Sunday, 7 June 2026
Hard News Team

เดินหลง...ในดงโซเชียล By รัตนา & โกสินทร์

วันนี้กรุงเทพมหานคร ฝนตกอากาศขมุกขมัว แต่ต้องเดินตลาดหาข้าวหาปลาให้พี่โกสินทร์ ที่ต้อง Work From Home

ก่อนออกจากบ้าน รู้สึกตัวรุม ๆ เหมือนจะมีไข้ ว่าแล้วขอทาน “สารสกัดฟ้าทลายโจร” (ก่อนซื้อตรวจข้างขวด ต้องมี สารแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 %) ที่กรมการแพทย์แผนไทยพึ่งออกประกาศความคืบหน้า ในการใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจร รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ว่าให้ผลดีในผู้ป่วยถึง 280 ราย จาก 9 โรงพยาบาลของรัฐ ที่มีอาการป่วยไม่รุนแรง จนหายขาดเป็นปกติ

ฟังแล้วดีงามสะพานพุทธ ที่สมุนไพรพื้นบ้านของเราเยี่ยมยอดเช่นนี้ ราคาไม่แพงไม่ต้องนำเข้าเสียเงินทองให้ฝรั่ง...ว่าไหม?

แต่การทาน “ฟ้าทลายโจร” ต้องทานให้เป็นเพราะหมอเค้าห้ามกินก่อนป่วยหรือเพื่อป้องกันโรค ถ้าไม่ป่วยมีอาการ “คล้ายเป็นหวัด ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดหัวปวดเมื่อยตามตัว” อย่ารีบทาน แต่ถ้ามีอาการก็ทานได้เลย

บ้านไหนมีปลูกก็เด็ดกินใบสดวันละ 2-3 ใบ ส่วนถ้าทานแล้ว 2-3 วันไม่ดีขึ้นรีบไปหาหมอนะจ๊ะ

เขมือบฟ้าทะลายโจรปุ๊บ ก็ขอทากันแดด สวมหน้ากากปั๊ป แต่มือมันคันยับ ๆ เลยคว้าหมับมือถือมาไถดู Tiktok พลาง แม่จ้าว!! เจอคลิป HAPPYDAY HAPPYLIFE นั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจ ประกอบเพลง How Do I Live ของสาวสวยหิ้วกระเป๋า Jacquemus ปี 2019 เบอร์แพง ที่แชร์กันกระแทกตาให้ได้ริษยา

จริง ๆ งานนี้ไม่รู้ว่า She อยากอวดหลัว หรือโยนหลัวให้ตก ฮ. เพราะชาวเน็ตสามัคคีกันขุด จนรู้ยศคนพานั่ง ฮ. เป็นถึงนายตำรวจยศพันโท ร้อนหูไหม้ถึง สตช. จนโฆษกตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ต้องออกมาแจงว่า คลิปดังกล่าวถ่ายโดย ภรรยา พ.ต.ท. อรรถพล ยี่เกาะ สว.กก.สส.ภ.จว.อุดรธานี หน้าห้องของอดีตรอง ผบช.ภ. 4 โดยเป็นสตอรี่ของวันที่ 28 กันยายน 2562 ขณะที่ พ.ต.ท. อรรถพล ไปราชการกับผู้บังคับบัญชา และได้พกภรรยานั่ง ฮ. ไปด้วย

จ๊ะ... เคลียร์!!

เคลียร์เรียบจริง ๆ เพราะล่าสุดต้นสังกัดได้มีคำสั่งย้าย พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยหลัวคุณเธอว์เรียบร้อยซะงั้น และที่แน่ ๆ ตอนนี้ คุณนายตำรวจคนสวยคงร้องท่อนฮุก “How do I live without you?” สามเวลาหลังอาหารแน่นวล

ปิด Tiktok แล้วเดินถึงบล็อกตลาดสดแถวบ้าน ระหว่างทางเดินปะฉะดะกับแม่ค้าพอหอมปากหอมคอ จะต่อราคาอะไร แม่ค้าต่างโต้ “อย่านะคะ อย่านะคะ” (ดีดกระดิ่ง ติ้งๆๆ) ชวนรมย์เสีย กับวลีฮิตตลาดสด ของแม่ค้าออนไลน์สวยศัลย์ “พิมรี่พาย” ที่ล่าสุดขายไปด่าไปตามสไตล์ รอบนี้ไม่รู้ยอดขายตกหรือรับเงินผ่านแอฟเป๋าตังไม่ได้ถึงพาลอวดดีด่าผ่าน live ว่า...

“ไม่ต้องสาระแนสอนชาวบ้านว่าทำโน้นนี่นั้น

เค้าทำกันอยู่แล้ววินัยเค้าดีกว่าคนใหญ่คนโต

ที่ทำให้ติดโรคอยู่ตอนนี้ด้วย เออฟาดนะ กุชอบมาก คนใหญ่คนโตขอร้องเลยอย่าสำส่อน ชาวบ้านจะได้ไม่ซวย 55555555 นัมเบอร์วันนะน้องนะ”

ฟังแล้วระคายหูปกติก็หยาบเกินเบอร์ รอบนี้ไม่รู้ฉีดโบท็อกเกินโดสมาหรือเปล่า ด่าหมอ ศบค. “สาระแน” ไม่พอยังบอกว่าชาวบ้านเค้ามีวินัย

จ้าแม่!!!! วัน ๆ คงเอาแต่ไลฟ์สด เลยไม่ออกมาดูเดือนดูตะวันสินะ เพราะที่ระบาดรอบนี้ มันมาจากวัยรุ่นวัยแรดไร้วินัยไปเที่ยวสถานบันเทิง แล้วพกโควิดนั่งรถด่วนแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ หลายเคสเอาเชื้อไปแพร่ให้คนที่บ้านตายเสียด้วยซ้ำ เธอว์มุดอยู่ในไลฟ์เหรอถึงไม่ทราบ...

เสียรมย์ เสียหู เดินผ่านแผงขายหมูซะหน่อย แต่เห็นหมู ก็นึกถึงหน้าแกนนำสามนิ้วที่อดอาหาร แต่เรื่องนี้ขอผ่าน เพราะมันเป็น “สิทธิเสรีภาพของเค้า” น้องเพนกวินจะขอถอนทนาย ไม่ยอมรับกระบวนยุติธรรม มันเป็นสิทธิของน้อง ตัวเจ๊ไม่ก้าวก่าย

แต่ประท้วงศาลด้วยการอดอาหารเพื่อขอประกัน มันเหมือนเรียกร้องขอสิทธิพิเศษเลยว่าไหม?

