Friday, 12 June 2026
Hard News Team

’โอ๋ ฐิติภัสร์‘ ขยายผลตรวจโรงงานลอบนำเข้าเศษยาง พบทะลักจากกัมพูชา ก่อนบดรีดเป็นยางแผ่นในไทยส่งขายจีน

(12 มิ.ย.68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กว่า

"ขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา เอามาบดรีดเป็นแผ่นยางในไทย ส่งขายไปจีน

ตามขยายผลที่เพจ รู้ทันจีน และ พี่บอส ช่องไทยพีบีเอส ช่วยกันตามสืบและส่งเบาะแสขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากกัมพูชา ผ่านข้ามแดนมาแถว จ. สระแก้ว และกระจายไปยังโรงงานเถื่อนใน ชลบุรี ระยอง และ สมุทรสาคร

ทีมสุดซอยตามขยายผลมายัง โรงงานเถื่อน ที่ ม.1 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พบนายกานต์ อาหยี รับเป็นเจ้าของโรงงานและเศษยาง จนท.ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีข้อหาตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

เดินต่อเข้าไปด้านในซอยพบ บ. เถิงฮุย ฮาร์ดแวร์ พลาสติก จำกัด ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก แต่ประกอบกิจการไม่ตรงตามเงื่อนไขในใบอนุญาต และไม่สามารถชี้แจงที่มาของกองวัตถุดิบที่เป็นเศษพลาสติกสายไฟบดย่อย กองไว้สูงเป็นภูเขาประมาณ 3,000 ตันได้ จนท.สั่งหยุดพร้อมอายัดเศษพลาสติกสายไฟทั้งหมด และดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ประกอบกิจการในส่วนขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ไม่จบเท่านี้…ขยายผลต่อทั้งขบวนการลักลอบนำเข้าเศษยางจากต่างประเทศ และขบวนการลักลอบทิ้งเศษพลาสติกสายไฟ และโรงงานหลอมเม็ดพลาสติกเถื่อน หากท่านใดมีข้อมูลหรือเบาะแสสามารถส่งเข้ามาได้ค่ะ"

ผู้นำสาธารณรัฐเซิร์ปสกา ลั่นไม่เอาผู้อพยพจากอังกฤษ ชี้ สหราชอาณาจักร ควรโยกผู้ย้ายถิ่นไปฝั่งบอสเนียแทน

(12 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเซิร์ปสกา มิโลราด โดดิค (Milorad Dodik) กล่าวอย่างชัดเจนว่า เขาปฏิเสธทุกข้อตกลงที่จะนำผู้อพยพมาลงในเขตบริหารของตน ซึ่งรวมถึงข้อเสนอจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อ RT ว่า สาธารณรัฐเซิร์บ (Republika Srpska) จะไม่ยินยอมให้จัดตั้ง 'ศูนย์พักพิง' สำหรับผู้อพยพจากอังกฤษบนดินแดนของตนอย่างเด็ดขาด

โดดิค กล่าวว่า ข้อเสนอของอังกฤษจริงจังและมีการผลักดันจากกระทรวงต่างประเทศของสหราชอาณาจักร แต่เขาตอบปฏิเสธด้วยหลักการชัดเจนว่า “เราไม่รับผู้อพยพ” และ “พวกเขาไม่ควรนำมาพักไว้ในเซิร์ปสกา พร้อมเตือนว่าหากจะนำผู้อพยพเข้ามา ควรโยกย้ายไปยังเขตสหพันธรัฐของ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ไม่ใช่บริเวณของเขา

ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเซิร์บย้ำว่าการย้ายผู้อพยพที่เสนอมานั้น “ยอมรับไม่ได้” และไม่ควรให้สถานะเป็นพื้นที่สำหรับผู้อพยพที่ถูกส่งกลับจากสหราชอาณาจักร โดยชี้ว่า รัฐบาลอังกฤษต้องคำนึงถึงการตัดสินใจที่สร้างปัญหาขึ้นในอนาคต และจะทำให้เกิดความตึงเครียดภายในประเทศของเขา

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ทางการเมืองของโดดิค และยังสะท้อนการใช้ประเด็นผู้อพยพเพื่อเรียกร้องเสถียรภาพหรือชี้ให้ผู้นำตะวันตกเห็นว่า สาธารณรัฐเซิร์บ มีแนวทางต่างจากรัฐบาลกลางบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

