Saturday, 20 June 2026
Hard News Team

“ปชป.” พอใจผลโพลเครือข่ายองค์กรครูล่าสุด​ ”จุรินทร์” ขึ้นแท่นเบอร์​ 2​ ชิงนายกรัฐมนตรี เชื่อ!! ยังไม่มีการยุบสภาช่วงนี้ เผย!! ประชาธิปัตย์เดินหน้าปฏิรูปต่อเนื่องตั้งคณะทำงาน​ 8​ ชุด เร่งพัฒนานโยบายพรรคตอบโจทย์การเมืองเชิงสร้างสรรค์

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคและประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยวันนี้​ (21พ.ย.) ว่า
พรรคประชาธิปัตย์พอใจต่อผลโพลล่าสุดของสถาบันวิจัยและพัฒนาสังคม เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทยล่าสุดที่ปรากฎว่านายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเป็นอันดับ2ของผู้ที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีรองจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพร้อมนำผลการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นเรื่องมุมมองของประชาชนเกี่ยวกับนโยบายและผู้นำพรรคเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายพรรคต่อไป

ทั้งนี้เมื่อวันที่​ 18​ พ.ย.ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานใหม่​ 8​ คณะ​ เพื่อจัดทำร่างนโยบายของพรรคในมิติต่างๆเพื่อตอบโจทย์การเมืองเชิงสร้างสรรค์ซึ่งเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปพรรคอย่างต่อเนื่อง

ต่อคำถามที่ว่าขณะนี้มีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักของทุกพรรคการเมืองจะเป็นสัญญานการเตรียมพร้อมรับมือการยุบสภาในเร็วๆนี้หรือไม่ 

นายอลงกรณ์กล่าวว่า คงไม่ใช่สัญญาณเตรียมรับมือการยุบสภาและในมุมมองของตนไม่คิดว่าจะมีการยุบสภาในช่วงนี้ สำหรับการเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ​ ในระหว่างนี้เป็นเพราะแต่ละพรรคต้องจัดการประชุมใหญ่ประจำปีตามกฎหมายพรรคการเมืองและที่มาจัดประชุมกระจุกตัวกันในช่วงเดือนนี้เนื่องจากมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19​ ทำให้ก่อนหน้านี้แต่ละพรรคตัองเลื่อนการประชุมมาเรื่อยๆจนรัฐบาลคลายล็อคจึงสามารถจัดประชุมได้เลยมาจัดตรงกันในช่วงนี้พอดีซึ่งเป็นการประชุมตามปกติ อาจมีวาระพิเศษเพิ่มเติมคือกรณีรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขใหม่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับระบบพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบใหม่

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์กำลังเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับผู้สมัครส.ส.ให้สอดคล้องกับการเลือกตั้งระบบใหม่

ทั้งนี้เมื่อวันที่​ 18 พ.ย.​ สถาบันวิจัยและพัฒนาสังคม เครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูแห่งประเทศไทยได้แถลงผลการสำรวจความคิดเห็น

โดยวิธีการสุ่มจากประชากรผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป กำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายตามพื้นที่ ภาคอีสาน จำนวน 400 คน ภาคเหนือ จำนวน 300 คน ภาคกลาง จำนวน 300 คน ภาคใต้ จำนวน 300 คน  กรุงเทพมหานคร จำนวน 200 คน รวมกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายทั้งสิ้น 1,500 คน โดย กำหนดสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายตามสาขาวิชาชีพ เกษตรกร 30% ครู อาจารย์ นักวิชาการ 25% นักเรียน นักศึกษา เยาวชน 10% ข้าราชการ 10%  นักธุรกิจ/ผู้ประกอบการ  10% ค้าขาย​ / ลูกจ้าง​ ​/ กรรมกร 10% นักการเมือง / ผู้นำชุมชน / จิตอาสา 5% ซึ่งการสำรวจความคิดเห็นและวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative) การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ค่าความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ( P-Value = 0.05) รูปแบบการสำรวจวิจัย ใช้ 1) การสำรวจวิจัยภาคสนาม เป็นการสัมภาษณ์โดยตรงแบบตัวต่อตัว โดยใช้ผู้ช่วยนักวิจัยแจกแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ภาคละ 20 คน รวม 100 คน 2) การสำรวจวิจัยแบบเปิด โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผ่าน google form 3) การสอบถามและสัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ ระบบซูม (zoom) และระบบไลน์
ผลการวิจัย 5 ประเด็น พบว่า...

