Tuesday, 23 June 2026
Hard News Team

‘เทพไท’ ข้องใจ! รู้ทั้งรู้ ‘ทักษิณ’ อยู่สิงคโปร์ แต่รัฐบาลกลับเมินเฉย ตั้งคำถาม ผิด ม.157 หรือไม่

อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามแปลกใจ “ทักษิณ” อยู่สิงคโปร์แต่รัฐบาลกลับ เมินเฉย ตั้งคำถาม ผิด ม.157 หรือไม่ จี้อยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ สะสางปัญหาระบอบทักษิณเด็ดขาด

วันนี้ (10 มี.ค.) นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้เห็นข่าวนายทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาพำนักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และมีสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลายคน เดินทางไปพบกับคุณทักษิณ ตนในฐานะนักการเมืองคนหนึ่ง จึงให้ความสำคัญและได้ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ อย่างปฏิเสธไม่ได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า สถานะของนายทักษิณ คือนักโทษหนีคดี ที่รัฐบาลไทยจะต้องนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลทุกชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล คสช. ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่พลเอกประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ก็ยังไม่เห็นท่าทีของพลเอกประยุทธ์ ในการเร่งรัดบังคับใช้กฎหมายกับนายทักษิณเลย ทั้งที่ประกาศมาโดยตลอดว่า รัฐบาลชุดนี้จะยึดหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

'นายกรัฐมนตรี' รับทราบเหตุลอบวางระเบิดยะลา 'สั่ง' เจ้าหน้าที่ติดตามผู้ก่อเหตุ มอบผู้ว่าฯเยี่ยมให้กำลังใจผู้บาดเจ็บและให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 10 มี.ค.นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานเกิดเหตุคนร้าย ลอบวางระเบิด ขณะเจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวนด้วยรถยนต์ บนถนนสาย 410 ยะลา-เบตง ถึงบริเวณ บ.เงาะกาโป หมู่ 3 ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ทำให้เจ้าหน้าที่ ทพ.ฉก. 30 และประชาชนบริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ  

“นายกรัฐมนตรีสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเร่งติดตามผู้ก่อเหตุ และเพิ่มกำลังเฝ้าระวังตลอดเส้นทางคมนาคม รวมถึงเส้นทางรางและถนนในพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมให้รายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่องด้วย”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ภาคอุตสาหกรรมจับตาสินค้าต้นทุนราคาพุ่งต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตยูเครน-รัสเซีย ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ทำให้ราคาสินค้าจะมีการทยอยปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น แม้ที่ผ่านมาทุกกลุ่มอุตสาหกรรมพยายามตรึงราคา แต่เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละมีสต๊อกไม่เท่ากัน จึงอาจจะต้องมีการทยอยปรับขึ้นราคา 

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ก็ทำให้ราคาค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.25 บาท ดังนั้นถ้าน้ำมันเพิ่ม 10 เหรียญ ก็ทำให้ราคาค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.5 บาท ล่าสุดผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นตัวดัชนีของผู้บริโภค ก็มีการขอปรับขึ้นราคา เนื่องจากข้าวสาลี ที่เป็นวัตถุดิบผลิตที่สำคัญ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน 

"ผู้ช่วยฯต่อ ควง ผู้ช่วยฯโจ๊ก" นำทีม ศพดส.ตร. ลง พื้นที่ ภ.5 แถลงผลงาน ลุยจับขบวนการค้ามนุษย์ 3 เคสรวด 

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 ที่กองบัญชาตำรวจภูธร ภาค 5 จว.เชียงใหม่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.,รอง ผอ.ศพดส.ตร.พล.ต.ท.ต่อศักดิ์  สุขวิมล  ผู้ช่วย ผบ.ตร.,รอง ผอ.ศพดส.ตร ได้ร่วมกันแถลงว่า จากนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ให้ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ เพื่อยกระดับการจัดลำดับสถานการณ์การแก้ไขการค้ามนุษย์ในประเทศจาก Tier 2 watchlist เป็น Tier 1 นั้น    พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.,ผอ.ศพดส.ตร. ได้สั่งการให้เร่งรัดดำเนินการสืบสวนจับกุมขบวนการ กลุ่มบุคคล หรือผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ  โดยมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน คือ ฝ่ายปกครอง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างใกล้ชิด  ซึ่งในห้วงที่ผ่านนี้ สามารถดำเนินการเข้าจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิดได้จำนวน 4 คดี ดังนี้


