Tuesday, 30 June 2026
Hard News Team

Heidelberg University ตำนานมหาวิทยาลัยสยองขวัญแห่งเยอรมนี ที่ยังเปิดรับนักศึกษาทั่วโลกให้ได้ไปสัมผัส

ทุก ๆ สถานที่ล้วนมีตำนาน และตำนานก็คือเรื่องราวหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ เพียงแต่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของเยอรมนีอย่าง Heidelberg University อาจมีเรื่องราวที่ทั้งขลัง และชวนสยองขวัญกว่าสถาบันอื่น ๆ ที่ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ไป ขนหัวลุกไปเลยทีเดียว 

ประวัติโดยสังเขปของ Heidelberg University ตั้งอยู่ในบาเดิน-เวิอร์ทเทิมแบร์ค (Baden-Württemberg) แคว้นที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมัน ก่อตั้งในปี ค.ศ.1386 จนถึงปีนี้มีอายุกว่า 636 ปีแล้ว นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมนี ที่ยังคงเปิดการเรียน การสอนอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากจะมีอายุเก่าแก่แล้ว ยังคงรักษาระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการ เป็นสถาบันการศึกษาระดับแถวหน้าของเยอรมนี ที่สร้างนักวิชาการที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 33 คน สาขาวิชาที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันได้แก่ แพทยศาสตร์ รังสีวิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ จิตวิทยา กฎหมาย และชีววิทยาแขนงต่าง ๆ 

เมื่อเป็นสถาบันที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี ย่อมมีเรื่องราวทั้งด้านสว่าง และด้านมืด แต่ตำนานหลอนที่อยู่คู่กับสถาบันแห่งนี้กลับเพิ่งเกิดขึ้นในยุคประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ในช่วงพรรคนาซีเรืองอำนาจในเยอรมันนี่เอง 

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำเยอรมันในปี 1933 เขาได้สั่งให้กวาดล้างนักวิชาการฝ่ายซ้าย หรือผู้มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งช่วงเวลานั้น Heidelberg University มีการรวมกลุ่มของนักศึกษา และอาจารย์ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ และกลุ่มนักวิชาการชาวเยอรมันเชื้อสายยิวอยู่ไม่น้อย 

ทางรัฐบาลนาซีได้ออกคำสั่งให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแนวการสอนเพื่อสนับสนุนการปกครองของรัฐบาลนาซี-เยอรมนี รวมถึงเผาตำราที่ต่อต้านลัทธินาซีทั้งหมดทิ้ง ที่จัตุรัสกลางมหาวิทยาลัย ส่วนอาจารย์บางคนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และไม่ยอมเปลี่ยนแนวการสอน หรือมีเชื้อสายยิวก็จะถูกกำจัด หรือไม่ก็กวาดต้อนไปอยู่ในค่ายกักกันนาซี และไม่ได้กลับมาอีกเลย 

ช่วงยุคมืดนั้น ทำให้เกิดเรื่องราวหลอนภายใน Heidelberg University จนถึงปัจจุบัน ว่าเมื่อเดินผ่านจัตุรัสกลางมหาวิทยาลัยตอนช่วงค่ำ จะได้กลิ่นเหมือนกระดาษเก่า ๆ และปกหนังสือที่ทำด้วยหนังกำลังไหม้ไฟอยู่ ในจุดที่เคยมีการเผาตำราจำนวนมหาศาลในสมัยนาซี

‘บิ๊กตู่’ สั่งจนท. ตรวจสอบสถานบันเทิง หลังไฟไหม้ผับดังชลบุรีทำคนตายเพียบ

‘บิ๊กตู่’ ให้เจ้าหน้าที่ ประสานเจ้าของเม้าส์เทน บีผับ ช่วยเหลือเยียวยา ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ จี้ ส่วนราชการในพื้นที่สำรวจสถานบันเทิงให้มีความปลอดภัย หวั่นเกิดเหตุซ้ำ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบรายงานกรณีเหตุเพลิงไหม้ เม้าส์เทน บีผับ ( MOUNTAIN B ) ริมถนนสาย สุขุมวิท  ม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พบว่ามีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนหลายราย นายกรัฐมนตรีกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เร่งตรวจสอบหาสาเหตุ มอบหมายให้ส่วนราชการเป็นคนกลางประสานกับเจ้าของผับเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ไฟไหม้ผับดัง ‘MOUNTAIN B’ สัตหีบ เบื้องต้นพบเสียชีวิต 13 ราย มีนักร้องดังด้วย

