Tuesday, 9 June 2026
Hard News Team

“บิ๊กเล็ก” แบะท่า “พปชร.” ประชุมใหญ่จ.ขอนแก่น ทำได้ กำชับ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด 

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมจัดประชุมใหญ่พรรค ที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ ว่าจะประชุมได้หรือไม่ ทางจังหวัดทราบดีอยู่แล้วถึงวิธีปฏิบัติ รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งจังหวัดขอนแก่น ไม่ได้เป็นจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่สีแดง สามารถดำเนินการได้ ในทางความมั่นคงไม่ได้มีปัญหาอะไร ที่ผ่านมาเราจะห่วงเฉพาะในพื้นที่สีแดงหรือแดงเข้ม 

เมื่อถามว่าหากพรรคพปชร.ประชุม อาจจะทำให้เป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองอื่นๆ สามารถประชุมในจังหวัดต่างๆได้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทำได้ถ้าดำเนินการถูกต้องตามข้อจำกัดของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

เมื่อถามว่าการที่พรรคการเมืองจะใช้สถานที่ต่างจังหวัดประชุมจะต้องมาขอที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.ก่อนหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเขาทราบดีว่าหลักเกณฑ์ของศบค.อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อะไรที่เป็นข้อห้ามหรือข้อกำหนดที่ผ่อนคลายได้ ดังนั้นถ้าคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถดำเนินการได้ก็อนุญาติได้เลย แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เขาไม่แน่ใจเขาก็จะหารือมาที่ศบค. 

EA-กฟผ. ผนึกกำลัง ดึงจุดแข็งร่วมพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะ โดยเฉพาะด้านยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาระบบซื้อขายพลังงานไฟฟ้า ภายใต้โครงการ “Smart Energy EGAT X EA” รับเทรนด์พลังงานสะอาด

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. และบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ได้ลงนาม MOU โครงการความร่วมมือด้านพลังงานอัจฉริยะ “Smart Energy EGAT X EA” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังงานใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ โดยบริษัท EA ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานของประเทศไทย ทั้งทางด้านการผลิตพลังงานสะอาด ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบแบตเตอรี่ และระบบ Platform ซื้อขายพลังงานไฟฟ้า จึงนับได้ว่าเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่จะนำเอาจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายมาร่วมมือกัน ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ตอบสนองต่อเทรนด์พลังงานสะอาดที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ภายในปี 2564 บริษัท EA และ กฟผ. ตั้งเป้าที่จะมีโครงการนำร่องในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยร่วมกันอีกด้วย

สำหรับความร่วมมือมีรายละเอียด ดังนี้ ด้านยานยนต์ไฟฟ้า บริษัท EA จะศึกษาและพัฒนาโครงการปรับเปลี่ยนกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุกขนส่งเชิงพาณิชย์ต่างๆ ในส่วนของ กฟผ. จะร่วมศึกษาและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบรวดเร็ว (Ultra Fast Charging Station) ภายใต้ EleX by EGAT เพื่อรองรับการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าในลักษณะ Fleet ซึ่งสถานีอัดประจุไฟฟ้าถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ในการสนับสนุนให้โครงการปรับเปลี่ยนกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของประเทศไทย สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และด้านการพัฒนาระบบซื้อขายพลังงานไฟฟ้า (Energy Trading Platform) ทั้ง EA และ กฟผ. จะร่วมกันศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบดังกล่าว ที่เป็นประโยชน์กับโครงสร้าง บริบทและระบบไฟฟ้าของประเทศไทย

ด้าน นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท EA กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างระบบจำหน่ายไฟฟ้าของประเทศ ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องทางด้านเทคโนโลยี รวมทั้งช่วยส่งเสริมการเติบโตของการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการสถานีอัดประจุแล้วกว่า 400 สถานี รวมทั้งสิ้นกว่า 1,600 หัวชาร์จ ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งระบบธรรมดา หรือ AC Charger ไปจนถึงระบบชาร์จเร็วและทันสมัยที่สุด หรือ DC Super-Fast Charge ที่ใช้เวลาเพียง 15-20 นาที

