Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศปลดล็อค ‘วัคซีนโควิด-19’ เปิดโอกาสให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, เอกชน, รพ.เอกชน ซื้อวัคซีนโควิด-19 ได้ พร้อมให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดหา-สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนอย่างเร่งด่วน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ดังนี้

1.) ให้มีการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอแก่ประชาชน โดยอย่างน้อยให้ครอบคลุมร้อยละ 70 ของจำนวนประชากร (ไม่น้อยกว่าจำนวนประชากรห้าสิบล้านคน)

2.) ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประสานงาน ส่งเสริม และสนับสนุนผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในการดำเนินการขึ้นทะเบียนวัคซีนให้เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

3.) ให้กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สภากาชาดไทย ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่และอำนาจในการให้บริการทางการแพทย์ หรือสาธารณสุข แก่ประชาชน ร่วมมือกันในการดำเนินการจัดหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้นๆ กำหนด

4.) เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ได้มากขึ้น สถานพยาบาลเอกชนและภาคเอกชนอาจจัดหาหรือขอรับการสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากหน่วยงานตามข้อ 3 ภายใต้กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาให้บริการประชาชนหรือบุคลากรในความดูแลได้ตามความเหมาะสม โดยวัคซีนดังกล่าวต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยา และต้องพิจารณากำหนดราคาวัคซีนและการให้บริการที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

5.) โดยที่ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ผลิตหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ยังมีจำนวนจำกัด หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มาให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ ให้จัดหาจากหน่วยงานตามข้อ 3 และต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงหลักเกณฑ์หรือแผนการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือนายกรัฐมนตรีกำหนด

การดำเนินการตามวรรคหนึ่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปตามแนวทางหรืออยู่ในการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เพื่อมิให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดหาวัคซีนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพด้านงบประมาณและรายได้ที่แตกต่างกัน และเพื่อให้การกระจายวัคซีนในห้วงเวลาวิกฤติมีความเป็นธรรมมากที่สุด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนและให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวก แก่ประชาชนในพื้นที่ในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนรวมของประเทศ

6.) ให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล กับระบบแพลตฟอร์มหมอพร้อมของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชนที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และเพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันนี้ 8 มิ.ย.64 เป็นต้นไป


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ดำรง พุฒตาล’ เข้าแจ้งความเอาผิด เพจเฟซบุ๊ก The Yello Painting ละเมิดลิขสิทธิ์ และใช้นิตยสารคู่สร้าง คู่สม เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายดำรง พุฒตาล เจ้าของนิตยสารคู่สร้าง คู่สม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เข้าร้องทุกข์ กล่าวโทษ กับว่าที่ ร.ต.อ. สายยนต์ ขึ้นนกซุ้ม ตำแหน่ง รอง สว. (สอบสวน) สภ.ชะอำ จว.เพชรบุรี

แจ้งว่า เมื่อวันที่ 7 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2564 เวลา 16.34 น. ผู้แจ้งได้ตรวจสอบพบว่ามีบุคคลไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดได้โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook) ชื่อบัญชี The Yellow Painting ขายเสื้อซึ่งมีการสกรีนรูป โดยการนำเอาปกนิตยสาร คู่สร้าง คู่สม ไปประกอบรูปภาพตัดต่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

และนำเสนอจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป ราคาตัวละ ๗๕o บาท และมีการนำภาพบุคคลทั้งสอง ไปวางประกอบกับปกนิตยสาร คู่สร้าง คู่สม ให้มีลักษณะรูปแบบเหมือนกับ นิตยสาร คู่สร้าง คู่สม ที่ได้ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือดังกล่าวออกมาวางจำหน่าย และอาจทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้าใจผิดว่า

นิตยสาร คู่สร้าง คู่สม เกี่ยวข้องกับการผลิตเสื้อออกจำหน่ายและการพิมพ์ปกหนังสือดังกล่าว

โดยผู้แจ้งขอยืนยันว่า นิตยสาร คู่สร้าง คู่สม ได้ยุติการผลิตหนังสือ คู่สร้าง คู่สม เพื่อออกจำหน่ายให้กับประชาชน ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2560 แล้ว และยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้แต่อย่างใค

