Saturday, 6 June 2026
Hard News Team

พปชร. ชงแก้ ยื่นแก้ไขรธน. 5 ประเด็น 13 มาตรา ไม่แตะปม อำนาจส.ว. ยัน ฉบับพปชร.ไม่ต้องทำประชามติ-ใช้ระบบเลือกตั้ง2 ใบ - เพิ่มสิทธิปชช. ด้าน "ไพบูลย์" มั่นใจ ส.ว.ร่วมด้วย เชื่อผ่านวาระ 3 ปลายเดือน ก.ค.นี้

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ฝ่ายกฏหมาย กล่าวถึงเนื้อหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่จะยื่นเรื่องแก้ไข ต่อรัฐสภาในวันที่ 7 เมษายน 2564 ว่า ร่างฯที่จะแก้ไขเป็นของ พปชร. พรรคเดียว โดยใช้เสียงส.ส.ร้อยคนขึ้นไปยื่นแก้ไข  ทั้งหมด 5 ประเด็น 13 มาตรา  ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นผลสำเร็จ และคาดว่ารัฐสภา จะพิจารณาแก้ไข และเห็นชอบในวาระ 3 ในช่วงปลายเดือน ก.ค. นี้ โดยไม่ต้องทำประชามติ  

นายไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่แก้ไข เช่น

ข้อ 1.) ระบบเลือกตั้งจากบัตรใบเดียว จะแก้ไขเป็นบัตร 2 ใบ ประกอบ ด้วย ส.ส.เขต 400 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน

ข้อ 2.) มาตรา 29 เพิ่มสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน และสิทธิชุมชนจะให้รัฐจัดให้มีทนายความในการต่อสู้คดีกับภาครัฐ

ข้อ 3.) มาตรา 144 จะปรับปรุงเกี่ยวกับการเข้าไปใช้งบประมาณของประเทศให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2550

ข้อ 4.) มาตรา 185 จะผ่อนคลายให้ ส.ส.สามารถเข้าไปติดตามข้าราชการ และช่วยเหลือความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้น

ข้อ 5.) มาตรา270 ในบทเฉพาะกาล จะแก้ไขให้ รัฐสภา โดย ส.ส. ส.ว.เข้าไป ติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ จากเดิมที่ให้ ส.ว. ดำเนินการเพียงลำพัง 

“เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พปชร.จะตอบโจทย์ของปัญหาของประเทศร่วมกัน และสามารถแก้ไขให้ประชาชนได้จริง ใช้เวลาสั้น ไม่ต้องเสียงบประมาณทำประชามติ ส่วนประเด็นเรื่องการตัดอำนาจ ส.ว. อาทิ ยกเลิก ส.ว. สรรหา หรือ อำนาจการเลือกนายกฯ พรรค พปชร.ยังไม่แก้ไข เพราะหากไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง และไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ” รองหัวหน้าพรรคพปชร. กล่าว 

ACT ออก จม.เปิดผนึกถึง “ศักดิ์สยาม” ค้านการเร่งก่อสร้างเทอร์มินัล 2 สุวรรณภูมิ แนะต้องความเคารพในกติกาสังคม หวั่นซ้ำรอยกรณีจำนำข้าว

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่อง ขอให้ดำเนินการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิตามข้อศึกษาของ ป.ป.ช. และมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีด้วยความเคารพในกติกาสังคม โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่า

ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้แสดงท่าทียืนยันจะดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือต่อไป แม้ว่าทาง ป.ป.ช. ได้จัดทำรายงานผลการศึกษาและข้อเสนอแนะคัดค้านการเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ หรือหากจำเป็นก็ให้ลงทุนก่อสร้างเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบกับข้อเสนอแนะนี้แล้ว เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2564

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เห็นว่า ข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ครั้งนี้เป็นผลจากการศึกษาข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ องค์กรวิชาชีพด้านวิศวกร สถาปนิก และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างกว้างขวางแล้ว ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายสมควรต้องเคารพต่อข้อมูลและข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่ดูแลเรื่องทุจริตคอร์รัปชันของชาติ

บทเรียนจากกรณีทุจริตจำนำข้าวที่อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงหลายรายต้องถูกดำเนินคดีและชดใช้ความเสียที่เกิดขึ้นกับแผ่นดิน เกิดจากการดำเนินการโดยไม่คำนึงผลเสียที่เกิดขึ้นต่อประชาชน สังคมและประเทศชาติ สร้างความเสียหายและเสื่อมเสียต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง              

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มีความห่วงใยต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับการดำเนินการที่ไม่เคารพต่อหลักการผลการศึกษา จึงขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีได้โปรดทบทวนท่าทีต่อการตัดสินใจเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องบประมาณแผ่นดินและคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วยอย่างแน่นอน

“อนุชา”  จับตาพระสงฆ์-ลัทธินอกรีต หาช่องเอาผิด หากหลอกลวงปชช.

วันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวถึงการกวดขันการเผยแพร่ของลัทธิต่าง ๆ ในทางไม่ถูกต้อง ว่า เราพยายามดูว่าเกี่ยวข้องกับศาสนาและทำให้ศาสนาของเราเสื่อมเสียอย่างไร ตอนนี้ยังคงเป็นเพียงแค่ลัทธิที่นำมาอวดอ้างตัวเอง จึงต้องดูกฎหมายอื่นเข้ามาประกอบด้วย เช่น มีการหลอกลวงประชาชน และทำผิดกฎหมายอื่นๆด้วยหรือไม่ อย่างไร และเท่าที่ติดตามในขณะนี้ถ้าเป็นพระแล้วมีคำสอนแปลก ๆ ก็เข้าไปดำเนินการแล้ว อย่างที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยให้ทำการจับสึก แต่ถ้าไม่ใช่พระก็ต้องเข้าไปดูเพื่อหาช่องทางดำเนินการ แต่ในตอนนี้การนุ่งขาวห่มขาวถือว่าไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ก็ต้องติดตามดูต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเข้าไปติดตามตรวจสอบพบว่ามี ผู้อวดอ้างเรื่องลัทธิ เช่น กรณีพระกรันยา สํานักสงฆ์วัดป่าเนื้อนาบุญ จังหวัดศรีษะเกษ เยอะหรือไม่ นายอนุชา กล่าวว่า คิดว่ายังมีแอบแฝงอยู่ แต่บางทีอาจไม่เป็นข่าวหรือรู้กันในวงแคบ เพราะบางครั้งเป็นเรื่องความเชื่อของประชาชนที่ยังมีอยู่ในสังคม ยืนยันว่าถ้าเป็นพระจะดำเนินการแน่นอน อย่างไรก็ตามทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็เข้าไปติดตามและตรวจสอบตลอดเวลานี้มี 2 - 3 ราย ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีกรณีที่รุนแรง นอกนั้นยังไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา

“อนุทิน” ลุยแม่สะเรียง พรุ่งนี้ หอบวัคซีนโควิด-19 ฉีด จนท.ด่านหน้า

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ ป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 เข้ามายังประเทศไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ระบบสาธารณสุขของเราในปัจจุบัน สามารถจัดตั้งโรงพยาบาลสนามได้อย่างรวดเร็วและมีมาตรฐาน เพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้น

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนได้หารือร่วมกับฝ่ายที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่แล้ว ซึ่งท่านมีความมั่นใจว่าสามารถตรึงสถานการณ์แนวชายแดนได้เป็นอย่างดี ซึ่งในวันที่ 2 เมษายน 2564 ตนจะลงพื้นที่แนวชายแดน .แม่สะเรียง .สบเมย .แม่ฮ่องสอน เพื่อตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมทั้งนำวัคซีนซิโนแวค ไปฉีดให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทำงานต่อสู้กับโควิด-19

"ความปลอดภัยของคนในประเทศจะต้องมาเป็นอันดับแรก โดยเราปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม การมีศูนย์อพยพก็เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บข้ามเข้ามาในประเทศไทย เราก็จะดูแลตามความฉุกเฉิน คงก็ไม่ถึงขั้นว่าจะผลักดันเขากลับไปรับอันตราย แต่ขอยืนยันว่าคนไทย จะไม่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมครั้งนี้" นายอนุทินกล่าว

ฤดูกาล “เกณฑ์ทหาร” ปี 64 “เก้า จิรายุ” เตรียมลุ้นจับใบดำ 9 เม.ย.นี้ เผยยอดต้องการเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย / ทบ.ยังเข้มมาตรการป้องกันแพร่เชื้อโควิด-19