สมโภชน์ อาหุนัย

รวมทั้งยังอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการด้วยการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันระบบออนไลน์ในการจอง จ่าย และชาร์จในคราวเดียวกัน เตรียมพร้อมรองรับกับโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่กำลังเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า 100% และบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท EA ก็มีความพร้อมรองรับการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยสามารถทำการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ได้หลายประเภท เช่น รถบัส รถบรรทุก รถตู้ กำลังผลิตประมาณ 3,000-5,000 คันต่อปี คาดว่าแล้วเสร็จและเริ่มดําเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางปี 2564 โดยนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ในการควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน พร้อมทั้งมีกระบวนการทดสอบที่ได้มาตรฐานการขับเคลื่อนที่ทันสมัยและครบวงจร

นอกจากนั้นบริษัท EA ยังดำเนินธุรกิจหลักด้านพลังงานหมุนเวียน จึงมีความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างเสถียรภาพในระบบไฟฟ้า ด้วยการพัฒนาระบบ Trading Platform มาใช้ทำการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานที่ลูกค้าสามารถซื้อพลังงานจากผู้ผลิตได้โดยตรง มี AI ช่วยในการทำนายและเทรดได้แบบอัตโนมัติ และใช้เทคโนโลยี Block Chain เข้ามาจัดการ จึงมั่นใจได้ว่ามีความปลอดภัยสูง ซึ่งในระยะถัดไปบริษัทมีแผนที่จะนำระบบนี้มาใช้กับพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า และมิเตอร์ไฟฟ้า เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ อันจะช่วยนำไปสู่การมีระบบการผลิต จำหน่าย และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คนละครึ่งเฟส 3 กำลังมา!

กระทรวงการคลัง เตรียมเปิดให้ลงทะเบียน โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยกำหนดผู้เข้าร่วมโครงการไม่เกิน 31 ล้านคน ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น.-22.00 น. ของทุกวัน


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘หมอยง’ แจงเหตุผล ยืดระยะห่างฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็ม 2 เป็น 16 สัปดาห์ เพราะได้ผลภูมิต้านทางที่ดีกว่า

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก Yong Poovorawan ระบุว่า...โควิด-19 วัคซีน ระยะห่างของการให้วัคซีน AstraZeneca หลายคนมีข้อสงสัยในการกำหนดระยะห่างของการให้วัคซีน AZ

ทำไมประเทศไทยขณะนี้จึงกำหนดระยะห่าง จากเดิม 10 สัปดาห์ เป็น 16 สัปดาห์ จากการศึกษาในการวิจัยทางคลินิก เดิมระยะห่าง การให้วัคซีน AZ อยู่ที่ 4 สัปดาห์

เมื่อทำการศึกษาระยะที่ 3 ผู้ที่ได้รับวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันมากกว่า 6 สัปดาห์ ถึง 12 สัปดาห์ ได้ผลภูมิต้านทาน และประสิทธิภาพดีกว่าผู้ที่ได้รับห่างกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์

ในการใช้จริงที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงที่มีโรคระบาดมาก และวัคซีนไม่เพียงพอ อังกฤษจึงยืดระยะห่างของการให้วัคซีนเข็มที่ 2 ออกไปอีกถึง 16 สัปดาห์ เพื่อให้ประชากรส่วนใหญ่ ได้รับวัคซีนเข็มแรกให้มากที่สุด ไม่ต้องใช้แรงงาน มาพะวงกับการฉีดเข็มที่ 2 จะได้ปูพรมเข็มแรกได้กว้างที่สุดเพื่อระงับการระบาด

ผลการศึกษาในสกอตแลนด์ พบว่าการให้ AZ เพียงเข็มเดียว มีประสิทธิภาพ ถึง 80% การให้เข็มที่ 2 จะเพิ่มประสิทธิภาพเป็น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เห็นว่าเข็ม 2 เพิ่มประสิทธิภาพก็จริง ถ้าเปรียบเทียบกับการปูพรมเข็มแรกให้มากที่สุดแล้ว ค่อยเติมเข็ม 2 น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ในการควบคุมการระบาดของโรค

โดยหลักของวัคซีน การทิ้งระยะห่าง ยิ่งห่างนาน ก็จะกระตุ้นภูมิต้านทานได้ดีกว่า ระดับภูมิต้านทานหลังเข็ม 2 จะสูงกว่า ในการหวังผลให้อยู่นาน

การยืดเข็ม 2 ออกไป จะมีข้อเสียตรงที่ว่าประสิทธิภาพจะสู้การให้ 2 เข็มไม่ได้ ต้องคำนึง คือถ้ามีเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะสายพันธุ์ แอฟริกาใต้ ( Beta) วัคซีนทั่วไป ประสิทธิภาพลดลงอยู่แล้ว ก็อาจจะป้องกันไม่ได้ แต่สายพันธุ์อังกฤษและอินเดีย ไม่น่าจะมีผลมาก

