Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

ขีปนาวุธอิหร่านถล่มศูนย์วิทย์ฯ อิสราเอลยับ แฉเบื้องลึก!! เป็นสถาบันวิจัยหนุนไซออนิสต์ตั้งแต่ปี 1948

(3 ก.ค. 68) สื่ออิหร่านรายงานว่า ขีปนาวุธของอิหร่านที่ยิงเข้าใส่อิสราเอลเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้พุ่งเป้าตรงไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ (Weizmann Institute of Science) ในเมืองเรโฮโวท ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยสำคัญที่เชื่อมโยงกับกองทัพอิสราเอล และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงทั่วทั้งพื้นที่

สถานีโทรทัศน์ช่อง 13 ของอิสราเอลรายงานว่า อลอน เชน (Alon Chen) ประธานสถาบันฯ ยืนยันว่า ขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งขัดแย้งกับคำแถลงก่อนหน้าของรัฐบาลอิสราเอลที่อ้างว่าได้รับความเสียหายเล็กน้อย โดยคาดว่าความเสียหายทั้งหมดมีมูลค่าระหว่าง 300-570 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความเสียหายนี้รวมถึง ห้องแล็บเคมีที่เพิ่งสร้างเสร็จถูกทำลายก่อนเปิดใช้งาน, เพลิงไหม้ในอาคารวิทยาศาสตร์ชีวภาพ, ข้อมูลวิจัยสำคัญสูญหาย และแล็บหัวใจถูกทำลายทั้งหมดหลังดำเนินงานมานานกว่า 22 ปี นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อโครงการวิจัยกว่า 45 กลุ่ม และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ร่วมอีกจำนวนมาก

แม้สถาบันฯ จะมีภาพลักษณ์เป็นองค์กรวิจัยพลเรือน แต่มีรายงานว่า Weizmann Institute มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอาวุธ เช่น บริษัทเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศระดับนานาชาติ (Elbit Systems) รวมถึงมีบทบาทในงานพัฒนา AI, โดรน และระบบสอดแนมทางทหาร โดยมีประวัติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธไซออนิสต์ตั้งแต่สงครามในปี 1948

โพสต์ต่างชาติแฉ ‘จอร์จ โซรอส’ วัย 94 รับเงิน 260 ล้านดอลลาร์ จาก USAID

(3 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า.. คุณโดมส่งต่อ! โพสต์ร้อนจากต่างประเทศกล่าวหา George Soros รับเงิน 260 ล้านดอลลาร์จาก USAID

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยชื่อ "Dome Wuttipol Khirin" ได้เผยแพร่ภาพโพสต์จากบัญชีต่างประเทศที่กำลังเป็นประเด็นร้อน โดยเป็นโพสต์จากบัญชี “Mila Joy” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) ที่กล่าวอ้างว่า George Soros มหาเศรษฐีผู้มีบทบาททางการเมืองและสิทธิมนุษยชนระดับโลก ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงาน USAID ของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นจำนวนกว่า 260 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท

ในโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า “เขาไม่ได้ใช้เงินของตัวเองในการทำลายระบบยุติธรรมของอเมริกา เขาใช้ของเรา”

พร้อมภาพถ่ายของ Soros และคำบรรยายที่อ้างว่า “ก่อนที่โครงการจะถูกปิด USAID ได้โอนเงินทุนไปยัง...”

แม้ยังไม่มีการยืนยันจากทางการสหรัฐฯ หรือ USAID เกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานที่ให้ความสนใจเรื่องบทบาทของทุนต่างประเทศต่อการเมืองโลก

เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารเพิ่ม 30,000 นาย ร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในแนวหน้าสมรภูมิยูเครน

(3 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของยูเครนเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารระลอกใหม่จำนวน 25,000–30,000 นายไปยังแนวหน้าสมรภูมิยูเครน เพื่อสนับสนุนกองทัพรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้มีการส่งทหารแล้ว 11,000 นายเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งประสบความสูญเสียอย่างหนักถึง 4,000 นาย

การประเมินของยูเครนระบุว่าทหารเกาหลีเหนือชุดใหม่นี้อาจเริ่มเดินทางภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และมีแนวโน้มถูกส่งเข้าสู่เขตยึดครองของรัสเซียในยูเครน เพื่อสนับสนุนการรุกขนาดใหญ่ โดยรัสเซียจะจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้ครบถ้วน