พอใจต่อการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 97.14%

ฝ่ายฝ่ายค้านและม็อบปฏิรูปสถาบัน ไม่อาจล้มรัฐบาล 78.4%

ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธ เผาทำลาย หยาบคาย จาบจ้วงสถาบัน ละเมิด กม.ใช้ข้อมูลเท็จ และสร้างความเดือดร้อน 96.32%   

การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ “ถือว่าเป็นการล้มล้างเปลี่ยนการปกครอง” เห็นด้วยหรือไม่เพียงใด 93.36%

และยังมีผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยแต่งตั้งบุตรสาวอดีตนายกฯทักษิณเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค มีอิทธิพลต่อการครอบงำพรรคหรือไม่เพียงใด

เห็นด้วย 90.44% การเสนอแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 และ 116 ของเพื่อไทย+ก้าวไกล ไม่เห็นด้วย 93.74%

เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ ควรตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่มีนักการเมืองคุณภาพและนโยบายที่เกิดจากการร่วมคิดของประชาชนทุกกลุ่มหรือไม่ 90.6% เห็นด้วย รวมถึงเสนอให้ส.ส.พรรคพลังประชารัฐควรย้ายตามไป 91.9%
และยังเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกสมัย 73.74%

ด้าน ความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐบาลด้านต่างๆ เรื่องฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิทเกิน 70% จนสามารถเปิดประเทศได้เป็นอันดับต้นๆของโลก 75.34% ตามด้วย โครงการคนละครึ่ง เราชนะ ปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เยียวยาประชาชนทุกกลุ่ม 91.38%

ในด้านเศรษฐกิจ เรื่อง อีอีซี, ทางด่วนเชื่อมต่างจังหวัด รถไฟฟ้าในกทม.และปริมณฑล, สถานีรถไฟกลางบางซื่อที่ทันสมัยที่สุดในอาเซียน ,รถไฟความเร็วสูงเชื่อมอาเซียน /สร้างถนน 4 เลนทั่วประเทศ /สร้างรถไฟรางคู่ 4 ภูมิภาค, โครงการโคกหนองนา​ / ลดค่าเทอมนักเรียนนักศึกษา/การสร้างงานให้บัณฑิตใหม่ ก็ยังให้ผลบวกสูง

ส่วนนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ คือ ลดราคาน้ำมัน การส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และการประกันรายได้ผลผลิตการเกษตร รวมถึง  การลดดอกเบี้ยหนี้สินเกษตรให้เหลือร้อยละ 3 ปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว /สร้างตลาดเกษตรชุมชน ลดดอกเบี้ยหนี้สินครู / หนี้ ก.ย.ศ. จัดตั้งธนาคารสหกรณ์ครูไทย และปฏิรูปการศึกษาโดยให้ครูและประชาชนมีส่วนร่วม ทำโครงการผันน้ำจากแม่น้ำโขง พัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศ ตั้งกระทรวงน้ำ การขุดคลองไทย แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันและปราบปราม ยาเสพติด

ผลโพลยังสำรวจ การคาดว่าผู้ใดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป 1) พล.เอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 40.16%  
2) นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์  15.60 % 
3) นายอนุทิน ชาญวีระกุล 11.22%  
4) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 9.83%  
5) นายชลน่าน ศรีแก้ว  9.70% 
6) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  7.2% 
7) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 6.28%

