Monday, 29 June 2026
Hard News Team

‘สุริยะ’ ชี้ MPI ฝ่าวิกฤตศก. ครึ่งปีโต 0.48% เผยอานิสงส์เปิดประเทศ หนุนปิโตรเลียม – สิ่งทอ ฟื้น

อก. เผย MPI 6 เดือนแรกปี 65 ขยายตัวร้อยละ 0.48 อานิสงส์เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว หนุนอุตฯ น้ำมันปิโตรเลียมและอุตฯ สิ่งทอ ฟื้นต่อเนื่อง

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ครึ่งปีแรก ปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 0.48 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอบรับสถานการณ์การผลิตกลับมาฟื้นตัวหลังรัฐบาลเริ่มเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว พร้อมผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 หนุนกำลังการบริโภคประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว สะท้อนจากอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 รวมทั้งได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อน ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ด้านสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยประมาณการ MPI ปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 และ GDP ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 2.0 – 3.0 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังรัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการเปิดประเทศ ส่งผลให้การบริโภคในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง มีคำสั่งซื้อและเพิ่มกำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทช่วยสนับสนุนให้การส่งออกขยายตัว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงทางอาหารของโลก คาดว่าในปีนี้การส่งออกอาหารแปรรูปจะสร้างมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท และจะเป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สำหรับภาพรวมดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ใน 6 เดือนแรกของปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 0.48 ขณะที่เดือนมิถุนายน 2565 อยู่ในระดับทรงตัว และอัตราการใช้กำลังการผลิต 6 เดือนแรกอยู่ที่ระดับ 63.81 ทั้งนี้ คาดว่าดัชนี MPI ในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป 

นางศิริเพ็ญ เกียรติเฟื่องฟู รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2565 อยู่ที่ระดับ 98.05 และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 62.41 โดย สศอ. ได้ประมาณการดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 1.5 – 2.5 และ GDP ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 2.0 - 3.0 จากการบริโภคในประเทศส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบประกอบกับประชาชนสามารถออกมาใช้ชีวิตประจำวันและบริโภคได้ตามปกติมากขึ้น การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว สะท้อนได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี อาทิ ยานยนต์ เครื่องประดับ อัญมณี รองเท้า กระเป๋า และเบียร์ รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลดีต่อภาคการส่งออกทำให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศที่การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดย สศอ. ใช้เครื่องมือระบบเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย (The Early Warning System Industry Economics : EWS-IE) ในการคำนวณ พบว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยใน 1-2 เดือนข้างหน้า ปัจจัยภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อุปสงค์ในประเทศทยอยฟื้นตัว ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวและปลดล็อกมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเริ่มส่งผลกระทบ ประเทศคู่ค้าเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ ส่งผลให้คำสั่งซื้อชะลอตัวลง ทั้งนี้ ต้องจับตาดูสถานการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงยืดเยื้อ สภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยและปัญหาการขาดแคลนอุปทานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียหลายประเทศ อาทิ ศรีลังกา เมียนมาร์ และลาว อาจจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของไทย

‘อนุทิน’ ลั่น ‘กัญชา’ จะไม่ถอยสู่ยาเสพติด เหตุเริ่มลงทุนไปแล้ว ทั้งด้านการแพทย์-ศก.

ถอยไม่ได้แล้ว 'อนุทิน' เผยให้ 'กัญชา' กลับไปเป็นยาเสพติดไม่ได้แล้ว หลังกลุ่มคณะแพทย์ รพ. รามาฯ ขอชะลอจัดกิจกรรมกัญชา หวั่นเด็ก-เยาวชนเข้าถึง เหตุเริ่มมีการลงทุน ใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยมะเร็ง ฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ (27 ก.ค. 65) สืบเนื่องจากกรณีที่คณะแพทย์ และศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 851 คน ออกมาแสดงจุดยืน ขอให้ชะลอการจัดกิจกรรมกัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย