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองทัพบก ได้เริ่มทำการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (เกณฑ์ทหาร)ประจำปี 2564 เป็นวันแรก  และจะดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่เกินวันที่ 20 เมษายน 2564 นี้ (ยกเว้น 6 เมษายน 64 และ 12 - 15 เมษายน 64) ซึ่งชายไทยที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกฯ ได้แก่ ผู้ที่เกิด .. 2543 ซึ่งมีอายุ 21 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่เกิด ..2535 - 2542 ซึ่งมีอายุ 22 - 29 ปีบริบูรณ์ ที่ยังไม่เคยเข้ารับการตรวจเลือก หรือผู้ที่ผลการตรวจเลือกยังไม่แล้วเสร็จทุกกรณี  ให้ไปเข้ารับการตรวจเลือก ตามวัน เวลา สถานที่ ที่กำหนดในหมายเรียกฯ


สำหรับการเกณฑ์ทหารในปีนี้ ยังคงใช้นโยบายในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ลดความแออัดของจำนวนคน โดยขยายเวลาตรวจเลือกถึงวันที่ 20 เมษายน ลดขั้นตอนต่าง ในหน่วยตรวจเลือกเพื่อให้กระชับ และประหยัดเวลา เลือกสถานที่ให้มีอากาศถ่ายเท  ไม่อนุญาตให้ครอบครัว หรือคนใกล้ชิดกับผู้เข้า เข้าไปพักรอ หรือ ให้กำลังใจในหน่วยตรวจเลือก โดยเน้นย้ำมาตรการในการเว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ

ส่วนยอดทหารกองประจำการที่ต้องการในปี 2564 จำนวนทั้งสิ้น 97,558 นาย เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 5,000 นาย แบ่งเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 783 นาย กองบัญชาการกองทัพไทย 1,121 นาย กองทัพบก 70,808 นาย กองทัพเรือ 14,804 นาย กองทัพอากาศ 10,042 นาย โดยก่อนหน้านี้กองทัพบกเปิดรับสมัครโดยวิธีการร้องขอ (กรณีพิเศษ) ทางออนไลน์ มียอดรับจำนวนกว่า 3,000 คน และต้องดูจากยอดผู้สมัครใจตามขั้นตอนปกติด้วย

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สำหรับดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียง ที่อายุครบเกณฑ์ต้องเข้ารับการตรวจเลือกในปี 2564  ต้องเข้ามารายงานตัว ซึ่งปีนี้มีทั้งขอผ่อนผัน และเข้าจับใบดำ ใบแดง โดยวันที่ 9 เมษายน เวลา 08.00 . เก้าจิรายุ ละอองมณี นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง จะเข้าจับ ใบดำ ใบแดง ที่วัดอยู่ดีบำรุงธรรม (ออเงิน) เขตสายไหม หลังจากที่ได้ทำการผ่อนผันครบแล้ว 3 ครั้งแล้ว

“บิ๊กตู่” สั่งเหล่าทัพเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ “เมียนมา” ด้านทอ.เตรียม C-130 พร้อมเจ้าหน้าที่จ่อบิน รอรบ.-กต. ประสานมา

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 แหล่งข่าวความมั่นคง เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ประเทศเมียนมาในขณะนี้ว่า จากที่ติดตามและพิจารณารายวันจะพบว่าสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นน่าวิตกกังวลใด ๆ เนื่องจากเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นบางพื้นที่ประเทศเมียนมาเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศและยังไม่ก่อเป็นสงคราม ส่วนใหญ่จะเป็นจุดพื้นที่ที่ชนกลุ่มน้อยอยู่และมีการต่อสู้กับทางทหารเมียนมา ขณะที่คนไทยในเมียนมาส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่บริเวณชายแดน และตอนนี้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งยังไม่มีคนไทยคนใดประสานขอความช่วยเหลือจากทางการ หรือประสานขอกลับประเทศ 