ญาติแรงงาน ไต้หวัน ขอบคุณนายก ที่สั่งการ ก.แรงงาน ดูแลสิทธิประโยชน์เป็นอย่างดี

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่เสียชีวิตและบาดเจ็บบริเวณไซต์งานก่อสร้างในนครนิวไทเป ที่ไต้หวันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แสดงความเสียใจและห่วงใยแรงงานไทยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศถือเป็นวีรบุรุษและตัวแทนของประเทศไทยที่มีความเสียสละออกไปทำงานในต่างแดนเพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัวและนำรายได้เข้าประเทศ จึงได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานดูแลช่วยเหลือในเรื่องสิทธิประโยชน์ทุกอย่างแก่ทายาทแรงงานไทยที่เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บให้เร็วที่สุด โดยสิทธิประโยชน์เบื้องต้นของนายจักริน พวงเกต แรงงานไทยที่เสียชีวิต มีดังนี้




1) เงินค่าทำศพ 5 เดือนของค่าจ้างที่แจ้งเอาประกัน ประมาณ 120,000 เหรียญไต้หวัน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 141,393 บาท

2) เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นนายจักรินเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อปี 2549 จึงมีสิทธิ์รับเงินจำนวน 40 เท่าของค่าจ้างที่เอาประกัน เป็นเงินประมาณ 960,000 เหรียญไต้หวัน (ประมาณ 1,132,800 บาท)

3) เงินเยียวยาจากกองแรงงาน นครนิวไทเป 100,000 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 117,830 บาท

4) เงินค่าจ้างเดือนสุดท้ายของการทำงาน เป็นเงิน 30,000 เหรียญไต้หวัน ประมาณ 35,400 บาท

5) เงินชดเชยเยียวยาจากนายจ้าง ซึ่ง สนร. ไทเป จะเจรจาเรียกร้องเงินเยียวยาจากนายจ้างเพื่อชดเชยให้ทายาทได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

6) เงินสงเคราะห์จากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีเสียชีวิต จำนวน 40,000 บาท ขณะนี้รวมยอดเงินที่ได้รับสำหรับแรงงานไทยที่เสียชีวิต 1,467,423 บาท

เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้! วิกฤตตลาดหุ้น ‘สหรัฐ’ ! ‘รักษาหน้า’ จนฟองสบู่ ‘ใกล้แตก’! | Knowledge Times EP.38

????Knowledge Times BizView | EP.38
????เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้! วิกฤตตลาดหุ้น ‘สหรัฐ’ ! ‘รักษาหน้า’ จนฟองสบู่ ‘ใกล้แตก’!

จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร คนตกงาน ธุรกิจต่าง ๆ ปิดตัวลง ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างดูเหมือนจะเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น

โดยในภาค Main Street ซึ่งก็คือ ภาคเศรษฐกิจจริง อันมีธุรกิจที่มีการดำเนินงานอยู่แล้ว มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นการทำธุรกิจแบบยั่งยืน โดยสหรัฐฯ นั้นย่ำแย่มานานจากผลของการระบาดจากโควิด-19 รวมไปถึงปัญหาการเหลื่อมล้ำในสหรัฐฯ อันเป็นระบอบที่เน้นชนชั้นสูง ผู้นำทางการเงิน ชนชั้นในตลาดหุ้นเป็นหลัก หรือ The winner Takes All (ใครมือยาวสาวได้สาวเอา)

ในขณะเดียวกันที่ภาค Main Street ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 แต่ในด้านของตลาดหุ้นกลับดูเหมือนว่าไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ โดยเฉพาะตลาดหุ้น NASDAQ (แนสแด็ก) ตลาดหุ้นที่เกี่ยวกับ Tech Company ซึ่งราคาในตลาดหลักทรัพย์มีแต่ขึ้นกับขึ้น แต่ในความเป็นจริง นี่คือลักษณะของการเกิดฟองสบู่ เสียมากกว่า