โดยวานนี้ (26 ก.ค. 65) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุความคืบหน้า ร่างกฎหมาย พรบ. กัญชง-กัญชา พ.ศ. ….ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นเดือน ส.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะช่วยผลักดันให้สำเร็จในรัฐบาลชุดนี้

ส่วนเรื่องความคิดเห็นต่าง ๆ ตนเองรับฟังและขอบคุณทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ส่วนเรื่องที่ต้องแก้ไข จะนำกลับไปพิจารณาในชั้นคณะกรรมมาธิการฯ ส่วนของการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชายังต้องเดินหน้า เพราะประเทศต้องเดินต่อไป และยืนยันว่า เด็กเข้าถึงกัญชาไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย คนที่ทำผิดกฎหมายต้องพิจารณาตัวเอง

ทหารผ่านศึกฝ่าฝนบุกสภาฯ ขอเงินผดุงเกียรติ น้อยใจ!! รักษาพยาบาลต่ำกว่าบัตรทอง

รบเพื่อชาติ ชีวิตอนาถา! ทหารผ่านศึกนับร้อย ฝ่าฝนบุก สภาฯ ขอเงินผดุงเกียรติ น้อยใจ รักษาพยาบาลต่ำกว่าบัตรทอง ด้าน ‘เต้’ รับลูกนำเข้า กมธ.ทหารทันที

(27 ก.ค. 65) ที่รัฐสภา กลุ่มทหารผ่านศึกนับ 100 คนเดินทางมาที่อาคารรัฐสภา นำโดยนายอิศรพงค์ ณ เชียงใหม่ ประธานกลุ่มพี่น้อง เพื่อน ทหารผ่านศึกทุกหมู่เหล่า เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอความอนุเคราะห์เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก โดยมีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนนท์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะโฆษก กมธ.ฯ รับเรื่อง ซึ่งตัวแทนกลุ่มฯ เดินเรียงแถวเข้ามายังศาลาแก้ว บริเวณรับหนังสือ กันอย่างพร้อมเพียง ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ จนร่างกายเปียกชุ่ม แต่สามารถเข้ามายื่นหนังสือได้เพียง 25 คน 

โดยนายอิศรพงค์ กล่าวว่า “บุคคลเหล่านี้ปัจจุบันกลายเป็นคนยากไร้และอนาถา เราไม่อยากเห็นทหารผ่านศึกนอนข้างถนน คุ้ยขยะ หรือป่วยไร้คนเหลียวแล สังคมปัจจุบันคนที่มีเกียรติ คือ คนที่มีกิน แต่ในการมีกินของเราไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้ ขอแค่มีเงินใช้จ่ายในแต่ละเดือน เรามาวันนี้เพื่อ ขอความอนุเคราะห์ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ให้ช่วยเหลือทหารผ่านศึก เพราะทุกวันนี้ ทหารผ่านศึกได้รับค่ารักษาพยาบาล 3,500 บาทต่อปี ต่อคนต่อครอบครัว หากคนในครอบครัวหนึ่งคนเจ็บป่วยคนอื่นก็ไม่มีเงินรักษาแล้ว และมีเงินช่วยฉุกเฉินเพียง 1,000 บาท ซึ่งสวัสดิการเหล่านี้บัตรทอง ยังดีเสียกว่า

'ดร.ปริญญา' จี้!! รบ.ไทยกดดันพม่ายุติประหาร หากไม่ทำ เท่ากับหนุนหลังการกระทำเช่นนี้

'ดร.ปริญญา' ซัดรัฐบาลเมียนมาป่าเถื่อนประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจำนวน 4 คน เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จี้รัฐบาลประยุทธ์หยุดคบหาให้กดดันคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็วหาไม่แล้วอาจถือได้ว่าหนุนหลังการกระทำเช่นนี้

(27 ก.ค. 65) ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า…

การประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจำนวน 4 คนคือ Kyaw Min Yu, Phyo Zeya Thaw, Hla Myo Aung และ Aung Thura Zaw นับเป็นความป่าเถื่อนเลวร้ายที่สุดอีกครั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาได้กระทำต่อประชาชนของตนเอง