 
คดีที่ 1  พื้นที่ อ.เมือง  จ.ลำปาง ก่อนจับกุม ชุดปฏิบัติการ TICAC ร่วมกับ มูลนิธิ HUG PROJECT และสภ.เมืองลำปาง  ร่วมกันสืบสวนจนกระทั่งทราบว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์โพสต์โฆษณาขายบริการทางเพศ  โดยให้ผู้สนใจแอดไลน์สอบถามผ่านทางคิวอาร์โค้ดไลน์  และมีการโพสต์ภาพหญิงที่ขายบริการทางเพศ พร้อมให้ไอดีไลน์ติดต่อตรง  ซึ่งต่อมาชุดปฏิบัติการได้ทำการสืบสวนจนกระทั่งทราบว่ามีรูปแบบพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคือ พ่อเล้าจะทำการโพสต์โฆษณาว่าสามารถจัดหาหญิงมาค้าประเวณีได้  แจ้งประกาศลงในทวิตเตอร์ เมื่อมีลูกค้าสนใจติดต่อเข้ามาผ่านไอดีไลน์ตามที่แจ้งไว้  พ่อเล้าจะส่งข้อมูลของหญิงที่จะมาให้บริการทางเพศให้ลูกค้าทราบ  โดยคิดค่าบริการทางเพศ ราคาประมาณครั้งละ 1,500 - 2,000 บาท ซึ่งลูกค้าจะโอนเงินเข้าบัญชีพ่อเล้า  หรือใช้วิธีจ่ายเป็นเงินสดให้กับเด็กหญิงที่ไปให้บริการ  จากนั้นพ่อเล้าจะทำการหักหัวคิว ไว้ประมาณ ครั้งละ 500 บาท  ซึ่งภายหลังสามารถพิสูจน์ทราบว่า  พ่อเล้า คือ เยาวชนชาย อายุ 16 ปีเศษ เป็นแอดมินของทวิตเตอร์ดังกล่าว ทำหน้าที่คอยชักชวนติดต่อหาลูกค้า พร้อมนำเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 2 คน  มาส่งให้กับลูกค้า ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ลำปาง ภายหลังสามารถทำการเข้าจับกุมพ่อเล้า  และเข้าช่วยเหลือคุ้มครองเด็กหญิง ได้จำนวน 2 คน  พร้อมขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ซื้อประเวณีได้อีก จำนวน 12 คน โดยกลุ่มผู้ซื้อประเวณีมีทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียง  ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  

คดีที่ 2  พื้นที่ อ.ห้างฉัตร  จ.ลำปางก่อนจับกุม ชุดปฏิบัติการ ศพดส.ภ.5 ได้รับแจ้งจากผู้ปกครองของเด็กหญิงอายุประมาณ 14 ปีเศษ ว่าถูกชักชวนไปค้าประเวณี และอยากให้เข้ามาช่วยเหลือเด็ก จากนั้น ชุดปฏิบัติการ ศพดส.ภ.๕ ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ    จ.ลำปาง และ สภ.ห้างฉัตร ได้ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือคุ้มครองเด็กหญิงดังกล่าว และทำการสืบสวนเรื่อยมาจนกระทั่งทราบว่า ยังมีเด็กหญิง อายุ 13 ปีเศษ อีก 1 คน ที่มีพฤติกรรมถูกชักชวนไปค้าประเวณีเช่นกัน  จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองอีก 1 คน  ภายหลังจากการฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทั้ง 2 คน ทำให้ทราบรูปแบบพฤติการณ์ในการกระทำความผิด คือ พ่อเล้า ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันมาก่อน ของเด็กหญิงทั้ง 2 คน ได้เข้ามาชักชวนติดต่อให้ไปพักอาศัยอยู่ด้วยกัน  จากนั้นพ่อเล้าได้พูดจาโน้มน้าวเด็กหญิงว่า เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วต้องช่วยกันทำมาหากิน  พร้อมกับแจ้งว่าให้เด็กหญิงทั้ง 2 ไปรับงานค้าประเวณี กับลูกค้าในลักษณะเพศสัมพันธ์หมู่ ที่โรงแรมในเขต อ.ห้างฉัตร  จ.ลำปาง  โดยพ่อเล้าได้มีการโพสต์เสนอขายประเวณีเด็กทั้ง 2 คน ผ่านทวิตเตอร์ เมื่อมีลูกค้าสนใจและติดต่อมายังพ่อเล้า พ่อเล้าจึงได้พาเด็กหญิงทั้ง 2 คน ไปส่งที่โรงแรม  หลังจากที่ลูกค้าร่วมประเวณีกับเด็กหญิงทั้ง 2 คนแล้ว จึงโอนเงินเข้าบัญชีของพ่อเล้า เป็นจำนวน 3,500 บาท โดยพ่อเล้าได้แบ่งเงินให้เด็กหญิงทั้ง 2 เพียงคนละ 300 บาทเท่านั้น  ภายหลังสามารถทำการเข้าจับกุม พ่อเล้า ซึ่งเป็นชายไทย อายุ 23 ปี พร้อมขยายผลจับกุมผู้ซื้อประเวณี ซึ่งเป็น ชายไทย อายุ 44 ปี นักธุรกิจ ในพื้นที่ จ.ลำปาง ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 