ย้อนกลับไปในยุคที่สหรัฐฯ นั้นรุ่งเรืองมากที่สุด ซึ่งผลิตสินค้าโภคภัณฑ์มากมายในอดีต เช่น Ford ซึ่งในยุคนั้นสหรัฐฯ เน้นผลิตจากภาคการผลิตจริง ในช่วงยุค 60s 70s 

แต่หลังจากนั้นสหรัฐฯ มีความเชื่อว่าการอัดฉีดเงินเข้าไปในตลาดหุ้น เป็นการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังกลายเป็นที่ทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้น และ CEO แต่ละบริษัทจะได้กำไรมากหรือน้อยไปขึ้นอยู่กับผลประกอบการ

จึงยิ่งทำให้คนไปเน้นตัวเลขที่ตลาดหุ้น มากกว่าการผลิตจริง แน่นอนว่าการที่จะสร้างกำไรมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ต้องมีการตัดค่าใช้จ่ายของแต่ละบริษัท 

ซึ่งการตัดค่าใช้จ่ายในจุดต่าง ๆ นั้น ทำให้ภาคการผลิตจริงอ่อนแอ ไม่ว่าจะแรงงานครัวเรือน ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง อ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ เพราะยิ่งลดค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ ผู้ถือหุ้นก็จะสร้างกำไรได้มากขึ้นเท่านั้น และในขณะเดียวกัน CEO ก็จะได้รับส่วนแบ่งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

นี่จึงกลายเป็นจุดตัดของ ‘Main Street’ กับ ‘Wall Street’

ซึ่งถ้าหากพูดถึงภาค Main Street ของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ไม่ว่าจะมีการแพร่ระบาดของ Covid-19 หรือไม่ ต่างก็ถูกกดทับในเชิงโครงสร้างมาโดยตลอดอยู่แล้ว ซึ่งเป็นผลพวงจากวิธีคิดเหล่านี้

และยิ่งมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม จึงทำให้ขณะนี้ในสหรัฐฯ มีคนตกงานไปแล้วกว่า 107 ล้านคน จากการรายงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อันเป็นผลพวงจากโควิด-19 ที่แพร่กระจายไปในทุกจุดของโลก อันทำให้แรงงานต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ

แต่ในทางกลับกันภาค ‘Wall Street’ ที่ยึดผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ดังนั้นการที่หุ้นตกลง นั่นเป็นเสมือนการเสียหน้า อันมีความเชื่อว่าถ้าดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ต่ำเมื่อไหร่ แสดงถึงเศรษฐกิจที่ไม่ดี

เรียกว่าเป็น ‘ตลาดหุ้นแบบสุดโต่ง’ โดยที่แทบไม่ได้สนใจในภาค Main Street และที่ผ่านมา เพื่อรักษาหน้าตลาดหุ้น ‘ธนาคารกลางสหรัฐฯ’ ได้พิมพ์แบงก์จำนวนมหาศาล มาอัดฉีดในตลาดหุ้น 

แทนที่จะนำเงินมาอัดฉีดในระบบเศรษฐกิจจริง หรือนำไปทำประโยชน์อื่น ๆ แต่ปรากฏว่าในสมัยใหม่ ลัทธิที่ใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเข้าไปอัดระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตเงินส่วนนี้มักนำไปใช้ในการสร้างโปรเจกต์ยักษ์เพื่อสร้างงานให้กับคน รวมไปถึงการพิมพ์แบงก์ 

แต่ในปัจจุบันกลับนำเงินเข้าไปอัดในตลาดหุ้น ซึ่งเหตุผลที่สหรัฐฯ เลือกทำเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะนี่คือวัฒนธรรมที่ต้องรักษาภาพพจน์ของตลาดหุ้น เพราะมีความเชื่อว่าตัวเลขในตลาดหุ้นดีเท่าไหร่ นั่นยิ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ดี