'บิ๊กแก้ว' ประธานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565​ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2565 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย​ (บก.ทท.) พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565​ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการประกอบพระราชกรณียกิจต่าง ๆ นานัปการ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการต่างประเทศ ด้านเกษตรกรรม ด้านการศาสนา ด้านการกีฬา ด้านการทหาร และด้านการบิน

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

'เพื่อไทย' เตือน 'กัญชาเสรี' ทำเยาวชนแห่ลอง จี้ 'ประยุทธ์ - อนุทิน' ควรยกเลิกไปก่อน

'เพื่อไทย' จวก นโยบายกัญชาเสรี สร้างภัยมหันต์ให้กับการศึกษาไทย เอาเด็กและเยาวชนเป็นตัวประกันต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ธุรกิจขายกัญชาผุดเป็นดอกเห็ด ห่วง เด็ก เยาวชนแห่ลอง เข้าถึงง่ายกว่าบุหรี่ จี้ 'ประยุทธ์ - อนุทิน' ยกเลิกไปก่อน คงไว้ใช้เพื่อการแพทย์ หวั่นอนาคตของชาติพังทลาย

(27 ก.ค. 65) น.ส.อรุณี กาสยานนท์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเวลาเกือบ 2 เดือนแล้วหลังกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศยาเสพติดให้โทษประเภท 5 หรือ กัญชา-กัญชง เสรี ได้สร้างภัยมหันต์ให้กับระบบการศึกษาไทยที่อยู่ในภาวะร่อแร่อยู่แล้วให้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้น นับตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2565 ได้เกิดสภาวะกัญชาระบาดในเด็ก มีเด็กป่วยจากการใช้กัญชาทั้งที่โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจจำนวนมาก อายุน้อยสุดเพียง 4 ขวบครึ่ง มีนักเรียน จ.ลำปาง ลักลอบเสพและขายกัญชาในโรงเรียน เกิดอาการเมามายหวิดทะเลาะวิวาทกับครู และยังได้สร้างปัญหาทางสังคม สร้างความเห็นแก่ตัวให้กับผู้ประกอบการบางกลุ่มที่แอบผสมกัญชาในอาหารและเครื่องดื่มโดยไม่ละอายใจ โดยหวังผลให้ผู้บริโภคเสพติด

"ทั้งหมดล้วนเกิดจากความคิดน้อย ไม่รอบคอบ ครอบคลุมของรัฐบาล ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา คิดเพียงแค่ปล่อยผ่านให้พรรคร่วมรัฐบาลเจ้าของนโยบายนี้ได้ทำนโยบายที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามที่พูดไว้ เพียงเพื่อให้ยังคงเสียงสนับสนุนในกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่ารัฐบาลนี้กำลังเอาเด็กและเยาวชนเป็นตัวประกันต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งที่ต้องตระหนักให้ได้ว่า กัญชาเสรีที่ไร้กฎหมายควบคุม กำลังจะกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในระยะยาว"

'ศิษย์เก่าราชภัฏ' เวทนา!! สังคมไทยยังชอบมองคนไม่เสมอกัน ยัน!! 'มูลค่าความเป็นคน' ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบันการศึกษา

"เรียนจบราชภัฏ...แล้วทำไมหรือ?"

และในโลกแห่งความเป็นจริง “คนเราไม่เท่ากัน” แต่ถ้าเราจะเป็นสังคมที่คนเท่ากัน ต้องหัด “มอง” คนที่แตกต่าง ไม่ว่าจะการศึกษา จุดยืนการเมือง และเพศวิถี “ให้เท่ากัน” 

ถ้อยคำกล่าวที่เป็นทั้งคำถาม และคำตอบสุดแสนน่าชวนคิดในตัวนี้ มาจาก 'ตอง' ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล นักข่าวมากประสบการณ์ ผู้อยู่ในแวดวงสื่อมานานร่วม 10 ปี เคยร่วมงานมาแล้วกับสื่อทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลัก, สื่อทีวีดิจิทัล และสื่อออนไลน์ จบราชภัฏสวนดุสิต จบปริญญาโท International Journalism (เกียรตินิยมอันดับ 1), Cardiff University, แคว้นเวลส์ สหราชอาณาจักร โดยเขาได้โพสต์เป็นข้อคิดถึงกระแสดรามาราชภัฏในขณะนี้ลงเฟซบุ๊กไว้อย่างน่าสนใจ ว่า...

