Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

‘พีระพันธุ์’ เผยอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมเร่งเดินหน้าผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

ไม่นานเกินรอ!! อินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทยผ่านมาตรฐานแล้ว พร้อมผลิตล็อตแรก ช่วยลดค่าไฟให้ประชาชน

‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟแพง ส่งเสริมนวัตกรรมฝีมือคนไทย ล่าสุด อินเวอร์เตอร์ต้นแบบสำหรับโซลาร์รูฟท็อป ที่พัฒนาโดย ‘ครูน้อย’ หรือ นายทวีชัย ไกรดวง ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินหน้าผลิตล็อตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากการที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดสกลนคร และได้เห็นผลงานของ ‘ครูน้อย’ จึงผลักดันให้มีการพัฒนาต่อยอด จนสามารถยกระดับมาตรฐานได้สำเร็จ

ครูน้อย เป็นช่างไฟฟ้าคนไทยที่ทุ่มเททำงานด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด แม้ไม่ได้จบการศึกษาด้านวิศวกรรมโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความตั้งใจ เขาสามารถคิดค้นอินเวอร์เตอร์ต้นแบบ ที่ใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าในบ้านได้สำเร็จ ถือเป็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้เองในประเทศ

อินเวอร์เตอร์รุ่นนี้เป็นระบบ On-Grid ขนาด 5.5 กิโลวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 5,000 วัตต์ เพียงพอสำหรับการใช้ไฟในบ้านบางส่วน ช่วยลดค่าไฟจากระบบไฟฟ้าปกติอย่างเห็นผล นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบสำคัญครบ 3 ด้าน คือ
• ความปลอดภัยในการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (Grid Code)
• ทดสอบป้องกันฝุ่น น้ำ ความร้อน และไฟฟ้ารั่ว (Safety Test)
• ป้องกันสัญญาณรบกวนที่กระทบอุปกรณ์อื่นในบ้าน (EMC Test)

ทั้งนี้ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานตั้งเป้าผลิตอินเวอร์เตอร์ลอตแรก 10,000 ชุด เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ประชาชนสามารถซื้อใช้ในราคาถูกกว่าสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน

นอกจากเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์  นายพีระพันธุ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังเร่งผลักดันกฎหมายด้านพลังงานชุดใหม่ เพื่อลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใส เป็นธรรม และลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “รื้อ-ลด-ปลด-สร้าง” ของนายพีระพันธุ์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าใช้เองได้จริง

สบส. MOU สภากาชาดไทย ร่วมปฏิบัติการลดอุบัติการณ์การเกิดเบาหวาน

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข จับมือสภากาชาดไทย ลงนามความร่วมมือ ลดอุบัติการณ์เบาหวาน มุ่งส่งเสริมการป้องกันโรคเบาหวานเชิงรุก ด้วยการค้นหากลุ่มเสี่ยง และส่งเสริมให้ออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ด้วยแอปพลิเคชันสมาร์ท อสม. (Smart อสม.) และแอปเมต้ารีเวิร์ส (Meta Reverse) 

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ สยามสแควร์ ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดี กรม สบส. พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ประธานอนุกรรมการฯ ขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด สภากาชาดไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การบูรณาการการขับเคลื่อนการรณรงค์ลดอุบัติการณ์เบาหวานในผู้มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโควิด กับการขับเคลื่อนกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บและการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) “NCDs ดีได้ด้วยกลไก อสม.” 