คดีที่ 3  พื้นที่ อ.ฝาง  จ.เชียงใหม่ ก่อนจับกุม ชุดปฏิบัติการฝ่ายปกครอง ร่วมกับ มูลนิธิ IMF ร่วมกันสืบสวนจนกระทั่งทราบว่า มีผู้ใช้ทวิตเตอร์โพสต์โฆษณาขายบริการทางเพศ  โดยหากมีผู้สนใจจะให้แอดไลน์ เพื่อส่งนัดหมายและส่งรายละเอียดของหญิงที่จะให้ไปค้าประเวณี  ซึ่งต่อมาชุดปฎิบัติการฝ่ายปกครอง ได้สืบสวนกระทั่งทราบว่ารูปแบบพฤติการณ์ในการกระทำความผิด คือ แม่เล้าจะทำการโพสต์โฆษณาว่าสามารถจัดหาหญิงมาค้าประเวณีได้  แจ้งลงในทวิตเตอร์ จากนั้นเมื่อมีลูกค้าสนใจจะติดต่อเข้ามาผ่านไอดีไลน์ตามที่แจ้งไว้  พร้อมมีการส่งข้อมูลของหญิงที่จะมาให้บริการทางเพศ  โดยคิดค่าบริการทางเพศ ราคาประมาณครั้งละ 2,000 - 3,000 บาท ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อประเวณีจะโอนเงินเข้าบัญชีแม่เล้า  จากนั้นแม่เล้าจะทำการหักหัวคิว ไว้ประมาณ ครั้งละ 200 – 500 บาท แล้วโอนเงินต่อให้เด็กหญิงที่มาค้าประเวณี  ภายหลังชุดปฎิบัติการฝ่ายปกครอง , มูลนิธิ IMF และ สภ.ฝาง ได้ร่วมกันเข้าช่วยเหลือเด็กหญิง อายุ 16 ปีเศษ และ อายุ 14 ปีเศษ ที่มาค้าประเวณีตามคำสั่งของแม่เล้า  พร้อมกับสืบสวนจนพิสูจน์ทราบและทำการจับกุมแม่เล้า ซึ่งเป็น เยาวชนหญิง อายุ 15 ปีเศษ แอดมินของทวิตเตอร์ดังกล่าว ทำหน้าที่คอยชักชวน และติดต่อหาลูกค้า ได้ที่ จ.ปทุมธานี  และขณะนี้อยู่ในระหว่างการขยายผลจับกุมกลุ่มผู้ซื้อประเวณี

“ประยุทธ์” หารือเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ฯ ยืนยันไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนประเด็นด้านการศึกษา และวัฒนธรรม

ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายโจเซฟ แอนโทนี คอตเตอร์ (H.E. Mr. Joseph Anthony Cotter) เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสอำลาพ้นจากหน้าที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมบทบาทของเอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ฯ ที่ได้ปฏิบัติงานอย่างแข็งขันตลอด 4 ปี โดยได้ผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน รวมถึงด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับไอร์แลนด์ที่ดีต่อกันเสมอมา ซึ่งในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – ไอร์แลนด์ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสวันชาติของไอร์แลนด์ (St. Patrick's Day) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม 2565 โดยทราบว่าปีที่แล้วได้มีการจัดกิจกรรมเปิดไฟสีเขียวที่วัดอรุณฯ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสานต่อความร่วมมือต่อไปทั้งในระดับทวิภาคี อนุภูมิภาคและภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19

ขณะที่ เอกอัครราชทูตไอร์แลนด์ กล่าวยินดีว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งในตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ขอบคุณรัฐบาลไทย และหน่วยที่เกี่ยวข้องที่ให้การต้อนรับและสนับสนุนความร่วมมือที่ดีเสมอมา โดยยืนยันที่จะกระชับความสัมพันธ์ไทย – ไอร์แลนด์ให้ใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสานต่อความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้าการลงทุนใน EEC ด้านเทคโนโลยี อาหาร และเกษตรแปรรูป เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์ และเวชภัณฑ์ รวมทั้งยินดีผลักดันให้ไทยเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงดับลิน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ในมิติอื่น ๆ ต่อไป

โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ไทยและไอร์แลนด์ยังมีศักยภาพระหว่างกันในอีกหลายมิติ โดยได้หารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างกัน ดังนี้ ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการค้า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไอร์แลนด์มีศักยภาพด้านดิจิทัล และเป็นแหล่งของบริษัทยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำของโลก จึงขอเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในไทยในสาขานี้เพิ่มเติม

“บิ๊กตู่”สั่งเร่งแก้กฎหมายฟอกเงินเอาผิดเครือข่ายบัญชีม้า สกัดเส้นทางโอนเงินแก๊งค์มิจฉาชีพ

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รับรายงานจากนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์ ว่า ขณะนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน ซึ่งได้กำหนดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าหรือบัญชีทางผ่านเพื่อรับโอนเงินระหว่างเหยื่อและมิจฉาชีพ จะต้องมีความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน มีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ ซึ่งหากสามารถแก้ไขปัญหาบัญชีม้าได้จะสกัดเส้นทางการรับและโอนเงินในขบวนการของมิจฉาชีพ

“พล.อ.ประยุทธ์  ได้มีข้อสั่งการให้เร่งรัดกระบวนการแก้ไขกฎหมายให้ได้มีผลบังคับโดยเร็ว เพื่อให้เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามการกระทำผิด เนื่องจากขณะนี้อาชญากรรมทางออนไลน์เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ นอกจากคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินแล้วยังมีรูปแบบอื่นๆ ซึ่งหากแก้ไขปัญหาบัญชีม้าได้ จะลดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากอาชญากรรมเหล่านี้ได้มาก นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับว่านอกจากเพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมายแล้ว หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องเร่งให้ความรู้กับประชาชนว่าการรับจ้างเปิดบัญชีม้า รวมถึงพฤติการณ์ใดๆ ที่เป็นการเข้าไปสนับสนุนเพื่อให้มีบัญชีม้านั้นเป็นความผิดตามกฎหมาย เพื่อประชาชนจะได้ไม่ทำความผิดหรือระมัดระวังตัวไม่ให้ถูกหลอกลวงให้กระทำผิด”รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

แบ่งพื้นที่ชัดเจน ! "อนุทิน" เผย รพ.แยกรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ออกจากโรคทั่วไป ขอประชาชนมั่นใจมาตรฐานความปลอดภัย

ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับผู้สื่อข่าว ถึงรูปแบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโควิด -19 ระบุว่า

ปัจจุบัน ผู้ป่วยที่ ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อนมากๆ ทางกระทรวงการจำแนกให้เป็นผู้ป่วยนอกตามนโยบาย "เจอ แจก จบ" ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งนับเป็นการช่วยกันดูแลระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เพิ่มภาระให้กับ รพ.และบุลคลากรแพทย์ ทำให้เรามีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยเกณฑ์สีเหลือง และแดงได้มากขึ้น 