ในส่วนของการดำเนินการทางกฎหมาย จะได้ดำเนินการในภายหลังต่อไป ในชั้นนี้จึงมา สภ.ชะอำ เพื่อขอให้บันทึกข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นไว้ส่วนหนึ่งก่อน

 

ที่มา : https://www.plewseengern.com/plewseengern-5228/?fbclid=IwAR3DoFiKVS3rnIbBwq_E4wxOHNFwlXD4JpahHGPUS5EkGAKz4_mYRbrgUnE

https://www.facebook.com/257383740965663/posts/4042653865771946/


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ก.แรงงาน เห็นชอบการรับรองหลักสูตรการฝึกอบรมฝีมือแรงงานแบบ E-Training รับ New Normal

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ออกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ฉบับที่ 2) ช่วยเหลือสถานประกอบกิจการในการฝึกอบรม E-Training รับ New Normal

นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ กพร.ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญช่วยเหลือสถานประกอบกิจการที่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการที่มีหน้าที่ต้องพัฒนาทักษะฝีมือลูกจ้างสามารถฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้

อธิบดี กพร. กล่าวต่อไปว่า ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้ความเห็นชอบหลักสูตร รายละเอียดที่เกี่ยวข้องและรายการค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกยกระดับฝีมือแรงงานและการฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ในส่วนของการฝึกอบรมโดยการบรรยายด้วยวิธีการฝึกอบรมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Training) ให้มีจำนวนผู้รับการฝึกอบรมรุ่นละ ไม่เกิน 30 คน ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นนายจ้างต้องจัดให้ผู้เข้ารับการฝึกทุกคนแสดงตนก่อนเข้ารับการฝึกอบรม โดยผู้เข้ารับ การฝึกและครูฝึกหรือวิทยากรไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องสามารถสื่อสารกันได้ทั้งภาพและเสียงตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงของผู้เข้ารับการฝึกทุกคนตลอดระยะเวลาที่มีการฝึกอบรม และเก็บไว้เพื่อให้นายทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันเสร็จสิ้นการฝึก

“ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้ เป็นการช่วยเหลือสถานประกอบกิจการให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานที่เป็นลูกจ้างของตนเอง สถานประกอบกิจการที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สพร. และ สนพ.ทุกจังหวัด หรือกองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน 0 2246 1937” อธิบดี กพร. กล่าว

ก้าวประวัติศาสตร์!! มติที่ประชุม ส.ส. 'ก้าวไกล' เห็นชอบ ชงร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เข้าสภา เพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมคนให้เท่ากัน ยอมรับบทบาทให้เท่าเทียม

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2564 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมประจำสัปดาห์ของพรรคก้าวไกล ที่ประชุมส.ส.พรรคก้าวไกล มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยื่นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยมี ณัฐพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ และณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นผู้เสนอ

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว คือ มุ่งส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน ซึ่งประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างและหลากหลาย แต่ละกลุ่มล้วนมีวิถีชีวิต ภาษา ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองมาช้านาน โดยประเทศไทยได้ให้สัตยาบันต่อพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หลายฉบับ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง ส่งผลให้กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญปัญหาด้านต่างๆ โดยเฉพาะการขาดสิทธิทางวัฒนธรรม ขาดสิทธิทางทรัพยากร และเผชิญกับอคติทางสังคมต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ดังนั้นเพื่อให้ภาครัฐมีบทบาทและอำนาจตามกฎหมายอย่างถูกต้องสอดคล้องกับสภาพสังคม วัฒนธรรมของประเทศไทยที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และเพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามตลอดจนการดูแลและสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติในท้องถิ่นของตนได้อย่างยั่งยืนถูกต้องตามกฎหมายโดยไม่ถูกดูถูก เหยียดหยามหรือการกีดกันจากกลุ่มบุคคลภายนอกที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม และรัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ ให้มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมีโอกาสในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงมีความสอดคล้องกับทั้งทางความเป็นจริงของสังคมวัฒนธรรมไทยและรัฐธรรมนูญ เเละในฐานะที่พรรคก้าวไกล ถือว่าเป็นพรรคการเมืองพรรคเเรกในประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนจากพี่น้องกลุ่มชนชาติพันธุ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้คนเท่ากัน มีบทบาทเท่าเทียมกันในสังคม สืบทอดเจตนารมณ์ของอดีตพรรคอนาคตใหม่ เพื่อคุ้มครองสิทธิเเละเสรีภาพของกลุ่มคนชาติพันธ์ให้มีฐานะเท่าเทียมเเละสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมไทยในระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 มิย. 64) เวลา 11.00 น. ทางพรรคก้าวไกล นำโดยณัฐพงษ์ สืบศักดิ์วงศ์ จะยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเข้าสู่การพิจารณาเป็นกฎหมายต่อไป