พูดถึงสิทธิพิเศษ เฟซบุ๊ก ก็ขึ้นเตือนทันที ขอแสดงความยินดีกับ น้องอแมนด้า ด้วยนะจ๊ะ ที่ได้สิทธิพิเศษในการฉีดวัคซีนชิโนแวค พร้อมผู้ติดตาม 5 คน ก่อนเดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ว่าแต่ก่อนหน้านี้ ที่ออกมาด่ารัฐบาลสารพัดอย่างเรื่องความเท่าเทียม แต่สุดท้ายวันนี้ได้ยิ้มแป้นแล้น เพราะกระทรวงสาธารณะสุขให้ฉีดวัคซีนก่อนลุงชวน หลีกภัยอีกซะนั้น แบบนี้เธอจะไปแก้ข่าวหรือบีบน้ำตาน้ำตาบนเวทีโลกแบบ ฮัน เลย์ๆ มั่งไหมเนี่ย

รัตนา งงงวย ลืมต่อราคาแม่ค้าซื้อสตอเบอรี่ถุงใหญ่ กลับบ้านไปฝากพี่โกสินทร์ด้วยอาการเพลียแดด...


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

อินเดียดำดิ่งกลับสู่วิกฤติ Covid-19 ระบาดรุนแรงอีกครั้ง ตัวเลขล่าสุดของผู้ติดเชื้อทะลุ 2.7 แสนรายภายในวันเดียว ทำให้อินเดียมีผู้ติดเชื้อรายวันมากกว่า 2 แสนรายติดต่อกันเป็นวันที่ 5 แล้ว นับเป็นสถิติการติดเชื้อ Covid-19 ที่น่ากลัวที่สุดในโลกแล้วในขณะนี้

ล่าสุดรัฐบาลอินเดียประกาศล็อคดาวน์กรุงนิว เดลี เมืองหลวงของอินเดียนาน 1 สัปดาห์เต็ม เริ่มตั้งแต่คืนนี้ จันทร์ที่ 19 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 26 เมษายนนี้ โดยมีคำสั่งให้ชาวนิว เดลี งดออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 5 บริษัทเอกชนทุกแห่งปิด และทำงานเฉพาะที่บ้านเท่านั้น งดอิเว้นท์ กิจกรรมทุกประเภทในช่วงนี้ การแข่งขันกีฬาสามารถทำได้แต่ไม่ให้มีคนดู วัด โบสถ์ สุเหร่า เปิดได้ แต่ห้ามบุคคลภายนอกเข้า

สิ่งที่ยังอนุญาตคือ ธนาคาร งานด้านสาธารณสุข โรงพยาบาล ยังคงต้องเปิดตลอด ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านอาหารเปิดได้ แต่เฉพาะซื้อกลับได้ งานรับส่งอาหาร และพัสดุยังสามารถทำได้ตามปกติ

แต่ก็นับเป็นการปิดเมืองโดยสมบูรณ์แบบอีกครั้งหลังจากที่รัฐบาลอินเดียเคยพยายามล็อคดาวน์มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำได้นานเพราะผลกระทบกับชาวอินเดีย ผู้ใช้แรงงาน รับค่าจ้างรายวันมีจำนวนมากมายมหาศาล ที่จำเป็นต้องเดินเท้าหลายร้อย หลายพันกิโลเพื่อกลับภูมิลำเนา

Arvind Kejriwal หัวหน้าคณะรัฐบาลอินเดียยอมรับว่า ระบบสาธารณสุขของอินเดียมาถึงจุดขีดสุดแล้ว การระบาดรอบนี้หนักมาก ถ้าเราไม่ตัดสินใจล็อคดาวน์จำกัดการแพร่ระบาด อาจจะเลวร้ายหนักกว่านี้ แม้การล็อคดาวน์แค่เพียงสัปดาห์เดียวจะหยุดการแพร่ระบาดไม่ได้ แต่ช่วยให้การระบาดช้าลงสักหน่อยก็ยังดี

ตอนนี้ชาวอินเดียกำลังตื่นตระหนกกับคลื่นการระบาดระลอกใหม่ ที่มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าทั้งเตียง ทั้งยา และถังอ็อกซิเจนสำหรับผู้ป่วย ICU หมดแล้ว

แต่ข่าวลือนั้น ไม่ได้ไกลเกินจริงมากนัก เพราะโรงพยาบาลหลายแห่งขาดแคลนเตียงจริง ๆ จนต้องให้คนไข้ 2 คน แชร์เตียงร่วมกัน ส่วนอ็อกซิเจนก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

การระบาดระลอกใหม่ เป็นผลพวงจากงานเทศกาลกุมภเมลา พิธีจุ่มศีลล้างบาปในแม่น้ำคงคงที่จัดขึ้นทุก ๆ 12 ปี และมีผู้มาร่วมชุมนุมอย่างหนาแน่นเกินล้านคน ที่กลายเป็น Super Spreader ล่าสุดของอินเดีย

แม้อินเดียจะเป็นประเทศศูนย์กลางที่ผลิตวัคซีน Covid-19 และได้ฉีดวัคซีนในประเทศแล้วถึง 122 ล้านเข็ม แต่การระบาดที่รุนแรงจนเกิดการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสสายพันธุ์อินเดีย ที่แพร่ระบาดง่ายกว่าเดิม แถมทนต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายคนยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

Covid is no joke. กลายเป็นเชื้อโรคฆ่ายาก เดนตายไปซะแล้ว

 

ที่มา: หรรสาระ By Jeans Aroonrat https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=284522323172993&id=104132041212023

แหล่งข้อมูล:

https://www.straitstimes.com/asia/south-asia/new-delhi-to-impose-week-long-lockdown-as-cases-soar-chief-minister

https://www.straitstimes.com/asia/south-asia/two-to-a-bed-in-delhi-hospital-as-indias-covid-crisis-spirals

https://www.ndtv.com/delhi-news/delhi-announces-6-day-lockdown-see-whats-open-whats-not-2416895

https://www.france24.com/en/asia-pacific/20210419-calls-for-more-oxygen-hospital-beds-as-india-s-covid-19-crisis-deepens

https://www.bbc.com/news/world-asia-india-56798255

https://www.bbc.com/news/world-asia-india-56507988


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

ร่วมโลกกันไม่ได้!! คนไทยในสหรัฐฯ ถูกกระทำไม่เลิก หลังกลุ่มคนเถื่อนมะกันทำร้ายแมวคนไทยตาย ซ้ำกระทืบเจ้าของ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจนิ่งเฉย สังเวย ‘แอนตี้เอเชีย’ อย่างเจ็บปวด

เรื่องของการเหยียดและรังเกียจคนเอเชียและคนไทยในสหรัฐอเมริกา ยังเป็นปมปัญหาใหญ่ที่เริ่มลุกลามต่อชีวิตคนหัวดำที่นั่นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดจากเฟซบุ๊ก Nampeung Schaeffer ได้มีการอัปเดตอีกเหตุการณ์ที่คนไทยในสหรัฐฯ ถูกกระทำ จนชาวเน็ตต่างออกทรงแค้นแทนว่า…

อัพเดท : ขอขอบคุณรุ้งเจ้าของเรื่องและเจ้าทุกข์ที่อนุญาตให้นำเรื่องมาลงนะคะ สำหรับท่านใดที่อยากจะเห็นภาพเหตุการณ์ สามารถตามฮัชแท็กด้านล่างสุดของโพสต์ไปได้เลยนะคะ