ในขณะที่สหราชอาณาจักรพยายามดำเนินนโยบายส่งผู้อพยพที่เดินทางเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศที่ 3 เพื่อบรรเทาภาระภายใน แต่โดดิคแสดงจุดยืนว่า “เซิร์บไม่ใช่ที่รองรับผู้อพยพจากอังกฤษ” และจะไม่ลงนามในความตกลงใด ๆ ที่สนับสนุนการกระทำนั้น

กัมพูชาตั้งกองทุน CTN รับศึกไทยระยะยาว ‘ฮุนเซน–ภริยา’ บริจาคนำร่อง 300 ล้านเรียล

(12 มิ.ย. 68) สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิ CTN เพื่อสนับสนุนกองกำลังที่ประจำการตามแนวชายแดนของชาติ

การประกาศเปิดตัวมูลนิธิ CTN เพื่อสนับสนุนทหารชายแดนแห่งชาติ มีขึ้นอย่างเป็นทางการผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ CTN โดยมูลนิธินี้ก่อตั้งขึ้นตามคำขอของฮุน เซน

นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังแสดงความขอบคุณต่อนายคิด เม็ง ประธานหอการค้ากัมพูชา และภริยา ที่ร่วมกันจัดตั้งโครงการดังกล่าว พร้อมระบุว่า มูลนิธินี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการป้องกันประเทศจากการรุกรานของไทยในทุกมิติ ทั้งการทหาร การเมือง การทูต และกฎหมาย

เขายังเปิดเผยว่า ตนและภริยาจะบริจาคเงินเริ่มต้นจำนวน 300 ล้านเรียล (ราว 2.4 ล้านบาท) ให้แก่มูลนิธิ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคเพื่อเชื่อมโยงกับกองทัพ ชาติ และแผ่นดินของตน

“ขอให้พี่น้องประชาชนทุกคน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนี้ เพื่อสนับสนุนกองทัพและความมั่นคงของประเทศเรา” ฮุน เซน กล่าวปิดท้าย

‘อนุทิน’ แจ้ง ‘รมว.แรงงาน’ เร่งจัดการตามผลสอบมท. หลังชี้ชัดตึก SKYY9 แค่ 3 พันล้าน แต่ ‘ประกันสังคม‘ ซื้อ 7 พันล้าน

จากกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 มูลค่า 3 พันล้านบาทในราคา 7 พันล้านบาท โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

ล่าสุด คณะกรรมการฯ ชุดนี้ ได้จัดทำรายงานผลตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อสรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 เห็นว่า มูลค่าตลาดของอาคาร SKYY9 ในขณะที่ทำการซื้อขายควรมีค่าในช่วงประมาณ 3,428,000,000-3,863,000,000 บาท

ต่อมาปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด เมื่อวันที่ 30 พค.68 เพื่อรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียน รองนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้รับทราบ

จากนั้น นายอนุทิน เขียนคำสั่งด้วยลายมือ แจ้งให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เพื่อทราบและให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด

พร้อมขอให้รมว.แรงงาน รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการต่อรองนายกรัฐมนตรี(อนุทิน) ทุกขั้นตอน และให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด และคำนึงถึง และรักษาประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี  ก่อนหน้านี้ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 มิย. ระบุว่า สุดท้ายผลสอบก็จะออกมายืนยันสิ่งที่ไอซ์ พูดมาตลอด ว่าราคาซื้อขายของตึกควรอยู่ที่ 3,000 ล้าน แต่ประกันสังคม ทุ่มเงิน 7,000 ล้าน ซื้อของราคา 3,000ล้าน

พร้อมเรียกร้องถึงนายอนุทิน ดำเนินการเรื่องต่อไปให้เด็ดขาด และอย่าให้ใครครหาว่าทำเป็นเล่นขายของ

“ถ้าท่านเอาจริงไม่มีอะไรเกินอำนาจบารมีที่ท่านจะจัดการได้ แล้วดิฉัน รักชนก ศรีนอก จะจดจำคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะคนจริงที่น่านับถือ” นางสาวรักชนก โพสต์เรียกร้อง

กฟผ.ชูแนวคิด 'Ending Plastic Pollution' จุดประกายสังคมลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