แหล่งข่าวความมั่นคง กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมา โดยในส่วนของภาคพื้นดินแนวชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมาได้มอบหมายให้กองทัพภาคที่ 3 กองทัพบกทำหน้าที่รับผิดชอบหลักในการดูแลให้ความช่วยเหลือชาวเมียนมา ซึ่งมีการจัดพื้นที่แรก  พื้นที่พักรอ และจุดรองรับผู้อพยพในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ขณะที่พื้นที่ทางน้ำระหว่างแม่น้ำหน่วยเฉพาะกิจของกองทัพเรือ ป้องกันชายแดนตามลำแม่น้ำโขงเขต จ.เชียงราย ทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรือที่สัญจรผ่านไปมาระหว่างแม่น้ำสองประเทศ 

ส่วนกองทัพอากาศนั้นได้เตรียมความพร้อมเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 หรือ C-130 พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารอากาศไว้ หากรัฐบาลประสานขอให้กองทัพอากาศนำเครื่องบินไปรับคนไทยเพื่ออพยพกลับประเทศ แต่ทุกขั้นตอนนั้นจะต้องดำเนินการผ่านกระทรวงการต่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็นแม่งานเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ทั้งนี้คาดว่าหากมีการแจ้งประสานมาทางรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศจะพิจารณาใช้เครื่องบินพาณิชย์ไปรับก่อน เพราะสนามบินในเมียนมายังคงใช้งานได้ตามปกติ 

แต่หากเกิดเหตุที่เป็นพื้นที่ที่เครื่องบินพาณิชย์ไม่สามารถบินเข้าไปได้ ก็จะประสานกองทัพอากาศ เพื่อนำเครื่องบินทหารไปรับกลับมาโดยใช้กลไกของสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังสามารถพูดคุยประสานงานกันได้อยู่ อย่างไรก็ตามแผนการอพยพคนไทยก็จะเหมือนกับทุกสถานทูตประเทศนั้น ๆ จะพิจารณาถึงความจำเป็น

“ผบ.ทอ.” สั่งเตรียมพร้อม C-130 อพยพคนไทย ในเมียนมากลับประเทศ หากสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤติ

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 พล.อ.ท.ฐานัตถ์ จันทร์อำไพ เจ้ากรมกิจการพลเรือน ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) สั่งการให้กองบิน 6 เตรียมความพร้อมเครื่องบินลำเลียง C-130  และเครื่องบินในส่วนของกองทัพอากาศไว้สำหรับรองรับภารกิจแล้ว หากรัฐบาลสั่งการให้ส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในเมียนมาก็ความพร้อมปรับเปลี่ยนภารกิจมาใช้ในภารกิจนี้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ขั้นวิกฤติ

ทั้งนี้ ผบ.ทอ. ได้สั่งการ ให้เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาแล้ว หากรัฐบาลสั่งการ จะได้ไปทันที แต่จะส่งไปเมื่อใดนั้น แล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศ จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง ตอนนี้จึงเป็นเพียงการติดตามสถานการณ์เท่านั้น

“ไม่ว่าวิกฤติการณ์ ไหน ภัยพิบัติใดกองทัพอากาศ ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนตามคำสั่งของรัฐบาล” พล.อ.ท.ฐานัตถ์  กล่าว

ศรีสุวรรณ ให้ปากคำสภ.ภูพิงค์ ยัน เอาผิดก๊วนเหยียดหยามธงชาติไร้สีน้ำเงิน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ที่จ.เชียงใหม่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางไป สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ .เชียงใหม่ อีกครั้ง เพื่อให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนและยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม กรณีที่เคยมาแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ที่นำธงชาติไทยแต่ไร้แถบสีน้ำเงินมากระทำการในลักษณะไม่สมควร เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2564 และบริเวณคณะวิจิตรศิลป์ มช.ตามพระราชบัญญัติธง .. 2522 โดยมีนักแสดงหญิงชื่อดังที่ทำตัวเป็นท่อน้ำเลี้ยงพ่วงอยู่ด้วย

ซึ่งการนำธงชาติไทย หรือธงไตรรงค์มาแสดงเป็นสัญลักษณ์ แต่ไม่มีแถบสีน้ำเงิน โดยมีการขีดเขียนข้อความและหรือถ้อยคำสบถต่างๆ ในลักษณะลบหลู่ เหยียดหยามและดูหมิ่นนั้น เป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำความผิดตาม พรบ.ธง 2522 ในหลายมาตรา อาทิ .51 .53 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด อาทิ ประดิษฐ์รูป ตัวอักษร ตัวเลข หรือเครื่องหมายอื่นใดในผืนธง ใช้ ชัก หรือแสดงธง รูปจำลองของธง หรือในแถบสีของธง อันมีลักษณะโดยไม่สมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ 