กำลังตามข่าวเคสของคุณผู้หญิงคนหนึ่งในห้องกฎหมาย คือ น่าเศร้ามาก และน่าโกรธมาก เรื่องคือ คุณผู้หญิงคนไทยคนนี้ เขาพาน้องหมาชิบะ กับน้องแมวสองตัว และนกแก้วไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแถวบ้าน แถบ Brooklyn, NY อยู่ ๆ ก็มีเด็กอายุสิบกว่าขวบชาวผิวสีน้ำตาลที่มาจากแถบอเมริกาใต้มาวิ่งมาลากและกระชากสายจูงแมวเขาไป และโยนแมวขึ้นฟ้า แมวตกลงมาที่พื้น แล้วโดนเด็กเปรตลากไปอีกประมาณ 3-4 ก้าว

พอแมวตั้งตัวได้ตกใจวิ่งหนี และมาชักดิ้นชักงอและตาย ผู้หญิงที่เป็นเจ้าของแมวเลยถามเด็กว่าทำอะไรลงไป (คิดว่าเขาคงจะตะคอกไม่ก็ใช้เสียงดังใส่เด็กด้วยละ นาทีนั้นนี่เนอะ เป็นเราก็คงสติหลุด) และจากนั้นเขาก็ไปบอกแม่ว่า "ลูกคุณมารังแกแมวฉัน" แต่คำตอบที่ได้จากแม่เด็ก คือ "ก็นี่ละเพราะแกพาแมวมาเดินเล่น อิบิช!”

จากนั้นคนในครอบครัว ก็พากันมารุมเถียงผู้หญิง (ไทย) คนนั้น และผู้ชายในกลุ่มอีกคนก็เดินมาตบนกที่ไหล่ของสามีเขา จนบินตกไปอยู่กลางถนน แล้วพวกนั้นก็หัวเราะใส่ทั้งครอบครัว ยิ่งไปกว่านั้นผู้ชายในครอบครัวนั้นก็ไปรังแกหมาเขา ดึงหางหมาเขาจนยกลอย คุณผู้หญิงเขาเลยสวนกลับ เถียงกันไปเถียงกันมา เลยกลายเป็นครอบครัวนั้นพากันรุมกระทืบผู้หญิงคนไทยคนนั้น ทั้งตบ ทั้งนั่งทับเขา แถมจะเอามือจกตาเขา เด็กเล็กก็มีโวยวายชูนิ้วกลางใส่ โวกเวกทั้งครอบครัว

ส่วนสามีของผู้หญิงคนไทยเจ้าของแมว ก็ได้เข้าไปห้ามคนพวกนั้นก็ถูกต่อยเข้าหน้าจนจมูกหัก เลือดสาด จนมีชายผิวสีที่เห็นเหตุการณ์สองคนเข้ามาช่วยห้าม พร้อมทั้งถามฝั่งนั้นว่าต้องรุมทำเขากันขนาดนี้เชียวหรือ แต่ครอบครัวพวกนั้นกลับบอกว่าโดนผู้หญิงเขาทำร้ายลูกพวกมันก่อน และขึ้นรถหนีออกไปจากเหตุการณ์ ชาวประชาแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์ก็รู้ว่ามันไม่จริง และยังมีคนที่จะไปเป็นพยานให้คุณเขาด้วย

แต่ที่พีค คือ พอไปแจ้งตำรวจ ว่าโดนทำร้ายร่างกาย แถมแมวก็โดนฆ่าตาย ตำรวจก็อิดออดบอกหลักฐานไม่พอ แถมขู่ต่าง ๆ นานา ว่าผู้หญิงคนไทยคนนั้นเป็นฝ่ายรังแกเด็กก่อนให้ยอมรับ และหาว่าเพราะเขาเอาแมวออกไปเดินเล่นเอง เป็นความผิดเขาเองอีกที่เอาสัตว์เลี้ยงตัวเองไปเดินเล่น! เผลอ ๆ ตัวเขาเองจะติดคุกถ้ายังตามเอาเรื่อง สองอาทิตย์กว่าแล้วคดีไม่ขยับ เปลี่ยนนักสืบไปสามคนก็ไม่ได้เรื่อง แต่พอมีสำนักข่าวติดต่อผู้หญิงเจ้าของแมวไป เพื่อขอข้อมูลจะเอามาทำข่าว ตำรวจกลับรีบบอกผู้เสียหายว่า อย่า! อย่าเพิ่งให้ข้อมูล ขอให้นักสืบเขาทำงานก่อน เรานี่ถึงกับอุทานในใจเบา ๆ ว่าเห้! สองอาทิตย์ที่ผ่านมามรุงทำอะไรกันอยู่ พอนักข่าวจะลงนี่เกิดให้ความสำคัญมาทันที

โอ้ย!! อ่านจบเมื่อคืนนี้จิตตกเลย นึกภาพใครมาทำหมาเราแบบนี้ ถึงแม้ว่าตามกฏหมายที่นี่จะกำหนดว่า สัตว์เลี้ยงมีค่าแค่เท่ากับทรัพย์สินก็เถอะ ใครก็ไม่รู้อยู่ ๆ พุ่งเข้ามาใส่ แค่มาดึงหางหมาเรา เรานี่คงตบมันให้หัวคลอนไปละ เอาเรื่องแน่ละยิ่งมารุมทำร้ายร่างกายด้วย

ไม่รู้เรื่องนี้จะจบยังไง แต่อยากให้เรื่องนี้ได้ออกข่าวที่นี่มาก ครอบครัวที่ทำกับผู้หญิงคนนี้นี่เข้าข่ายอันตรายต่อสังคมคนรอบข้างทีเดียว ครั้งนี้ทำได้ครั้งหน้ามันจะทำอีกไหม โดยเฉพาะเด็กเปรตนั่นวันนี้ฆ่าแมวได้หน้าตาเฉย วันหน้าโตขึ้นมาจะเป็นแบบไหน

ปล. น้องแมวที่เสียชีวิตเขามีเพจเขานะ เข้าไปแสดงความเสียใจ หรือไปดูภาพเก่า ๆ ความน่ารักน่าเอ็นดูของน้องแมวได้

Ponzucoolcat

IG : https://instagram.com/ponzucoolcat?igshid=8ifquaddc6x6

มีคลิปสารคดีสั้นที่เคยมาถ่ายทำเกี่ยวกับน้องแมวและนกแก้วเพื่อนรักด้วย https://youtu.be/JssUogfgirE

#justiceforponzu

 

ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=10165258341600602&id=833860601


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

เว็บไซต์ The Isaan Record แถลงไม่ใช่องค์กรล้มเจ้าและจะดำเนินการฟ้องร้องผู้กล่าวหา