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกทหารรัสเซียในท่าเรือดุนาย และเครื่องบินขนส่งสินค้าที่สนามบินซุนอัน (Sunan) ของเกาหลีเหนือ บ่งชี้ถึงการเตรียมเคลื่อนย้ายทหารครั้งใหญ่เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจเป็นการเดินทัพระยะยาวผ่านไซบีเรียซึ่งติดชายแดนเกาหลีเหนือ

ยูเครนและหน่วยข่าวกรองตะวันตกต่างจับตาการฝึกและประจำการของทหารเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด โดยพบว่าทหารเหล่านี้เริ่มได้รับการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพรัสเซียมากขึ้น ทั้งในด้านยุทธวิธี ภาษาทหาร และการใช้ปืนลูกซองเพื่อต้านโดรนยูเครน

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัสเซียเตรียมรับช่างทหารและผู้เก็บกู้กับระเบิดจากเกาหลีเหนืออีก 6,000 นาย เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในแคว้นคูร์สก์ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนเตือนว่า การพึ่งพาทหารต่างชาติสะท้อนปัญหาการเกณฑ์ทหารภายในรัสเซียที่ย่ำแย่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเกาหลีเหนือเอง

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk'

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talks'
 
โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk' พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน
 
รายการ: 'เหลาครอบครัว Family Talks' มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
 
เนื้อหารายการประกอบด้วย
ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า: เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ: เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์:
ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ):
เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว

สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า
เหลาครอบครัว Family Talk

‘ปชน.’ เล่นบทหยิกแกมหยอกทั้งที่ ‘รัฐบาล’ หมดสภาพ สะท้อน ‘ดีลปฏิญญาฮ่องกง’ ระหว่าง ‘ส้ม -แดง’ มีอยู่จริง

(3 ก.ค. 68) แปลกไหมที่ตอนนี้ จังหวะแบบนี้ของ ‘รัฐบาล’ ที่เรียกว่าหมดสภาพ จนใครที่เป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายต้านสามารถขย้ำ 2 พ่อลูกตระกูลชินได้อย่างราบคาบที่สุดนั้น กลับดูสุญญากาศ จนถึงแอบรู้สึกได้ว่า ‘ประเทศไทยตอนนี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยอย่างงั้นหรือ?’ และ ‘ทักษิณ’ แอนด์ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ก็มีเพียงได้รับเสียงฉันทามติที่มิเห็นชอบในพฤติกรรมที่ผ่านมาเท่านั้นโดยประชาชน หากแต่มิมี ‘ภาคการเมือง’ คอยสำทับเป็นแรงหนุนให้คนไทย

ด้วยสถานภาพที่สั่นคลอนอย่างรุนแรงที่เป็นวิบากกรมของ 2 พ่อลูกหนนี้ จุดม็อบและภาคประชาชนจนติด แต่มิอาจจุดไฟในตัวเหล่าตัวพ่อตัวแม่ของด้อมส้ม ไม่ว่าจะเป็น เอก-ธนาธร / เท้ง-ณัฐพงษ์ / พิธา / ปิยบุตร / ช่อ / วิโรจน์ / ต้อม-ชัยธวัช และ ติ๋ง-ศรายุทธิ์ เลขาพรรคฯ ได้เลย ไม่มีใครออกตัวแรงๆ ด่า ‘ทักษิณ’ และ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เลยแม้แต่น้อย มีแต่ปล่อยให้ ‘ปวิน’ ออกมาเหวี่ยงจัดพร้อมซัดพวก ‘ส้มอมสาก’ ที่ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ‘ปฏิญญาฮ่องกง’ กำลังซ่องสุมไพร่พล ‘ส้มสีเลือด’ มาแต่อ้อนแต่ออด 

ทั้งนี้ หากย้อนไปในช่วงการเลือกตั้งปี 2562 ในเวลานั้น มีพรรคที่อ้างตนว่าเป็น ‘พรรคของคนรุ่นใหม่’ ที่ชื่อว่า ‘พรรคอนาคตใหม่’ ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ นายปิยบุตร แสงกนกกุล โผล่ขึ้นมาสวมบท ‘ล้างบางการเมืองเก่า อำนาจเก่า’ ประมาณว่าถ้าฟ้ารักพ่อเอก จงเลือกพรรคพ่อเอก ซึ่งตอนนั้นอนาคตใหม่ก็ดันได้ความใหม่ จนกวาดคะแนนเสียงมาเป็นอันดับสาม และผงาดเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ

แต่อย่างไรก็ตาม พรรคอนาคตใหม่ก็จบลงด้วยการถูกยุบพรรคจากเหตุ ‘ธุรกรรมอำพราง’ ในการบริจาคเงินเกินวงเงินที่กฎหมายกำหนด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่กระทำการลับ ลวง พราง ว่าเป็นการ ‘ปล่อยกู้’ ให้แก่พรรค แล้วก็สร้างอวตารใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างเร็วไวในชื่อ ‘พรรคก้าวไกล’ แต่แล้วก็มาถูกยุบอีกด้วยพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเกิด ‘พรรคประชาชน’ เป็นอวตารจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ ‘อนาคตใหม่ – ก้าวไกล’ จวบมาจนถึง ‘พรรคประชาชน’ จะมีอยู่สิ่งหนึ่งคล้ายกันนอกเหนือจากการเป็นได้เพียงพรรคฝ่ายค้าน คือ การมีพฤติกรรมครึ่งๆ กลางๆ ในการวิจารณ์ตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะกับนายทักษิณ ซึ่งภาพนี้ก็ยิ่งชัด เมื่อพฤติการณ์ของ ‘พรรคประชาชน’ ในขณะนี้ ไม่ค้านรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่มี ‘ลูกสาว’ อย่าง ‘อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร’ เป็นหัวหน้าพรรค และนายกรัฐมนตรีแบบดุเดือด แต่กลับยังเล่นบทเดิม คือ ‘ท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์’ และ’กองทัพ’ แบบไม่ลดละ

คำถาม คือ อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคส้มและหัวเรือส้มเหล่านี้ เริ่มทำให้สงสัยว่า ‘ส้มกำลังอมสีเลือด’ หรือไม่? ภายใต้การเลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านแบบ ‘หยิกแกมหยอก’ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งของคุณพ่อทักษิณ แต่กลับไล่บดขยี้ ‘สถาบันและกองทัพ’ ไม่เลิก

ความสุกงอมของปรากฏการณ์นี้ ทำให้อดคิดไม่ได้กับ ข่าวลือเรื่อง ‘ดีลฮ่องกง’ ระหว่าง ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ กับ ‘นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่สาระสำคัญของดีลนั้นเป็นการทอดไมตรีจาก ‘ธนาธร’ ที่พร้อมจะหยิบยื่น ‘โอกาส’ ครั้งสำคัญให้กับ ‘ทักษิณ’ ในการฟื้นศรัทธาประชาชน โดยเฉพาะฝั่งที่อ้างตัวเป็นฝ่าย ‘ประชาธิปไตย’ ให้กลับมาเลือก ‘เพื่อไทย’ อีกครั้ง ซึ่งหากทำได้ตามเกมนี้จริง แน่นอนว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมคงอ่อนกำลังลงไปเยอะ และความนิยมในตัว ‘นายใหญ่’ จะกลับมาล้นพ้นอีกครั้งก็เป็นไปได้

เพราะจากยุค รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน จนถึงยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร มีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่เดินไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรมมากมาย แต่เหตุใด ‘พรรคส้ม’ ซึ่งมักจะชอบแสดงบทคนรักความเป็นธรรม คนต้องเท่ากัน กลับเพิกเฉย ละเลย และตรวจสอบแค่ ‘หยิกแก้มเล่น’ เท่านั้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง ‘ป่วยทิพย์ ชั้น 14’ ของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งว่ากันว่ามีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ให้ไม่ต้องนอนคุก แถมได้นอนในห้องวีไอพีของโรงพยาบาลตำรวจแบบสบายๆ และได้รับการพักโทษ ชนิดน่างุนงงสงสัยเป็นที่สุดนั้น เหตุใด พรรคส้ม ไม่เคยไล่บี้? หรือขุดคุ้ยได้ดุเด็ดเผ็ดมันแบบสมัย ‘โรม-รังสิมันต์’ ไล่คุ้ยตั๋วช้างบ้างเลย

