Wednesday, 24 June 2026
Hard News Team

'สร้างอนาคตไทย' ดัน ‘อุตตม’ นั่งหัวหน้าพรรค พร้อมชู ‘สมคิด’ แคนดิเดต ชิงเก้าอี้นายกฯ

พรรคสร้างอนาคตไทย ประกาศจะเสนอ ‘สมคิด’ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมดัน ‘อุตตม’ นั่งแท่นหัวหน้าพรรค เดินนโยบายด้านเศรษฐกิจ

พรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 โดยมีวาระสำคัญ 5 เรื่องประกอบด้วย รายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี 2564 รายงานงบการเงิน การแก้ไขข้อบังคับพรรค การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และการเลือกตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

จากนั้น นายอุตตม สาวนายน ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ กล่าวถึงอุดมการณ์ ว่า เป้าหมายสูงสุดในการตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยเพื่อการแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะมีพรรคการเมืองที่เป็นทางเลือก ที่อาสาเสนอทางออก โดยรวบรวมผู้คนจากหลายภาคส่วนที่มีประสบการณ์ทำงานจากภาคเอกชนและภาครัฐมาประกอบกับคนรุ่นใหม่ เพราะหากบ้านเมืองดี คนที่อยู่ในการเมืองทุกวันนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้ เราทุกคนคงไม่เข้ามาทำการเมือง เพราะการตั้งพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าทุกคนต้องการสร้างการเมืองใหม่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และความรู้ ความสามารถบวกกับประสบการณ์ที่มีมาหล่อหลอมร่วมกัน ไม่ใฝ่หาอำนาจ เปิดกว้างให้ประชาชนแสดงความเห็น ทั้งที่สอดคล้องและเห็นต่าง เพื่อประโยชน์สูงสุดให้บ้านเมือง 

พรรคจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ประชาชนพึ่งได้ ถึงเวลาที่พวกเราจะผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากวิกฤติที่กำลังเผชิญ ให้กลับมาเป็นประเทศที่ทันสมัยได้อีกครั้ง พัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพทุกพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะในเมือง บนพื้นฐานของความเสมอภาค ในโอกาสและความยุติธรรมสู่อนาคตที่มั่นคงร่วมกัน

“จากปัญหาวิกฤติที่ชะงักงัน ที่เกิดจากการเข้ามาแล้วสืบทอดอำนาจทำให้เกิดวิกฤต ซึ่งเราจะยืนเคียงข้างประชาชนและปฏิเสธการเมืองเช่นนั้น เราจะทำงานการเมืองโดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสร้างระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง หยุดประชาธิปไตยเทียมที่ยึดผลประโยชน์บางกลุ่ม ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ” นายอุตตม กล่าว

ค้นบริษัทหัวหมอ ปลอมใบรับรองการทำงานมากกว่า 60 บริษัท เพื่อนำไปขอวีซ่าสถานทูต...พบลูกค้าใช้บริการเพียบ!!!

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม. มอบหมายให้ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง ผกก.1 บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าว ดังนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งจากสายลับ (ขอปิดนาม) แจ้งว่า มีบริษัทรับทำเอกสารปลอมเพื่อขอวีซ่า ซึ่งเปิดรับทำวีซ่าเพื่อใช้ในการเดินทางไปประเทศ มีการปลอมเอกสารใบรับรองการทำงานของบริษัทต่าง ๆ จำนวนมาก เพื่อใช้นำไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายค้นบริษัทดังกล่าว

ต่อมาศาลแขวงดอนเมือง อนุมัติหมายค้น ให้เข้าตรวจค้นบริษัทดังกล่าว ในวันที่ 1 เมษายน 2565 เจ้าหน้าที่ บก.สส.สตม. จึงทำการเข้าตรวจค้นบริษัทดังกล่าวตามหมายค้น พบว่ามีคนไทยทำงานอยู่ในบริษัท 7 คน จากการตรวจค้น พบตราประทับของบริษัทต่าง ๆ จำนวน 42 อัน, คอมพิวเตอร์ จำนวน 5 เครื่อง, เอกสารสำหรับการยื่นขอวีซ่าไปยังสถานทูตต่าง ๆ มากกว่า 100 คน        

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า บริษัทดังกล่าว ได้ประกาศหาลูกค้าที่ต้องการยื่นขอวีซ่าผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยคิดค่าธรรมเนียมในราคาที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จากนั้นเมื่อมีลูกค้ามาใช้บริการ ก็จะช่วยลูกค้าจัดเตรียมเอกสารบางรายการที่ลูกค้าไม่มี สำหรับขอวีซ่า