จากกรณีที่มีเว็บไซต์ข่าวบางแห่งได้กล่าวหาว่า เว็บไซต์ The Isaan Record ผลิตเนื้อหาล้มเจ้านั้น กองบรรณาธิการฯ ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวหา แต่ The Isaan Record เป็นองค์กรที่ผลิตข่าวเชิงลึก และ สารคดีเชิงข่าว ในรูปแบบวิดีโอและรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนอีสานที่เป็นประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทยและมีพื้นที่ที่มากที่สุด โดยมีสโลแกนว่า “สื่ออีสาน เพื่อคนอีสาน”

ที่ผ่านมานำเสนอเรี่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมอีสาน สิทธิมนุษยชนและคนชายขอบ โดยมีผลงานเป็นซีรีส์เรื่องยาว อาทิ ซีรีส์ชุด “ลมหายใจหน้าฮ้านหมอลำ” ซีรีส์ชุด “ความหวานและอำนาจ” ซีรีส์ชุด “ความรัก เงินตราและหน้าที่ : เมียฝรั่งในอีสาน” ซีรีส์ชุด “พลังคนรุ่นใหม่แห่งที่ราบสูง” ซีรีส์ชุด “LGBTIQ+ อีสาน” เป็นต้น โดยนำเสนอทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้รับสารได้เข้าใจคนอีสานมากขึ้น

ทั้งนี้มีบรรณาธิการภาษาไทย หทัยรัตน์ พหลทัพ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2562 โดยเคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวอาวุโสองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) แต่ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2561 เป็นต้นมา จึงไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Thai PBS

อีกทั้ง Mr.David Streckfuss ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้ง เว็บไซ์ The Isaan Record แต่เป็นผู้ดูแลต่อจาก Lizzie Presser และ Glenn Baker ชาวอเมริกัน 2 คนที่ทำงานในโครงการ Princeton in Asia (PIA) ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้ก่อต้ังมาตั้งแต่ปี 2554

การกล่าวหาเว็บไซ์ The Isaan Record ไม่ว่าทางวาจาหรือการนำเข้าด้วยเครื่องมือทางอิเล็คทรอนิคส์ ทางกองบรรณาธิการจะปรึกษาทีมทนายและดำเนินการฟ้องร้องต่อไป

กองบรรณาธิการ The Isaan Record

วันที่ 20 เมษายน 2564

 

ที่มา: https://theisaanrecord.co/statement-of-the-isaan-recordth/


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

หากย้อนหลังกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2014 เป็นช่วงปีแรก ๆ ที่ท่านประธาน สี จิ้นผิง เพิ่งก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำจีนได้ไม่นาน และได้ไปเยือนมองโกเลียอย่างเป็นทางการ

การเยือนมองโกเลียคราวนั้น สี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์กลางสภาผู้แทนมองโกเลีย ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการมาเยือนครั้งนั้น และมักมีการหยิบยกขึ้นมาอ้างอิง และตีความจนถึงปัจจุบัน ถึงนโยบายของจีนต่อประเทศเล็กๆ หลังเทือกเขาอย่างมองโกเลียว่าจะมีความสัมพันธ์เช่นใด ในยุคของสี จิ้นผิง

ในคำพูดของสี จิ้นผิง ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีน - มองโกเลีย ที่ยาวนานนับร้อย ๆ ปี และสำหรับจีนแล้ว มิตรประเทศเพื่อนบ้านอันมีค่ายิ่งกว่า "ทองคำ" ที่พร้อมจะจับมือร่วมกันด้วยความจริงใจ เพื่อบรรลุถึงสันติภาพ และเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังย้ำในเรื่องของการไว้ใจซึ่งกันและกัน และการเคารพในความต่าง ลดความขัดแย้ง และหาจุดสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ดินแดน ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-มองโกเลียไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่จะกลายเป็นชัยชนะร่วมกันของทั้งจีน และ มองโกเลียนับจากนี้

หลังจากวันนั้นผ่านมานาน 8 ปีที่มองโกเลียได้เปลี่ยนผ่านผู้นำประเทศไปแล้ว 1 คน แต่ท่านประธาน สี จิ้นผิง ยังดำรงตำแหน่งอยู่ และจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานเมื่อมาการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจีนมอบสิทธิ์ให้ผู้นำจีนสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีพ

นิตยสาร Time ได้สัมภาษณ์ นายซักเคีย แอลแบค ดอร์จ อดีตประธานาธิบดีมองโกเลียในสมัยที่สี จิ้นผิง มาเยือนมองโกเลียในฐานะผู้นำจีนเป็นครั้งแรก และได้พูดคุยอย่างสนิทสนมกันถึงเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมร่วมกันระหว่าง 2 ชาติ ที่นายซักเคีย เคยมองว่าน่าจะเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับการพัฒนาประเทศมองโกเลีย

แต่มาถึงวันนี้ นายซักเคีย แอลแบคดอร์จ กลับมองไม่เห็นท่าทีที่แสดงถึงความเป็นมิตร และเคารพในสิทธิ์ และความต่างของชนชาติมองโกเลีย อย่างที่สี จิ้นผิง ได้กล่าวในวันนั้น เมื่อจีนได้รุกคืบอย่างแข็งกร้าว เพื่อผสานกลืนวัฒนธรรมในดินแดนมองโกเลีย ที่เป็นส่วนหนึ่งในเขตปกครองตนเองของจีน ด้วยการบังคับให้ใช้ภาษาจีนเป็นภาษากลางในการเรียนการสอนในมองโกเลียในทุกแห่ง ลดชั่วโมงการเรียนภาษามองโกเลีย และสนับสนุนให้ครอบครัวชาวจีนฮั่น ส่งบุตรหลานเรียนในโรงเรียน 2 ภาษาในเขตมองโกเลียมากขึ้น

และเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 เป็นต้นมา ทางการจีนจะบังคับให้วิชาหลัก วรรณคดี ประวัติศาสตร์ สังคมและการปกครอง ต้องเรียนเป็นภาษาจีนทั้งหมด ซึ่งนโยบายนี้ถูกใช้ในเขตปกครองตนเองในซินเจียง และ ธิเบต เพื่อให้ภาษาจีนเป็นส่วนหนึ่งในการส่งผ่านค่านิยม และการดำเนินชีวิตแบบจีนสู่ชนกลุ่มน้อย ซึ่งทางจีนมองว่าเป็นการสนับสนุนให้เกิดโอกาสทางการศึกษา และตลาดแรงงานอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อไม่มีเรื่องภาษามาเป็นอุปสรรค

แต่สำหรับชาวมองโกเลียมองว่า นี่คือการกลืนกินรากเหง้าด้านภาษา และวัฒนธรรมของชาวมองโกเลีย และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็มีความเสี่ยงที่ภาษามองโกเลียจะสูญพันธุ์ไม่เกินรุ่นลูก รุ่นหลานของพวกเขา