เกิดเหตุสลด ไฟไหม้ผับดังเมืองสัตหีบ เผานักท่องราตรีพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอดตายเกลื่อน 13 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นนักร้องดังประจำผับด้วย และยังมีผู้บาดเจ็บอีกเพียบ พยานเห็นได้ยินเสียงระเบิด 2 ครั้ง ก่อนเกิดเปลวเพลิงลามไปทั้งตัวอาคาร

วันที่ 5 สิงหาคม 2565 เวลา 01.00 น. ร.ต.อ.บุญส่ง ยิ่งยง รอง สว.สอบสวน สภ.พลูตาหลวง ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ผับ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย เหตุเกิดที่ เม้าส์เทน บีผับ ( MOUNTAIN B )

ริมถนนสาย สุขุมวิทบางนา-ตราด ม.7 ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมด้วย พ.ต.อ.วุฒิพงศ์ สมใจ ผกก.สภ.พลูตาหลวง นายกัณฑ์พงษ์ สุวรรณปทุมเลิศ ปลัดอาวุโส ปฏิบัติหน้าที่แทน นายอำเภอ รถดับเพลิงจากหลายหน่วยงานกว่า 20 คัน และ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนฯสัตหีบ

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารชั้นเดียว ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ พบเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในตัวอาคารอย่างรุนแรง และพบนักท่องเที่ยววิ่งหนีตายออกตัวอาคารหลาย 10 คน บางรายอยู่ในสภาพ ถูกไฟคลอกทั้งตัว นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เจ้าหน้าที่ต้องรีบช่วยปฐมพยาบาล แล้วนำตัวส่ง รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯสัตหีบ

ส่วนการควบคุมเพลิงเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากภายในอาคาร มีวัตถุติดไฟได้ง่าย โดยเฉพาะ น้ำยาโฟมซับเสียง จึงทำให้เพลิงลามไปทั่วตัวอาคาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องระดมฉีดน้ำ นานกว่า 2 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ พร้อมทั้งกันผู้คนออกจากนอกพื้นที่ เพื่อป้องกัน การเกิดการทรุดตัวของอาคาร

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ ในเบื้องต้น เป็นที่น่าสลดใจ พบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 13 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 9 คน นอนตายกองรวมกัน บริเวณหน้าประตู 4 คน ในห้องน้ำชาย 3 คน หลังบู๊ทดีเจ 1 คน ในแคชเชียร์ 2 คน หน้าแคชเชียร์ 3 คน สภาพศพอยู่ในสภาพ ถูกไฟคลอกร่าง เสียชีวิตอย่างสลด ส่วนคนเจ็บที่ถูกที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ยืนยันว่ามีทั้งหมด 18 คน โดยมีสาหัส 8 คน จากการถูกไฟคลอกทั้งตัว ส่วนผู้เจ็บรายอื่น ส่วนใหญ่ บาดเจ็บเพราะสำลักควัน และ บาดเจ็บจากการวิ่งเบียดแย่งกันออกมาจากผับ 

ขณะเดียวกันมีผู้นำคลิปขณะเกิดเหตุการณ์ ออกมาเผยแพร่ พบว่านักเที่ยวพยายามวิ่งเบียดแย่งหนีตาย ออกจากประตูด้านหน้าเพียงประตูเดียว ทำให้เกิดข้อสงสัย ในกรณีประตูหนีไฟ ว่ามีหรือไม่ ขณะที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุเบื้องต้น ของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้ มีเพียงพยานให้การเบื้องต้น ว่าก่อนเกิดเปลวเพลิง มีเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ข้างเวทีบู๊ทดีเจ ก่อนจะเกิดประกายไฟ แต่ไปติดกับชนวนโฟมซับเสียง จนเกิดลุกลามไปทั่วตัวอาคารอย่างรวดเร็ว จนเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าว

ต่อมา 03.20 น. พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ กิจจาหาญ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมร่วมสอบปากคำกัปตันประจำผับดังกล่าว โดยให้การว่า เห็นไฟเริ่มลุกไหม้ บริเวณหลังคา ก่อนจะลุกลามไปทั่วบริเวณอย่างรวเร็ว จะตะโกนบอกการด์ทางร้าน ช่วยพยายามผลักดันลูกค้าออกหน้าร้าน แต่เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว 

'บิ๊กโจ๊ก' ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'Smart Safety Zone 4.0'