การจะทำให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) เราต้องทำให้คนเข้าใจที่จะอยู่กับโรค เรากำลังเร่งเดินหน้ามาตรการต่างๆ เพื่อให้สามารถอยู่กับโรคได้ และเศรษฐกิจ ก็ต้องไปได้ เช่น วัคซีน เราเร่งการฉีดให้มากขึ้น เพื่อให้อัตราสูญเสียลดลง จนเข้าเกณฑ์โรคประจำถิ่น ที่ต้องมีอัตราเสียชีวิตต่ำกว่า 1 ใน 1,000 ราย หรือ ร้อยละ 0.1

ตั้งแต่ สธ.เปิดให้บริการผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกณฑ์สีเขียว เป็นผู้ป่วยนอก ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ข้อมูล คือ ร้อยละ 60 เป็นสายจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 มีนาคม จึงเปิดให้บริการเพิ่มเติมใน 14 จังหวัด ที่อยู่รอบๆ กรุงเทพฯ  ได้แก่ นครนายก นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สุพรรณบุรี จันทบุรี ชลบุรี และ สมุทรปราการ 4 วันที่ผ่านมา ให้บริการสะสมแล้ว 8,000 ราย โดยสัดส่วนของการจ่ายยา คือ การจ่ายยารักษาตามอาการ ร้อยละ 50 ยาฟ้าทะลายโจร ร้อยละ 22 และยาฟาวิพิราเวียร์ ร้อยละ 28

“ราเมศ” ไม่เห็นด้วย แนวคิดรับเงินซื้อเสียง-จัดเลี้ยง ถูกกฎหมาย ย้ำ จุดยื่นปชป.การเมืองสุจริต ต้องไม่มีอะไรมาจูงใจเพื่อให้ลงคะแนน

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.นำเสนอแนวคิดรับเงินซื้อเสียงไม่ผิดกฎหมาย สามารถจัดมหรสพ และจัดเลี้ยงได้ว่า ส่วนตัวรับฟังแนวความคิดที่หลากหลาย แต่โดยหลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมายปัจจุบันนั้นดีอยู่แล้ว ที่ป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ป้องกันการใช้เงินมาเป็นปัจจัยในการจูงใจประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง การจูงใจประชาชนตามหลักการประชาธิปไตยผู้ที่เสนอตัวเป็นผู้แทนราษฏร ต้องจูงใจด้วยความดี ด้วยความตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชน นำเสนอนโยบายที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ภาคปฏิบัติในทางการเมืองสำคัญที่สุด การเมืองที่สุจริต ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อามิสสินจ้าง เชื่อว่าทุกคนต้องการส่งเสริมและพัฒนาระบบประชาธิปไตยให้ดีขึ้นในวันข้างหน้า แม้ใช้เวลานานก็ต้องร่วมกันเริ่มต้นทำ 

นายราเมศกล่าวต่อว่า การจะทำให้การป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียง ทำได้หลายกรณี กฎหมายเดิมใช้ได้ดีอยู่แล้ว การป้องปราม องค์กรที่มีหน้าที่ก็ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น ส่งสายลับสายสืบไปตรวจไปดู การกันประชาชนเป็นพยานเพื่อจัดการกับนักการเมืองที่ซื้อเสียง มีประสิทธิภาพมากกว่าหากจริงจังในการแก้ปัญหาการซื้อเสียง อีกกรณี การที่จะให้จัดมหรสพ จัดเลี้ยงได้นั้น ทุกอย่างต้องมีเงินมาเป็นปัจจัยนำการเมืองสุจริต ซึ่งผิดหลัก แล้วคนดีที่ตั้งใจอาสาเข้ามาทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองจะทำอย่างไร ความไม่เท่าเทียมจะเกิดขึ้น ฉะนั้นหากให้กระทำการกันอย่างอิสระเสรี ทุกอย่างจะปั่นป่วนไปหมด จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนรับจะไปแจ้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

'กรมอนามัย' ร่วมกับเครือข่าย แก้ปัญหาขยะติดเชื้อล้น แนะทิ้งถูกวิธี ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเทศบาลนครนนทบุรี และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาขยะติดเชื้อล้นแนะทิ้งให้ถูกวิธีตามหลักสุขาภิบาล 