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘ผู้ประกอบการใจดี’ ห่วงใยคนพิการ มอบข้าวสาร-อาหาร แก่ ‘มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ’

วันนี้ (8 มิ.ย. 64) ที่มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ องค์กรสาธารณะกุศลด้านคนพิการ ที่ดูแลผู้พิการกว่า 800 คน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แห่งพัทยา จังหวัดชลบุรี ทาง ‘อ.สัมฤทธิ์ ชาภิรมย์’ ผู้จัดการศูนย์พิทักษ์สิทธิคนพิการ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้ให้การต้อนรับ ‘คุณชวิศ ยงเห็นเจริญ’ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เพื่อรับมอบข้าวสารอาหาร และของใช้จำเป็นนำมาบริจาคให้กับทาง ‘มูลนิธิฯ’ ซึ่งปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤติหนัก ทั้งขาดแคลนข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็นในการเลี้ยงดูคนพิการที่อยู่ในความดูแล ขาดแคลน จนเดือนร้อนถ้วนหน้า

ทั้งนี้ จากการแพร่ระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจที่ทำท่าจะดีกับตกต่ำอย่างต่อเนื่องลงไปอีก อันเป็นเหตุให้การดำเนินงานของมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการได้รับผลกระทบอย่างหนักถึงขึ้นวิกฤติก็ว่าได้ เนื่องจากขาดแคลนข้าวสารอาหารและของใช้จำเป็นต่างๆ อย่างหนัก ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้บริโภคข้าวสาร 7 หมื่นกก.ต่อปี สืบเนื่องจากมูลนิธิฯ มีนักเรียนและนักศึกษาซึ่งเป็นคนพิการในความดูแลที่อาศัยอยู่ประจำ รวมบุคลากรและครู ซึ่งอยู่ในความดูแลกว่า 800 คน ซึ่งทั้งหมดนี้มูลนิธิฯ ดูแลโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือคนพิการในทุกๆ เรื่องเพื่อให้พวกเขาเหล่านี้มีวิชาชีพ สามารถนำไปประกอบอาชีพที่ยั่งยืน มีรายได้เลี้ยงตนเอง ครอบครัว และอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ สถาบันศึกษาในการดูแลของมูลนิธิฯ ทั้ง 4 แห่ง เป็นการให้บริการแบบประจำที่มูลนิธิฯ จะต้องดูแลทั้งในเรื่องที่พัก อาหาร การจัดการศึกษาและกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคนพิการมีฐานะยากจน ดังนั้นมูลนิธิฯ จะต้องหางบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการ โดยการรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา รวมไปถึงการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

สำหรับเหตุการณ์ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อมูลนิธิฯ จนยอดบริจาคลด สต๊อกข้าวสารอาหารแห้งและของใช้จำเป็นของมูลนิธิลดลงอย่างมาก เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤติก็ว่าได้ จึงวอนขอความเมตตาจากผู้มีจิตศรัทธา หรือพอจะมีกำลังให้ช่วยบริจาคข้าวสาร อาหารและของใช้จำเป็นต่างๆ อาทิ นม ทิชชู่ น้ำมันพืช หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ทั้งแบบเจลและแบบน้ำ เป็นต้น เพื่อต่อลมหายใจให้คนพิการ ให้ท้องอิ่ม มีแรงสู้ชีวิตต่อไป หรือท่านใดไม่สะดวก สามารถบริจาคเงินช่วยเหลือคนพิการเหล่านี้ได้ ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ชื่อบัญชี ‘มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ’ เลขที่บัญชี : 342-3-04066-0 ทั้งนี้ นำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้หรือสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 02-572 4042 ต่อ 8100, 8102 มือถือ 099-394-4795, 094-665-2223