ดร.นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในประเทศไทย และทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน กรม สบส. จึงร่วมกับสภากาชาดไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในวันนี้ขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่าย มีเป้าหมายร่วมกันในการลดการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยติดโรคโควิด โดยบูรณาการกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินด้วยแอปพลิเคชันเมต้ารีเวิร์ส กับกิจกรรม อสม.ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยกรม สบส. จะสนับสนุนให้ อสม. ร่วมลงพื้นที่ชุมชน ชักชวนประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 23 หรือเคยติดโรคโควิด ร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย และบันทึกผลการออกกำลังกายในแอปพลิชันสมาร์ท อสม. และเมต้ารีเวิร์ส อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ควบคู่กับกิจกรรม อสม. ชวนคนไทยนับคาร์บ และการคัดกรองโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนบูรณาการจัดกิจกรรมออกกำลังกายป้องกันภาวะดื้ออินซูลินในคนไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) เป็นภาวะที่เซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี อาจด้วยกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาในครอบครัว หรือปัจจัยเสี่ยงจากความอ้วน การมีไขมันสะสมที่หน้าท้อง การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทำให้ ระดับความดื้อต่ออินซูลินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การป้องกันมิให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินนั้น สามารถทำได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม อาทิ การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยอย่างน้อย 150 นาที ต่อสัปดาห์ หรือการรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 

‘เคทีซี’ ผนึกค้าปลีกทั่วประเทศผุดแคมเปญ Mid-Year Sale ฝ่ากระแสเศรษฐกิจซบเซา มอบส่วนลด-เงินคืนสูงสุด 20%

(10 ก.ค.68) เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภคผ่านแคมเปญ 'Mid-Year Sale' โดยร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย เคทีซีพร้อมเดินหน้าส่งเสริมทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่าและคล่องตัว หวังกระตุ้นบรรยากาศจับจ่ายและเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจค้าปลีกในช่วงกลางปี มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% ผ่านการใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่าย

นายสรชัช ศรีลมูล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายและยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น เคทีซีตระหนักถึงความสำคัญของการเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยเพื่อส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับตลาดผ่านการบริโภคภายในประเทศ จึงร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และแฟชั่นแบรนด์ทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ Mid-Year Sale ให้ได้รับประสบการณ์การใช้จ่ายที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ในทุกมิติ เมื่อสมาชิกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี และใช้คะแนน KTC FOREVER เท่ายอดใช้จ่ายต่อเซลส์สลิป รับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% โดยมีรายละเอียดดังนี้

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ทุกสาขา / ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป (เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์, พารากอน, สกายพอร์ต ดอนเมือง และบลูพอร์ต (เฉพาะโซนดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และพาวเวอร์ มอลล์) / ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ / สยามดิสคัฟเวอรี่ และ ไอคอนสยาม เฉพาะในส่วนของพื้นที่โอเพ่น สเปซ และเคาน์เตอร์แบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ หรือช่องทางบริการสั่งซื้อสินค้าของห้างสรรพสินค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่  Line Chat & Shop / Facebook Live และ Personal Shopper 1425 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและห้างสรรพสินค้าโรบินสัน / Central Online Application และ www.central.co.th หรือ ช่องทาง M Chat & Shop ของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ กรุ๊ป แลกคะแนนรับส่วนลดเพิ่มหรือเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/midyear) รวมถึงสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีที่ร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ (Luxury brands) ภายในโซน Luxe Galleries ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/chidlom-luxe)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าชั้นนำ ได้แก่ สยามพารากอน, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เซ็นทรัล ภูเก็ต และเกษรวิลเลจ เฉพาะร้านค้าลักชูรี่แบรนด์ในหมวด เสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า และนาฬิกา แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18%  (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-luxurybrands2025)

สมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 – วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ร้านค้าแฟชันแบรนด์ที่ร่วมรายการ ได้แก่ Club 21, เครือ PP Group และเครือ Pacifica แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีในเครือ Jaspal, เครือ CMG, เครือ H&M, เครือ RSH, ร้านแบรนด์ COS, ร้านแบรนด์ Pomelo, ร้านแบรนด์ Mango แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 18% หรือแลกคะแนนรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktc.promo/fashion-eos2025)

สหรัฐฯ ใช้ช่องทาง ‘ไทย-เม็กซิโก’ นำเข้าแร่หายาก หลังจีนสั่งแบนส่งแร่ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2567