นี่ขนาดหมอเก่ง วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.คนหนึ่งของพรรค ได้อภิปรายในสภาถึงพิรุธของการป่วย การส่งตัว การตรวจ และการรักษา ตลอดจนการได้อยู่ในห้องวีไอพีที่ผิดหลักเกณฑ์อย่างละเอียดยิบ จนเป็นที่ชื่นชมของสังคม แต่หัวหน้าพรรคก้าวไกล-ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นอย่าง ‘พ่อว่าว’ และพวก ก็หาได้ดำเนินการเอาผิด ด้วยการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบไม่

นี่คือพรรคที่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะวัยใด เพศใด ฝากความหวังไว้ นี่คือพรรคที่คนรุ่นใหม่เชื่อว่าจะไม่มีวันทำการเมืองแบบต่อรองอำนาจ เพื่อหวังอำนาจในภายหลังแบบที่ตนกำลังไล่ด่าการเมืองในอดีต ที่สถาปนาว่าเป็น ‘การเมืองเก่า’

แต่สิ่งที่ผ่านมา ‘คนในพรรคส้มที่เริ่มอมสีเลือด’ นี้ กระทำการล่วงละเมิดทางเพศ หลายกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในชื่อใด ก็มิได้มีความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบให้กระจ่าง และเอาผิดให้ถึงที่สุด เป็นเพียงแต่ขับออกพ้นพรรค แล้วจบไปหรือบางราย กว่าจะขับออกพ้นพรรค ก็ต้องให้สังคมไล่บี้ ตำหนิ ประณาม ตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมของพรรค เช่น กรณีนายไชยามพวานมั่นเพียรจิตต์ เป็นต้น

หรืออย่างกรณีขับ ‘อ๋อง’ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากพรรค ก็ไม่สามารถอ้างอิงได้ว่า ‘หมออ๋อง’ กระทำการผิดกฎ ผิดระเบียบ ผิดข้อบังคับพรรคข้อใดจนมีความผิดร้ายแรงถึงขั้นต้องขับออกจากพรรคนั้น กรณีนี้ก็เป็นตัวอย่างของ ‘ความฉ้อฉล’ ที่ดีที่สุดหนึ่งว่า ถ้าถึงเวลาต้องการอำนาจ ต้องการตำแหน่ง พรรคคนรุ่นใหม่พรรคนี้ ก็พร้อมที่จะ ‘ซิกแซก’ หาวิธีให้ได้มาซึ่งอำนาจ ไม่ต่างจากนักการเมืองและพรรคการเมืองเก่าๆ เลยนิหว่า 

กลับมาที่ตระกูลชิน ครั้นเมื่อฝ่ายตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เมื่อเดือนมีนาคม 2568 ว่ามีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ กรณีใช้ตั๋วสัญญา PN แบบไม่ระบุวันคืน ไม่มีดอกเบี้ยกับคนในครอบครัวเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมากกว่า 200 ล้านบาท ซึ่งบทสรุปก็จบลงที่ฝ่ายค้านลงมติแพ้ในสภา แต่ก็ใช่ว่าพรรคประชาชนจะไม่สามารถใช้กลไกยื่น ปปช. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยต่อว่า นายกฯ ขาดคุณสมบัติเรื่องความซื่อสัตย์หรือไม่แต่อย่างใด

เมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซน มีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ เช่น การว่าร้ายแม่ทัพภาค 2 การเสนอว่าอีกฝ่ายอยากได้อะไรให้บอก ซึ่งเหตุการณ์นี้โดยหลักการควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่เมื่อแพทองธารไม่ทำ พรรคประชาชนก็มิได้กดดัน แต่ไปเดินเกมให้เกิดการ ‘ยุบสภา’ เพราะดี๊ด๊าว่า ‘เลือกตั้งใหม่หนนี้’ พรรคส้มจะได้แต้มต่อจนแลนด์สไลด์ของจริง 

ไม่นานมานี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทย พยายามใช้ช่องทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา แต่เสียงไม่พอเพราะต้องมีเสียง สส.ลงชื่อ 99 เสียง แต่พรรคประชาชน ‘ไม่ทำ’ โดยอ้างว่า ไม่ควรทำพร่ำเพรื่อ เพราะถ้าซักฟอกจะทำให้ยุบสภาไม่ได้