ใน .54 ยังบัญญัติต่อไปว่า ผู้ใดกระทำการใด อันมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงที่ได้บัญญัติกำหนดลักษณะไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่กำหนดในกฎของกระทรวง ซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่สำคัญ คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา .118 ได้บัญญัติข้อห้ามไว้ว่า ผู้ใดกระทำการใดๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีที่เกิดขึ้น มีผู้ที่มีสมรู้ร่วมคิดในการดำเนินการดังกล่าวหลายคน ทั้งหัวดำ หัวหงอก ทั้งนักศึกษา และผู้ที่อ้างว่าเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ไม่อาจทนดูพฤติกรรมของผู้ที่นำธงของชาติไทยมาลบหลู่ ดูหมิ่น และใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไปได้ จึงนำพยานหลักฐานมามอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์เพิ่มเติม เพื่อตอกย้ำถึงความผิดของผู้ที่สมรู้ร่วมคิดในการผู้ที่จัดทำธงดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม ตามประมวลกฎหมายอาญา .83 ที่บัญญัติว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมและร่วมกิจกรรมดังกล่าว ต้องถือว่าเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิด ตาม พรก.ฉุกเฉิน 2548 และ พรบ.โรคติดต่อ 2558 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา .112 .116 และ .215

H&M แถลงผลประกอบการไตรมาสแรกขาดทุนยับ รีบกลับลำหันมาทุ่มเทสร้างความไว้วางใจ - เชื่อใจกับคู่หุ้นส่วนธุรกิจจีนและเหล่านักช้อปในแดนมังกร หลังจีนเปิดศึกโต้กลับเหล่าแบรนด์ดังโลกกล่าวหามีการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนในซินเจียง

สืบเนื่องจากการที่เอช แอนด์ เอ็ม แห่งสวีเดนซึ่งครองแท่นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นอันดับสองของโลก ได้เริ่มออกแถลงการณ์ในโซเชียลมีเดียตั้งแต่ปี 2020 ในเนื้อหาแถลงการณ์แสดงความวิตกเกี่ยวกับรายงานที่แฉการบังคับใช้แรงงานในเขตปกครองตัวเองชนชาติอุยกูร์แห่งซินเจียง และบอกว่าเอช แอนด์ เอ็ม จะไม่ใช้ฝ้ายจากซินเจียงอีกต่อไป แถลงการณ์ฉบับนี้ได้จุดกระแสให้กลุ่มแบรนด์ดังโลกทั้งค้าปลีกแฟชั่น - เครื่องกีฬา อย่างไนกี้ อาดิดาส ออกมาร่วมขบวนบอยคอตฝ้ายซินเจียง

ด้านจีนได้ระดมกลุ่มผู้รักชาติทั้งภาคเจ้าหน้าที่รัฐ, ซุปตาร์, กลุ่มบริษัทรายใหญ่ และผู้บริโภคบอยคอตสินค้าแบรนด์ดังโลกที่บังอาจมากล่าวหาจีนละเมิดสิทธิมนุษย์ชน

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ H&M ได้ออกแถลงในเว็บไซต์ขององค์กรเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ว่า ข้อตกลงสัญญาระหว่าง H&M กับจีน ยังเหนียวแน่น และบริษัทได้ฟื้นความเชื่อใจและมั่นใจกับผู้บริโภค ผู้ร่วมงาน และคู่หุ้นส่วนในจีน

“ในการทำงานร่วมกับกลุ่มผู้ถือหุ้น และคู่หุ้นส่วน เราเชื่อว่าเราจะจับมือกันเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และเคารพซึ่งกันและกัน”

ทั้งนี้ H&M รายงานยอดขาดทุนก่อนหักภาษีระหว่างช่วงเดือนธ.ค.-ก.พ. ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีการเงินบริษัท เท่ากับ 1.39 พันล้านคราวน์ (หรือ 159 ล้านเหรียญสหรัฐ / หรือกว่า 4.9 พันล้านบาท) เทียบกับปีก่อนหน้าที่มีกำไรอยู่ที่ 2.50 พันล้านคราวน์ หรือ 8.99 พันล้านบาท จากการวิเคราะห์จากการสำรวจของ Refinitiv ได้คาดการณ์ยอดขาดทุนเฉลี่ย เท่ากับ 1.41 พันล้านคราวน์ หรือกว่า 5 พันล้านบาท

.