จีนแบนแร่หายากไม่ให้ส่งเข้าสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ กลับหาช่องทางนำเข้าได้ โดยผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทย และเม็กซิโก 

(10 ก.ค.68) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่ามีแร่แอนติโมนี หรือพลวง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ และรถยนต์ นำเข้าสู่สหรัฐฯ มากเป็นผิดปกติ ผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทย และเม็กซิโก ตั้งแต่จีนประกาศแบนการส่งชิปให้สหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2024

จีนประกาศแบนการส่งแร่เหล่านี้ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ไปให้จีนแต่บันทึกของศุลกากรสหรัฐฯ และการจัดส่งแสดงข้อมูลว่า มีบริษัทที่จีนเป็นเจ้าอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่มีส่วนในการค้ากับสหรัฐฯ 

โดยข้อมูลการค้าแสดงให้เห็นเส้นทางใหม่ในการจัดส่งแร่ไปยังสหรัฐฯ ผ่านประเทศที่ 3 ตั้งแต่จีนแบนการส่งแร่ ทั้งสหรัฐฯ ยังนําเข้าพลวงออกไซด์ 3,834 เมตริกตันจากไทยและเม็กซิโก ในเดือนธันวาคม-เมษายน ซึ่งจำนวนนี้ ถือว่า เกือบมากกว่าการนำเข้าของ 3 ปีรวมกัน ทั้งไทยและเม็กซิโก ยังพุ่งเข้าสู่ 3 อันดับแรก ที่จีนส่งออกแร่พลวง ทั้งที่ในปี 2023 ก่อนการจำกัดการส่งออกนั้น ทั้งสองประเทศไม่ได้อยู่ในลิสต์ท็อป 10 

รอยเตอร์ได้เปิดเผยบริษัทในไทย ที่ชื่อว่าบริษัท Thai Unipet Industries ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Youngsun Chemicals ผู้ผลิตแอนติโมนีของจีนที่ตั้งอยู่ในไทย และเป็นบริษัทที่มียอดการค้าขายกับสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลพบว่า Thai Unipet จัดส่งแร่พลวงอย่างน้อย 3,366 ตันจากไทยไปยังสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม - พฤษภาคม ซึ่งเพิ่มถึงกว่า 27 เท่าของช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อรอยเตอร์พยายามติดต่อไปยังบริษัทนี้เพื่อสอบถาม ก็ไม่ได้รับการตอบกลับทั้งยังได้รับแจ้งว่าเบอร์โทรนั้นไม่ถูกต้องด้วย 

รายงานของ RFC Ambrian ยังพบว่าประเทศไทยและเม็กซิโกต่างมีโรงหลอมพลวงเพียงแห่งเดียว และโรงงานนั้นได้เปิดตัวอีกครั้งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทั้งยังไม่มีข้อมูลว่า มีประเทศใดขุดโลหะในปริมาณที่มากด้วย 

ทั้งจากสถิติยังพบว่า แม้จะถูกแบนจากจีน แต่การนำเข้าพลวง แกลเลียม และเจอร์เมเนียมของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมานั้นเทียบเท่า หรือมากกว่าก่อนจีนจะแบน แม้ว่าจะซื้อในราคาที่สูงกว่า ซึ่งมีการมองว่า การส่งแร่จากจีน ด้วยการผ่านประเทศที่ 3 นั้น เป็นวิธีหลีกเลี่ยงกฎระเบียบ 

แม้จีนจะแบนการส่งออกแร่หายากอย่าง 'พลวง' ให้สหรัฐฯ ตั้งแต่ปลายปี 2024 แต่สหรัฐฯ ยังนำเข้าแร่ผ่านประเทศที่ 3 อย่างไทยและเม็กซิโกได้ต่อเนื่อง ข้อมูลชี้ว่าบริษัทลูกของจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งแร่ไปสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าปีที่แล้วกว่า 27 เท่า

ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนเอง ก็ได้กล่าวในเดือนพฤษภาคมว่ามีการดำเนินการในต่างประเทศที่ "สมรู้ร่วมคิดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายในประเทศ" เพื่อหลบเลี่ยงข้อจํากัดการส่งออก ทั้งยังเริ่มเรียกร้องให้ต่อต้านการขนส่งและลักลอบขนย้ายแร่ธาตุ ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจถูกโทษจำคุก โดยกฎหมายนี้บังคับใช้กับบริษัทจีนที่แม้ทำธุรกรรมในต่างประเทศก็ตาม 

จีน เป็นประเทศที่ครองอุปทานแร่อย่าง พลวง แกลเลียม และเจอร์เมเนียม ที่ใช้ในการผลิตชิป, สื่อสารโทรคมนาคมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งตั้งแต่กลางปี 2024 จีนเริ่มจำกัดการส่งแร่เหล่านี้ โดยกำหนดให้บริษัทที่ส่งแร่ไปสหรัฐฯ ต้องขอใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ก่อนจะห้ามส่งออกอย่างจริงจังในเดือนธันวาคม 

นอกจากการนำเข้าแล้ว ในเดือนเมษายนเอง โดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศอนุมัติโครงการเหมืองแร่ 10 แห่งทั่วสหรัฐฯ หวังเพิ่มการผลิตแร่สำคัญอย่างทองแดง พลวง และแร่อื่น ๆ เพื่อหวังลดการพึ่งพาแร่จากจีนด้วย 

สธ. จัดงาน 'Wonder Thainess Wellness' สร้างการรับรู้อัตลักษณ์-บริการสุขภาพไทย หนุนนวดไทย สปาไทย สู่ Medical and Wellness Hub

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน 'Wonder Thainess Wellness' สร้างการรับรู้ในอัตลักษณ์และบริการสุขภาพไทย พร้อมมอบรางวัลนวดไทยพรีเมียม ไทยสปาพรีเมียม มาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ เพิ่มขีดความสามารถให้พร้อมก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub

เมื่อวันที่ (8 ก.ค.68) ที่ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงาน 'Wonder Thainess Wellness' และมอบรางวัลนวดไทยพรีเมียมและไทยสปาพรีเมียม ประจำปี 2568 โดยมี นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของนานาประเทศ ทั้งในเชิงบำบัดรักษาทางการแพทย์ (Medical Tourism) และส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้กว่า 6.9 แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดงาน 'Wonder Thainess Wellness' เพื่อเป็นหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างการรับรู้ เชิดชูอัตลักษณ์ไทย และความภาคภูมิใจในบริการสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศตามเทรนด์สุขภาพโลกที่เน้นเรื่อง เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการก้าวสู่การเป็น Medical and Wellness Hub โดยเฉพาะสถานประกอบการ 'นวดไทย' และ 'สปาไทย' ซึ่งเป็นเสน่ห์และภูมิปัญญาไทย ที่มีชื่อเสียงระดับโลก 

“นวดไทย ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพที่ล้ำค่า เป็นภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนได้รับการยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์กรยูเนสโก ส่วนสปาไทยก็มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยด้านบริการที่มีคุณภาพและโดดเด่น หากสามารถดึงศักยภาพของบริการสุขภาพเหล่านี้ออกมาใช้อย่างเต็มที่ จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับบริการสุขภาพไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ได้” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้านนายแพทย์ภานุวัฒน์ กล่าวว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานอัตลักษณ์ความ เป็นไทย รางวัลไทยสปาพรีเมียม และรางวัลนวดไทยพรีเมียม โดยมีการประเมินรับรองและมอบรางวัลให้แก่ สถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ผ่านเกณฑ์เป็นประจำทุกปี มีระยะเวลาการรับรอง 3 ปี โดยในวันนี้ มีการมอบรางวัลนวด สปา เพื่อสุขภาพที่ผ่านการรับรองในปี 2567 จำนวน 270 รางวัล แบ่งเป็น นวดไทยพรีเมียม 222 รางวัล และ ไทยสปาพรีเมียม 48 รางวัล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมต่อยอดสู่รางวัลคุณภาพ เวลเนสระดับชาติ (Thailand Wellness Awards: TIWA) ซึ่งจะมีการเปิดตัวในปี 2569 ต่อไป