ทำไมฝ่ายการเมืองอย่างพรรคประชาชนไม่แสดงให้เห็นว่า ท่านใช้กลไกทางการเมืองอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหา หากแต่กลับไปบอกว่า ประชาชนอย่าลงถนน เพราะเกรงว่าจะเป็นการกวักมือเรียกทหารมายึดอำนาจ ทั้งๆ ที่สาระบนเวทีชุมนุมวันนั้นไม่มีการชี้ชวนในรัฐประหารแม้แต่แอะเดียว หากแต่วันๆ พล่ามแบบแผ่นเสียงตกร่องอยู่อย่างเดียวว่า ‘ให้ยุบสภา’ 

นี่แหละหนา ที่ทำให้คนเริ่มมีปัญหาจะกลับไปย้อนดูว่า ‘ปฏิญญาฮ่องกง’ ระหว่าง ‘ส้ม-แดง’ มันมีอยู่จริงใช่หรือไม่?

ทวนอีกครั้ง!! ทำไมวันนี้ ‘พรรคส้ม-คนส้ม’ ละเว้นการปฏิบัติใดๆ ที่จะเป็น ‘โทษ’ ต่อ ‘ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง’ (ตรวจสอบ-ขุด-แฉ) แต่กลับพร้อมที่จะเลือกเส้นทางที่จะทำให้ พรรคประชาชน ก้าวไปสู่โอกาสในการ ‘ได้อำนาจ’ (ยุบสภา) 

พฤติกรรมและท่าทีทั้งหมดที่มีต่อพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินตั้งแต่สมัย ‘พรรคอนาคตใหม่-พรรคก้าวไกล-พรรคประชาชน’ มาจากผู้นำจิตวิญญาณอย่าง ‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ ที่เคยบอกไว้ว่า “พรรคเพื่อไทยคือมิตร และทางออกที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าต้องมีสองพรรคนี้” จริงแท้แค่ไหน?

สรุปแล้ววันนี้ บทบาท ‘ส้ม’ แบก ‘แดง’ ตาม ‘ดีลฮ่องกง’ ไม่ใช่แค่พูดกันพล่อยๆ จริงหรือเปล่า? 

นี่น่าจะเป็นคำถามที่คนรุ่นใหม่และคนที่กาส้มในการเลือกตั้งที่ผ่านมา น่าจะลองตั้งไว้กับ ‘พรรคประชาชน’ สักหน่อย…

อิสราเอลถล่มกาซาหนัก!! โจมตีศูนย์อาหาร-โรงเรียน-โรงพยาบาล ดับแล้วกว่า 95 ราย

(3 ก.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซาเมื่อวันจันทร์ ทั้งคาเฟ่ชายทะเล โรงเรียน ศูนย์แจกจ่ายอาหาร และโรงพยาบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 ราย ในจำนวนนี้ 39 รายเสียชีวิตจากระเบิดใส่คาเฟ่ Al-Baqa ในเมืองกาซา ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงเรียน Yafa ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นหลายร้อยคนถูกถล่ม เช่นเดียวกับคลังอาหารในย่าน Zeitoun ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่พื้นที่ลานโรงพยาบาล Al-Aqsa ก็ถูกโจมตีเช่นกัน แม้มีครอบครัวผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในเต็นท์บริเวณนั้น

ในเมืองคานยูนิสตอนใต้ มีผู้เสียชีวิตอีก 15 รายจากการโจมตีจุดแจกจ่ายอาหารขององค์กร Gaza Humanitarian Foundation (GHF) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฝูงชนใกล้ศูนย์แจกจ่าย โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือน ส่งผลให้เด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตทันที 103 ราย เจ้าหน้าที่สภากาชาดปาเลสไตน์และ UN เสียชีวิตรวม 15 ราย

เจ้าหน้าที่ UN ระบุว่า ขณะนี้กว่า 80% ของพื้นที่ฉนวนกาซาถูกควบคุมโดยกองทัพอิสราเอล หรือกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนถูกบังคับให้อพยพออก อิสราเอลยังคงรื้อบ้านเรือนในเมืองคานยูนิส และออกคำสั่งอพยพใหม่ในหลายเขตทางตอนเหนือ ทำให้ชาวกาซาต้องหนีตายกันอีกรอบ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

