Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนรัสเซีย จุดเริ่มต้นสถาปนาความพันธ์สู่มิตรแท้ที่ยาวนาน

ย้อนอดีต 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย นับเป็นปฐมบทความสัมพันธ์ไทย – รัสเซีย มายาวนานครบ 128 ปี

ไทยและรัสเซียได้ยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (3-11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440/ค.ศ.1897) เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยความสัมพันธ์ระหว่างพระราชวงศ์มีความใกล้ชิด 

การเสด็จฯ ในครั้งนั้น นับเป็นการเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งต่อมาได้ถือวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาความสัมพันธ์ไทยและรัสเซีย 

โดยก่อนหน้านั้น พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยศที่ "มกุฎราชกุมาร" แห่งรัสเซีย ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระสหายสนิทในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ระหว่างวันที่ 20 - 24 มีนาคม พุทธศักราช 2434 รวมเวลาทั้งสิ้น 5 วันโดยได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกีรยติเช่นกัน 

ว่ากันว่า ด้วยพระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นของพระราชวงศ์ทั้งสองนี้ ก็ได้คานอำนาจของประเทศมหาอำนาจในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ทำให้สยามดำรงเอกราชเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม ไทยกับรัสเซียไม่มีการติดต่อกันทางการทูตนับแต่ปี 2460 (ค.ศ.1917) เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซียจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบสังคมนิยม ทั้งนี้ ได้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยครั้งใหม่ ในปี พ.ศ.2491 (ค.ศ.1948) โดยได้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตชุดแรกระหว่างกันในระดับอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม ต่อมา เมื่อสหภาพโซเวียตได้สลายตัวลงในปี 2534 (ค.ศ.1991) สหพันธรัฐรัสเซียได้เป็นผู้สืบสิทธิ์ของสหภาพโซเวียตทั้งหมด จึงถือได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียดำเนินต่อมาโดยไม่หยุดชะงัก

‘ฮุนเซน’ ไม่ปล่อยโอกาสพูดกรอกหูนายกฯ สิงคโปร์ อ้างทหารไทยยิงทหารเขมรตาย แล้วปิดด่าน -คุกคามสารพัด

‘ฮุนเซน’ ตอนรับนายกฯ สิงคโปร์ที่ไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ไม่วายพูดถึงปัญหาชายแดน อ้างไทยยิงทหารกัมพูชาตายแล้วปิดด่านแถมข่มขู่คุกคามหลายเรื่อง อ้างเขมรไม่อยากทำสงครามกับเพื่อนบ้าน อยากแก้ปัญหาโดยสันติ

(2 ก.ค. 68) นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ให้การต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ณ ทำเนียบวุฒิสภา ในโอกาสที่คณะเดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นายเจีย ธีริธ โฆษกวุฒิสภากัมพูชา กล่าวภายหลังการพบปะของผู้นำทั้งสองว่า ในโอกาสดังกล่าวนี้นายฮุนเซนแสดงความยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และคณะ ถือว่าการเยือนกัมพูชาครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและสิงคโปร์ให้ดียิ่งขึ้นและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

นายฮุนเซนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและสิงคโปร์มีความเจริญรุ่งเรืองมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เมื่อ 60 ปีก่อน โดยเริ่มมีความสัมพันธ์กับนายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ และจนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้แสดงความขอบคุณนายฮุนเซนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และยังแสดงความยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

นายฮุนเซนยังได้กล่าวถึงการขยายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการค้า เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ นายฮุนเซนต้องการให้มีเที่ยวบินจากสิงคโปร์ไปยังกัมพูชาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกัมพูชาเปิดตัวสนามบินเตโช สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้

นายฮุนเซนยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เริ่มจากทหารไทยยิงทหารกัมพูชาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พ.ค. และไทยปิดชายแดนฝ่ายเดียวและข่มขู่คุกคามอื่น ๆ

นายฮุนเซนกล่าวอีกว่ากัมพูชา ทั้งนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และนายฮุนเซนเองไม่ต้องการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชาต้องการแก้ไขปัญหานี้โดยสันติและยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากไทยยังคงละเมิดและรุกรานกัมพูชาต่อไป เราต้องใช้สิทธิของเราในการปกป้องตนเอง