ดังนั้นเมื่อมีการอัดฉีดเงินเข้าไปอยู่ตลอด จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐฯ นั้นมีภาพที่ดี เพราะมักใช้ตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่ แล้วอัดเงินเข้าไปตรงจุดนี้ให้เยอะ ๆ เพื่อดึงเงินจากทั่วโลกให้มาลงในตลาดหุ้นสหรัฐ 

ซึ่งเป็นเทคนิคในการล่อใจนักลงทุนทั่วโลก ด้วยการเอาหุ้นบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่เป็นหลักในการฉีดเงินเข้าไป เพื่อให้เกิดอุปทานหมู่และเงินจากทั่วโลกก็จะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่หากมองเนื้อในที่แท้จริง มีเพียง 20% เท่านั้น ที่ราคาตลาดหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ นั้นดีจริง ๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่สมดุล

ดังนั้น การอัดฉีดเงินเข้าไปโดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงย่อมทำให้เกิดฟองสบู่ขึ้น ซึ่งในขณะนี้ก็กำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะขาดรากฐานจากความเป็นจริง 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แท้จริงแล้วรากฐานอาจไม่ได้แข็งแรงและมั่นคงอย่างที่คิด แต่การอัดฉีดเงินเข้าไปมหาศาล เพื่อสร้างภาพพจน์ออกมาให้ดูดี และดึงดูดนักลงทุนนี้ แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่อาจใช้ได้ผลในระยะหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ ‘ฟองสบู่’ อาจจะ ‘แตกสลาย’ ลงเมื่อไหร่ก็ได้ 

สมุทรปราการ-เปิดตัวพรรคการเมือง มติเอกฉันท์ "มนัส  โกศล" นั่งหัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ  ชูนโยบายปฏิรูปด้านแรงงาน ลั่น พรรคมีความพร้อม

ที่ภายในห้องจัดเลี้ยง ร้านอาหารครัวบุญเลิศ  ต.บางปูใหม่  อ.เมือง  จ.สมุทรปราการ  ได้มีการเปิดประชุมเพื่อดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองภายใต้ชื่อ  พรรคแรงงานสร้างชาติ  โดยมีนโยบายคือ “มุ่งมั่นพัฒนา  สร้างชาติอย่างยั่งยืน” พร้อมทั้งเสนอชื่อตั้งหัวหน้าพรรค-รองหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ


โดย  คณะสมาชิกพรรคมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เสนอชื่อนายมนัส  โกศล  นั่งหัวหน้าพรรคแรงงานสร้างชาติ  พร้อมเสนอชื่อนายธนกิจ  สาโสภา  เป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 1  นายปัญญา  วันดี  เป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 2  นายประกาย  วิเศษวิสัย  เป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 3  นายภาคภูมิ  สุกใส  เป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 4  อีกทั้ง  ได้มีการเสนอรายชื่อเลขาธิการพรรคตามลำดับ  ได้แก่  นายวสันต์  พานเงิน  เลขาธิการพรรค  นายนภา  วันดี  รองเลขาธิการพรรค  นายประทีป  โมวพรหมานุช  เหรัญญิกพรรค  นายสายัณห์  เซ็งทรัพย์  ผู้ช่วยเหรัญญิกพรรค  นายนิกรณ์  ไผ่ตระกูล  นายทะเบียนสมาชิกพรรค  นายสมทรง  การงาน  ผู้ช่วยนายทะเบียนสมาชิกพรรค  นายศรศาสตร์  นาเมืองรักษ์  โฆษกพรรค  นายภานุ  กล่อมจิตร์  รองโฆษกพรรค  นายสุรเดช  ลาชุม   นายอัมพร  ใหญ่จันทึก  นายสุรพงษ์  พรมทะนา  นายสัญชัย  ธงวิลัย  นางสาวบุญเรือน  ฤกษ์นาวา  และนายสมศักดิ์  วิชุพงษ์  เป็นกรรมการบริหารพรรค  รวม 19 รายชื่อ ตามลำดับ