ที่มา: https://sondhitalk.com/detail/9640000030750?fbclid=IwAR3ZUwgRSX27TjcR1hz3ECel3aEVyfLPIGe2KiSle_x1PjetpDkQYb7B7Ig


สนับสนุนข่าวโดย : รับข้อเสนอพิเศษมอเตอร์โชว์ ในงาน Mazda Motor Show สัมผัสปิกอัพใหม่ All-New Mazda BT-50 และยนตรกรรมสกายแอคทีฟจากมาสด้า ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* รับประกันคุณภาพรถสูงสุด 5 ปี* และบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บ.* 24 มี.ค. 64 - 4 เม.ย. 64 ที่บูธและโชว์รูมทั่วประเทศ

นฤมล นำทัพถก พัฒนาทักษะฝีมือคนพิการ รองรับการประกอบอาชีพ

วันที่ 1 เมษายน 2564 ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือการจัดทำแผนพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการรองรับการประกอบอาชีพ ครั้งที่ 2/2564 โดยมีหม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 10 อาคารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

 

ศาสตราจารย์ นฤมล กล่าวว่า ปัจจุบันคนพิการยังไม่ได้รับการพัฒนาทักษะมือให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบกิจการเท่าที่ควร เนื่องจากขาดหลักสูตรการฝึกหลักสูตรที่เหมาะสม เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงานที่ตรงตามประเภทของความพิการ ฐานข้อมูลด้านแรงงานเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน การประชุมในวันนี้จึงเป็นการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการรองรับการประกอบอาชีพ เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ สถานประกอบกิจการ และส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ โดยสมาคมคนพิการ สถานประกอบกิจการ สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกันจัดทำหลักสูตรทั้งหาร upskill, reskill และ change skill ตามความเหมาะสมของคนพิการแต่ละประเภทและลักษณะของการทำงาน เพื่อให้คนพิการมีทักษะในการประกอบอาชีพและได้รับการจ้างงานมากขึ้น รองรับการทำงานในโลกยุคใหม่

 

ที่ประชุมได้เสนอแผนบูรณาการพัฒนาทักษะฝีมือคนพิการเพื่อรองรับการประกอบอาชีพรวม 61 โครงการ เป้าหมายกว่า 180,000 คน การพัฒนาคนพิการใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย การพัฒนาทักษะคนพิการ การส่งเสริมการประกอบอาชีพและการจ้างงานคนพิการ และการพัฒนาศักยภาพคนพิการผ่านการแข่งขันฝีมือแรงงาน นอกจากนี้ยังมีโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2565 จำนวน 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนและส่งเสริมการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ โครงการส่งเสริมอาชีพการปลูกฮอปส์ (HOPS) เพื่อพัฒนาอาชีพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย โครงการพัฒนาทักษะมีมือครอบครัวคนพิการทางสติปัญญาเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ และโครงการส่งเสริมการประกอบอาชีพธุรกิจสำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัว ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม

 

รมช.แรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การให้ความช่วยเหลือและดูแลคนพิการ ไม่ได้ดำเนินการเพียงเรื่องการฝึกอบรมและการจ้างงานเท่านั้น การส่งเสริมด้าน CSR ก็เป็นอีกกิจกรรมที่สำคัญ ซึ่งจะมีการแถลงข่าว การเชิญชวนสถานประกอบกิจการ ร่วมทำ CSR เพื่อคนพิการ ในวันที่ 2 เมษายน นี้ ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และคาดว่า จะมีการจัดสัมมนาขึ้นในวันที่ 22 เมษายน  2564 ภายใต้ชื่องาน "เสริมฝีมือ สร้างสุข ให้อาชีพ คนพิการ"

 

“ความร่วมทุกภาคส่วนที่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของคนพิการ และร่วมสร้างโอกาสให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียม จะเป็นส่วนหนึ่งในการจ้างงานและการประกอบอาชีพอิสระที่ยั่งยืน ทำให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป” รมช.แรงงาน กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top