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวขอบคุณนายฮุนเซนที่ได้อธิบายปัญหาชายแดนและการตัดสินใจของกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติและยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

สะพานโค้ง 90 องศาอินเดีย กลายเป็นเรื่องขำไม่ออก รัฐสั่งฟันวิศวกร 7 คน แบล็กลิสต์ 2 บริษัทผู้รับเหมา

(2 ก.ค. 68) สะพานแห่งใหม่ในเมืองโภปาล ประเทศอินเดีย กำลังเป็นที่วิจารณ์อย่างหนัก หลังออกแบบให้มีทางโค้งเกือบ 90 องศา เสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้รถ โดยสื่อจากนิวเดลีเผยงบก่อสร้างกว่า 200 ล้านรูปี (ราว 95 ล้านบาท) แต่ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้เพราะปัญหาด้านความปลอดภัย

ภาพจากมุมสูงเปิดเผยให้เห็นว่า ผู้ขับขี่ที่ขับรถยนต์ขึ้นมาบนสะพานต้องเบรกกะทันหันเพื่อเลี้ยวเข้าโค้งที่แคบอย่างอันตราย ซึ่งวิศวกรผู้ออกแบบอ้างว่าพื้นที่จำกัดใกล้สถานีรถไฟฟ้าทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น แต่กลายเป็นยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นในสังคมออนไลน์

ล่าสุด รัฐบาลอินเดียสั่งพักงานวิศวกร 7 ราย และขึ้นบัญชีดำบริษัทรับเหมา 2 แห่ง พร้อมเปิดเผยผลสอบสวนว่าโครงการนี้ “มีความประมาทร้ายแรงทั้งในขั้นวางแผนและก่อสร้าง” แม้เสนอจำกัดการใช้เฉพาะรถยนต์และลดความเร็ว ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลของประชาชนได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาด้านการก่อสร้างในอินเดียที่ยังแก้ไม่ตก ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดกรณีสะพานในเมืองบอมเบย์ที่สร้างแล้วแต่ปลายทั้งสองฝั่งกลับไม่เชื่อมต่อกัน ส่วนที่แคว้นพิหาร มีสะพานอีกแห่งที่จากเดิมที่มีกำหนดว่าจะสร้างเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ แต่โครงการกลับไม่แล้วเสร็จตามแผน จึงมีการขอเลื่อนกำหนดสร้างเสร็จออกไปหลายครั้ง รวมทั้งหมดถึง 8 ครั้ง แม้จะเลื่อนมาแล้วหลายรอบ สุดท้ายสะพานก็ยังพังถล่มลงมาอยู่ดีในปี 2023

'40 ศิลปินไทย' ผนึกกำลังหลอมรวมใจ ร่วมถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้'

(2 ก.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก 'กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters' ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ศิลปินไทยกว่า 40 ชีวิต ทุกรุ่น ทุกแนวเพลง พร้อมใจกันถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้' ในโครงการ '๑ ในล้านความดี' เรียบเรียงดนตรีใหม่โดย หนึ่ง จักรวาล เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้าและคนไทยทุกคน มาร่วมรับชมและรับฟังบทเพลงแห่งพลังใจนี้พร้อมกัน วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ทางทุกช่องทางออนไลน์ พลังเล็กๆ ของเราทุกคน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้! รับชมได้จาก https://youtu.be/b7arRoRNFbk

#เราสู้ #หนึ่งในล้านความดี #คนไทยไม่ทิ้งกัน

‘สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ’ เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น ‘สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ’ หนุนความเท่าเทียมทุกเพศ

(2 ก.ค. 68) สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ” อย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและบทบาทของคู่สมรสในกองทัพอากาศยุคปัจจุบัน รวมถึงสะท้อนความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับในความหลากหลาย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของคุณมนทิรา พัฒนกุล นายกสมาคมฯ คนปัจจุบัน ที่ต้องการให้ชื่อสมาคมครอบคลุมคู่สมรสทุกเพศทุกสถานะ โดยเฉพาะในกรณีที่นายทหารหญิงมีคู่สมรสเป็นบุรุษ ซึ่งมีสิทธิเป็นสมาชิกและร่วมกิจกรรมของสมาคมได้อย่างเท่าเทียม