ทุกวันนี้ เราใช้พลาสติกกันแทบทุกวันแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ ถุงขนม กล่องดิลิเวอรี่ ของพวกนี้ใช้งานไม่กี่นาที แต่กลับใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย

ประเทศไทยผลิตขยะมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี และขยะพลาสติกจำนวนมากยังคงถูกทิ้งแบบไม่ถูกวิธี บางส่วนลงทะเล บางส่วนกลายเป็นมลพิษในอากาศ บางส่วนถูกฝังกลบ แต่ไม่เคยหายไปไหนจริงๆ

แล้วเราจะเริ่มตรงไหนได้บ้าง? หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ คือกิจกรรม 'Ending Plastic Pollution' โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่จัดขึ้นเพื่อชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง

ภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องขยะตั้งแต่พื้นฐานว่าพลาสติกแต่ละชนิดคืออะไร รีไซเคิลได้ไหม แยกอย่างไร ไปจนถึงเวิร์กชอปแฮนด์เมดจากของเหลือใช้ ที่ให้เราลองลงมือเปลี่ยน 'ขยะ' ให้กลายเป็น 'ของใช้' ได้จริงๆ

ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ กฟผ. ยังมีแนวคิด EGAT Zero Waste ที่รณรงค์ให้พนักงานแยกขยะอย่างเป็นระบบ ลดการสร้างขยะทั่วไปให้น้อยที่สุด และผลักดันการเป็น องค์กรที่ไม่สร้างของเสีย (Zero Waste Organization) อย่างแท้จริง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากแนวคิด...สู่การลงมือทำจริงในระดับองค์กร

อีกไฮไลต์คือเวที 'Ending Plastic Talk' ที่เปิดให้ผู้คนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบ Low Waste ให้ความรู้แบบไม่เครียด พร้อมแนวทางง่ายๆ ที่เรานำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

กิจกรรมนี้จัดที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568 (หยุดทุกวันจันทร์) ใครที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวแบบการแยกขยะ แนะนำให้แวะไป อาจได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนโลกเล็ก ๆ ของเราไปตลอดเลยก็ได้

กฟผ. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ของที่ต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่ใครว่าไร้ค่า สู่คอนกรีตรักษ์โลก

กฟผ. เดินหน้านำของที่ต้องทิ้งจากกระบวนการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าที่ใคร ๆ อาจมองว่าไร้ค่า แปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ กลายเป็นคอนกรีตรักษ์โลก สู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย และ สร้างคุณค่าให้กับของที่จะต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้า ให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงวันละกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จะเกิดเป็นเถ้าลอยประมาณวันละ 6 พันตัน ซึ่งใครหลายคนอาจมองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องกำจัด หารู้ไม่ว่านั่นคือ วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมไทยในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน
 
กฟผ. ได้นำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์เพื่อผลิตเป็นคอนกรีตรักษ์โลก หรือ “Inno-Green Concrete” หรือบางคนอาจจะเรียกว่า คอนกรีตสีเขียว โดยสามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้ 100% ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง คอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า และยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนกรีต สามารถประหยัดปูนซีเมนต์ได้ถึง 20 – 40 %

คุณสมบัติพิเศษของการนำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ คือทำให้คอนกรีตก่อตัวเร็ว ทนทานต่อความร้อนและกรดสูง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 228 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 57.5% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากของที่ต้องทิ้งสู่สิ่งที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์แนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงสร้างความยั่งยืนให้องค์กร แต่ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมให้เดินหน้าสู่ความยั่งยืนอีกด้วย

AWC ทุ่ม 5,000 ล้าน ผุดโรงแรมหรูริมฝั่งเจ้าพระยา บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919’ ค่าห้อง 3 แสนบาท/คืน

AWC ทุ่ม 5,000 ล้านบาท ตอกเสาเอก 'เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก' โรงแรมสุดหรูริมฝั่งเจ้าพระยา ราคาต่อคืนสูงสุด 300,000 บาท บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ‘ล้ง 1919 – ทรงวาด’

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น (AWC) เปิดเผยความคืบหน้าแผนพัฒนาโครงการโรงแรม เดอะริทซ์ คาร์ลตัน แบงค็อก,เดอะ ริวเวอร์ไซด์ เรสซิเดนซ์ มูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ครอบคลุมพื้นที่เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น และพื้นที่บริเวณถนนทรงวาด ภายใต้แนวคิด 'The River Journey'