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ของชาวมองโกเลียใน ซึ่งผู้ปกครอง และนักเรียนเชื้อสายมองโกเลียกว่า 3 แสนคนประท้วงไม่ยอมไปลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรภาคบังคับใหม่ จนทางการจีนต้องออกหมายจับแกนนำผู้ประท้วง และกลุ่มผู้ปกครองในข้อหาละเมิดกฎหมาย ที่ขัดขวางเด็กไม่ให้เข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับของรัฐ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนถึงวันนี้

และนอกจากเขตมองโกเลียใน ที่เป็นส่วนหนึ่งของจีน ยังมีคำสั่งตรงจากรัฐบาลจีนถึงสถานฑูตจีนประจำกรุงอูลานบาตอร์ ให้ย้ำการใช้นโยบายภาษาจีนในโรงเรียนมองโกเลีย เพื่อขัดขวางแนวความคิดเรื่องการแยกดินแดนในเขตมองโกเลียใน และการรวมตัวกันระหว่างชาวมองโกเลียฝ่ายเหนือและใต้

อดีตประธานาธิบดีมองโกเลีย จึงได้ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์นโยบายกลืนวัฒนธรรมของจีนอย่างเปิดเผยในวันนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าประเทศมองโกเลียไม่สามารถปิดกั้นอิทธิพลจากจีนได้

เนื่องจากภูมิประเทศที่ถูกปิดล้อมด้วยชาติมหาอำนาจใหญ่ถึง 2 ชาติ จีน และ รัสเซีย ที่ล้วนแต่มีอิทธิพลทั้งในด้านความมั่นคง และ การเมืองของมองโกเลีย ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้น จีนก็เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของมองโกเลีย ดูจากตัวเลขการส่งออกสินค้าจากมองโกเลียกว่า 90% ไปสู่ตลาดของจีนเพียงที่เดียวเท่านั้น

แม้ผู้นำปัจจุบันของมองโกเลียอย่าง นายคัลต์มา บัตทุลกา จะพยายามสานสัมพันธ์กับรัสเซียมากขึ้น แต่ก็ไม่อาจลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจกับจีนไปได้ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ Covid-19 ที่รัฐบาลมองโกเลียก็ได้รับความช่วยเหลือ และวัคซีนบริจาคของจีนเป็นจำนวนมาก ยังไม่นับแผนการลงทุนร่วมกันในระยะยาวอีกหลายโครงการ

ดังนั้น มองโกเลียจึงอยู่ในสถานะที่ถูกบีบอยู่ระหว่างประเทศมหาอำนาจ ที่แผ่อิทธิพลเข้าสู่ดินแดนนี้อย่างเข้มข้น แม้ว่าชาวมองโกเลียส่วนใหญ่จะยอมรับในคุณค่าของสังคมอุดมเสรีภาพ และประชาธิปไตยตามแบบแผนตะวันตก แต่ประเทศมองโกเลียในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะ "เลือกข้าง" และเปราะบางเกินกว่าที่จะเป็นสนามรบของสงครามตัวแทนระหว่างฟากเสรีนิยม และ สังคมนิยม ซึ่งสุดท้ายฝ่ายที่จะได้รับความเสียหายมากที่สุด ก็คือชาวมองโกเลียด้วยกันเอง

การต่อสู้เพื่อรักษาสมดุลระหว่างขั้วอำนาจจากต่างประเทศ และปกป้องอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของชาวมองโกเลียให้ได้ จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญผู้นำมองโกเลีย ที่ต้องหาจุดร่วม และจุดต่างที่ลงตัว ร่วมกับผู้นำอย่าง สี จิ้นผิง ผู้ซึ่งเมื่อตัดสินใจเดินหน้าสิ่งใด จะต้องทำให้สุดทาง

และเชื่อว่าท่านประธานสี จิ้นผิง ไม่ได้ลืมคำพูดของตนที่เคยพูดไว้กลางสภาในมองโกเลียเมื่อ 8 ปีก่อน เพียงแต่คำพูดนั้น อาจไม่ได้หมายถึงจีน แต่หมายถึงมองโกเลียต่างหากนั่นเอง

 

อ้างอิง:

https://time.com/5953518/mongolia-china-russia-problems/

https://thediplomat.com/2020/09/chinas-crackdown-on-mongolian-culture/

https://www.bbc.com/news/world-asia-china-53981100


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า...

รพ.สนามราชโยธิน ปตอ. (หรือ รพ.สนาม ปตอ.1 แจ้งวัฒนะ) ขอกราบขอบพระคุณ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ติดตั้งทั้งระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง [WIFI] และระบบสัญญาณมือถือ [ทั้ง 4G และ 5G] เพื่อระบบปฏิบัติการทางการแพทย์หรือที่เรียกว่าเทเลเมดิซีน [Telemedicine] ให้แก่ รพ.สนาม ปตอ.1 อย่างทุ่มเทจนดึกดื่น ทำให้ รพ.สนาม ปตอ.1 สามารถรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าสู่ รพ.สนาม ปตอ.1 ได้ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่ได้รับทราบภารกิจจาก ศบค.และกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

เมื่อคืนนี้เป็นคืนแรก รถพยาบาล รพ.มงกุฎวัฒนะไปรับตัวผู้ติดเชื้อที่ไม่สามารถเข้า รพ.สนาม จนถึงตี 4 กำลังพลทุกนายของ รพ.มงกุฎวัฒนะยังคงฮึกเหิมในสงครามต่อสู้โควิด-19 อย่างเต็มใจ พร้อมใจ เป็นปึกแผ่น...พูดง่าย ๆ แบบทหารว่า กำลังพลทุกนายมีจิตใจรุกรบครับ

คืนแรกของ รพ.สนามราชโยธิน ปตอ. หรือ รพ.สนาม ปตอ.1 ขลุกขลักและเช้านี้ก็ยังขลุกขลักต่อตามที่ผมเรียนให้ทราบทั่วกันไปแล้ว แต่ทีมงาน รพ.มงกุฎวัฒนะ กำลังแก้ไขเพื่อให้ระบบงานราบรื่นที่สุดโดยเร็ว อย่างไรก็ตามเราต้องใช้เวลาในการแก้ไข ไม่สามารถดีดนิ้วแล้วเห็นผลทันตานะครับ

วันนี้ที่ 20 เม.ย. 64 รพ.สนาม ปตอ.1 จะรับผู้ติดเชื้อที่คงค้างมาหลายวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ไม่สามารถรับตัวเข้า รพ.สนามได้ ทั้งนี้หัวหน้าพยาบาลศูนย์ควบคุมโรคติดเชื้อ รพ.มงกุฎวัฒนะจะติดต่อไปยังผู้ติดเชื้อแต่ละรายให้เตรียมตัวและรอรถพยาบาลจาก รพ.มงกุฎวัฒนะไปรับ และจะเริ่มขยายผลปฏิบัติการรับการส่งต่อในฐานะหน่วยสมทบขึ้นตรงต่อกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขโดยเร็วที่สุด

จีงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอประทานอภัยในความไม่สะดวกทั้งปวงที่บังเกิดขึ้นและขอกราบขอบพระคุณ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด ไว้ ณ ที่นี้

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา

ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ และ รพ.สนามราชโยธิน ปตอ.