ดังนั้น ประเทศไทยอยู่ในช่วงการระบาดขาขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในการควบคุมโรคให้เร็วที่สุด จำเป็นที่จะต้องให้ AZ วัคซีนปูพรมในแนวกว้างให้มากที่สุดก่อน โดยต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดรวมทั้งวัคซีน มาใช้ในการให้วัคซีนเข็มแรก ภายใน 16 สัปดาห์ ประชากรส่วนใหญ่ทั้งประเทศก็จะได้วัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม แล้วค่อยไปเติมเข็มที่ 2 ภูมิจะสูงขึ้นและอยู่นาน

สิ่งสำคัญในระหว่างนี้ จะต้องเฝ้าระหว่างสายพันธุ์กลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์แอฟริกาใต้ ที่อาจจะสร้างปัญหาในระดับที่ภูมิต้านทานยังไม่สูงมากเกิดขึ้นได้ สายพันธุ์อังกฤษและอินเดียไม่น่าจะมีปัญหา

การควบคุมการระบาดในประชากรหมู่มาก ทั้งประเทศไทย ในภาวะที่ทรัพยากรที่จำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาพรวม ดังนั้น การกำหนดระยะห่างไปที่ 16 สัปดาห์ จึงเป็นการที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย ในภาพรวม

 

ที่มา : https://www.facebook.com/yong.poovorawan


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ประยุทธ์” ย้ำเวที UN ไทยพร้อมร่วมมือแก้ไขปัญหาโรคเอดส์และรับรองปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ปี 2564 

ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับสูงว่าด้วยโรคเอดส์ (High Level Meeting on HIV/AIDS) ผ่านระบบการประชุมทางไกล

นายกรัฐมนตรี แสดงความเชื่อมั่นว่า การประชุมครั้งนี้ะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันติดตามและสานต่อความก้าวหน้าของการดำเนินการตามปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ ปี 2559 และร่วมรับรองปฏิญญาฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการยุติปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ภายในปี 2573 พร้อมแสวงหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับความท้าทายของโรคนี้ เนื่องจากในปัจจุบันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วโลกและยังส่งผลกระทบต่อกระบวนการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์ด้วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อที่ได้กลายเป็นกลุ่มคนที่มีความเปราะบางยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวนำเสนอ 3 มุมมองของไทยที่จะเร่งรัดการดำเนินการต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนี้

1.) พัฒนาด้านนวัตกรรมและขยายความครอบคลุม ด้วยการให้บริการตรวจวินิจฉัยหาเชื้อเอชไอวีด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ และการจัดสรรชุดบริการป้องกันแบบผสมผสาน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มเป้าหมายหลักต่าง ๆ ทั้งนี้ การมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการให้บริการที่ครอบคลุม

2.) มีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ การตีตรา และการเลือกปฏิบัติ ซึ่งความร่วมมือและความเข้าใจของทุกฝ่ายมีส่วนสำคัญต่อการลดอุปสรรคของการเข้าถึงบริการป้องกัน ตรวจวินิจฉัย และรักษาการติดเชื้อ

3.) ผลักดันการมีส่วนร่วมของสังคม เป็นหัวใจของการรับมือกับปัญหาโรคเอดส์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการกำหนด พัฒนานโยบาย และการให้บริการที่เกี่ยวกับโรคในทุกระดับให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมจะร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมืองเรื่องเอชไอวีและเอดส์ปี 2564 เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมตามที่กำหนดไว้ และในปีหน้าที่ไทยจะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งยืนยันว่าจะร่วมมือกับทุกประเทศในการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์โรคเอดส์ปี 2564 และปฏิญญาฉบับใหม่เพื่อนำไปสู่การยุติปัญหาอย่างยั่งยืนภายในปี 2573

ทั้งนี้ การประชุม High Level Meeting on HIV/AIDS ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุก 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปฏิญญาฯ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อการดำเนินการที่ผ่านมา โดยมีหัวหน้าคณะผู้แทนจากแต่ละประเทศเข้าร่วมประชุม และมีผู้นำระดับประเทศร่วมกล่าวถ้อยแถลง ซึ่งปีนี้มีกำหนดการประชุมระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2564 ณ สำนักงานใหญ่ องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