ซึ่งพบว่าเอกสารบางส่วนที่บริษัทฯ จัดเตรียมให้ลูกค้าเป็นเอกสารใบรับรองการทำงานปลอมของบริษัทต่างๆ มากกว่า 60 บริษัท โดยใช้ คอมพิวเตอร์และตราประทับ ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. ตรวจพบสำหรับทำเอกสารปลอมขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้านำไปยื่นขอวีซ่ากับสถานทูตต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.สตม. จึงได้ทำการตรวจยึดสิ่งของไว้เป็นของกลาง และประสานงานไปยังบริษัทต่าง ๆ เพื่อทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทฯ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ ยืนยัน!! ทำบุญครบรอบวันเกิดพรรคทุกปี มี 3 ศาสนา ‘อิสลาม -พราหมณ์ -พุทธ’ วอนหยุด!! แชร์ข้อมูลเท็จ เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมาย

(20 เม..65) ที่ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพมหานคร นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จในโลกโซเชียลต่อกรณีการกล่าวหาด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อพิธีทำบุญครบรอบ 76 ปีพรรคประชาธิปัตย์ ว่า...

ขอเรียนชี้แจงในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คือประเด็นที่มีการแชร์กันในโซเชียลมีเดียที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญครบรอบวันเกิดของพรรคในวันที่ 6 เมษายน ที่ผ่านมา โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จัดพิธีทำบุญเฉพาะศาสนาอิสลามและไม่มีพิธีทางศาสนาพุทธ ตนในฐานะหัวหน้าพรรค กราบเรียนชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพราะการทำพิธีทางศาสนาในวันเกิดครบรอบของพรรคที่ผ่านมา เราทำทั้ง 3 ศาสนา คือมีทั้งพิธีพุทธ พราหมณ์ และอิสลาม

ซึ่งได้ปฏิบัติต่อเนื่องเหมือนกันทุกๆ ปีเพราะฉะนั้นการที่มีการโพสต์ข้อความและมีการแชร์ในโซเชียลโดยการทำแบนเนอร์ ถือว่าทำให้เกิดความเข้าใจผิด และทำให้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความเสียหาย จึงขอเริ่มต้นด้วยการขอความกรุณาว่าไม่ควรจะมีการแชร์เพราะอาจจะเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายและเกิดความเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์

'สื่ออาวุโส' ติง!! 'ไฮโซลูกนัท' ข่มตำรวจด้วยสถานภาพ ยิ่งตอกย้ำอภิสิทธิ์และความไม่เท่าเทียมด้วยเงิน

เฟซบุ๊ก Pravit Rojanaphruk ของนายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโส เครือหนังสือพิมพ์ข่าวสด โพสต์ข้อความระบุว่า...

เรื่องนี้ผมติง #ลูกนัท Nat Thanakitamnuay แล้วเมื่อวานตรงๆ กับเจ้าตัว ว่าไม่ว่าจะทะเลาะกับผู้อื่นรวมถึงตำรวจอย่างไร ไม่ว่าใครผิดใครถูก (ผมเข้าใจว่าลูกนัทโกรธตำรวจมาก และรู้สึกถูกตำรวจหลอก) แต่เราก็ไม่ควรเอาสถานะทางการเงิน (เช่นรถเฟอร์รารี) มาขู่ตำรวจครับ ว่าถ้าเฉี่ยวรถแล้วจะมีปัญญาซ่อมไหม มิเช่นนั้นอาจมิต่างจาก #ปริญญ์ ที่สังคมกำลังห่วงว่าจะเอาเงินฟาดหัว "เหยื่อ" ให้เงียบไหม

นี่คือการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมเสมอภาคทางสังคม (แน่นอนครับว่าลูกนัทมิใช้ผู้ต้องหาข่มขืน)

ลูกนัทขู่ตำรวจทำนองว่าถ้าตำรวจขับชนรถเฟอร์รารีเขาที่ขวางเสียหาย จะมีปัญญาจ่ายค่าซ่อมไหม? ตร.ทำงานกี่ปีถึงจะซื้อรถแบบนี้ได้? ส่วนใหญ่ทำงานทั้งชีวิตก็ไม่มีปัญญา 

นายกฯเชิญชวนร่วมกิจกรรม “ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล รวมทั้งเรียนรู้สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แบะ รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ้คส่วนตัวว่า วานนี้ (19 เม.ย.65 ) ได้ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์งาน “ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ที่กำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 20-24 เม.ย.ศกนี้ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทยแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนพาลูกหลานมาเที่ยวชมวัง พิพิธภัณฑ์ เข้าวัดไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล รวมทั้งเรียนรู้สืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติผ่าน 20 แหล่งเรียนรู้รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งผมเชื่อว่าความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทย จะช่วยหลอมรวมจิตใจไทยให้เป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งก่อให้เกิดความรัก ความหวงแหนสมบัติของชาติที่บรรพบุรุษของเรา ได้ปกป้องรักษาไว้ให้เราในวันนี้ และลูกหลานในวันข้างหน้า 