(4 ส.ค.65) ที่ห้อง Lotus 7 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นวิทยากรการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง 'Smart Safety Zone 4.0 นวัตกรรมความปลอดภัย เพื่อการป้องกันอาชญากรรม' ในงาน มหากรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยุคนิวนอมอลล์ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวไว้ว่า ตำรวจต้องทำงานเชิงรุก ท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้มองเห็นได้ว่า มี ประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดปัญหาการว่างงาน ตลอดถึงสภาวะเศรษฐกิจ ลดถอย หนี้ครัวเรือนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น เป็นกันทั่วทั้งโลก วันนี้สถานะของประชาชน ของประเทศไทยถือว่าเศรษฐกิจ ย่ำแย่ สิ่งที่จะตามมาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นห่วงนั้นคือ 'ปัญหาอาชญากรรม' การลัก วิ่ง ชิงปล้นต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง แต่สิ่งที่ทำให้ประชาชนสัมผัสได้ก็คือ การทำงานเชิงรุก คือการทำงานในด้านการป้องกันปราบปราม 

เราต้องป้องกันไม่ให้เหตุเกิด หรือว่ามีการลัก-วิ่ง-ชิง-ปล้น การป้องกันปราบปรามดียิ่งกว่าเหตุเกิดแล้ว จะมาสืบสวนจับกุม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน อย่างมากมาย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เน้นในเรื่องของการทำงานเชิงรุก คือการป้องกัน ซึ่งจะตรงใจประชาชน และใช้งบประมาณน้อย ทำให้ผู้ต้องหาไม่ล้นคุก ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งการทำงานของตำรวจ จะกลับมาในรูปแบบของตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ ประชาชนทุกคนคือตำรวจความหมายคือว่า ทุกคนจะต้องมีส่วนร่วม และมีส่วนรับผิดชอบในชุมชนของตนเองที่อาศัยอยู่ในชุมชน ตำบลหมู่บ้าน 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ ตำรวจต้องทำให้ประชาชนไว้ใจยิ่งขึ้น เมื่อความห่างระหว่างตำรวจกับประชาชนน้อยลง ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตำรวจ ก็จะมากขึ้น เพราะฉะนั้นความร่วมมือร่วมใจ ที่จะเป็นหูเป็นตา และแจ้งเบาะแสคนร้าย ที่จะนำข้อมูลข่าวสารส่งมาให้ เช่นกรณีเกิดเหตุในหมู่บ้าน วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกคนมีหน้าที่หมด เพราะว่าทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของพื้นที่ นอกจากที่ทำการของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบในหมู่บ้านแล้ว วินมอเตอร์ไซค์ ก็มีหน้าที่ช่วยกันดูแลประชาชนในซอยท้องถิ่นนอกเหนือจากตำรวจ 

ด้วยเหตุนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ริเริ่มโครงการ Smart Safety Zone 4.0 เพื่อให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปตามความต้องการของประชาชน โดยก่อนเริ่มได้มีการตรวจสอบ โดยใช้แบบสอบถาม People Poll เป็นการวัดผลในลักษณะ Google form ในการวัดผลแบบ Real Time ทำให้ การบริหารงานปราบปรามเป็นไปตามสภาพในความเป็นจริง และเป็นไปตามความต้องการของประชาชนจริงๆ

จากการสำรวจแบบสอบถามของประชาชน วันนี้จะเห็นได้เลยว่า ภัยที่ประชาชนกลัวมากที่สุดอันดับ 1 ภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ และ Social Media เป็นอาชญากรรมสมัยใหม่ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งโรแมนซ์สแกม เป็นภัยที่ประชาชนกลัวมากที่สุด และสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ในลำดับต้นๆเช่นเดียวกัน และอีกภัยหนึ่งคือ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซึ่งมักจะปรากฏให้เห็นว่าประชาชนกลัว ภัยวิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ มากกว่าการฆ่าคนตาย

ถามว่าทำไมการสำรวจจึงสะท้อนมาในภาพเหล่านี้ เพราะสิ่งที่สะท้อนออกมาจาก การวัดผลแบบ Real Time จากเดิมสมัยก่อน ในการวัดผลเราวัดผลกันปีละครั้ง แต่ขณะนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ปรับเปลี่ยนใหม่ มีการวัดผล ในลักษณะ Google Poll และ Google form ผลแบบ Real Time ส่วนนี้จะทำให้สามารถนำข้อมูล ตามความต้องการของประชาชน มาใช้ในการบริหารงาน ได้อย่างตรงใจของประชาชน ด้วยเหตุนี้สำนักงานแห่งชาติ โดยพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ริเริ่มนำร่อง โครงการ Smart Safety Zone 4.0 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองหลัก ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นแลนด์มาร์กของประเทศไทย เช่น ภูเก็ต, พัทยา, เชียงใหม่, โคราช เป็นแลนด์มาร์ค สำคัญของประเทศ ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และย่านห้วยขวาง ซึ่งมีสถานที่สำคัญอย่างเช่น สถานทูตจีน และร้านอาหารต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนมักจะหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก 