โดยล่าสุดได้เริ่มลงเสาเอกแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับแบบ พร้อมเตรียมทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2571

ทั้งนี้ในส่วนของห้องพักในฝั่งล้ง จะให้บริการในรูปแบบรีสอร์ทใจกลางกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อการพักผ่อนเชิงสุขภาพ ระดับราคาห้องพักต่อคืนคาดว่าจะสูงที่สุดในตลาดบริการห้องพักในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในระดับกว่า 300,000 บาท/คืน

ขณะที่ห้องพักในฝั่งทรงวาด จะเป็นห้องพักแนวแอคทีฟ เป็นการสร้างประสบการณ์ให้กลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ ที่มีอยู่ทั่วโลก ที่มองหาประสบการณ์พิเศษในการพักผ่อน ซึ่งถือเป็นการสร้างดีมานด์ใหม่ ๆ ให้กับการท่องเที่ยวของไทย

นางวัลลภา ยังกล่าวถึงสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนที่หายไปจากตลาดท่องเที่ยวไทยค่อนข้างมากในขณะนี้ว่า โดยเฉพาะเป็นตลาดหลักของ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งต้องยอมรับว่าเดิมนักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนถึง 70% ของจำนวนผู้ที่มาใช้บริการทั้งหมด แต่ปัจจุบันเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 นี้ เตรียมเปิดให้บริการ จูราสสิค เวิลด์ (Jurassic World) โดยการร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง AWC, NEON และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ของ Universal Destinations & Experiences ที่จะสร้างความสนุก ความบันเทิง สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวครอบครัว เชื่อมั่นว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศอื่นมาเสริม ทำให้มียอดผู้มาจับจ่ายใช้บริการในเอเชียทีคกลับมาคึกคักขึ้นหรือประเมินว่าไม่น่าจะน้อยกว่า 30,000 คน/วัน

“นักท่องเที่ยวจีนยังไม่เห็นวี่แววจะกลับมาคึกคัก ซึ่งเอเชียทีคฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ทำให้ได้นักท่องเที่ยวที่มาจากหลาย ๆ ชาติ และหลัง จูราสสิค เวิลด์ เปิดเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มอื่นมาเสริม ทำให้ยังเห็นทราฟฟิกเป็นโมเมนตั้มที่ดี และจะทำให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวที่มีความสนุก ดึงนักท่องเที่ยวครอบครัวกลับมา”

ในขณะที่ภาพรวมฐานลูกค้าที่ใช้บริการโรงแรมของ AWC พบว่ามีนักท่องเที่ยวจีนในสัดส่วนเพียง 10% แม้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่บริษัทได้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่น รวมถึงยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพมาได้ค่อนข้างดี ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) และอัตราการเข้าพักโรงแรมทั้งหมดของ AWC ในช่วงไตรมาส 1/2568 ยังเติบโต ถือว่าไทยยังเป็นประเทศสำคัญของการท่องเที่ยวทั่วโลก

“เดิมเป็นห่วงตลาดจีนที่หายไป เนื่องจากเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ แต่ช่วงไตรมาส 1 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง พบว่า RevPAR ขึ้นมา 56% โดยได้นักท่องเที่ยวชาติอื่น ๆ มาเที่ยว ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีการทำการตลาดผ่านเน็ตเวิร์คประเทศต่าง ๆ เพิ่ม รวมถึงในตลาดท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดให้บริการโรงแรมมีเรีย พัทยา พบว่าลูกค้าในประเทศให้การตอบรับดีมาก สะท้อนว่าโลคัลดีมานด์ยังมีความแข็งแรง และในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแมริออท รีสอร์ท พัทยา เพื่อรองรับตลาดท่องเที่ยวในประเทศที่มีการตอบรับดีในขณะนี้ด้วย”

นางวัลลภา ยังกล่าวว่าในส่วนไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น โดยบริษัทกำลังประเมินสถานการณ์ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อย่างไรก็ดีหวังว่าหากประเทศไทยมีการทำแคมเปญเพื่อเชื่อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ประเทศไทยซึ่งยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวก็ยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

แต่ทั้งนี้ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา ยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พอสมควร โดยในส่วนที่จองมาแล้ว ไม่มีการยกเลิก