อ่านประเด็นที่กลายเป็นข้อถกเถียงในโซเชียลมีเดียมา 2 วันแล้ว เรื่องการ “มองต่ำ” นักศึกษาราชภัฏ ถ้าเป็นสมัยก่อน มันคงทริกเกอร์ความรู้สึกบางอย่างในใจผมนะ

แต่เวลานี้ สิ่งที่ผมรู้สึกคือ “เวทนา” สังคม และปัจเจกบางกลุ่ม ที่ยังยึดติดกับอันดับชั้น และสถาบันอย่างหน้ามืดตามัวแบบที่คนชอบเรียก “สลิ่ม” ได้ไหม กรณีนี้ สลิ่มสถาบันศึกษา?

คุณค่าเหนือสถาบัน…จะมีจริงได้ไหมในไทย?
(รูปสมัยเรียนจบใหม่ ๆ ปี 2554)

—-เรื่องราวของผม—-

ผม “เลือก” เรียนราชภัฏสวนดุสิตครับ (ปัจจุบันเหลือแค่สวนดุสิต) ด้วยเหตุผลว่า สอบติด มศว. แต่กำลังทรัพย์ทางบ้านไม่อำนวย ทั้งค่าหอ และอื่น ๆ แม้จะเรียน รชภ.ดุสิต ผมก็ติดหนี้ กยศ. นะ

พูดถึงหลักสูตร โอเค มันอาจไม่สูงส่งเน้นวิชาการเหมือนมหาวิทยาลัยต้น ๆ ของไทย แต่ไม่ใช่ “เรียนเหมือนไม่มาเรียน” ทุกหลักสูตรมันมีคุณค่าของมันครับ

ผมก็รู้ว่า องค์ความรู้ที่ได้มันขาด ๆ แต่ความรู้มันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนนะครับ ผมจึงเรียกตัวเองเหมือน “บัณฑิตของโลกและประสบการณ์” เพราะอาจารย์ของผมไม่ใช่แค่คนจุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์ หรือ ราชภัฏ แต่คือมนุษย์ทุกคนที่ผมได้พบเจอ หนังสือแต่ละเล่มที่ผมลุ่มหลง และประสบการณ์ตรึงใจที่ผมได้สัมผัส

คอร์สนอกแคมปัสของผมคือ:
1. สอนพิเศษ Kumon ได้แบบเรียนอังกฤษมาเยอะเลย
2. ร้านอาหารที่ตรอกข้าวสาร ได้เอาวิชาไปใช้จริง
3. พนักงานโรงแรม ได้เรียนการบริการ โดยไม่ต้องเข้าหลักสูตรการโรงแรม
4. พนักงาน KFC เป็นรายได้หลักช่วงเรียน

ทำให้ตอนเรียนผมหาเงินได้แล้วเดือนละ 13,000 บาท (เกือบค่าแรงขั้นต่ำเลยนะ) ตอนจบออกมา ผมมีเงินเก็บกว่า 200,000 บาท เพื่อตั้งต้นชีวิตการทำงาน แต่ก่อนหน้านั้น ผมลงทุนเกือบแสนไปหาประสบการณ์ Work and Travel ที่ลาสเวกัสมาก่อนด้วย 3 เดือนกว่า จนสั่งสมความมั่นใจและประสบการณ์พอควร

—-ความเห็นต่อเรื่องนี้—-

เห็นคนพูดกันถึง “โอกาส” “ความเท่าเทียม” “คนไม่เท่ากัน” ต่าง ๆ ใช่ครับ Objectively ถ้าสังคมไทยและเชิงนโยบายมันมีได้ จะเป็นเรื่องดี

แต่ในชีวิตจริง “คนเราไม่เท่ากันหรอกครับ” แต่ถ้าเราจะเป็นสังคมที่คนเท่ากัน มันเริ่มจากพวกเราที่ “มอง” คนที่แตกต่าง ไม่ว่าจะการศึกษา จุดยืนการเมือง และเพศวิถี “ให้เท่ากัน” 