"สโมสรลูกพ่อเรย์และเพื่อน" จัดพิธี "ธรรมเทศนา" รายได้ช่วยเหลือ คนพิการ คนยากไร้ คนด้อยโอกาส

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ณ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ (พัทยา) ต.บางละมุง อ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี "นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ" รองนายกเมืองพัทยา  ให้เกียรติเป็นประธานเปิดพิธี "ธรรมเทศนา" และได้ร่วมทำบุญกับ "สโมสรลูกพ่อเรย์และเพื่อน" เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคณะกรรมการทำงาน และการจัดพิธีในครั้งนี้

ทั้งนี้ "คณะกรรมการสโมสรฯ" กราบอาราธนานิมนต์ "พระราชวิสุทธิประชานาถ" (ท่านเจ้าคุณอลงกต) วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี รับบิณฑบาตรถวายจตุปัย และสิ่งของจากพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน จากนั้น "ท่านเจ้าคุณอลงกต" ได้มอบจตุปัจจัยที่ได้รับมาเป็นเงินจำนวน 71,820 บาท และ ท่านเจ้าคุณฯ ได้ขอร่วมบุญมอบเงินให้กับ "สโมสรลูกพ่อเรย์และเพื่อน" เป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 171,820 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับคณะกรรมการฯ เพื่อไปดำเนินการช่วยเหลือคนพิการ คนยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าต่อไป



มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ จัด Live คอนเสิร์ตการกุศล MOL เราไม่ทิ้งกัน ครั้งที่ 2 หารายได้สนับสนุนโครงการ “หนึ่งใจ...ช่วยเหลือผู้ประสบภัย”

มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ ร่วมกับ บริษัท ท็อปไลน์ มิวสิค จำกัด และบริษัท สิงห์ มิวสิค มีเดีย จำกัด จัด Live คอนเสิร์ตการกุศล “MOL เราไม่ทิ้งกัน ครั้งที่ 2” ให้ชมกันฟรีในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ณ สตูดิโอ ST โปรโมชั่น ตำบลบึงเนียม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการ “หนึ่งใจ...ช่วยเหลือผู้ประสบภัย” 

ร.ต.ท.ดร.มนัส โนนุช ประธานมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ กล่าวว่า การรวมตัวของศิลปินในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการร่วมแรงร่วมใจ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้ประสบทุกข์ภัยต่างๆ อาทิ ผู้ประสบทุกข์ภัยจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา2019(COVID – 19) ผู้ประสบภัยวาตภัย อุทกภัย อัคคีภัย ภัยแล้ง ภัยหนาว เป็นต้น ซึ่งต้องเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มูลนิธิฯ ต้องขอชื่นชมและขอขอบคุณคณะผู้จัดงานและศิลปินทุกท่านด้วยความจริงใจ


ด้าน ดร.ทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม ผู้บริหาร บริษัท ท็อปไลน์ มิวสิค จำกัด เผยว่า “ภัยพิบัติเกิดขึ้นในบ้านเรามีบ่อยครั้ง พวกเรากลุ่มท็อปไลน์มิวสิคร่วมกันทำความดีด้วยหัวใจ ในสถานการณ์ COVID - 19 แบบนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาส ให้ศิลปินในค่ายเพลงท็อปไลน์ ได้ร่วมกันทำความดีช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนในปัจจุบัน ให้บรรเทาทุกข์และผ่านวิฤตนี้ไปด้วยกัน ทั้งนี้ ในด้านความพร้อมของศิลปินของค่าย ที่จะมาให้ความเพลิดเพลิน กับประชาชนผู้รับชม ได้เตรียมศิลปิน ค่ายท็อปไลน์ และศิลปินรับเชิญ ไม่ว่าจะเป็น แนนซี่ ท็อปไลน์ ,เจน โบว์ นุ่น Super วาเลนไทน์,เป้ ภาณุชัย,เด่นชัย วงศ์สามารถ ,หงษ์ฟ้า หงษา,แพรวพราว แสงทอง ,ผู้ใหญ่บ้าน ฟินแลนด์ เป็นต้น 