"ชินวรณ์" เผย 3 พรรคร่วมรัฐบาลต้องยื่นร่างรธน. ก่อนประชุมรัฐสภา 29 มิ.ย.นี้ 

ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้ายื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 6 ฉบับ ของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา เสร็จแล้ว จะเหลือก็เพียงรายละเอียดเล็กน้อย และถึงอย่างไรพวกเราก็จะต้องยื่นร่างรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาให้ทันก่อนที่จะมีการบรรจุระเบียบวาระในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 29 มิ.ย. แน่นอน

สำนักงานประกันสังคม แจง ไม่รับวอล์ค อิน ผู้ประกันตนมาตรา 33 เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ย้ำ! ต้องลงทะเบียนผ่านระบบ e-service และได้รับแจ้งนัดฉีดวัคซีนจากนายจ้างเท่านั้น

นางสาวลัดดา แซ่ลี้ ผู้อำนวยการสำนักสิทธิประโยชน์ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่าตามที่ สปส. ได้เปิดให้บริการศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 45 จุดทั่วกรุงเทพฯ โดยร่วมกับสถานพยาบาลเครือข่ายประกันสังคมให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา มีเป้าหมายการฉีดวันละ 50,000 คน ปรากฏว่ามีผู้สอบถามและติดต่อเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงผู้ประกันตนที่ไม่ได้ลงทะเบียน หรือลงทะเบียนไว้แต่ยังไม่ถึงกำหนดนัด ได้ walk in มาที่ศูนย์เพื่อขอรับบริการฉีดวัคซีน

สำนักงานประกันสังคมขอแจ้งให้ทราบว่า ศูนย์ฉีดวัคซีนฯ จะให้บริการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่แจ้งความประสงค์กับนายจ้าง มีการบันทึกเข้าระบบ e-service ของสำนักงานประกันสังคม และมารับการฉีดวัคซีนตามที่ได้รับการนัดหมายแล้วเท่านั้น โดยจะไม่ให้บริการฉีดวัคซีนแก่ผู้ที่ยังไม่ได้รับการนัดหมาย หรือ walk in มายังศูนย์ฯ

รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงต่อไปว่า กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้รับจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ล็อตแรกทั้งสิ้น 1 ล้านโดส จะใช้ฉีดให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่เป็นลูกจ้างสถานประกอบการในเขตกรุงเทพมหานครซึ่งสำนักงานประกันสังคมสำรวจความประสงค์ไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้แจ้งความประสงค์มามากเกินกว่าวัคซีนที่ได้รับจัดสรร

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน ลดความแออัด และให้ผู้ลงทะเบียนได้รับวัคซีนตามลำดับอย่างครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมจะทำการแจ้งนัดวันและสถานที่ฉีดให้นายจ้างทราบ และจัดให้ลูกจ้างมาฉีดตามกำหนดนัดหมายเท่านั้น อย่างไรก็ดีหากสำนักงานประกันสังคมได้รับจัดสรรวัคซีนล็อตที่สอง จะแจ้งให้ผู้ประกันตนที่นายจ้างลงทะเบียนไว้ในลำดับถัดไปมารับการฉีดวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งขอย้ำว่า จะไม่มีการเปิดให้ walk in เข้ารับการฉีดวัคซีน

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ติดต่อสายด่วน 1506 กด 7 เจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ศ.ดร.กนก” แนะ 3 แนวทางใช้เงินกู้ 5 แสนล้าน ให้บริหารราชการแบบวิกฤติ-ทวนปัญหาจากเงินกู้ 1 ล้านล้าน-ห้ามพลาดเป้าใช้ให้ตรงจุด หวังฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง พรก.เงินกู้ 500,000 ล้าน ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ว่า เป็นความจำเป็นของรัฐบาลเพื่อการแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนั้นการใช้เงินกู้ก้อนนี้จึงจำเป็นต้องให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ซึ่งจะทำได้ในสามประเด็น คือ  

1.) รัฐบาลต้องไม่บริหารเงินกู้นี้แบบราชการปกติ แต่บริหารราชการแบบวิกฤติ ที่ต้องการความรวดเร็วทั่วถึง เป็นธรรม และโปร่งใส ต้องบริหารอย่างแม่นยำ รู้จริง ตรงเป้า 