มานอนรอเปลี่ยนนายกฯ หรือรมว. การศึกษา มันก็แปลว่า พวกคุณดีแต่พูด และนอนรอความเปลี่ยนแปลงมาถึงตัว ทั้งที่ในห้วงสามัญสำนึก “คุณก็ยังเหยียดคนอื่น” อยู่ดี

ส่วนเด็กราชภัฏ ถ้าเราเอาคำพูดทับถมจากคนแปลกหน้า มาตีตราตัวเองว่า “เรามันมาตรฐานต่ำ” คุณจะยอมหรือ? สำหรับผม คุณค่าสถาบัน มันไม่เท่า “มูลค่าความเป็นคนหรอก” อยู่ที่ว่าเรามอบสิ่งดี ๆ ให้สังคม และคนที่รักได้แค่ไหน เราภูมิใจกับความเป็นตัวเอง ณ ปัจจุบันแค่ไหน…เชิดชูทุกความสำเร็จ ปราบปลื้มทุกก้าวย่าง แต่ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครหรอก

คุณตาขายกระเพาะปลา ขาดทุนเกือบปิดร้าน โชคดีได้พลังโซเชียลช่วยพลิกชีวิตคนแห่อุดหนุน

หนุ่มโพสต์โซเชียล คุณตาขายกระเพาะปลาเกือบปิดร้านเพราะขาดทุนไม่มีลูกค้า ได้พลังโซเชียลช่วยพลิกชีวิตคนแห่อุดหนุน

เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมาผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Warakron Sangsupon ได้โพสต์เรื่องราวของคุณตาท่านหนึ่งที่ขายกระเพาะปลาอยู่ที่ ตลาดน้ำโท้ง ใน อ.หางดง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่มีลูกค้าเลย จึงตัดสินใจโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก จนกระทั่งเกิดกระแสพลังโซเชียลช่วยร้านของคุณตาให้พลิกฟื้นอีกครั้ง โดยเรื่องราวทั้งหมดมีดังต่อไปนี้ 

เรื่องมีอยู่ว่าวันนี้ไปกินข้าวที่กาดน้ำโท้ง หางดง พอกินเสร็จก็เดินขึ้นรถไปรอแฟน สักแปปนึงแฟนเดินมา พร้อมถือกระเพาะปลามา 1 ถุง ละบอกว่า เดินผ่านหน้าร้าน เห็นตากับยาย 2 คนนั่งขาย แต่ไม่มีลูกค้าเลย เลยซื้อมาถุงนึง พอแฟนผมพูดจบ เราก็มองหน้ากัน แล้วว่าไปอุดหนุนคุณตามั้ย อย่างน้อยก็ซื้อไปฝากพนักงานที่ร้านเรา ผมก็รีบลงจากรถไป พอไปถึงหน้าร้าน ก็ตามที่แฟนผมเล่า 

ภาพที่เห็นคือ มีตากับยาย 2 คนนั่งรอลูกค้า ในขณะที่ร้านอื่น ยังพอได้ขายกันบ้าง จากนั้นผมก็บอกคุณตาครับ ผมเอากระเพาะปลา 10 ถุงครับ คุณตารีบลุก แล้วเหมือนรน ๆ นิดนึง อาจจะไม่ค่อยเจอใครมาสั่งเยอะขนาดนี้ ก็เลยบอกคุณตาไม่ต้องรีบนะ ผมรอได้ครับ ค่อย ๆ ทำ แต่ผมขอโอนหรือ Scan จ่ายได้มั้ยครับ

คุณตาบอกได้ครับ แล้วก็หยิบมือถือออกมา เข้า App ธนาคาร ตอนแรกเราก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็นึกว่าทำเป็น สักพักยื่นมือถือมา บอกช่วยดูเลขบัญชีให้หน่อยได้มั้ย ตาทำไม่เป็น ผมก็บอกได้ครับผมดูให้ #จุดพีคมันอยู่ตรงนี้ พอจะเข้าดูเลข บช. เพื่อโอนเงินให้ตา ผมกลับไปเห็น อันนี้ไม่ได้ตั้งใจนะ แต่มันโชว์ขึ้นมา ขอโทษตาด้วยนะครับ เงินใน บัญชีตามีอยู่ 3x บาท 