วันนี้ (9 มีนาคม 2565) นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังแถลงข่าว ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและเทศบาลนครนนทบุรี บูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาประเด็น “การบริหารจัดการและแนวปฏิบัติ ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” ณ ห้องประชุมสมบูรณ์ วัชโรทัย อาคาร 1 ชั้น 2 กรมอนามัย ว่า อธิบดีกรมอนามัย (นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย) มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

โดยเฉพาะมูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งจากศูนย์แยกกักในชุมชนและการแยกกักที่บ้าน เนื่องจากทุกครอบครัวสามารถซื้อชุดตรวจ ATK เพื่อนำมาใช้ตรวจโควิด-19 ด้วยตัวเองได้ จึงก่อให้เกิดมูลฝอยทั่วไป และมูลฝอยติดเชื้อจากครัวเรือนมากขึ้น โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณมูลฝอยติดเชื้อเกิดขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนเมษายน 2565 เฉลี่ยประมาณ 789 ตัน/วัน ขณะที่ศักยภาพระบบการกำจัดรวมมูลฝอยติดเชื้อในภาพรวมของประเทศ สามารถกำจัดได้เพียง 342.3 ตัน/วันเท่านั้น จึงส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดการมูลฝอยติดเชื้อในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ปัญหาการสะสมตกค้าง ณ แหล่งกำเนิด กระบวนการเก็บขนที่มีอยู่ไม่เพียงพอ และไม่สามารถให้บริการได้ครอบคลุม   

นายแพทย์อรรถพล กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กรมอนามัยได้ประสานความร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เทศบาลนครนนทบุรี และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง บูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการที่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้สามารถจัดหาสถานที่กำจัดเพิ่มเติม จำนวน 11 แห่ง มีศักยภาพการกำจัด 1,189 ตันต่อวัน เมื่อรวมกับระบบกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเดิมทำให้ภาพรวมของประเทศมีศักยภาพของระบบกำจัดมูลฝอยติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 1,532 ตันต่อวัน เพียงพอและสามารถรองรับปริมาณมูลฝอยติดเชื้อที่เกิดขึ้นของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

อีกทั้ง การบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่กรมอนามัยจัดทำขึ้น เป็นการบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญตั้งแต่ กระบวนการคัดแยก เก็บขน และกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องให้ความร่วมมือในการจัดการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อในพื้นที่รับผิดชอบ

“ทั้งนี้ มูลฝอยที่เกิดขึ้นในชุมชนที่เกิดจากการแยกกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation ให้ทำการคัดแยกขยะ เพื่อเป็นการลดปริมาณมูลฝอยติดเชื้อที่ต้องกำจัด โดยคัดแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1) มูลฝอยที่ไม่ได้ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือ สารคัดหลั่ง เช่น เอกสารกำกับชุดตรวจ และกล่องบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขยะประเภทนี้ให้เก็บรวบรวมทิ้งถังขยะทั่วไปที่มีฝาปิดมิดชิด 2) มูลฝอยที่ปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย หรือสารคัดหลั่ง เช่น หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู ภาชนะใส่อาหารพร้อมบริโภค (แบบใช้ครั้งเดียว) และชุดตรวจ ATK (ตลับหรือแผ่นทดสอบ หลอดใส่น้ำยา ฝาหลอดหยด ไม้ Swap) เป็นต้น ถือเป็นมูลฝอยที่มีความเสี่ยงสูง ให้แยกจัดการเป็นมูลฝอยติดเชื้อ เพราะมีโอกาสแพร่กระจายเชื้อโรคได้

‘ยุน ซุกยอล’ คว้าชัยเลือกตั้ง ขึ้นแท่นว่าที่ผู้นำ ‘เกาหลีใต้’ คนใหม่

ยุน ซุกยอล (Yoon Suk-yeol) ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษนิยม คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ด้วยคะแนนเฉียดฉิวไม่ถึง 1% ขึ้นแท่นว่าที่ผู้นำประเทศคนใหม่ในปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่าเป็น “แผ่นดินไหวการเมือง” สำหรับเกาหลีใต้ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจนโยบายเศรษฐกิจและข่าวคราวอื้อฉาวต่างๆ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ชัยชนะของ ยุน นับเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่สำหรับพรรคพลังประชาชนเกาหลีใต้ (People Power Party) ซึ่งอยู่ในสภาพซวนเซมาโดยตลอด หลังจากที่อดีตประธานาธิบดี พัค กึน-ฮเย ถูกรัฐสภาขับพ้นตำแหน่งเมื่อปี 2017