ขณะที่กาซายังเผชิญกับเสียงระเบิดและการสูญเสีย สหรัฐฯ เตรียมจัดการเจรจาหยุดยิงรอบใหม่ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีอิสราเอลเข้าร่วม กาตาร์และอียิปต์ก็พยายามเร่งเจรจาไกล่เกลี่ยเช่นกัน ด้านฮามาสระบุว่า ไม่ได้รับความคืบหน้าจากอิสราเอลมานานกว่า 4 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่าจะยังคงผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงเพื่อช่วยชีวิตชาวปาเลสไตน์โดยเร็วที่สุด

‘ดร.กอบศักดิ์’ วิเคราะห์นัยยะอัตราภาษี “สหรัฐฯ-เวียดนาม” ชี้ เป็นจุดเปรียบเทียบที่ไทยต้องพยายามทำให้ได้ไม่น้อยหน้า

(3 ก.ค. 68) ‘ดร.กอบศักดิ์’ วิเคราะห์นัยยะอัตราภาษี หลัง “สหรัฐฯ-เวียดนาม” บรรลุการเจรจา ชี้เป็นจุดเปรียบเทียบไทยต้องพยายามให้ได้ไม่น้อยหน้า พร้อมให้กำลังใจทีมไทยแลนด์เจรจาให้ได้รับผลที่ดี

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์เฟซบุ๊กว่า นัยยะจากผลการเจรจาของสหรัฐกับเวียดนาม ข้อสรุปล่าสุดสำหรับเวียดนามที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศออกมาเมื่อคืน จะเป็น 1.จุดเปรียบเทียบที่ไทย ต้องพยายามให้ได้ ไม่น้อยหน้า 2.ต้นแบบและบรรทัดฐานให้กับทุกประเทศที่เหลือ โดยข้อตกลงดังกล่าวมีตัวเลขสำคัญ 3 ตัวเลข 0% 20% และ 40%

โดย 0% สำหรับสินค้าสหรัฐที่จะส่งมาที่เวียดนาม ที่ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าไหนก็ตามที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา จะสามารถส่งมาที่เวียดนามโดยไม่โดนภาษีศุลกากร

“เรื่องนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการพูดถึงชัด ๆ แต่คำว่า Total Access คงหมายรวมไปถึงว่า จะต้องไม่มี Non-tariff Barriers ต่าง ๆ ที่เวียดนามจะแอบทำด้วย ซึ่งสหรัฐคงจะแจ้งไทย (และคู่เจรจาคนอื่น ๆ) เช่นกันว่า เขาต้องการ 0% และ Total Access ที่ไม่มีการกีดกันอื่น ๆ สำหรับสินค้าสหรัฐ”

ขณะที่คิด 20% สำหรับสินค้าเวียดนามทุกอย่างที่ส่งออกมาที่สหรัฐ ตัวเลขนี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะต่อไปจะเป็นต้นแบบให้กับประเทศต่าง ๆ ที่สหรัฐขาดดุลด้วย และเป็นจุดเปรียบเทียบสำคัญที่ไทย (และประเทศอื่นในเอเชีย) ต้องทำให้ได้ ให้ดีกว่าเวียดนาม หรืออย่างน้อย ไม่น้อยหน้าเวียดนาม

“หากจะจบสูงกว่าตัวเลขนี้ ก็ต้องให้ได้ไม่เกิน 25% ไม่เช่นนั้น บริษัทส่งออกในไทยก็จะเสียเปรียบคู่แข่งคนสำคัญของเรา บริษัทที่กำลังคิดว่าจะย้ายฐานมาที่ไทย ก็จะคิดหนักขึ้น ว่าไปเวียดนามดีกว่าไหม”

ส่วน 40% สำหรับสินค้าจีน (หรือประเทศอื่น ๆ) ที่จะแอบส่งมาให้เวียดนาม แล้วส่งต่อไปที่สหรัฐ โดยอัตรานี้จะเป็นข้อเรียกร้องที่สหรัฐทำกับทุกประเทศที่เจรจาด้วย โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่เป็นจุดส่งผ่านสำคัญ รวมถึงกับไทยด้วย

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักไก่ ไม่ให้มีช่องที่จะเอาสินค้าจีนเข้ามา แล้วส่งต่อไปสหรัฐแบบ Transshipment เพื่อรับสิทธิภาษี 20% ของเวียดนาม

ซึ่งการเตรียมการลักษณะนี้ มีนัยยะต่อไปว่า ภาษีกับจีน ที่สหรัฐมีอยู่ในใจ และจะคิดในท้ายที่สุด คงใกล้ ๆ กับตัวเลขนี้