ใจผมเต้นทันที ความคิดทุกอย่างเปลี่ยน จากตอนแรก ผมคิดจะซื้อแค่ 10 ถุง ตอนนี้ผมเลยคืนมือถือให้ตาไป บอกตาผมไม่โอนละครับ เปิดกระเป๋าเงินตัวเองดู ว่ามีเงินสดสักเท่าไหร่ ก็ได้มาจำนวนนึง เลยบอกตาว่า งั้นเอางี้ละกัน ผมเหมาตานะวันนี้ แต่ผมเอาแค่ 10 ถุง ที่เหลือตาแจกให้ใครก็ได้นะครับ ถือว่าผมอุดหนุนตา และเราได้ทำบุญร่วมกัน

ตามือสั่น ดีใจ ตื่นเต้น ผมเองก็ตื่นเต้น ใจพองโตมาก หลังจากนั่งรอตาใส่กระเพาะปลา ก็ได้พูดคุยสอบถามกันนิดหน่อย คุณตาอายุ 83 ปีแล้ว มีวิชาติดตัวมาจากเยาวราช คือกระเพราะปลา ขายมาได้ 9 เดือน แต่เดือนนี้จะขายเป็นเดือนสุดท้ายแล้ว เพราะขาดทุน 

ตาบอกว่าอาหารแบบนี้ ไม่ค่อยเป็นที่นิยม ต้องคนที่ชื่นชอบจริงๆ ถึงจะมาซื้อกิน ผมฟังละผมยังจุกอก เพราะอะไรอ่ะเหรอ ก็เพราะผมก็คือพ่อค้าไง ผมก็เคยผ่านมา ทุกวันนี้บางทีก็เป็น นั่งรอลูกค้า ดูคนอื่นเค้าขายได้ ลูกค้าน้อย บางทีขายไม่ได้ก็มี แต่เอาเหอะครับ ผมยังมีแรง ยังอายุน้อยกว่าคุณตาเยอะ ผมยังพอหาเงินได้ ที่ผมช่วยคุณตาวันนี้ อาจจะไม่ได้มากมาย แต่ถือว่าเป็นกำลังใจให้กัน สำหรับคนอาชีพเดียวกัน สุดท้ายนี้ วันนี้ผมมีความสุขมาก ใครสนใจกระเพราะปลา ลองไปอุดหนุนคุณตาได้นะครับ ขายที่ตลาดน้ำโท้ง หางดง หรือจะสั่งสำหรับจัดเลี้ยงก็ได้นะครับ ถือว่าช่วยอุดหนุนคุณตาครับ ขอบคุณคุณตานะครับที่เป็นกำลังใจดี ๆ ให้ผมเช่นกัน ในบางอารมณ์ผมคิดว่าผมแย่แล้ว ยังมีคนที่ลำบากกว่าผมอีกเยอะ สู้ ๆ ครับตา อากงกระเพาะปลาเยาวราช 

'โซเชียล' ยกย่อง!! หนุ่มจากเจ้อเจียง ฮีโร่ที่ไม่มีพลังวิเศษ ถลาตัวเข้ารับตัวหนูน้อยจอมซนพลัดตกตึก 6 ชั้น

ชายหนุ่มจากมณฑลเจ้อเจียง กลายเป็นขวัญใจชาวเน็ตในชั่วข้ามคืนหลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เขาวิ่งเข้าไปรอรับตัวหนูน้อยที่พลัดตกจากตึกสูงได้ทันบนโซเชียลมีเดีย

เมื่อวันที่ (22 ก.ค. 2565) เจ้าลี่เจียง โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีน ได้โพสต์คลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดสาธารณะบนทวิตเตอร์ พร้อมกับคำบรรยายว่า “ฮีโร่ในหมู่ของพวกเรา” โดยเป็นคลิปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ (19 ก.ค. 2565) ซึ่งกลายเป็นไวรัลและเรียกเสียงชื่นชมจากชาวโซเชียลมีเดียเป็นจำนวนมาก

คลิปดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังพูดโทรศัพท์อยู่บนทางเท้า แล้วจู่ ๆ เขาผวาเข้าไปยืนอยู่หน้าอาคารสูงแห่งหนึ่งโดยแหงนหน้าขึ้นมองไปยังด้านบนตลอดเวลา ระหว่างนั้นก็มีหญิงสาวอีกคนหนึ่งตามเข้ามาสมทบ

ทั้งคู่แหงนหน้ามองขึ้นไปบนตึกสูง ฝ่ายหญิงทำท่าชูแขนขึ้นราวกับกำลังรอรับอะไรบางอย่าง ทันใดนั้น ก็มีร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งตกลงมายังเบื้องล่างอย่างรวดเร็วและชายหนุ่มในคลิปก็ยื่นมือออกไปรับร่างของหนูน้อยไว้ได้ทันท่วงที

จากนั้น คลิปก็ตัดไปยังภาพจากกล้องอีกตัวหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาพของเด็กหญิงอายุราว 3 ขวบ กำลังปีนป่ายและพลัดตกลงมาอย่างรวดเร็วจากหน้าต่างของตึกที่ระบุไว้ว่ามีความสูงถึง 6 ชั้น

คลิปดังกล่าวมีผู้เข้าชมมากกว่า 167,000 ครั้ง มีผู้กดถูกใจมากกว่า 9,400 ราย และมีผู้แชร์ออกไปเกือบ 1,600 ครั้ง

สำหรับหนูน้อยจอมซนได้รับการส่งตัวไปให้แพทย์ดูแลรักษาที่โรงพยาบาลรัฐถงเซียง และสามารถกลับบ้านได้ในเวลาไม่นานนัก

'ผู้พันเบิร์ด' เผย ข่าวให้ร้ายสถาบันฯ มาจากผู้เสียผลประโยชน์ ยืนยัน!! 'ในหลวง' ไม่เคยแบ่งแยก มองทุกคนเป็นคนไทย

'ผู้พันเบิร์ด' บรรยายพิเศษ เนื่องในวันเฉลิมพระชนม 70 พรรษา ย้ำ ข่าวลือให้ร้ายสถาบัน เกิดจากกลุ่มเสียผลประโยชน์ ยัน 'ในหลวง' ไม่เคยแบ่งแยก มองทุกคนเป็นคนไทย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 65 พ.อ. วันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด รองโฆษกกระทรวงกลาโหม และจิตอาสา 904 บรรยายพิเศษในงานกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ จ.นครนายก และนักเรียนเสธนาธิการทหารบกหลักสูตรหลักประจำชุดที่ 100 ในตอนหนึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องข่าวลือให้ร้ายสถาบันว่า เกิดจากพวกเสียประโยชน์ประกอบกับ พวกแสวงประโยชน์ผสมโรงให้ร้าย บิดเบือน ในหลวงไม่เคยมองใครเป็นคนอื่น ทุกคนคือ เรา พวกเรา คือคนไทย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และทรงตอบคำถามแบบเป็นกันเอง ว่า

"ไม่มีใครคิดว่าหนูเป็นอื่น และหนูก็ไม่ได้เป็นอื่น เป็นคนไทย"

ผู้พันเบิร์ด ยังระบุอีกว่า ในต้นรัชกาลที่ 9 ก็เจออุปสรรคมากมาย แต่พระองค์ก็ใช้ความเพียร จนเอาชนะมาได้ จนมาวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็อยู่ช่วงต้นรัชกาลเช่นกัน ข่าวลือในทางลบก็เกิดมาก แต่พระองค์ก็มีราชธรรมและบารมี ที่รวมใจคนไทยไว้ได้ โดยทั้งสองพระองค์ไม่เคยคิด แบ่งเขาแบ่งเรา ทุกคนที่ได้อาศัยผืนดินแห่งนี้ คือ พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ชนชาติใด ไม่มีคำว่าคนอื่น เป็นครอบครัว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top