2.) ทบทวนปัญหาและข้อผิดพลาดที่เกิดจากการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาและบริหารการฉีดวัคซีน ที่ตอบคำถามไม่ได้ว่า ทำไมจึงได้วัคซีนช้า, ทำไมจึงได้วัคซีนเพียง 2 ยี่ห้อ, ทำไมบางจังหวัดจึงได้วัคซีนก่อนและมากกว่าจังหวัดอื่นๆ เป็นต้น ส่วนเรื่องการเยียวยาและช่วยเหลือประชาชน ทำไมจึงยุ่งยาก ไม่ทั่วถึง จนถึงทำไมกลุ่มเกษตรกร รัฐวิสาหกิจชุมชน และ SME ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของภาคธุรกิจฐานราก จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือให้รักษาธุรกิจไว้ได้ คำถามเหล่านี้ควรนำไปสู่การประเมินและแก้ไข 

3.) การใช้เงินกู้ก้อนสุดท้ายนี้จะพลาดไม่ได้ เพราะจะชนเพดานเงินกู้ 60% ของ GDP แล้ว ต้องรักษาชีวิตและธุรกิจของประชาชนให้สำเร็จ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ถ้าเศรษฐกิจฐานรากอยู่ได้ ประเทศจึงจะอยู่รอด ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและอาหารจึงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ของประเทศและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้รวดเร็ว

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งจัดหาวัคซีนให้มาก และเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างน้อย 45-46 ล้านคน โดยเร็วที่สุดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ทั้งประเทศ เราจะได้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่อยากออกไปเที่ยวมากแล้ว คนไทยจะได้กลับมาประกอบอาชีพตามปกติได้ รัฐบาลต้องแสดงความสามารถให้เต็มที่ เพื่อรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ตามหลักการและเหตุผลของพรก.เงินกู้นี้คนไทยทุกคนเอาใจช่วย

รัฐบาลจีนไฟเขียว อนุมัติการใช้วัคซีน Sinovac ในกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 3-17 ปี ได้ในกรณีฉุกเฉิน หลังผ่านการทดสอบเฟส 2 ฉลุยในกลุ่มตัวอย่างเด็กเล็กว่ามีประสิทธิภาพ และปลอดภัยเพียงพอ

รัฐบาลจีนไฟเขียว อนุมัติการใช้วัคซีน Sinovac ในกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่อายุ 3-17 ปีได้ในกรณีฉุกเฉิน หลังผ่านการทดสอบเฟส 2 ฉลุยในกลุ่มตัวอย่างเด็กเล็กว่ามีประสิทธิภาพ และปลอดภัยเพียงพอ พร้อมเดินหน้าฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กรอเพียงการประเมินจากทีมสาธารณสุขว่าจะเริ่มฉีดให้เด็กในช่วงอายุเท่าใดก่อน

รัฐบาลจีนสั่งเดินหน้าโครงการฉีดวัคซีน Covid-19 ทั่วประเทศอย่างเต็มกำลัง ด้วยวัคซีนที่พัฒนาขึ้นเองจากบริษัทยาในประเทศ ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 80% ของประชากร หรือราวๆ 1.12 พันล้านคน

ซึ่งตอนนี้จีนก็มีวัคซีนได้รับการรับรองจากรัฐบาลจีนอย่างเป็นทางการแล้วถึง 5 บริษัท ได้แก่ Sinovac, Sinopharm, Wuhan Institute ที่ต้องฉีด 2 เข็ม CanSinoBIO ฉีดเพียงเข็มเดียว และล่าสุดคือ Anhui Zhifei ที่ต้องฉีดถึง 3 เข็ม

ข้อได้เปรียบของวัคซีนจีนทั้งหมดนี้คือ สามารถเก็บได้ในตู้เย็นอุณหภูมิทั่วไปได้ จึงง่ายต่อการเก็บ และขนส่งทั้งใน และต่างประเทศ

รัฐบาลจีนยอมรับว่า โครงการฉีดวัคซีนของจีนในช่วงแรก ดำเนินการได้อย่างล่าช้ามาก มีปัญหาเรื่องการผลิต และกระจายวัคซีนได้ไม่เต็มที่ ส่วนประชาชนก็ยังวิตกกังวลกับการฉีดวัคซีน

แต่จนถึงวันนี้ มีชาวจีนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้วราวๆ 723.5 ล้านคน แซงขึ้นมาเป็นที่ 1 ของโลก ด้วยอัตราการฉีดวัคซีนเฉลี่ย 19 ล้านเข็มต่อวัน ซึ่งเร็วมากกว่าช่วงเริ่มต้นโครงการในเดือนเมษายนที่ฉีดได้เพียง 3.4 ล้านคนต่อวัน