ทั้งนี้ หากลองกลับไปเปรียบเทียบกับกรณีอังกฤษ ที่ได้เจรจาเบื้องต้นไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ก็จะทำให้เห็นภาพชัดเจน โดยอังกฤษยอมให้สหรัฐ 0% สำหรับสินค้าต่างๆ ที่สหรัฐส่งมา หมายความว่า สหรัฐคงมีอยู่ในใจ ที่จะใช้อำนาจต่อรองจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ของตนเอง ในการเปิดประตูการค้าให้กับสหรัฐเอง เพื่อนำไปสู่ Free Trade / Free Access สำหรับสินค้าสหรัฐในทุกประเทศทั่วโลก

จะได้บอกบริษัทที่มาลงทุนที่สหรัฐว่า สินค้าที่ผลิตในสหรัฐ (อย่างน้อยเมื่อเทียบกับยุโรป หรือประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ) จะสามารถส่งไปประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัด

ขณะเดียวกัน อังกฤษยอมให้สหรัฐคิดภาษีนำเข้า 10% ซึ่งตัวเลข 10% นี้ คงเป็นตัวเลขที่สหรัฐมีในใจ สำหรับประเทศที่สหรัฐเกินดุลด้วย

10% สำหรับประเทศเกินดุล และประมาณ 20% สำหรับประเทศที่สหรัฐขาดดุลด้วย คงจะกลายเป็น Benchmark ที่เป็นกรอบในการเจรจาของทีมสหรัฐ

เพราะตัวเลขนี้ จะช่วยสร้างรายได้ให้สหรัฐจากภาษีศุลกากรไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ในเดือนพฤษภาคม เก็บได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์) ช่วยลดการขาดดุลการคลัง ช่วยในการลดภาษีของ One Big Beautiful Bill ที่กำลังจะออกมา ช่วยปรับสมดุลทางการค้าของสหรัฐ นอกจากนี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติมให้กับบริษัทขยายการลงทุนในสหรัฐ เพื่อช่วยสร้างงานในประเทศ

ส่วนจีน (คู่ต่อสู้สำคัญของสหรัฐ ที่กำลังทาบรัศมี) ก็คงจะต้องจ่ายมากกว่าคนอื่นๆ 10% จาก Reciprocal Tariffs 20% จากกรณีของ Fentanyl และ 25% เดิม รวมแล้วอย่างน้อย 55% ทั้งนี้ สินค้าจีนที่แอบส่งมาผ่านประเทศที่ 3 ก็จะโดนตรวจเข้มและโดนภาษีอย่างน้อย 40% ซึ่งในจุดนี้ คงต้องปรับต่อไป เพราะว่าสินค้าขนาดเล็กของจีน (ราคาต่ำกว่า 800$) ที่ส่งไปสหรัฐ ขณะนี้โดนภาษี 54% ยังสูงกว่าการหลีกเลี่ยงผ่านประเทศที่ 3 ที่ตกลงกับเวียดนามล่าสุด

“ทั้งหมด จะเป็นข้อสรุปในรอบแรกของสงครามการค้าโลก ที่จะนำไปสู่กรอบใหม่และสมดุลใหม่ในการค้าระหว่างประเทศ ขอเป็นกำลังใจให้ทีมไทยแลนด์ สามารถเจรจาให้ได้ผลที่ดี”

‘ทรัมป์’ ประกาศลดภาษีนำเข้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20% พร้อมลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท ผุด Trump Tower ในโฮจิมินห์

(3 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับเวียดนาม โดยจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอัตรา 20% แทนการเก็บภาษี 46% ที่เดิมมีกำหนดบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า ตามนโยบาย 'ภาษีตอบโต้' ที่ทรัมป์ประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายน

ข้อตกลงนี้ยังเปิดโอกาสให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเวียดนามโดยไม่มีการเก็บภาษี ขณะที่สินค้าที่ผ่านเวียดนามโดยไม่ได้ผลิตในประเทศ (trans-shipping) จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40% เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีจากประเทศอื่น โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่ถูกส่งผ่านเวียดนาม