ชื่อใหม่ในภาษาอังกฤษคือ “Air Force Spouses Association (AFSA)” โดยยังคงภารกิจหลักเดิมในการดูแลสวัสดิการครอบครัวกำลังพล จัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีของกองทัพอากาศควบคู่กันไป

แม้เปลี่ยนชื่อ แต่สมาคมฯ ยืนยันว่าจะสานต่อเจตนารมณ์เดิมอย่างเข้มแข็ง พร้อมปรับบทบาทให้สอดคล้องกับยุคสมัย เพื่อดูแลครอบครัวทหารอากาศในทุกมิติต่อไปอย่างยั่งยืน

‘สนามบินปักกิ่งต้าซิง’ สุดคึกคักรับฤดูร้อน คาดผู้โดยสารพุ่งทะลุ 9.5 ล้านคนใน 2 เดือน

(2 ก.ค. 68) ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ต้าซิง ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดในกรุงปักกิ่ง คาดว่าช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้ จะมีผู้โดยสารหมุนเวียนมากกว่า 9.52 ล้านคน รองรับเที่ยวบินรวมราว 60,400 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนทั้งจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร

คาดว่าการเดินทางจะคึกคักที่สุดในวันที่ 5 สิงหาคม โดยมีเที่ยวบินสูงสุดถึง 1,031 เที่ยว และผู้โดยสารหมุนเวียนถึง 170,500 คน สะท้อนถึงความต้องการเดินทางในช่วงวันหยุดที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับการเดินทางภายในประเทศจีนยังคงได้รับความนิยม โดยเฉพาะปลายทางที่มีอากาศเย็นสบายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ ขณะที่เส้นทางต่างประเทศที่ได้รับความสนใจคือจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออก รวมถึงยุโรป เช่น ลอนดอน มอสโก และอัมสเตอร์ดัม

นโยบายผ่อนคลายด้านวีซ่าของจีนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเดินทางระหว่างประเทศ โดยช่วงฤดูร้อนนี้คาดว่าจะมีเที่ยวบินระหว่างประเทศเฉลี่ยเกือบ 100 เที่ยวต่อวัน และผู้โดยสารข้ามพรมแดนเฉลี่ย 17,000 คนต่อวัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ท่าอากาศยานฯ ต้าซิงได้ให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศไปแล้วมากกว่า 2.7 ล้านคน ตอกย้ำบทบาทสำคัญของสนามบินแห่งนี้ในฐานะประตูเชื่อมต่อจีนกับนานาประเทศ

‘เต้น ณัฐวุฒิ’ ออกโรงค้านคำวินิจฉัยศาลรธน. ซัดแรงอำนาจตุลาการทำลายประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ (1 ก.ค. 68) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  การปลดนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง การยุบพรรคการเมืองไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศนี้ ที่มาและขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ความจริงย่อมอธิบายได้

รัฐธรรมนูญนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระกำหนดมาตรฐานจริยธรรมขึ้น แม้ต้องฟังความเห็นทั้งสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี แต่ดาบอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ปลดนายกรัฐมนตรีมาแล้วหนึ่งคน และตัดสิทธิ์นักการเมืองบางคนด้วย จะเรียกว่านิติสงคราม หรือ ตุลาการภิวัฒน์ก็ตาม ความหมายโดยนัยของสองคำนี้คือ เส้นแบ่งระหว่างการเป็นกรรมการกับการเป็นอาวุธทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของอำนาจตุลาการ บางลงจนแทบไม่เห็นช่องว่าง ที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของประชาชนเลยครับ

เครื่องบิน MC-21 ของรัสเซีย จ่อเทคออฟ ส.ค. นี้ เผยบินด้วยเทคโนโลยีใหม่ ทุกชิ้นส่วนผลิตเองไม่ง้อนำเข้า