กิจกรรมดีๆ เหล่านี้ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมวัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยผมได้มอบนโยบายในการแปลง "มรดกทางวัฒนธรรม" มาสร้าง "มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ" จากระดับท้องถิ่นสู่เวทีระดับโลก ทั้ง "5F" คือ (1) Food-อาหาร (2) Film-ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (3) Fashion-การออกแบบแฟชั่นไทย (4) Fighting-ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย (5) Festival-เทศกาลประเพณีไทย นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย "วัฒนธรรมกินได้" ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันในชุมชน แสวงหาจุดเด่น-จุดแข็ง-จุดขาย ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้าน สินค้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชน อาหารการกิน รวมทั้งการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค จัดเป็นตลาดนัด-ตลาดชุมชน ช่วงเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงเทศกาลต่างๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น ทุกอย่างเกิดจาก "ความร่ำรวยทางวัฒนธรรม" ของเรา ที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ที่รัฐบาลผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และประทับตราแบรนด์ “Thailand” ให้ตราตรึงในใจชาวโลก ทุกครั้งที่นึกถึง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากการส่งเสริมการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ แล้ว รัฐบาลก็ได้อนุรักษ์สิ่งเก่าที่เป็นมรดกของชาติ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การประสานขอรับมอบโบราณวัตถุ-ศิลปวัตถุของไทย ที่อยู่ในต่างประเทศ โดยช่วงปี พ.ศ.2557 ถึงปัจจุบัน ได้รับคืน 10  ครั้ง รวม 759 รายการ จากทั้งหมด 1,090 รายการ รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ "ยูเนสโก" (องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) เพื่อพิทักษ์และอนุรักษ์ไว้ซึ่ง "มรดกของชาติ" ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน โดยการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกในหลากหลายสาขา ได้แก่

1. "แหล่งมรดกโลก" เช่น ผืนป่าแก่งกระจาน (ขึ้นทะเบียนฯ พ.ศ.2564) และยังมีอีก 4 แห่งที่ได้ขึ้นบัญชีเบื้องต้น และอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา คือ (1) อนุสรณ์สถาน-ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา (2) พระธาตุพนม (3) กลุ่มศาสนสถานปราสาทพนมรุ้ง-ปราสาทเมืองต่ำ-ปราสาทปลายบัด และ (4) เมืองโบราณศรีเทพ 

2. "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" เช่น โขน (พ.ศ.2561) นวดไทย (พ.ศ.2562) และโนรา (พ.ศ.2564) และอยู่ในระหว่างการเสนอให้ "เทศกาลสงกรานต์" ขึ้นทะเบียนเช่นกัน

นายกฯ ยินดีศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ยกเลิกคำเตือนห้ามประชาชนเดินทางเข้าไทย และอีก 89 ประเทศ  เป็นสัญญาณหนุนภาคการท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลที่จะมีการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม   

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 65 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีความยินดีที่ได้รับทราบกรณีที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention : CDC) สหรัฐอเมริกา  ได้ยกเลิกคำเตือนห้ามประชาชนเดินทางมายังประเทศไทยและอีก 89 ประเทศ โดยเป็นการปรับลดคำเตือนจากกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับสูงสุด ระดับ4 มาอยู่ในระดับ3 ซึ่งเป็นระดับที่มีคำแนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ก่อนเดินทางเท่านั้น  

นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการ ยกเลิกคำเตือนห้ามเดินทางของสหรัฐฯ ดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกและสนับสนุนต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ ยังมีคำเตือนประชาชนห้ามเดินทางมายังประเทศไทย แต่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ยังติด 1 ใน 5 ประเทศที่เดินทางเข้ามาในไทยมากที่สุด รองจากสิงคโปร์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และ ฟิลิปปินส์ 

‘รัชดา’ ปชป. เชิญภาคประชาสังคม ร่วมทำงานสร้างเกณฑ์ป้องกันพวกใช้ตำแหน่งแสวงประโยชน์ทางเพศ 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวในการแถลงการขอโทษต่อเหตุการณ์นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมีตนเป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มเติมจากข้อบังคับพรรคที่มีอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์การใช้ตำแหน่งไปแสวงประโยชน์ รวมถึงพิจารณาแนวทางการให้การช่วยเหลือผู้เสียหายจากกรณีอดีตรองหัวหน้าพรรคด้วย

ขณะนี้มีรายชื่อคณะกรรมการครบ 9 ท่านแล้ว ประกอบด้วยบุคคลทั้งภายในและภายนอกพรรค ดังนี้