20 เม.ย.64 เวลา 10.01 น.

หมายเหตุ 1] ตามที่ผมประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.64 นี้ รพ.มงกุฎวัฒนะจะจัดตั้ง ไอ ซี ยู สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขนาด 12 เตียง โดยไม่ใช้ร่วมกับ ไอ ซี ยู สำหรับผู้ป่วยทั่วไป (แยกอาคารสถานที่อย่างเด็ดขาด) แต่ด้วยความจำกัดของพื้นที่จึงดำเนินการได้เพียง 6 เตียงเท่านั้น ซึ่งเพียงพอกับการพึ่งตนเองของ รพ.มงกุฎวัฒนะและเครือข่าย รพ.สนามระดับ 1-2 ที่ รพ.มงกุฎวัฒนะรับผิดชอบ

หมายเหตุ 2] "ราชโยธิน ปตอ" แปลตรง ๆ ว่า "ทหารพระราชา ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน" โดยคำว่า ราช แปลว่า พระราชา , โยธิน แปลว่า ทหาร , ปตอ ย่อมาจาก ปืนใหญต่อสู้อากาศยาน...ผมตั้งชื่อ รพ.สนามราชโยธิน เพราะเป็นชื่อที่สง่างามสมเกียรติของกองทัพและทหารทุกนายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้กรุณาจัดตั้ง รพ.สนามขึ้นในค่ายทหารเพื่อพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีครับ

ที่มา: https://www.facebook.com/100000491468200/posts/6097362783623377/


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

เลขาฯ ป.ป.ช. เผย กำลังตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน รมต.วีรศักดิ์-นายกฯ อบจ.ยลดา ปมหนี้หายหมื่นล้าน ส่วน 4 ครม.ใหม่ ยังไม่มีใครยื่นฯ

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล คู่สมรส ที่ได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเมื่อเทียบกับกรณีที่ยื่นไว้เมื่อเดือน สิงหาคม ปี 2562 ปมหนี้สินหมดไปกว่าหมื่นล้านบาทนั้น ว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเอกสารต่างๆก่อน ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ กรณีดังกล่าว ป.ป.ช. มีวิธีตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดใดได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายวีรศักดิ์ อาจได้รับข้อยกเว้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งรมช.คมนาคม เพราะมาตรา 105 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีข้อยกเว้นว่า หากเคยยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งส.ส.แล้ว ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินตอนเป็นครม.อีก

จะทำให้การตรวจสอบกรณีหนี้สิน 10,000 ล้านบาท ที่หายไปมีความยากลำบากขึ้นหรือไม่ นายวรวิทย์ กล่าวว่า ไม่ลำบาก กรณีดังกล่าว ป.ป.ช. มีวิธีตรวจสอบพิสูจน์อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้ากรณี 4 รัฐมนตรีใหม่ ที่เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2564 ได้แก่

1.)นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

2.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

3.) นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

4.) นายสินิตย์ เลิศไกรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ดำเนินการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป.ป.ช.มีความคืบหน้าอย่างไร นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำหรับกรณีของรัฐมนตรีทั้ง 4 ราย นั้น เคยยื่นเมื่อครั้งเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แล้ว จึงไม่ต้องยื่นอีก นอกเสียจากเจ้าตัวต้องการยื่นไว้เป็นหลักฐานก็ สามารถทำได้ ตามที่ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 105 วรรคท้าย กำหนดว่าถ้าผู้ดำรงตำแหน่งตาม (1) (2) ซึ่งรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นที่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีด้วย ผู้นั้นไม่ต้องยื่นบัญชีในตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นเป็นหลักฐาน

นายวรวิทย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบทรัพย์สินรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่พบว่ารมต.ทั้ง4 ได้ยื่นบัญชีในตำแหน่งรมต.ไว้เป็นหลักฐานมาแต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่ครบ 60 วันตามกฎหมายกำหนด ถ้าจะยื่นต้องดำเนินการยื่นให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 มีนาคม-26 พฤษภาคม 2564 นี้


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 64 กรณีพระสงฆ์ใช้เครื่องกิโยติน ตัดคอตัวเอง อ้างถวายเป็นพุทธบูชา ว่า...

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่มีพระสงฆ์ใช้เครื่องกิโยติน ตัดคอตัวเอง อ้างว่าเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาว่า วันนี้ตนเห็นมีหลายลัทธิ ซึ่งองค์การเกี่ยวกับคณะสงฆ์ต่างๆ ก็จะเข้าไปดูแล รวมถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปดูแลในเรื่องนี้ด้วย

ขอให้ประชาชนอย่าไปหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้

แต่เรื่องแบบนี้ก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องมีเหตุและผลในการจะเชื่อหรือกระทบอะไรก็แล้วแต่ อีกทั้งพฤติกรรมเลียนแบบเช่นนี้ ตนคิดว่าคงไม่มีใครอยากจะทำ


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

ผู้นำจีน ‘สีจิ้น ผิง’ ประกาศเป้าหมายต่อไปจะสร้าง “มหัศจรรย์เศรษฐกิจเซินเจิ้น” ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหลายประเทศ และในห้าปีข้างหน้านี้จะมุ่งทุ่มเทให้กับโครงการใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

เซินเจิ้น ซึ่งมีฉายาเป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งจีน” เป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในกว่างตง หรือกวางตุ้งซึ่งเป็นมณฑลยักษ์แห่งภาคใต้จีน จีดีพีเมืองเซินเจิ้นได้แซงหน้าฮ่องกง และสิงคโปร์ไปเมื่อสองปีที่แล้ว

ผู้นำจีนยังตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2025 เศรษฐกิจเซินเจิ้นจะมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้านล้านหยวน (611 พันล้านเหรียญสหรัฐ) สูงกว่าประเทศโปรตุเกส อิสราเอล และไอร์แลนด์ เป็นต้น สำหรับจีดีพีเซินเจิ้นปี 2020 ขยายตัวในอัตรา 3.1 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 2.77 ล้านล้านหยวน

เป็นที่ทราบกันดีในวงการที่ติดตามเรื่องจีนว่า ก่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศปลายทศวรรษที่ 1970 สมัยผู้นำเติ้งเสี่ยวผิงนั้นเซินเจิ้นเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆที่ล้าหลัง สีจิ้นผิงได้ประกาศในพิธีฉลองวาระครบรอบ 40 ปีการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสี่แห่งของประเทศ (จูไห่ ซั่นโถว (ซัวเถา) เซี่ยเหมิน และเซินเจิ้น) ในเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว ว่าเซินเจิ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำของโลก และจะได้รับอำนาจการปกครองบริหารตัวเองสูงขึ้นเพื่อสร้าง “มหัศจรรย์อีกครั้ง”