หากเทียบความเร็วระดับนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนเข็มแรกให้คนไทยอย่างน้อย 80% ทั่วประเทศได้ภายใน 3 วันเท่านั้น

จึงทำให้จีนค่อนข้างมั่นใจว่าสามารถบรรลุเป้าหมายโครงการฉีดวัคซีนในประเทศได้ภายในไม่เกินสิ้นปี 2021 นี้อย่างแน่นอน

รวมถึงการผลิตวัคซีนจำนวนหลายพันล้านโดส ที่ต้องเพิ่มกำลังการผลิตออกมาได้อย่างรวดเร็วให้ทันกันกับโครงการของรัฐบาล และยังต้องมากพอที่จะส่งไปต่างประเทศอีกด้วย

และเมื่อพูดถึงความเร็วในระบบการผลิตของจีน ก็มักทึ่งในศักยภาพของจีน ที่แทบไม่มีใครสู้ได้เลย ไม่เว้นแม้แต่การผลิตวัคซีน ที่ยังสามารถผลิตได้ทันกับความต้องการในประเทศ ยังสามารถส่งวัคซีนให้ชาติอื่น ไม่ว่าจะขาย หรือเข้าโครงการทูตวัคซีนได้นับพันล้านโดสในเวลาเดียวกัน

จุดสำคัญที่ทำให้จีนยังสามารถขยายการผลิตวัคซีนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะที่อินเดีย ประเทศผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดในโลกทำไม่ได้ในวันที่อินเดียเผชิญหน้ากับวิกฤติ Covid-19 ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ จีนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีตั้งต้นในการผลิตวัคซีนจากต่างประเทศ ซึ่งต่างจากอินเดียที่ต้องใช้สารเคมีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ที่ตอนนี้กลายเป็นสินค้าควบคุมในการส่งออก เพื่อป้องโรงงานวัคซีนในสหรัฐก่อน

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้จีน ที่เคยทุลักทุเลในโครงการวัคซีนช่วงแรก สามารถตั้งหลักได้ และกลายเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของโลกในการผลิตวัคซีน Covid-19 ซึ่งตอนนี้ ทั้งบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่างก็เร่งขยายโรงงานผลิตอย่างรวดเร็วในหลายเมือง โดยเฉพาะผู้ผลิต 2 วัคซีนหลักที่ใช้ในจีน และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกแล้ว อย่าง Sinovac สามารถผลิตได้ถึง 2 พันล้านโดสต่อปี ส่วน Sinopharm ก็มั่นใจว่า 3 พันล้านโดสต่อปีก็ไม่เกินความสามารถ

แต่ข้อเสียของจีนที่แก้ไม่หายคือเรื่องของความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล ที่ตอนนี้ก็ยังรู้ตัวเลขแน่นอนว่ามีชาวจีนกี่คนที่ได้รับวัคซีนครบโดส ตามจำนวนวัคซีนที่ต้องฉีดในแต่ละประเภท หรือจำนวนวัคซีนที่ได้ผลิตออกมาแล้วจริงๆ ในตอนนี้มีเท่าไหร่

หากจีนสามารถแก้ไขจุดเสีย ที่เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพในตัววัคซีน ก็น่าจะทำให้วัคซีนของจีนก้าวขึ้นมาทัดเทียมวัคซีนจากชาติตะวันตกได้ไม่ยากเลยทีเดียว

 

อ้างอิง :

https://www.reuters.com/world/china/sinovacs-covid-19-vaccine-gains-china-approval-emergency-use-children-2021-06-05

https://www.ndtv.com/world-news/coronavirus-china-authorises-coronavac-covid-19-vaccine-for-children-above-3-years-2457570

https://www.aljazeera.com/news/2021/6/3/slow-to-start-china-mobilizes-to-vaccinate-at-headlong-pace

https://www.bmj.com/content/373/bmj.n912


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

Click on Clear เที่ยงตรง ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2564

Click on Clear เที่ยงตรง ประจำวันที่ 9 มิถุนายน 2564 กับประเด็น ปลดล็อกท้องถิ่นนำเข้าวัคซีนต้านโควิด-19 พูดคุยสถานการณ์โควิด-19 กับคนไทยในประเทศอินเดีย

สัมภาษณ์สด คุณอภิรมย์ รอดปฐม คนไทยในประเทศอินเดีย
.

.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top