ร่วมด้วยช่วยกัน ต่อลมหายใจให้คนพิการให้ท้องอิ่ม มีแรงสู้ชีวิตต่อไป 

ครม.ไฟเขียวงบกลาง 2,254 ล. จ้างพนักงานราชการเฉพาะกิจ 10,000 อัตรา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมครม. เห็นชอบให้มีการจ้างพนักงานราชการเฉพาะกิจ 10,000 อัตรา เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เป็นวงเงิน กว่า 2,254 ล้านบาท 

ทั้งนี้จะเปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่จบใหม่ จัดสรรอัตราเข้าสู่หน่วยงานราชการที่มีภารกิจสำคัญ และเร่งด่วนทั่วประเทศโดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทน 18,000 บาทต่อเดือน มีสัญญาการจ้างงาน ไม่เกินหนึ่งปี และได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่า พนักงานราชการปกติรวมถึงเงินประกันสังคมด้วย ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เรียกว่าได้เข้าเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ

สำหรับจ้างพนักงานราชการรวม 10,000 อัตราครั้งนี้ รวมทั้งรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม 750 บาท และเงินสมทบเข้ากองทุนทดแทนเดือนละ 36 บาท ให้ด้วย และจะได้สิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับพนักงานราชการปกติ ยกเว้นสิทธิในการลาอุปสมบท หรือประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 120 วัน โดยมีระยะเวลาจ้างงานไม่เกิน 1 ปีนับจากวันทำสัญญาหรือไม่เกินวันที่ 30 ก.ย. 2565 ฉะนั้น ให้เร่งจ้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนส.ค. 2564 และไม่มีการต่อสัญญาจ้าง แต่หากตำแหน่งว่างลงระหว่างปีก็ให้ทำการจ้างคนใหม่ได้ 

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีข้อสังเกตให้รีบการสรรหาบุคคลให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนมิ.ย. และให้พิจารณาคุณสมบัติผู้ที่มีทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสอดคล้องกับนโยบายเวิร์ค ฟอร์ม โฮมของรัฐบาลในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย

พงศ์พรหม ยามะรัต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat กรณีการจัดอีเวนท์คิกออฟฉีดวัคซีนของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยระบุว่า...

พงศ์พรหม ยามะรัต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat กรณีการจัดอีเวนท์คิกออฟฉีดวัคซีนของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยระบุว่า การระดมฉีดวันแรกเป็นไปได้ดีทีเดียว แต่ขอฝากภาครัฐไว้ 1 เรื่องนะครับ อย่าเอาอีเว้นท์มาเป็นสาระสำคัญในการบริการที่เกี่ยวกับความเป็นความตายของประชาชนเลย ช่วยเอาผู้นำประเทศเจริญๆ ที่เก่งกว่าท่านเป็นตัวอย่างหน่อย

เหมือนกับ รมว.ที่เอาน้ำมนต์ขวดละ 9 บาทพรมทับหลังหินทรายอายุ 1,000 ปี มีเสียงบ่นมาเยอะถึงการ “สั่งหยุดคิวฉีด” เพื่อรออีเว้นท์ผู้บริหารภาครัฐ ส่วนประชาชนนอกห้องก็ยืนรอดูตาปริบๆ เหมือนเป็นแค่อากาศ ใครอยู่ภาครัฐแล้วเถียงว่าไม่มี เผอิญมีผู้หวังดีกับภาครัฐส่งคลิปมาให้

ประชาชนถูกสั่งหยุดคิว คนต่อคิวมากมายถูกกองทัพสื่อ กองทัพคนภาครัฐ กองทัพบุคลากรของ กทม. เดินแทรกอยู่ใน hall ทั้งที่มีประกาศ social distancing

หนักกว่านั้น มีการสั่ง “ชะลอคิว” ประชาชนโดยอ้างว่ามี “ผู้ใหญ่” ขอฉีดก่อน อันนี้ฝาก รมว. และท่านผู้ว่าไปสืบสวน แต่ประชาชนเค้าเจอปัญหานี้ด้วยตัวเอง

เชื่อผมสิ ลองนึกภาพ รมว.ต่อคิว ผู้ว่า กทม.ต่อคิว ต่อคิวด้วยการรู้แจ้งว่าท่านทำงานด้วยภาษีพวกเรา ด้วยการรู้ว่าท่าน และเราไม่ต่างกัน