คนที่เกิดมา มีแต่คนคอยช่วยเหลือ ถือว่าเป็นคนมีบุญ แต่คนที่เกิดมา แล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนที่มีบุญมากกว่า

คนที่เกิดมา มีแต่คนคอยช่วยเหลือ ถือว่าเป็นคนมีบุญ
แต่คนที่เกิดมา แล้วได้ช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนที่มีบุญมากกว่า

โอวาทธรรม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

‘ชมรมแม่บ้านมหาดไทย’ ร่วมกับ ‘บลูเทคซิตี้’ จัดแสดงผ้าไทย - กิจกรรมลอยกระทง! “คืนอร่าม สืบสานประเพณีลอยกระทง สู่บางปะกงสายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทราร่วมกับบลูเทคซิตี้ จัดแสดงแบบผ้าไทยและกิจกรรมลอยกระทง ภายใต้ชื่องาน “คืนอร่าม สืบสานประเพณีลอยกระทง สู่บางปะกงสายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

วันนี้ (19 พ.ย.64) เวลา 19.00 น. ที่บูธชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายในงานนมัสการหลวงพ่อโสธรและงานประจำปีจังหวัดฯ นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดกิจกรรมการแสดงแบบผ้าไทยและลอยกระทง ภายใต้ชื่องาน “คืนอร่าม สืบสานประเพณีลอยกระทง สู่บางปะกงสายน้ำแห่งวัฒนธรรม” พร้อมด้วย นางจันทรรัตน์ ไตรติลานันท์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทราบลูเทคซิตี้ สมาชิกแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนราชการ และภาคเอกชน สวมใส่ชุดผ้าไทยเข้าร่วมกิจกรรม


โอกาสนี้ นายแบบ นางแบบกิตติมศักดิ์ แสดงแบบผ้าไทยสวยงาม เดินแฟชั่นโชว์เพื่อส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทยอันวิจิตรงดงามให้ผ้าไทยได้ชื่อว่า เป็นเอกลักษณ์วัฒนธรรมอันงดงามเคียงคู่สังคมไทยสืบยาวนาน จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายแบบกิตติมศักดิ์ VIP คว้าไมค์ ร้องเพลง”ใจสั่งมา” ของเสก โลโซ และเพลง “กำลังใจ” ของวงโฮป สร้างความสุข ความบันเทิงและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมกิจรรมภายในงานอย่างมาก ก่อนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ นำผู้ร่วมงานลอยกระทง เพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย

‘สุริยะ’ สั่งเร่งฟื้นฟูผู้ประกอบการใต้ฝั่งอันดามัน ชู 4 ประเด็นเร่งด่วน - ยกระดับ BCG Model

‘สุริยะ’ สั่งการ ‘ดีพร้อม’ ฟื้นฟูผู้ประกอบการพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน พร้อมชู 4 ประเด็นเร่งด่วนหนุนอุตฯ ศักยภาพ พร้อมรุกนโยบายเสริมแกร่ง ‘BCG Model’

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งติดตามการดำเนินงานผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน พร้อมมอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ปรับแผนการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ดังกล่าวมีความเข้มแข็ง ทั้งในด้านการยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพ - เศรษฐกิจหมุนเวียน - เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio-Circular-Green Economy รวมถึงการเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของพื้นที่ ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 

1.) เพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 
2.) การยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน 
3.) การดึงอัตลักษณ์ประจำถิ่นกระตุ้นความต้องการของตลาด 
และ 4.) การพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าชุมชน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2564 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พังงา ระนอง และสตูล) ณ จังหวัดกระบี่ และได้มีการติดตามการดำเนินงานในส่วนของการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึงการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรัง พังงา ระนอง และสตูล โดยในการดำเนินงานดังกล่าว ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กำกับและมีบทบาทการยกระดับศักยผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม  