ทรัมป์กล่าวว่า เวียดนามจะเปิดตลาดอย่างเต็มที่ ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือที่เขาเรียกว่า “ข้อตกลงแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่” พร้อมทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ จะสามารถส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ข้อตกลงใหม่นี้ส่งผลให้หุ้นของบริษัทที่ผลิตสินค้าในเวียดนามปรับตัวสูงขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลับปรับลดลงภายหลังมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสินค้าจะยังคงถูกเก็บภาษี 20% ด้านผู้บริหารหอการค้าอเมริกันในฮานอยแสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเวียดนามในระยะยาว แม้ยังมีข้อกังขาเรื่องการบังคับใช้กฎเกี่ยวกับ trans-shipping

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ทรัมป์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โทรศัพท์พูดคุยกันในวันเดียวกัน โดยเวียดนามได้เชิญทรัมป์เยือนประเทศอีกครั้ง ขณะเดียวกัน องค์กรทรัมป์ยังเตรียมลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 54,750 ล้านบาท) ในเวียดนาม และมีแผนสร้างตึก Trump Tower แห่งใหม่ในโฮจิมินห์ซิตี้อีกด้วย

เชื่อใครดี!! ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ เผย ‘ภูมิใจไทย’ แอบคุยหลังบ้านล็อบบี้โหวต ‘อนุทิน’นั่งนายกฯ ชั่วคราว ผ่าทางตัน ขณะที่ โฆษก ภท. สวนทันควัน ยันไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีเผยแพร่คลิป นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรคุยนอกจอ ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในโลกโซเชียล โดยช่วงหนึ่งพิธีกรได้ถามว่า พรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาหรือไม่ ซึ่งนายณัฐพงษ์กล่าวว่า มีการประสานมาหลังบ้านบ้าง เมื่อถามต่อว่ามีความพยายามให้มาเป็นรัฐบาลด้วยกันหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยหลังบ้านแต่ไม่เป็นทางการ เป็นการหารือระหว่างสมาชิกในพรรคอยู่แล้ว

เมื่อถามว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ นายณัฐพงษ์  กล่าวว่า มีการสื่อสารออกมาว่าในลักษณะว่าเขาพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ชั่วคราว ถ้าจำเป็นต้องปลดล็อคจริงๆเพื่อทำให้เดินไปได้

ต่อมา น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ว่า พรุ่งนี้ (3 มิ.ย.68) จะเป็นการเจอกันครั้งแรก ของนายอนุทินกับหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านต่างๆ จึงไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์ เอาข้อมูลนี้มาจากที่ไหน เพราะนายอนุทินไม่เคยพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ แม้จะเป็นทางการหรือไม่ทางการ ฉะนั้นสิ่งที่นายณัฐพงษ์พูด ก็ต้องรอดูต่อไปว่าเกิดจากอะไร ซึ่งเรื่องของนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องของอนาคต เนื่องจากขณะนี้ยังมีนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อาจจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรี ที่มีเสียงเกิน 25 เสียง ซึ่งชื่อนายอนุทินก็อยู่ในบัญชีอยู่แล้ว โดยนายอนุทินก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็พร้อมมาตั้งแต่การเลือกตั้งแล้ว ซึ่งในปี 2566 ทุกพรรคก็ประกาศว่าทุกคนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี

“ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ และยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ต้องพูดคุยกัน เพราะตอนนี้เรามีสิ่งที่เราต้องนึกถึงภัยที่จะกระทบกับประชาชน ทั้งภัยพิบัติ ซึ่งเห็นว่าประชาชนในหลายจังหวัดก็ประสบเหตุอยู่ หรือภัยเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด และภัยสังคม ฉะนั้น สิ่งที่พรรคคุยกันจะคุยแต่ผลกระทบที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ”

ไทยย้ำจุดยืนอธิปไตย!! ไม่ยอมรับการแทรกแซง จี้ผู้นำ ‘กัมพูชา’ หยุดพฤติกรรมกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

(3 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ผู้นำกัมพูชายุติการแสดงออกที่เข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรสหประชาชาติ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้นำกัมพูชาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจและซักถามไปยังรัฐบาลไทย

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การกระทำของผู้นำกัมพูชานั้นละเมิดหลักการแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และถือเป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา

รัฐบาลไทยจึงขอให้ผู้นำกัมพูชายุติพฤติกรรมดังกล่าวโดยทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเคารพหลักสากล และหันมาใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top