แต่จะกระทบในส่วนของลูกค้าใหม่ ซึ่งคงต้องมีการทำตลาดร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้กับตลาดนักท่องเที่ยวประชุมสัมมนา

พร้อมกับยังเชื่อว่าประเทศไทยยังมีจุดขายที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไปกลับมาได้ โดยเฉพาะในพัทยา ที่ขณะนี้ไม่ต้องหวังพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มเดียว แต่ยังมีนักท่องเที่ยวในประเทศเข้ามาด้วย

‘อาโออิ’ เปิดใจลูกถูกล้อเลียนเพราะอดีตในวงการ AV ยอมรับเจ็บปวด!!..วอนสังคมหยุดตัดสินลูกจากอดีตของแม่

(12 มิ.ย. 68) อดีตนักแสดงหนังผู้ใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น 'โซระ อาโออิ' วัย 44 ปี เปิดเผยว่าลูกชายฝาแฝดของเธอเคยถูกเพื่อนล้อและกลั่นแกล้งในโรงเรียน เนื่องจากอดีตของเธอในวงการ AV แม้เธอจะออกจากวงการมานานหลายปีแล้วก็ตาม

โซระ อาโออิ (Sora Aoi) ซึ่งเคยแสดงในหนัง AV กว่า 600 เรื่องระหว่างปี 2002-2011 และกลายเป็นไอดอลระดับตำนานของวงการ ได้แต่งงานในปี 2018 กับศิลปินซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน โดยทั้งคู่ให้กำเนิดลูกชายฝาแฝด พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์และแบรนด์ความงามอื่น ๆ ในปัจจุบัน

แม้จะหันหลังให้กับวงการมานาน แต่ลูกของเธอยังคงถูกบูลลี่ เช่นคำพูดว่า “แม่แกเคยเล่นหนังโป๊ น่าสงสารจัง” หรือ “ลูกของคนแบบนั้นไม่มีทางมีความสุขได้” ซึ่งโซระยืนยันว่า “ไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินว่าลูกฉันควรน่าสงสารหรือไม่”

เธอกล่าวว่าตนเองยอมรับอดีตได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ลูกเข้าใจว่าแม่รักพวกเขามากเพียงใด พร้อมชี้ให้เห็นถึงอคติที่ผู้หญิงในวงการหนังผู้ใหญ่ต้องเผชิญ แม้จะพ้นจากวงการแล้วก็ตาม และหวังว่าสังคมจะเปิดใจมากขึ้นในอนาคต

‘ดร.กอบศักดิ์’ แนะเร่งหามาตรการช่วยกลุ่มเอสเอ็มอี หลังจีน -สหรัฐฯปิดดีลเจรจาอาจกระทบสินค้าส่งออกไทย

ดร.กอบศักดิ์ เผยจีน-สหรัฐปิดดีลเจรจาภาษี จีนถูกเรียกเก็บภาษี 55% ส่วนจีนเก็บภาษีสหรัฐ 10% กระทบสินค้าส่งออกไทย แนะเตรียมมาตรการช่วยเอสเอ็มอีในประเทศ ลุ้นไทยเจรจาสหรัฐลดภาษีต่ำกว่า 36%

(12 มิ.ย.68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ว่า “ปิดดีลจีน – โดน Tariff สหรัฐที่ 55% !!” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ สรุปข้อตกลงล่าสุดให้โลกฟังว่า หลังเจรจากัน 2 ครั้ง สหรัฐจะได้เข้าถึง rare earths, magnets ส่วนจีนจะได้ชิป และวีซ่าสำหรับนักเรียนจีน โดยสหรัฐคิดภาษีจีน 55% และจีนคิดภาษีสหรัฐ 10%

“ทั้งหมด รอการพิจารณาของท่านประธานาธิบดีสี (จิ้นผิง) ซึ่งจะมีนัยยะกับไทย เพราะจากที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ เคยบอกไว้เสมอ 36% คืออัตราสูงสุดสำหรับไทย หมายความว่า ต่อให้เราไม่ได้ลดเลย ที่อัตรานี้ เราจะยังได้เปรียบสินค้าจีนประมาณ 20% ถ้าเรามีข้อเสนอที่ดี สหรัฐพอใจ ก็คงจะลดให้จากอัตราดังกล่าวบ้าง”