ภายใต้แผนพัฒนาฯห้าปีของจีน (2021-2025) นี้ เซินเจิ้นตั้งเป้าหมายอีกว่าจะขึ้นมาเป็น “พลังขับเคลื่อนหลัก” ในการปฏิรูปของประเทศ พร้อมกับเป็นขุมพลังผลักดันการเจริญเติบโตและศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเกรทเตอร์เบย์แอเรีย (Greater Bay Area) ที่ประกอบด้วย 9 เมืองในมณฑลกว่างตง มาเก๊า และฮ่องกง โดยเงื่อนไขปัจจัยที่จะทำให้เซินเจิ้นบรรลุเป้าหมายนี้อยู่ที่กลุ่มบริษัทชั้นนำของโลก อย่าง เทนเซ็นต์ (Tencent Holdings) และหัวเหวย เทคโนโลยีส (Huawei Technologies)

หลิว กัวหง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และการเงินของสถาบันการพัฒนาแห่งจีนในเมืองเซินเจิ้น ชี้ว่าความสำเร็จของเซินเจิ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะอานิสงส์จากเหล่าผู้เล่นในหลายภาคธุรกิจ โดยบริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรมของประเทศหลายๆรายที่อยู่ในเมืองเซินเจิ้นไล่เรียงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็มี China Vanke และ Poly Group, บริษัทเทนเซ็นต์แห่งภาคไอที, ผิงอัน อินชัวรันส์ แห่งภาคอุตสาหกรรมการประกันภัย, ภาคการผลิตก็มี หัวเว่ย, และยักษ์ใหญ่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD

จากการจัดอันดับของหูรุ่น รีพอร์ต (Hurun Report) ในปี 2020 กลุ่มบริษัทเอกชนในเซินเจิ้นที่ได้ขึ้นทำเนียบบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงสุด 500 รายของประเทศจีนนั้นมีจำนวนมากเป็นอันดับที่สาม ในจำนวนนี้สามรายติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดสิบอันดับ “ท็อปเทน” ขณะที่ 59 ราย ติดอันดับสูงสุด100 อันดับ ทั้งนี้จากข้อมูลอัปเดทเมื่อเดือน ต.ค.2020

ขณะที่ 60 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทในเซินเจิ้นอยู่ในภาคไอที อสังหาฯ และการเงิน แผนพัฒนาห้าปีจีนยังมุ่งทุ่มเทให้กับโครงการยักษ์ใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและการพัฒนาที่ยั่งยืน

มาดูกลุ่มบริษัทชั้นนำที่เป็นเสมือน “ขุนพลใหญ่” ที่จะทำให้เซินเจิ้นบรรลุการเติบโตตามเป้าหมาย และมีบทบาทสำคัญในเกรทเตอร์เบย์ แอเรีย

 

Tencent Holdings

เทนเซ็นต์ ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ต มี Market Cap (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) ที่ราว 6 ล้านล้านเหรียญฮ่องกง (จากข้อมูล ณ วันที่ 16 เม.ย. 2021) แซงหน้าอาลีบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง และกลายเป็นบริษัทเอกชนจีนที่มูลค่าสูงที่สุดในปี 2020 จากการจัดอับดับโดยหูรุ่น

เทนเซ็นต์ เจ้าของแอปข้อความสั้น WeChat และมีหุ้นในบริษัทเกมหลายราย เป็นต้นนั้นติดอันดับที่ 197 ของทำเนียบ Fortune Global 500 List นอกจากนี้ บริษัทในเครือ คือ Tencent Music ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์กตั้งแต่ปีเดือนธ.ค. 2018

โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้งเทนเซนต์ วัย 49 ปี มีสินทรัพย์สุทธิ 60.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูล Forbes, อัปเดท 14 เม.ย.2021) แซงหน้าแจ๊ค หม่าแห่งอาลีบาบาผู้ร่ำรวยที่สุดในจีนเมื่อปี 2020 ปัจจัยที่ทำให้โพนี่ หม่า ขึ้นมารวยกว่าแจ๊ค หม่า มาจากความต้องการเกมมือถือที่พุ่งกระฉูดในช่วงล็อกดาวน์ควบคุมโควิด-19

 

Ping An Insurance

ผิงอัน ชื่อที่แปลว่า “ปลอดภัยและอยู่ดี” ให้บริการด้านประกันภัย การเงินและธนาคาร เป็นบริษัทประกันภัยใหญ่สุดของจีน มี Market Cap อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านเหรียญฮ่องกง ติดอันดับที่ 21 ในทำเนียบ Fortune Global 500 List

 

Huawei Technologies

ก่อตั้งเมื่อปี 1987 โดยเหริน เจิ้งเฟย หัวเหวยทะยานขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกในภาคอุปกรณ์โทรคมนาคม และสมาร์ทโฟน

อย่างไรก็ตาม เครือข่าย 5G ได้กลายเป็นชนวนศึกการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ผู้นำแดนพญาอินทรีปัดแข้งปัดขาหัวเหวยโดยจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสหรัฐฯและยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆบอยคอตเครือข่าย 5G จีน

รายได้หัวเว่ยในปีที่แล้ว (2020) ขยายเพิ่มที่ 3.8 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 891.4 พันล้านหยวน ถือเป็นการขยายตัวที่เชื่องช้าที่สุดในรอบสิบปี นอกจากนี้อัตราขยายตัวในตลาดต่างแดนยังติดลบ โดยยอดขายร่วงไป 12.2 เปอร์เซ็นต์ทั่วยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ส่วนยอดขายในตลาดเอเชีย-แปซิฟิกก็ตก 8.7 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม กิจการหัวเหวยพึ่งพิงตลาดภายในประเทศเป็นหลักโดยมีสัดส่วนเป็น 65.6 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายทั้งหมด

 

Shenzhen Mindray

บริษัทนี้มีฐานประกอบการในเซินเจิ้น เป็นผู้ให้บริการด้านอุปกรณ์การแพทย์และน้ำยาใสรายใหญ่สุดของจีน การแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ความต้องการจากระบบติดตามคนผู้ป่วยและเครื่องช่วยหายใจพุ่งสูง Market Cap ของ Shenzhen Mindrayจึงดีดตัวสูงถึง 493 พันล้านหยวน (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เม.ย.2020) เป็นที่คาดว่าความต้องการจากระบบฯจะยังสูงต่อไปหลังจากที่โรคระบาดซาลงแล้วก็ตาม

 

BYD

ผู้ผลิตรถยนต์จีนรายนี้ได้รับการสนับสนุนจากอภิมหาเศรษฐีแห่งสหรัฐฯวอร์เร็น บัฟเฟตต์ตั้งแต่ปี 2008 BYD เริ่มกิจการด้วยการผลิตแบตเตอรี่ในปี 1995 จนกลายเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่สุดในจีน ข้อมูลเมื่อปลายปี 2020 ระบุว่า BYD ครองสัดส่วนตลาด 12.9 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีน และข้อมูลอัปเดทในวันที่ 16 เม.ย. ระบุ Market Cap เท่ากับ 548 พันล้านเหรียญฮ่องกง