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์  กล่าวอีกว่า โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 (Smart Safety Zone 4.0) คว้ารางวัลชนะเลิศ The Best Experience in Community Policing ประเภทการป้องกันอาชญากรรม เป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรตํารวจที่มีผลงานในการพัฒนาแนวคิดตํารวจชุมชนไปสู่การปฏิบัติได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด จากประชุมสุดยอดตํารวจโลก ในด้านการปฏิบัติการชุมชนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ณ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 14 - 17 มี.ค.2565 ที่ผ่านมา 

นวัตกรรมสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ของ ตร.ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อนำร่องในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นลำดับแรก ในการพัฒนารูปแบบวิธีการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้นวัตกรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดเรื่อง “เมืองอัจฉริยะ” โครงการสมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 เกิดจากแนวคิดของพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจให้กับประชาชน 

ตำรวจจึงได้คัดเลือกพื้นที่ที่เป็นแลนด์มาร์ก แหล่งเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่ประชาชนมีความหวาดกลัวภัยอาชญากรรมมาสร้างเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยการยกระดับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่สาธารณ ตามแนวคิดเรื่อง “เมืองอัจฉริยะ” ยกระดับการทำงานของตำรวจ ตามกรอบแนวคิด “ราชการ 4.0” ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล และบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ สตช. ในด้านการป้องกันอาชญากรรม  ในระยะแรกได้คัดเลือกสถานีตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 15 สถานี เป็นสถานีนำร่อง ได้แก่ สน.ห้วยขวาง, สน.ลุมพินี, สน.ภาษีเจริญ, สภ.ปากเกร็ด, สภ.เมืองสมุทรปราการ, สภ.เมืองพัทยา, สภ.เมืองระยอง, สภ.เมืองปราจีนบุรี, สภ.ปากช่อง, สภ.เมืองอุดรธานี, สภ.เมืองเชียงใหม่, สภ.เมืองพิษณุโลก, สภ.เมืองราชบุรี, สภ.เมืองภูเก็ต และ สภ.หาดใหญ่ สถานีตำรวจทั้ง 15 สถานี และในระยะที่ 2 ได้ทำการขยายต่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตอนนี้มีอยู่ 100 สถานีตำรวจที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้เน้นการสร้างพื้นที่เซฟตี้โซน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น อุ่นใจ ปลอดภัยในชุมชน ให้เป็นรูปธรรมโดยได้เริ่มดำเนินการดังนี้...

รมว.เกษตรฯ เปิดงานใหญ่ ตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่การตลาดยุคใหม่ด้านหม่อนไหม

(4 ส.ค.65) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่ด้านหม่อนไหม ณ ไอคอนสยาม ร่วมด้วย นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการไอคอนสยาม ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกรมหม่อนไหม 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหมจัดงานดังกล่าวขึ้น ในระหว่างวันที่ 4 - 10 สิงหาคม 2565 ณ ไอคอนสยาม เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงส่งเสริมและอนุรักษ์อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม ทำให้ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์คุณค่าและความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าไหมไทย ด้วยการปลุกกระแสนิยมการใช้ผ้าไหมไทย ซึ่งเป็นอัตลักษณ์พื้นถิ่นของไทยให้คนทั่วไปได้รับรู้ และเพื่อเป็นการเปิดตลาดผ้าไหมแก่คนรุ่นใหม่ ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมมีรายได้เพิ่มขึ้น อันจะเป็นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากสถานการณ์โควิด-19

วัดพลัง!! จีน VS ไต้หวัน ‘ใครอยู่-ใครไป’ หากเกิดสงครามเต็มขั้น

ภายหลังการเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ดูจะทำให้ข้อพิพาทเรื้อรังระหว่างจีนกับไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ทั่วโลกจับตามองในสัปดาห์นี้ ขณะที่หลายฝ่ายเป็นกังวลว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้น อาจกระตุ้นให้ปักกิ่งเพิ่มแรงบีบต่อไต้หวัน หรืออาจตัดสินใจบุกยึดในอีกไม่ช้า

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า โอกาสรอดของไต้หวันนั้นก็คงจะมีน้อยมาก หากว่าจีนตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบเข้ายึดเกาะแห่งนี้ 

จากข้อมูลจาก Global Fire Power 2022 ให้ตัวเลขเปรียบเทียบแสนยานุภาพทางทหารระหว่างจีนกับไต้หวันเอาไว้ว่า...