สตูล จัดพิธีเปิดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ 77 จังหวัด ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (9 ก.ค.68) นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ 77 จังหวัด ประจำปี 2568 โดยมี ทันตแพทย์หญิงสุกีรติ กปิลกาญจน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสตูล กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล

พิธีเปิดเริ่มเวลา 11.00 น. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวอาศิรวาท และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม 2568 โดยกิจกรรมประกอบด้วยการมอบอาหารกล่องปรุงสุกแก่ผู้สูงอายุ จำนวน 200 คน

โครงการ 'น้ำพระทัยพระราชทาน' ดำเนินการโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้น้อมเกล้าฯ รับพระราชเสาวนีย์ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 27 ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมอบอาหารกล่องแก่ผู้สูงอายุในบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยน้ำใจ

‘ชัยวุฒิ’ ฝาก ‘อิ๊ง’ อย่านำกาสิโนมาสร้างวัฒนธรรมที่ผิด เชื่อจีนไม่เอากาสิโนจริง หวั่นภาคท่องเที่ยวกระทบยาว

‘ชัยวุฒิ’ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เชื่อผู้นำจีน ไม่หนุนกาสิโน พร้อมฝากรมว.วัฒนธรรม อย่านำกาสิโนมาสร้างวัฒนธรรมที่ผิดให้กับคนไทย 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า  ฝากไปถึงรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณอุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อยากให้ช่วยดูแลเรื่องวัฒนธรรมของเมืองไทยให้สวยงาม ให้เป็นแหล่งที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้คนอยากมาเที่ยว เพราะวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทย  อย่าไปสร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ เรื่องกาสิโน เรื่องการพนัน ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ดีงามของสังคมไทยอย่างแน่นอน 

สําหรับชาวต่างชาติมองประเทศไทยเป็นประเทศเมืองพุทธ เมืองที่สงบสุขปลอดภัย คนต่างชาติก็อยากมาเที่ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปทำกาสิโนทําให้เป็นเมืองที่ไม่ปลอดภัย ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศจีนก็จะไม่อยากมาเที่ยวเมืองไทยของเรา 

“ผมว่าทุกประเทศในโลกก็ไม่เห็นด้วยกับ การพนัน ไม่อยากให้ประชาชนพลเมืองเค้าไปเล่นการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมทราบมาว่าประเทศจีนตอนนี้ก็มีการจํากัดการเดินทางไปมาเก๊า ไม่อยากให้คนไปเล่นการพนัน ให้เดินทางไปปีนึงไม่เกิน 3-4 ครั้ง ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ไม่แปลกที่เค้าจะไม่อยากให้คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยถ้าเมืองไทยมีกาสิโน เพราะว่าจะเป็นความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนจีนอย่างแน่นอน ซึ่งก็หมายความว่าถ้าเรามีกาสิโนการท่องเที่ยวก็จะได้ผลกระทบรุนแรงแน่นอน”

ทั้งนี้  อยากให้รัฐบาลคิดถึงเรื่องนี้ให้ดี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเอาใจใส่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวให้ดี เพราะตอนนี้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในภาคธุรกิจท่องเที่ยวเดือดร้อนกันมาก ขอให้เอาใจใส่แล้วเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาโดยด่วน นี่ก็เป็นเรื่องสําคัญที่อยากให้รัฐบาลพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง วันนี้คนที่อยู่ในธุรกิจทางท่องเที่ยวเดือดร้อนกันมาก นักท่องเที่ยวหายไปทั้งจากจีนและหลายประเทศ โดยเฉพาะถ้าเรามีการส่งเสริมเรื่องความปลอดภัย เรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ดี  น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการทำกาสิโน เพราะการทำกาสิโนจะทําให้หลายประเทศอาจจะต่อต้าน ไม่อยากให้คนในประเทศของเขาเข้ามาเที่ยวเมืองไทยในอนาคต