ในปีโรคระบาด รายงานกำไรสุทธิดีดตัวขึ้น 162 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 4.23 พันล้านหยวน BYD ได้หันมาผลิตหน้ากากอนามัยโดยข้อมูลในเดือนพ.ค.ปีที่แล้วระบุว่าผลิตได้ถึงวันละ 50 ล้านชิ้น

ด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ยอดขายรถ BYD ตกลงไป 11 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 130,970 ยูนิตในปีที่แล้ว ในเดือนนี้ BYD ออกรถสองโมเดลโดยตั้งราคาระหว่าง 129,800 หยวน และ 166,800 หยวน เพื่อดึงดูดลูกค้ารายได้ปานกลางและรายได้ต่ำกว่า

ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9640000037158


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32

‘สรยุทธ’ คืนจอ ช่อง 3 เริ่มพฤษภาคมนี้ ผนึกกำลัง 5 พิธีกรข่าว จัดทัพครอบครัวข่าว 3 ลุยสู้ศึกทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง New Media และ Old Media

หลังจากช่อง 3 ได้แต่งตั้ง ‘สรยุทธ สุทัศนะจินดา’ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายข่าว เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นายสรยุทธได้เข้าร่วมวางแผนปรับเพิ่มศักยภาพรายการข่าวของสถานี โดยนำเสนอจุดเด่นของแต่ละรายการข่าวที่ช่อง 3 มีพิธีกรข่าว ซึ่งมีเอกลักษณ์การนำเสนอโดดเด่นแตกต่างกัน นำเสนอให้ผู้ชมเห็นว่า นอกจากข่าวสารและความคืบหน้าที่แตกต่างกันแล้ว แต่ละช่วงเวลา ผู้ชมยังสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในรสชาติที่แตกต่างกัน และเหมาะสมกับผู้ชมในแต่ละช่วงเวลาจนเป็นที่มาของการเปิดตัวโฆษณา “ครอบครัวข่าว 3... 5 พิธีกรข่าว 5 คาแรคเตอร์ 5 การนำเสนอ” ที่คุณสรยุทธได้เข้ามาควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน และได้เริ่มปรากฏให้เห็นทางหน้าจอแล้ว

นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเปิดตัวโฆษณา "5 พิธีกรข่าว" ในครั้งนี้ว่า “ช่อง 3 มีบุคลากรด้านข่าวที่ได้รับการยอมรับกันอย่างสูง แต่ละท่านมีความแข็งแกร่งในวิธีการนำเสนอข่าวที่แตกต่างกัน เท่าที่เห็นมีเฉพาะที่ช่อง 3 เท่านั้น แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ถูกนำเสนอให้เห็นภาพรวมว่าเรามีพิธีกรข่าวที่โดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของวงการในทุกรูปแบบการนำเสนอแต่ละด้านผมยินดีที่นอกจากคุณสรยุทธจะกลับมาทำรายการเรื่องเล่าเช้านี้และเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์แล้ว คุณสรยุทธยังมาเติมเต็มให้คำว่า “ครอบครัวข่าว 3” เด่นชัดมากยิ่งขึ้น จากนี้ไปทุกรายการข่าวจะนำเสนอตามความถนัดเฉพาะและศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่ และผู้ชมจะได้ประโยชน์และความสนุกสนานจากความหลากหลายของการเสนอข่าวของเราอย่างแน่นอน”

นายสุรินทร์ กล่าวด้วยว่า “ในระยะต่อไป ช่อง 3 จะออกอากาศรายการข่าวในทุกแพลตฟอร์ม นอกเหนือจากหน้าจอช่อง 3 เราไม่คิดว่าจะมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะไปในสื่อทางหนึ่งทางใด ไม่ว่าจะเป็น New Media หรือ Old Media แต่ช่อง 3 จะอยู่ในทุกสื่อ ทั้งสื่อออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ แม้กระทั่งสื่อวิทยุ ที่ยังมีผู้ชมจำนวนหนึ่งชอบฟังวิทยุ ตัวอย่างรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ก็มีผู้ฟังประจำจำนวนมากจนสร้างรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจได้ ไม่ว่าผู้ชมของเราจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหน สื่อใหม่หรือสื่อเก่า ช่อง 3 จะอยู่กับผู้ชมเสมอ และแต่ละสื่อจะส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน” นี่เป็นที่มาของ “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ช่อง 3 อยู่กับคุณ”

นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ที่ปรึกษาฝ่ายข่าวช่อง 3 กล่าวเพิ่มเติมว่า “ช่อง 3 มีทรัพยากรด้านข่าวที่แข็งแรงอยู่แล้ว เราเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีพิธีกรข่าวที่มีบุคลิกไม่เหมือนกันเลย ไม่นับประสบการณ์ของแต่ละคน ลักษณะแบบนี้มีเฉพาะที่ช่อง 3 เท่านั้น”

“คุณกิตติ ข่าวสามมิติ มีบุคลิก จริงจัง ลุ่มลึก หาตัวจับยาก คุณไก่ ภาษิต เรื่องเด่นเย็นนี้ เป็นผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ พูดจากระฉับกระเฉงฉับไว นำเสนอแบบจัดจ้าน คุณหนุ่ม กรรชัย เที่ยงวันทันเหตุการณ์ เกาะติดเคสดราม่า และเอามาขยี้ ไม่มีใครสู้เขาได้ คุณเอ ดนยกฤต ขันข่าวเช้าตรู่ ข่าวก่อนสว่างไม่มีอะไรดีไปกว่าลีลาคุยข่าวชาวบ้านแบบลูกทุ่ง ส่วนผม เรื่องเล่าเช้านี้ ข่าวเข้มข้นยามเช้า ทุกข่าวที่เกี่ยวกับคนดูแต่เข้าใจง่ายๆ เข้าถึงทุกคน นี่คือความแตกต่างที่ผมว่าลงตัว”

นายสรยุทธ กล่าวด้วยว่า การเริ่มโปรโมทแค่ 5 คน เป็นเพียงการเริ่มต้น ถ้าเรารวม ผู้ประกาศหลายสิบคนที่เรามีอยู่ ภาพมันจะไม่ชัด เราจะดึงจุดเด่นให้เห็นเป็นชุด เราไม่ได้มีแค่ 5 คนนี้ เรายังมีของดีอีกมาก และเราจะมีบอร์ดข่าวส่งต่อการนำเสนอกันในแต่ละรายการและแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งจะทยอยนำเสนอต่อไป เป้าหมายของช่อง 3 เราอยากเป็นอันดับ 1 ในทุกแพลตฟอร์มข่าว


สนับสนุนข่าวโดย : แหล่งรวม "บทความและคอนเทนต์แปลกใหม่!!!" แบบไร้ Toxic ติดตามได้ที่ THE STATES TIMES Blockdit

คลิก : https://www.blockdit.com/pages/60583e7ff90e240c3e7f1c32


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top