- จีนมีทหารประจำการพร้อมรบราว 2 ล้านนาย และมีกองกำลังสำรอง 510,000 นาย ขณะที่ไต้หวันมีทหารประจำการราว 170,000 นาย แต่มีกองกำลังสำรองมากถึง 1.5 ล้านนาย

- กองทัพจีนมีเครื่องบินทั้งหมด 3,285 ลำ ขณะที่ไต้หวันมี 741 ลำ

- จีนมีฝูงบินขับไล่มากถึง 1,200 ลำ และเครื่องบินลำเลียง 286 ลำ ขณะที่ไต้หวันมีเครื่องบินขับไล่ 288 ลำ และเครื่องบินลำเลียง 19 ลำ

- จีนมีเฮลิคอปเตอร์ 912 ลำ เฮลิคอปเตอร์โจมตี 281 ลำ ขณะที่ไต้หวันมีเฮลิคอปเตอร์ 208 ลำ และเฮลิคอปเตอร์โจมตี 91 ลำ

- จีนมีเรือรบทุกชนิดรวมกัน 777 ลำ ในขณะที่ไต้หวันมีอยู่ 117 ลำ

‘ลุงตู่’ ปลื้มคนเมืองกาญจน์ต้อนรับอบอุ่น ลั่น จะกระตุ้นศก. สร้างรายได้ให้ปชช.อย่างเต็มที่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ ภายหลังการลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดกาญจนบุรี โดยระบุว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักครับ

อย่างที่เราทราบดีว่าในช่วงนี้เป็นฤดูฝน และเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ทำให้อาจมีน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่า และดินถล่มในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งผมได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามแผนเผชิญเหตุที่รัฐบาลได้ให้การอนุมัติงบประมาณไปแล้ว โดยรัฐบาลได้เตรียม 13 มาตรการ ป้องกันและรับมือกับผลกระทบจากอุทกภัยในแต่ละพื้นที่ไว้ล่วงหน้าแล้ว ขอให้ทุกครัวเรือนได้ติดตามการแจ้งเตือนภัยจากทางราชการและผู้นำในชุมชนอย่างใกล้ชิดนะครับ

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ฤดูฝนก็เป็นโอกาสสำหรับเกษตรกรเช่นกัน ผมจึงได้สั่งการให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค สนับสนุนภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรม-อุตสาหกรรม ตลอดจนการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งด้วย เช่น การวางแผนเพาะปลูกข้าวนาปี ทุกภาคของประเทศ 59.42 ล้านไร่ ทั้งในเขตชลประทาน 16.83 ล้านไร่ และนอกเขตชลประทาน 42.59 ล้านไร่ ที่จะต้องได้รับน้ำอย่างทั่วถึงและเพียงพอ 

นอกจากการใช้ประโยชน์จากน้ำฝนแล้ว รัฐบาลยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน จากน้ำบาดาล โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเงาฝน ที่ไม่มีแม่น้ำไหลผ่าน และขาดแคลนระบบชลประทาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และสนับสนุนการประกอบอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในการนี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับ “โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้ง” 15 โครงการใน 11 จังหวัด ไว้เป็น “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ตามพระราชปณิธาน "สืบสาน รักษา ต่อยอด" อย่างแท้จริง

และในวันนี้เอง (4 ส.ค. 65) ผมได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านทุ่งคูณ หมู่ที่ 19 ต.ห้วยกระเจา อ.ห้วยกระเจาจ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ใน จ.กาญจนบุรี โดยเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามแผน จะมีปริมาณน้ำบาดาลต้นทุน รวมทั้งสิ้น 7.37 ล้าน ลบ.ม./ปี มีผู้ที่ได้รับประโยชน์รวม 13,254 ครัวเรือน  ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 3 โครงการ และได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล เพื่อรับผิดชอบการบริหารจัดการระบบประปาบาดาล ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกันต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าสูงสุด 

'โรม' ผิดหวัง!! สภาไม่รับหลักการแก้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เตือน ส.ส. วันไหนอยู่ตรงข้ามรัฐ อาจถูกกม.นี้รังแก

รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแทนที่พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กล่าวภายหลังร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ผ่านวาระ 1 ในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ว่า...

