้มีการลดค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนจนกระทั่งสามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องไม่ให้สูงขึ้นตามที่มีการคาดการณ์เอาไว้ และยังคงมีการตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้อยู่จนทุกวันนี้ แม้จะทำให้ กฟผ. ต้องแบกรับภาระหนี้ร่วมหนึ่งแสนล้านบาทก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้อง (2)ได้มีความพยายามในการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool gas) เพื่อให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมลดลง และเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ รวมทั้งเร่งรัดติดตามการขุดเจาะและผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพื่อลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า ด้วยในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าของไทยกว่า 60% ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ 

ด้วย พรบ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ทำให้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้านั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทั้งหมด โดยเฉพาะค่า FT (Fuel Adjustment Charge (at the given time)) ซึ่งใช้ในการคำนวนเพื่อปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือ ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ อันเป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหรือประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ โดย กกพ.เป็นผู้พิจารณาปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน นับแต่ กกพ.ชุดแรกเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ผ่านมาต่างปล่อยให้ กกพ.เป็นผู้ดำเนินการกำหนดราคาค่าไฟฟ้า ดังนั้น ‘ค่า FT’ จึงถูกกำหนดให้เป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ กกพ. ได้พิจารณา แต่ ‘รองพีร์’ ได้พยายามคิดค้น แสวงหาวิธีการและมาตรการต่าง ๆ ในทุกรูปแบบเพื่อตรึงค่าไฟฟ้าภายในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งรัฐและเอกชนมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุด และทำให้ค่า FT ต่ำที่สุด 

ดังเช่น ค่าไฟฟ้าในงวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน พ.ศ. 2568) ถ้าเป็นไปตามที่ กกพ.เสนอจะอยู่ที่หน่วยละ 5.49 บาท ซึ่ง ‘รองพีร์’ ไม่เห็นด้วย กกพ. จึงเสนอให้ราคาคงที่หน่วยละ 4.18 บาทเหมือนเดิม แต่‘รองพีร์’ ได้ขอให้ลดลงอีกหน่อยจนเหลือหน่วยละ 4.15 บาทการลดอัตราค่าไฟฟ้าจริงจึงอยู่ที่หน่วยละ 1.34 บาท ไม่ใช่ 3 สตางค์ตามที่เข้าใจกัน ซึ่ง ภาระดังกล่าวถูกผลักให้ ‘กฟผ.’ ต้องรับผิดชอบ โดยพี่น้องประชาชนคนไทยเป็นหนี้ ‘กฟผ.’ เพราะ ‘กฟผ.’ เรียกเก็บค่าไฟฟ้าต่ำกว่าต้นทุนของตัวเองจากนโยบายของรัฐที่จะไม่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้ามากจนเกินไป แต่จำเป็นทยอยใช้หนี้ดังกล่าวคืนให้กับ ‘กฟผ.’ เพื่อไปใช้หนี้คืนอีกทอดหนึ่ง ทำให้เกิดสมการที่ใช้ในการเก็บ ‘ค่าไฟฟ้าผันแปร’ ว่าจะต้องเก็บเท่าไรเพื่อที่ ‘กฟผ.’ จะมีเงินเพื่อนำไปใช้หนี้ตามข้อเสนอของกกพ.ตามแนวทางที่ได้กล่าวมา ซึ่ง ‘รองพีร์’ ตัดสินใจเสนอให้มีการยืดหนี้แล้วจ่ายบางส่วน ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่หน่วยละ 4.15 บาท ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรับภาระน้อยกว่าที่กกพ.ได้เสนอมา และในขณะเดียวกัน ‘กฟผ.’ เองก็จะมีเงินเพื่อนำไปชำระหนี้จำนวนหนึ่ง และเมื่อมีโอกาสที่สามารถทำให้ต้นทุนลดลงได้อีก ‘กฟผ.’ จึงค่อยเรียกเก็บ ‘ค่า FT’ เพิ่มจากพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อมาเฉลี่ยใช้หนี้ดังกล่าวในอนาคตต่อไป

สธ. ตั้งเป้า รพ.รัฐทุกแห่งได้รับมาตรฐานสถานพยาบาลแห่งชาติ HS4 ยกระดับบริการสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานขับเคลื่อนมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ  “HS4 ก้าวย่างอย่างยิ่งใหญ่ สู่มาตรฐานแห่งชาติ” มุ่งยกระดับสถานพยาบาลภาครัฐ สู่สถานพยาบาลต้นแบบ เพิ่มศักยภาพแข่งขันในระดับสากล ปัจจุบันมีสถานพยาบาลภาครัฐทุกสังกัดได้รับมาตรฐาน HS4 แล้ว 1,074 แห่ง หรือร้อยละ 97.6 ตั้งเป้าให้สถานพยาบาลรัฐผ่านเกณฑ์มาตรฐานครบทุกแห่ง เพื่อประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย ส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพโลก

วันนี้ (17 มี.ค. 68) ที่ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ สู่มาตรฐานสถานพยาบาลแห่งชาติ (HS4 Journey to National Standard) โดยมี ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหาร บุคลากรผู้เกี่ยวข้องจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค โรงพยาบาลภาครัฐทั้งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 500 คน

นพ.โอภาส กล่าว การพัฒนาสถานพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมายของประเทศเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพ ทำให้การจัดบริการประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความปลอดภัยและสวัสดิภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงได้กำหนดมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ HS4 (Health Standard Service Support System) ภายใต้พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติสถานพยาบาล (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 (มาตรา5) เพื่อเป็นมาตรฐานแห่งชาติในการประเมินมาตรฐานระบบบริการสุขภาพของสถานพยาบาลภาครัฐ โดยเป็นตัวกำหนดการเพิ่มขีดความสามารถการจัดบริการ ยกระดับสถานพยาบาลภาครัฐให้เป็นสถานพยาบาลต้นแบบ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศูนย์ศึกษาแก่สถานพยาบาลอื่น เกิดศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellent Center) ในแต่ละแผนก ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล นำมาสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับบริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยขณะนี้มีสถานพยาบาลภาครัฐที่ดำเนินการตามมาตรฐาน HS4 แล้ว 1,074 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 97.6 ของสถานพยาบาลภาครัฐทุกสังกัด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้สถานพยาบาลภาครัฐผ่านการประเมินมาตรฐาน HS4 ให้ครบทุกแห่ง

ด้าน ดร.นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า มาตรฐาน HS4 เป็นการตรวจสอบ ควบคุม กำกับ และประเมินคุณภาพมาตรฐานครอบคลุมการดำเนินงาน 9 ด้าน ได้แก่ 1.การบริหารจัดการ 2.การบริการสุขภาพ 3.มาตรฐานอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก 4.สิ่งแวดล้อม 5.ความปลอดภัย 6.เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ 7.ระบบสนับสนุนบริการที่สำคัญ 8.สุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ และ 9.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยมีหน่วยงานในสังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกำกับ ดูแล และให้คำแนะนำในการประเมินแก่สถานพยาบาลภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งการประชุมครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมในการจัดทำมาตรฐาน ได้แสดงความคิดเห็น เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากภาคีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาสถานพยาบาลของประเทศตามมาตรฐานระบบบริการสุขภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมาตรฐานสูงอย่างปลอดภัย รวมทั้งเพิ่มพูนขีดความสามารถของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางในการให้บริการด้านสุขภาพแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

‘กอ.รมน.ภาค 4 สน.’ แจง!! กรณีดำเนินคดี 5 แกนนำนักศึกษา ปมจัดเสวนา ‘สิทธิกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี’

(16 มี.ค. 68) พันเอก ปองพล สุทธิเบญจกุล รองโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แถลงชี้แจงกรณีการนัดส่งตัว 5 แกนนำนักศึกษาที่ถูกดำเนินคดีจากการจัดเสวนาและประชามติจำลองเกี่ยวกับ "สิทธิกำหนดอนาคตตนเองกับสันติภาพปาตานี" ในวันที่ 17 มีนาคม 2568 โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมาย

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพบว่าขบวนนักศึกษาแห่งชาติเป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกร้อง "สิทธิในการกำหนดใจตนเอง" และมีการเปลี่ยนชื่อองค์กรเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยมีนายอิรฟาน อุมา เป็นประธาน การจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 เป็นการเปิดตัวขบวนนักศึกษาแห่งชาติ โดยมีนักการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง นักวิชาการ และเครือข่ายนักศึกษาเข้าร่วม

กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยืนยันว่าได้กำหนดนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมของขบวนนักศึกษาแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้" และเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (3) และความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามมาตรา 209

กอ.รมน.ภาค 4 สน. จึงได้มอบหมายผู้แทนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีต่อแกนนำนักศึกษาทั้ง 5 คน และยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดปากหรือคุกคามผู้จัดกิจกรรม แต่เป็นการดำเนินการตามกฎหมายเมื่อพบการกระทำความผิด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top