ซึ่งหากไทยสามารถเจรจา (1) ได้เหลือ 10-20% (2) ไม่ต่างจากคู่แข่งของเรามากนัก ในสงครามการค้าโลกรอบนี้ ประเทศไทยก็ถือว่าพอไปได้ ส่งออกไทยก็น่าจะมีทางออก ในช่วงครึ่งหลังของปี สามารถไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดสหรัฐ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจีนโดน 55% China Flooding ก็จะเป็นปัญหาให้ไทยหนักใจ คงต้องเตรียมมาตรการช่วย SMEs ในประเทศรับมือบรรเทาผลกระทบและเร่งหาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย เพื่อให้ไทยลดสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐให้เหลือ 10% จากปัจจุบันที่ 18.3% จะได้ไม่ต้องเป็นลูกไล่ของเขา เพราะยังจะวุ่นวายอย่างนี้ไปอีกหลายปี”

นครพนม: ทหารไทย-ลาว เปิดการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสะกัดกั้นกระทำผิดกฏหมายตามแนวลำน้ำโขง

เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย.68) เวลา 09.30 น. ที่ด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 พลเรือตรีณรงค์ เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขง, เป็นประธานเปิดการลาดตระเวน ร่วมกันทางน้ำ ไทย-ลาว โดยมี พันเอกบุนเลิด  บุบผาวัน หัวหน้าการทหารกองบัญชาการทหาร แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (หน.การทหาร กบช. ข.คำม่วน สปป.ลาว) และคณะ ฝ่ายทหารไทย โดยมี  พันเอกศิวดล  ยาคล้าย ผู้บังคับการกองบังคับการควบคุมที่ 1 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี/ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ประกอบไปด้วย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ ตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และ ฝ่ายปกครอง  ร่วมพิธีการลาดตระเวนร่วมไทย- ลาว เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือ จากชุดประสานงานประจำพื้นที่ของทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งได้ร่วมกันวางแผนและกรอบแนวทางตามลำดับขั้น โดยในวันนี้จะเป็นการลาดตระเวน ร่วมไทย-ลาว จังหวัดนครพนม-แขวงคำม่วน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการสกัดกั้นและการกระทำผิดกฎหมาย ตามแนวชายแดนร่วมกัน ตลอดจนสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่สันติภาพและ  ความเจริญรุ่งเรืองทั้ง 2 ประเทศในระยะยาว  ซึ่งวันนี้ทั้ง 2 ฝ่ายได้จัดตั้งการลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน จุดประสงค์เพื่อสะกัดกั้นกรั่นกรองอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศทำงานร่วมกัน มีการพัฒนาชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพบปะแลกเปลี่ยนสร้างความสนิทสนมระหว่างไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ร่วมกัน 

โดยในวันนี้ในช่วงก่อนลาดลาดตระเวน ทางน้ำ ฝ่ายไทย-ลาว ทางด้านพลโท ณรงค์  สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) พร้อมคณะได้ร่วมในการลาดตระเวน ร่วมทางน้ำ เพื่อสกัดกั้นกระทำผิดกฎหมายตามแนวลำน้ำโขงในครั้งนี้ ซึ่งท่านเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี มาก่อนและในวันนี้ทางด้านศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดนครพนม 

พลโท ณรงค์  สวนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 2 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร  (ผอ.ศปป.2 กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว ภายหลังจากการลาดลาดตระเวน ทางน้ำร่วมไทย-ลาว ว่า จังหวัดนครพนม เป็นพื้นที่ดูแลของ นรข. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือตามแนวชายแดนของทั้ง สองประเทศ  ซึ่งผลการปฏิบัติการในวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกส่วนมีความเข้าใจถึงภัยคุกคามภายนอกมีหลายปัจจัย ในฐานะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จึงได้ลงพื้นที่ เพื่อทำงานร่วมกันในพื้นที่   

พลเรือตรีณรงค์  เอมดี ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่นาโขงกล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 2 ฝ่ายมีความเห็น การลาดตระเวนทางน้ำร่วมกัน 3 เดือนต่อครั้ง และจัดการประชุมพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร 6 เดือนต่อครั้ง โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ทั้งเห็นควร ประสานงานร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเครือข่ายเป้าหมายยาเสพติด อย่างต่อเนื่อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top