บุคคลในพรรค 
1.ดร.รัชดา ธนาดิเรก
2.นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท
3.นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์
4.พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ
5.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ 

บุคคลภายนอก
1.นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย
-สมาชิกคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ 
-ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน (กรรมการสิทธิคนพิการสหประชาชาติ)
-นายกสมาคม ส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ

2.นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง 
ผู้อำนวยการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม

3.นางเรืองรวี พิชัยกุล
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา

4.นางสาวธนวดี ท่าจีน 
ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ต้องการให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ มีมุมมองที่ครอบคลุม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อสรุปของคณะกรรมการฯ นอกจากจะนำไปสู่การแก้ไขข้อบกพร่องภายในพรรคแล้ว ก็อาจเป็นประโยชน์กับองค์กรอื่นได้ เพราะพฤติกรรมการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ มีโอกาสเกิดขึ้นในองค์กรอื่นเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคในวันนี้ และความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา น่าจะเป็นบทเรียนที่สังคมเรียนรู้ไปด้วยกัน และร่วมกันขจัดมันออกไป

'จุรินทร์' ประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ลุยเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลดอุปสรรค-ร่วมมือแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ประเทศ 

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตั้งแต่เวลา 9.30-11.30 น.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 4 กับนายเหวียน ห่ง เซียน (H.E. Mr. Nguyen Hong Dien) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ของประเทศเวียดนาม ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

ที่ประชุมจะหารือความร่วมมือในประเด็นการค้าการลงทุนที่สําคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า ระหว่างไทย-เวียดนาม และภายในงานยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในระบบออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการประชุม JTC ระดับรัฐมนตรีครั้งแรก นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีการจํากัดการเดินทางระหว่างประเทศ

"โดยกำหนดการในวันนี้จะประกอบด้วยพิธีการเปิดการประชุม โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวต้อนรับและเปิดการประชุม จากนั้นรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวและต่อด้วยวาระมีการรายงานสรุปผลการหารือระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสหรือระดับอธิบดี โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายไทย เป็นอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวรายงาน จากนั้นจะมีการพิจารณาให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะการหารือประเด็นการค้าการลงทุนที่สำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม และจะมีการรับรองผลการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 4 กำหนดเวลาและสถานที่จัดการประชุม JTC ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 5 ต่อไปและปิดการประชุมซึ่งท่านรองนายกจะได้สรุปและแจ้งข่าวให้ทราบต่อไป" 

ราเมศ แจ้ง ประชุมใหญ่ ปชป 23 เม.ย.นี้

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2565 ใน วันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2565 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กรุงเทพฯ โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ดังนี้ ระเบียบวาระรับรองรายงานการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาธิปัตย์ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 1 พ.ศ.2564 การดำเนินการตามพรป.พรรคการเมือง มาตรา 43 และมาตรา 61 รายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปีที่ผ่านมา รับรองงบการเงิน ประจำปี 2564 พิจารณาแผนยุทธศาสตร์ของพรรค แผนหรือโครงการที่จะดำเนินการกิจกรรมสำหรับปีต่อไปโดยเฉพาะการหารายได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทางการเมืองและการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง

‘ปารีณา’ ร้อง ก.วัฒนธรรม เอาผิด ‘มิสแกรนด์’ ปมจัดประกวดชุดว่ายน้ำวาบหวิว กระทบภาพลักษณ์เมืองไทย

‘ปารีณา’ ร้องกระทรวงวัฒนธรรม แจ้งความเอาผิดคนจัดงานประกวด ‘มิสแกรนด์’ ใส่ชุดว่ายน้ำวาบหวิว กระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เยาวชน

วันนี้ (20 เม.ย.) น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เวลา 22.16 น. โดยระบุข้อความว่า

แฮชแท็ก #เวทีมิสแกรนด์ #ร้องกระทรวงวัฒนธรรม #กระทรวงฯต้องไม่เพิกเฉย เพื่อสังคมที่ดี เพื่อลูกหลานปลอดภัย

วันนี้มาร้องเรียนการจัดการประกวดมิสแกรนด์ ได้อาจมีการจัดเตรียมชุดว่ายน้ำ หรืออนุญาตให้ผู้เข้าประกวดได้ใส่ชุดว่ายน้ำ ที่วาบหวิว ที่มีเนื้อผ้าบาง และเว้ามาก จนอาจสามารถเห็นอวัยวะที่สำคัญของผู้หญิง

การจัดการประกวดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย ไม่คำนึงถึงหน้าตาของประเทศ ผิดมาตรฐาน จริยธรรม และศีลธรรมของประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่ดูแล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top