ผมว่านึกเป็นภาพออกมา เลือกตั้งครั้งหน้านี่ได้ใจประชาชนหลายล้านคน มาช่วยกันปรับวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดเยื้อ ขาดประสิทธิภาพ เสียทรัพยากร และมองประชาชนมาทีหลังกันเถอะครับ

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4360709553939149&id=100000004424101


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘บิ๊กตู่’ เปิดไทม์ไลน์รัฐบาลเหลือ 1 ปี สั่งครม. เร่งเดินกิจกรรมส่งต่อรัฐบาลหน้า ลั่น จากนี้งานต้องมีผลสำเร็จจับต้องได้ ย้ำฝ่ายการเมือง-ข้าราชการ ทิ้งกันไม่ได้ อ้อนอยู่ด้วยกันมานาน ขอทุกคนเข้าใจ จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ปัจจุบันสถานการณ์เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ได้มีการอนุมัติไปแล้ว 984,000 ล้านบาท จนถึงวันนี้เบิกจ่ายไปแล้ว 73 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเหลือเงินกู้อีกประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งต้องมีเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสำรองในการลดค่าน้ำค่าไฟให้กับประชาชนต่อไป ทั้งนี้หลายเรื่องที่ได้มีการหารือในที่ประชุมครม. ซึ่งตนมีความเป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ว่าทำอย่างไรจะให้หลุดพ้นจากความยากจนได้โดยเร็วที่สุด โดยตนได้สั่งการและมอบนโยบายไปแล้วว่าจำเป็นต้องเร่งรัดหลายกิจกรรมในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ยังเหลืออยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน และเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ส่งต่อให้กับรัฐบาลวันข้างหน้าต่อไป ทั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ตามแผนงาน 1 ปี และแผนงานระยะปานกลาง 3 ปี ยุทธศาสตร์ 5 ปี นั่นคือความต่อเนื่องและสอดคล้อง สุดแล้วแต่รัฐบาลใดจะเข้ามารับผิดชอบกันต่อไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ต่อเนื่อง แล้วจะทำไม่ได้

“ผมไม่ได้ขัดข้องเรื่องแผนงานโครงการที่เสนอขึ้นมา แต่เราจำเป็นต้องมีการตรวจสอบคัดกรอง โดยคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการหลายระดับด้วยกัน จากภาครัฐและภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการพิจารณาแผนงานโครงการทั้งสิ้น ซึ่งไม่ได้ต้องการให้ไปเกิดประโยชน์อะไรกับใครทั้งสิ้น ประโยชน์ต้องตกอยู่กับพี่น้องคนไทยทุกคนในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ให้เกิดความทั่วถึงและเป็นธรรม” นายกฯ กล่าว

“รัฐบาลยืนยันงบประมาณที่มีอยู่จะใช้อย่างคุ้มค่า รัฐบาล นายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการย้ำในที่ประชุมครม. เสมอมาให้ระมัดระวังการทุจริต ระมัดระวังความไม่โปร่งใสไม่เป็นธรรมอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมีคำพูดคำกล่าวมามากมายในขณะนี้ ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลหรือ ครม. มีหน้าที่ในการอนุมัติหลักการและการดำเนินการ อนุมัติการใช้จ่ายเงิน แต่ในขั้นตอนการดำเนินการเป็นเรื่องของหน่วยงาน คณะกรรมการต่างๆ จะต้องรับผิดชอบ ผมเองรับผิดชอบในฐานะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ผมรับผิดชอบตามลำดับชั้นของผม

อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ไม่ละเว้นใครแม้แต่คนเดียว จะทำให้มากที่สุด และทุกจังหวัด ไม่ใช่เฉพาะคนรักคนชอบ มันไม่ใช่ ผมไม่ได้ทำงานแบบนั้น จะเห็นได้ว่าหลายอย่างมีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ ผมก็ไปโกรธเคืองกับใครไม่ได้ ขอให้ระมัดระวังความขัดแย้งที่มันจะเกิดขึ้น ทำให้บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ และทำให้การทำงานต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้ แผนงานโครงการต่างๆ เดินหน้าต่อไปไม่ได้ ขอให้รับฟังคำชี้แจงอันเป็นประโยชน์เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณางบประมาณต่างๆ ในชั้นกรรมาธิการ และยืนยันว่าหากมีงบประมาณอะไรที่มีการแปรญัตติมาแล้ว ผมจะนำมาดำเนินการบริหารเพิ่มให้มากขึ้นในส่วนที่ลดน้อยลงตามความจำเป็น อันนี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อไปในอนาคตด้วย ขอความร่วมมือกับทุกท่านแค่นั้น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกคนที่ทำงานอย่างหนักในการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิดหลายเดือนมาแล้ว เป็นปีมาแล้ว บางคณะทำงานทุกวัน 24 ชั่วโมง มีการประชุมทุกวันไม่มีวันหยุด หลายคนเจ็บป่วยเป็นไข้บ้าง ขอให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ บุคคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข อสม. แม้กระทั่งหน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดทุกคน นั่นคือพลังของคนไทยที่เราจะต้องชนะไปด้วยกันในเรื่องของโควิด และสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังมีปัญหาในขณะนี้ แต่ยินดีที่ภาคเศรษฐกิจในภาพรวม มหภาค ยังดีอยู่ในส่วนของการส่งออกที่ปริมาณการส่งออกมากขึ้น ในปัจจุบันสถานการณ์หลายประเทศเริ่มฟื้นฟูเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสุขภาพด้วย ซึ่งหน่วยงานต่างประเทศประเมินว่าในปี 65 หลายอย่างน่าจะดีขึ้นในทุกภูมิภาคของเรา

ดังนั้นเราจะต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้าได้ วันนี้ต้องหวังพึ่งเศรษฐกิจรอบบ้าน ซึ่งมีสถิติสูงขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์ หรือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ 5 แสนกว่าล้านบาทในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ประมาณ 1 แสนล้านบาท จากเศรษฐกิจชายแดน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์รอบประเทศเราด้วย ซึ่งเราต้องติดตามสถานการณ์ในทุกมิติ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประชุมร่วมกันหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเศรษกิจใหญ่ๆ ทั้ง จี 7 จี 10 และอีกหลายเวทีโลก ซึ่งได้มีการประชุมหารือในเรื่องเศรษฐกิจในอนาคต เราก็ต้องเตรียมการให้พร้อมรับมือกับพันธสัญญาในเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่ เพราะเราอยู่ในห่วงโซ่ของเขาหมด ทั้งเรื่องของการค้า การลงทุน ซึ่งมีกติกามากมายออกมา เราต้องเตรียมความพร้อม ทุกคนต้องเข้มแข็ง อดทน และเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองให้สอดคล้องกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ออกมาในช่วงเวลานี้ ซึ่งก็มีมาตรการออกมาเป็นจำนวนมากที่บางทีก็ดูว่า ไม่สำเร็จซักเรื่อง แต่อย่าลืมว่า เรามีคนจำนวนมากที่เดือดร้อนในหลายอาชีพ เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของเรา

ซึ่งก็ได้ย้ำว่าใน 1 ปีนี้ จะต้องมีผลสำเร็จที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ว่าเรามีการแก้ไขปัญหาอะไรไปแล้วบ้าง และอีก 1 ปี ข้างหน้าจะทำอะไร เตรียมแผนเอาไว้ ทั้งนี้ แผนงานทั้งหมดไม่ใช่นายกฯ เป็นคนกำหนดทั้งหมด แต่เป็นแผนงานที่เสนอมาจากข้างล่าง จำนวนหลายหมื่นโครงการ ผ่านอนุกรรมการ ผ่านคณะกรรมการ จนมาถึงระดับนโยบายบริหาร ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันทั้งฝ่ายการเมือง ข้าราชการ เราทิ้งกันไม่ได้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามระเบียบราชการทุกกรณี

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาอีกเรื่องในขณะนี้ คือ การแก้ปัญหาเรื่องของโรงแรม สถานประกอบการต่างๆ รัฐบาลกำลังจะหาวิธีที่จะแก้ปัญหาในกรณีที่มีปัญหาเรื่องการจดทะเบียนต่างๆ ต้องใช้เวลาในการแก้ไขอีกนิดนึงเพื่อจะได้เตรียมการรองรับการท่องเที่ยวในปีหน้าว่าจะทำอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นปัญหากดทับมานานแล้ว อย่างเช่นเรื่องของหนี้กยศ. หนี้ครู ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทั้งสิ้น ก็ต้องขอเวลาเพราะมีคนจำนวนมาก มีหนี้จำนวนมาก จะบริหารจัดการกันได้อย่างไรเพราะเราก็มีงบประมาณจำกัด ทำอย่างไรเราจะแก้ปัญหานี้ได้ให้มากที่สุด และทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาภายหลัง นี่คือสิ่งที่เราต้องทำงานให้รอบคอบ

“ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยู่กับท่านมาหลายปีมาแล้ว ทุกคนก็คงทราบดีว่ามีความตั้งใจอย่างไร เจตนาของผมเป็นอย่างไร ขอเพียงให้ทุกคนเข้าใจ ผมไม่เคยบังคับอะไรท่านได้ เพราะเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องการ ผมก็ฟังทุกคนทุกภาคส่วน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วานนี้ (7 มิ.ย.) ได้คุยกับสมาคมชาวนา ว่าจะพัฒนากันอย่างไรก็รับฟังความคิดเห็นมา และนำสู่การขับเคลื่อนโดยกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดูว่าจะทำอย่างไรให้ชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น ตนก็รับฟังข้อมูลมาจากหลายๆ ทาง ทั้งคนที่ทำนาเอง หรือ การจ้างแรงงาน เพราะฉะนั้นปัญหาของชาวนาคือเรื่องของการลดต้นทุน บริหารโดยวิสาหกิจชุมชนแบบครบวงจร ทั้งเมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ปุ๋ยถือเป็นต้นทุนทั้งสิ้น บางคนไม่มีที่ของตัวเองก็ต้องไปเสียค่าเช่า เพราะฉะนั้นต้นทุนจะสูงแต่ขายข้าวมาได้จำนวนจำกัด

และนอกจากนี้เมื่อไปถึงโรงสีก็มีการตรวจในเรื่องของความชื้นอีก ซึ่งถ้าเราช่วยคนส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้ได้ก็จะทำให้ หลุดพ้นจากการติดกับดักตัวเอง ซึ่งตนและครม. ของตนจะดำเนินการเรื่องเหล่านี้ให้ดีที่สุด ปัญหาอะไรที่ทับซ้อนยาวนาน บางอย่างมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎกระทรวง ก็พยายามแก้ไขให้ได้ทุกอย่าง ขอเพียงความเข้าใจ ความร่วมมือ ตนขอเพียงเท่านี้ และขอขอบคุณกำลังใจที่ทุกท่านส่งมาให้ตนเองและข้าราชการทุกคน โดยเฉพาะให้กับกระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ก็ยืนยันจะดูแลแก้ปัญหาให้ดีที่สุด


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

รัฐบาลเคาะเงินกู้อีก 3,210 ล. ให้สธ.สู้โควิด-บริหารจัดการน้ำ พร้อม เคาะอีก 505 โครงการพัฒนาภาค วงเงิน 6.3 หมื่นล้าน

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติ 7 โครงการ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพิ่มเติมอีก 3,210 ล้านบาท คือ

1.) โครงการยกระดับการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของโควิด-19 ของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 101 ล้านบาท

2.) โครงการยกระดับหน่วยบริการกรมอนามัยรองรับการระบาดของโควิด-19 ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 128 ล้านบาท

3.) โครงการจัดหาวัสดุครุภัณฑ์ทางการแพทย์ ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 54 ล้านบาท

4.) ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการจัดหาวัคซีน สำหรับบริการประชาชนในประทศไทย เพิ่มเติมจำนวน 35 ล้านโดส จากเดิม 5 เดือน (เดือนพ.ค.-ก.ย. 2564) เป็นระยะเวลา 7 เดือน (เดือนมิ.ย.-ธ.ค.2564) ของกรมควบคุมโรค เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในการจัดซื้อจัดหาและส่งมอบวัคซีน

5.) โครงการปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร ของกรมทรัพยากรน้ำ 1,826 ล้านบาท

6.) โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ 601 ล้านบาท และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ 497 ล้านบาท ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รวมทั้งหมด 1,099 ล้านบาท 