(2 ก.ค. 68) รัสเซียเตรียมเดินหน้าทดสอบการบินของเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ MC-21 ที่ใช้ชิ้นส่วนและระบบทั้งหมดที่ผลิตภายในประเทศ โดยจะมีกำหนดบินครั้งแรกในเดือนสิงหาคมนี้ ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารัสเซีย แอนตอน อลิคานอฟ (Anton Andreyevich Alikhanov)

MC-21 เป็นเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ของรัสเซีย ที่ออกแบบมาให้บินในระยะทางกลางๆ เช่น เส้นทางภายในประเทศหรือระหว่างประเทศใกล้เคียง พัฒนาโดยบริษัท United Aircraft Corporation (UAC) โดยใช้เครื่องยนต์ PD-14 ที่ผลิตในประเทศทั้งหมด ขณะนี้เครื่องบินลำนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการประกอบขั้นสุดท้าย และเริ่มทดสอบการบินที่เมืองชูคอฟสกี ใกล้กรุงมอสโกแล้ว

สำหรับโครงการ MC-21 มุ่งตอบสนองตลาดเดินทางทางอากาศที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและการพึ่งพาชิ้นส่วนนำเข้าที่น้อยลง โดยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การทดแทนการนำเข้าของรัสเซียภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร

บริษัท Rostec ระบุว่าการส่งมอบเครื่องบินรุ่นนี้ให้สายการบินจะเริ่มภายในปี 2026 ขณะนี้มีเครื่องบินกว่า 20 ลำอยู่ในขั้นตอนการผลิต โดยกลุ่มแอโรฟลอต (Aeroflot) สายการบินประจำชาติและสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรัสเซีย มีแผนจัดซื้อ MC-21 จำนวน 108 ลำภายในปี 2030 และขยายฝูงบินรวมเป็น 200 ลำภายในปี 2033

สล.พมพ.ทรภ.1 จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือในพื้นที่ชายแดน

ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2568 สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 (สล.พมพ.ทรภ.1) ได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ณ โรงเรียนในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยมี นาวาเอก กฤษดา จิระไตรพร รองเสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้แทนจาก ทัพเรือภาคที่ 1, กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยประสานงานพื้นที่ชายแดนตราด สมาคมชาวประมงจังหวัดตราด และกลุ่มอาสาสมัคร “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” 

นำโดย นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันในมิติต่าง ๆ อาทิ การรักษาความมั่นคงชายแดน การช่วยเหลือประชาชน และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการลงพื้นที่ มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ของที่ระลึก ยาและเวชภัณฑ์ ให้กับโรงเรียนในพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองม่วง ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โรงเรียนวัดห้วงโสม ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โรงเรียนบ้านหาดเล็ก ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทัพเรือภาคที่ 1 ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในด้านความมั่นคงและพัฒนาสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

กฟผ. กับภารกิจรักษาความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน ด้วยหัวใจของทีมผู้เชี่ยวชาญและนักประดาน้ำ

(2 ก.ค.68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งต่อพลังงานสู่บ้านเรือนและภาคเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่เบื้องหลังพลังงานเหล่านี้ ยังเต็มไปด้วยภารกิจที่ท้าทาย และทีมงานที่ทุ่มเทดูแล 'เขื่อน' ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด

เพราะเขื่อนไม่ใช่แค่ที่เก็บน้ำ...

เขื่อนไม่ใช่เพียงแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในด้านชลประทาน การเกษตร อุปโภคบริโภค หรือการรักษาระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง น้ำที่ระบายจากเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้คนไทยใช้ทุกวัน

ดังนั้น ความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยของเขื่อน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญของ กฟผ. ซึ่งแบ่งหน้าที่ตรวจสอบออกเป็นหลายด้าน ทั้งบนบก ใต้ดิน และใต้น้ำ