รู้สึกผิดหวังและเสียดายที่ร่างกฎหมายที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนฉบับนี้ไม่ผ่านสภา ทั้งๆ ที่สิ่งที่เราเห็นอยู่กันวันนี้ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รังแกคนเห็นต่างทางการเมืองเยอะมาก และยิ่งมาดูสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็สามารถที่จะใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคและมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขจัดการได้ ดังนั้น จึงไม่ชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะยังคงประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ ยิ่งการที่สภาไม่สามารถแก้กฎหมายนี้ได้ ก็ยิ่งชัดว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฉบับปัจจุบันมีปัญหาอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันร่างกฎหมายนี้ต่อไป 

ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงสมาชิกทุกท่านว่า วันนี้คุณอาจไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากการถูกละเมิดด้วยกฎหมายพิเศษแบบนี้ เพราะคุณอาจจะอยู่ฝ่ายเดียวกันกับรัฐบาล แต่วันหนึ่ง ถ้าเกิดว่าต้องกลายไปเป็นฝั่งตรงกันข้าม ก็อาจจะตกเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจที่ไร้ขอบเขตนี้ก็เป็นได้

‘ผู้ต้องหา 112’ อัด ‘แจ็คสัน หวัง’ หลังนักร้องดังชูจุดยืน ‘One China’

‘ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์’ ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวตำหนิ ‘แจ็คสัน หวัง’ นักร้องชื่อดังชาวฮ่องกง จากวง GOT7 ของเกาหลีใต้ ว่าเป็นสลิ่มจีน เนื่องจากไม่พอใจที่นักร้องดังแสดงจุดยืน ‘One China’ หลัง ‘แนนซี เพโลซี’ เหยียบไต้หวันจนสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีน, อเมริกา และไต้หวันอย่างรุนแรง

จากประเด็น แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวัน ทำให้ประเทศจีนหวั่นว่าจะกลายเป็นการบ่อนทำลายรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อย่างร้ายแรง เป็นการรุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีนอย่างร้ายแรง คัดค้านอย่างรุนแรง สหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบผลที่ตามมา

ต่อมาพบว่าไอดอล K-Pop เชื้อสายจีนหลายคนออกมาแสดงจุดยืน 'จีนเดียว' หลังการเยือนไต้หวันของ 'แนนซี เพโลซี' ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา โดยหนึ่งในนั้นพบว่ามี แจ็คสัน หวัง ดาราชาวฮ่องกงคือหนึ่งในไอดอล K-Pop เชื้อสายจีนที่แสดงจุดยืน 'One China' หลัง แนนซี เพโลซี เหยียบไต้หวันจนสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีน, อเมริกา และไต้หวันอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าหลายฝ่ายไม่ค่อยแปลกใจกับจุดยืนดังกล่าวของหนุ่ม แจ็คสัน หวัง นัก เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2019 แจ็คสัน หวัง คือหนึ่งในคนดังที่โพสต์ข้อความที่ว่าตนเองคือ 'หนึ่งใน 1,400 ล้านคนที่ขอปกป้องธงจีน' หลังเกิดความอื้อฉาวที่มีผู้ประท้วงในฮ่องกงปลดธงชาติจีนโยนทิ้งทะเล

ล่าสุดวันนี้ (4 ส.ค.) นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต และผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่งหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Pavin Chachavalpongpun’ ระบุ ‘แจ็คสัน หวัง’ ก็คือสลิ่มจีน โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า...

กรมแพทย์ทหารเรือ ชมเชยกำลังพล ช่วยเหลือประชาชน

พลเรือโท ชลธร สุวรรณกิตติ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ มอบใบประกาศยกย่องชมเชย กำลังพล กรมแพทย์ทหารเรือ ที่ประกอบคุณงามความดี สมควรได้รับการยกย่องชมเชยและให้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2565 พลเรือโท ชลธร สุวรรณกิตติ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ มอบใบประกาศยกย่องชมเชยให้แก่ ว่าที่เรือโท อภินันท์ ห่วงศรี นายทหารคัดแยกผู้ป่วย แผนกเวชระเบียน ฝ่ายสนับสนุน โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ที่ได้ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ ถือเป็นแบบอย่างที่ดี สมควรได้รับการยกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง
 
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top