ขณะเดียวกัน ยังร่วมรับฟังความต้องการของผู้ประกอบการ พร้อมนำไปปรับเป็นแผนการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเขตเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของประเทศ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เร่งปฏิบัติงานด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจชีวภาพ - เศรษฐกิจหมุนเวียน - เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Bio-Circular-Green  Economy : BCG Model รวมถึงสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ และพัฒนานวัตกรรมการผลิตในธุรกิจที่มีศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0

ด้าน นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาดีพร้อม มีแนวทางและแผนการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมถึงได้มีการติดตามการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่กว่า 5 แสนราย ไม่ว่าจะเป็น การประมง การปศุสัตว์ การทำเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การประกอบธุรกิจอาหารและเกษตรแปรรูป รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าและมีอานิสงส์ต่อการจ้างงานของประชากรในพื้นที่ โดยหลังจากได้รับข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดีพร้อมได้เร่งเตรียมฟื้นฟูและยกระดับผู้ประกอบการด้วยแนวทางที่สำคัญหลากหลายรูปแบบ ดังนี้   

รัฐบาลเงาเมียนมา เตือน!! ‘ถ้าไม่กลัวสงครามก็มา’ หลังรัฐบาลทหารเมียนพร้อมเปิดประเทศ

รัฐบาลทหารเมียนมา ภายใต้การนำของนายพล ‘มิน อ่อง หล่าย’ เตรียมเปิดประเทศ เดินหน้าเศรษฐกิจอีกครั้งภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 นี้ โดยเริ่มจากการเปิดชายแดนที่ด่านประเทศไทย และจีน หลังจากนั้นก็จะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบได้ไม่เกินไตรมาสที่ 2 ของปี 2565

กระทรวงข่าวสารและสารสนเทศของพม่าได้ประกาศผ่านหน้าเว็บไซต์ว่า จะเริ่มผ่อนปรนมาตรการเข้าเมืองบริเวณด่าน ‘รุ่ยลี่’ ที่ชายแดนมณฑลยูนนานของจีน และด่านท่าขี้เหล็ก เกาะสอง และทิกิ ที่ติดกับชายแดนไทย

โดยเชื่อมั่นว่า หลังจากที่เปิดประเทศแล้ว จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาแน่นอน เนื่องจากพม่ามีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต สวยงาม น่าดึงดูดใจมากมาย ซึ่งทางการพม่าจะจัดเตรียมกองกำลังทั้งทหาร ตำรวจ เข้ามาดูแลความปลอดภัยในเขตแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ 

ส่วนปัญหาเรื่องการระบาดของ Covid-19 ในประเทศนั้น ทางการพม่ากล่าวอย่างมั่นใจว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และได้เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ที่ตอนนี้ได้รับวัคซีนบริจาคมาเป็นจำนวนมากจากจีน และอีกหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่รัฐบาลของนายพล มิน อ่อง หล่าย แสดงความมั่นใจอย่างมากในการเปิดประเทศ แต่ทว่า รัฐบาลเงา ที่เรียกตนเองว่า National Unity Government of the Republic of the Union of Myanmar หรือ NUG ก็ได้ออกมาประกาศว่า ‘อย่ามาพม่า’ ในช่วงเวลานี้อย่างเด็ดขาด 

ด้าน นาย ทิน ทุน เนียง หนึ่งในรัฐมนตรีของรัฐบาลเงา NUG ได้กล่าวย้ำผ่านสื่อว่า “นี่ไม่ใช่เวลาที่นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวนะครับ!” ซึ่งเรื่องนี้ดูจะทำให้ภาพของเปิดประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเมียนมาของรัฐบาลของ นายพล มิน อ่อง หล่าย อาจไม่เป็นดั่งที่คาดหวังไว้ก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top