ตรวจสอบแม่นยำด้วยเทคโนโลยี

การตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนแต่ละแห่ง ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มตรวจด้วยสายตา โดยการเดินสำรวจแนวหินถมบนสันเขื่อน ซึ่งสูงกว่า 140 เมตร เพื่อดูการทรุดตัวของแนวหินและสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจสอบทางเทคนิคด้วยระบบฐานข้อมูล DS-RMS (Dam Safety – Remote Monitoring System) ระบบนี้สามารถวัดพฤติกรรมเขื่อนได้แบบเรียลไทม์ โดยจะเก็บข้อมูลจากเครื่องมือต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ทั้งในตัวเขื่อนและบริเวณโดยรอบ แล้วแสดงผลออกมาเป็นกราฟ โดยสามารถตรวจสอบครอบคลุมทั้งสภาวะปกติ สภาวะแผ่นดินไหว และสภาวะน้ำหลาก โดยแบ่งสถานะความปลอดภัยเป็น 3 ระดับ คือ

• ปกติ
• แจ้งเตือน
• เฝ้าระวัง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรเข้าดำเนินการหรือไม่

ภารกิจใต้ดินในอุโมงค์ความมั่นคง

นอกจากภายนอกเขื่อนแล้ว ภายในก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยเฉพาะ 'อุโมงค์ตรวจสอบเขื่อน' ซึ่งเป็นพื้นที่อับอากาศ มีความชื้นสูง และบางจุดมีความแคบมาก เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ มีความกว้างของรากฐานกว่า 586 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องลงบันไดชันที่สูงเทียบเท่าตึก 15 ชั้น และต่อด้วยบันไดเวียนอีกกว่า 250 ขั้น

ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่ใช้ความแข็งแรงทางร่างกาย แต่ยังต้องมีความละเอียดและชำนาญสูง เพื่อสำรวจสภาพคอนกรีตและโครงสร้างภายในอย่างละเอียดที่สุด

เบื้องหลังใต้น้ำ : ทีม 'นักประดาน้ำ กฟผ.'

ภารกิจสำคัญอีกด้านที่ไม่อาจมองข้าม ก็คือ 'งานใต้น้ำ' ซึ่งต้องพึ่งพาทีมนักประดาน้ำ กฟผ. โดยตรง ซึ่งนักประดาน้ำ กฟผ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานเฉพาะทางขององค์กร ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 และในปัจจุบันมีเพียง 48 คนทั่วประเทศ หน้าที่ของพวกเขาคือการ ดำดิ่งลงไปลึกกว่า 50–60 เมตร เพื่อบำรุงรักษาอุปกรณ์ใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังความร้อน

ภารกิจที่ต้องทำในความมืดมิด เช่น

• เชื่อมและตัดต่ออุปกรณ์ใต้น้ำ
• ขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
• ตรวจสอบหอหล่อเย็นในพื้นที่แคบ
• ดูแลอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นมาซ่อมบนบกได้
ประสาทสัมผัสจากมือ ความชำนาญเฉพาะด้าน และการตัดสินใจภายใต้แรงดันน้ำมหาศาล จึงเป็นสิ่งที่ทีมนี้ต้องฝึกฝนอย่างเข้มข้น

ความเสี่ยงที่ต้องซ้อมซ้ำทุกปี

เพื่อให้มั่นใจว่า 'นักประดาน้ำ กฟผ.' พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกสถานการณ์ จึงได้จัดฝึกอบรมและทดสอบสมรรถภาพนักประดาน้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้งในด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่านักประดาน้ำมีความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ และความรู้ด้านงานช่างตลอดเวลา

เมื่อมนุษย์ไม่อาจเข้าถึง... กฟผ. จึงใช้ ‘ยานใต้น้ำ’

ในบางจุดที่ลึกเกินไปหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าถึง กฟผ. ยังมีการใช้ 'ยานสำรวจใต้น้ำ' (ROV – Remotely Operated Vehicle) ซึ่งสามารถบันทึกภาพแบบวิดีโอเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบำรุงรักษาต่อไปได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของเขื่อน คือ ความมั่นคงของชาติ

ทุกฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ผู้ตรวจสอบ นักประดาน้ำ หรือผู้วิเคราะห์ข้อมูล ล้วนมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน และส่งต่อความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top