ยุน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้ามาปราบการทุจริตรับสินบน ส่งเสริมความยุติธรรม และสนับสนุนการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างเปิดกว้าง ขณะเดียวกันก็ประกาศจะ “รีเซต” ความสัมพันธ์กับจีน และแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อเกาหลีเหนือ

ยุน ยังต้องเตรียมมาตรการรับมือวิกฤตที่ท้าทายหลายอย่าง ทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างคนต่างเพศและต่างช่วงวัย, ความไม่เท่าเทียมทางสังคม รวมไปถึงราคาที่พักอาศัยที่พุ่งสูงขึ้น

ศึกเลือกตั้งคราวนี้นับว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดและสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ยุคใหม่ โดย ยุน นั้นเฉือนเอาชนะ อี แจ-มยอง (Lee Jae-myung) จากพรรครัฐบาลเดโมเครติกปาร์ตีไปด้วยคะแนน 48.6% ต่อ 47.8% จากผลการนับคะแนนที่ผ่านไปแล้ว 99.8% เมื่อเวลา 5.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นวันนี้ (10 มี.ค.)

อี ได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และแสดงความยินดีกับคู่แข่งของเขาแล้ว

“ผมทำดีที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง” อี ระบุในงานแถลงข่าว พร้อมโทษว่าเป็นเพราะตนเอง “ยังมีข้อบกพร่องอยู่”

ความพ่ายแพ้ของ อี แจ-มยอง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่านโยบายต่างๆ ที่เป็น “มรดก” ของประธานาธิบดี มุน แจอิน จะได้รับการสานต่อหรือไม่ โดยเฉพาะการเจรจากับเกาหลีเหนือ ซึ่งแทบจะหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2019

ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่จะต้องเตรียมรับมือวิกฤตความสัมพันธ์กับเปียงยาง ซึ่งกระแสข่าวระบุว่ามีแผนจะส่งดาวเทียมสอดแนมขึ้นสู่อวกาศ และคาดว่าผู้นำโสมแดงอาจจะสั่งฟื้นการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ICBM) หรืออาวุธนิวเคลียร์ภายในปีนี้ หลังจากที่ระงับไปตั้งแต่ปี 2017

ยุน ประกาศจะสานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับสหรัฐฯ ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และการแข่งขันกับจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 1 ของเกาหลีใต้

ด้านทำเนียบขาวได้มีถ้อยแถลงแสดงความยินดีต่อ ยุน พร้อมระบุว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน รอคอยที่จะได้ร่วมงานกับเขาเพื่อสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

ดูยอน คิม ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันใหม่ (Center for a New American Security) ในกรุงโซล ชี้ว่า การก้าวสู่อำนาจของ ยุน “ทำให้คาดหวังได้ว่า ความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้จะราบรื่นและเข้าขากันมากยิ่งขึ้น ทั้งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ จีน ภูมิภาค รวมถึงกิจการระดับโลก”

สำหรับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้คราวนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ราว 77% จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 44 ล้านคน แม้สถานการณ์โควิด-19 ในเกาหลีใต้จะยังคงหนักหนาสาหัส โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่สูงถึง 342,446 รายเมื่อวันพุธ (9 ก.พ.) ก็ตาม

ยุน รับปากว่าจะทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อเยียวยาการเมืองที่แตกแยกและสร้างความเป็นปึกแผ่นในชาติ

“การแข่งขันได้จบลงแล้ว” ยุน กล่าว พร้อมทั้งฝากถ้อยคำขอบคุณไปยัง อี และผู้สมัครคู่แข่งรายอื่นๆ “เราทุกคนต้องจับมือกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อประชาชนและประเทศชาติของเรา”

ว่าที่ผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ยังบอกกับบรรดาผู้สนับสนุนว่า การสร้างความสามัคคีภายในชาติคือสิ่งที่รัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญเป็นที่หนึ่ง และประชาชนทุกคนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยไม่แบ่งแยกภูมิภาค ขั้วการเมือง หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม

ที่มา: รอยเตอร์
https://mgronline.com/around/detail/9650000023651


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top