7.) ให้จังหวัดยโสธรเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสานโดยจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำในไร่นา โดยเพิ่มพื้นที่หมู่บ้านดำเนินการจากเดิมทั้งหมด 12 หมู่บ้าน เป็น 13 หมู่บ้าน และยกเลิกกิจกรรมย่อยแปรรูปข้าว เพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตและจำหน่ายข้าวเม่า ตำบลสามัคคี อำเภอเลิงนกทา วงเงิน 200,000 บาท ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตร ทำให้กรอบวงเงินโครงการปรับลดจาก 3.98 ล้านบาท เป็น 3.78 ล้านบาท ทั้งนี้การดำเนินโครงการทั้งหมดจะทำให้วงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เหลือกรอบวงเงิน 15,961 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบแผนปฏิบัติการภาค ประจำปีงบประมาณ 65 ทั้ง 6 ภาค รวมทั้งหมด 505 โครงการ คิดเป็นวงเงินงบประมาณ 63,595 ล้านบาท ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค หรือ ก.บ.ภ เป็นผู้นำเสนอ หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เป็นประธานการประชุม ก.บ.ภ เพื่อพิจารณาแผนฉบับนี้ไปแล้วเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับแผนปฏิบัติการภาค ทั้ง 6 ภาค แยกเป็น แผนปฏิบัติการ ภาคเหนือ จำนวน 62 โครงการ วงเงิน 13,688.47 ล้านบาท แผนปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 154 โครงการ วงเงิน 22,278.40 ล้านบาท แผนปฏิบัติการภาคกลางและพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 90 โครงการ วงเงิน 9,684.14 ล้านบาท แผนปฏิบัติการภาคตะวันออก จำนวน 61 โครงการ วงเงิน 4,866.81 ล้านบาท แผนปฏิบัติการภาคใต้ จำนวน 87 โครงการ วงเงิน 10,226.53 ล้านบาท แผนปฏิบัติการภาคใต้ชายแดน จำนวน 51 โครงการ วงเงิน 2,851.41 ล้านบาท

นายอนุชา กล่าวว่า ที่ประชุมครม. ยังเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ 65 ของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำนวน 76 จังหวัด และ 18 กลุ่มจังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,757 โครงการ งบประมาณรวม 42,882.33 ล้านบาท ทั้งในส่วนของงบจังหวัดและงบกลุ่มจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพที่เป็นความต้องการและแก้ไขปัญหาประเด็นร่วมของกลุ่มจังหวัด และเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในลักษณะคลัสเตอร์ หรือตอบสนองนโยบายเชิงพื้นที่ด้วย

ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ.2561-2565 ฉบับทบทวนจำนวน 76 จังหวัด และ 18 กลุ่มจังหวัด โดยขอให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัด จัดลำดับความสำคัญของปัญหาและความต้องการของประชาชนพร้อมทั้งระบุพื้นที่เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน กำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมายและประเด็นการพัฒนา ปรับข้อมูลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันมากที่สุดด้วย

ครม. เคาะ ร่างปฏิญญาการเมือง-การขนส่ง มอบ ศักดิ์สยาม รับรองในที่ประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก 10 มิ.ย.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เห็นชอบร่างปฏิญญาเมืองและการขนส่ง ความปลอดภัย ความมีประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว โดยจะมีการรับรองร่างปฏิญญาฯ ในที่ประชุมระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ว่าด้วยเมืองและการขนส่งฯ ผ่านระบบการประชุมทางไกลในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ ตามที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) ได้มีหนังสือถึงกระทรวงคมนาคมแจ้งเชิญเข้าร่วมประชุมดังกล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สำหรับร่างปฏิญญาเมืองและการขนส่งฯ นี้ มีวัตถุประสงค์ในการให้ประเทศสมาชิกได้แสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งภายในเมืองที่ยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจภายในเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชนในการพัฒนาสู่ความเป็นเมือง รวมถึงการแก้ไขปัญหาการใช้เครื่องยนต์ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นจากการจราจรภายในเมือง การพัฒนาระบบการขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนเพื่อลดต้นทุนการเดินทางและปัญหาการจราจรหนาแน่น การลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตเมืองที่รองรับยานพาหนะที่มีขนาดเบาและการขนส่งที่ไร้เครื่องยนต์

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบขนส่งแบบดิจิทัลและสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนการมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบการขนส่งภายในเมืองที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าอาจต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินการ เนื่องจากผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) หรือสภาวะวิกฤติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top