‘หม่อมไกรสร’ ไพรีผู้พินาศ ประมาทเพราะอำนาจ พลาดจนตัวตาย | THE STATES TIMES Story EP.175

หากจะพูดถึงเจ้านายที่ชีวิตขึ้นสุด ลงสุด หรือก็คือมีอำนาจวาสนาถึงสูงสุด มียศศักดิ์ได้ทรงกรมถึง ‘กรมหลวง’ และลงต่ำสุดถูกถอดยศเหลือแค่ ‘หม่อม’ ก่อนถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ‘พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ’ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว

เรื่องราวและความผิดของ ‘หม่อมไกรสร’ จะเป็นอย่างไร วันนี้ THE STATES TIMES Story ได้รวบรวมมาเล่าให้ฟังแล้ว ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังกัน…

ทรัมป์ลั่น ‘ดอลลาร์คือราชา’ ขู่กลุ่ม BRICS ท้าทายเงินดอลล์!! เตรียมขึ้นภาษีอีก 10%

(9 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร ยืนยันว่าดอลลาร์สหรัฐฯ ต้องคงสถานะสกุลเงินหลักของโลก พร้อมขู่ว่าหากประเทศใดพยายามลดบทบาทของดอลลาร์ จะถือเป็นภัยร้ายแรงระดับ "สงครามโลก" และสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้เกิดขึ้น

ทรัมป์ระบุชัดว่า หากประเทศใดพยายามหาทางเลี่ยงการใช้ดอลลาร์ในระบบการค้าโลก เช่นกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ที่เคยพูดถึงการสร้างระบบเงินใหม่ เขาพร้อมจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีก 10% กับประเทศเหล่านั้น

“ถ้าใครอยากท้าทายดอลลาร์ก็ลองดู แต่ต้องจ่ายราคาแพง และผมไม่คิดว่าจะมีใครกล้าจ่าย” ทรัมป์กล่าว พร้อมเหน็บอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมาว่า “ถ้าอเมริกามีผู้นำโง่ ๆ เหมือนที่ผ่านมา เราก็คงเสียสถานะดอลลาร์ไปแล้ว เหมือนแพ้สงคราม”

ทรัมป์ยืนยันแนวทางเศรษฐกิจว่า “ดอลลาร์คือราชา และเราจะทำให้มันเป็นแบบนั้นต่อไป” พร้อมพูดถึงเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะเริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าชุดใหม่กับหลายประเทศ โดยบอกว่าหลายชาติต่างยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ หลังจากถูกกดดันหนัก

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 25% และเตรียมเก็บภาษีใหม่กับอีกกว่า 10 ประเทศภายในต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในมาตรการกดดันการค้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของสหรัฐฯ

‘ทักษิณ’ โชว์ตัวงานซอฟต์พาวเวอร์ เปิดตัว ThaiWORKS ต่อยอดโอทอป โอดการเมืองไร้สาระ ฉุดพัฒนา ลั่นความไม่สามัคคี อิจฉาริษยา เป็นปัญหาใหญ่ประเทศ

(9 ก.ค. 68) เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางร่วมงาน SPLASH soft power forum 2025 เพื่อโชว์วิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Crafting the Future: From OTOP to ThaiWORKS and Beyond“ โดยถือเป็นการเจอสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังเงียบหายวงสัมภาษณ์สื่อไปนาน ตั้งแต่เกิดข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปมคลิปเสียง โดยนายทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายแฟนคลับ ขณะที่ภายในงานมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พร้อมสามี มาร่วมรับฟังการโชว์วิสัยทัศน์ของนายทักษิณด้วย

จากนั้นเวลา 13.30 น. นายทักษิณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีถึงจุดเริ่มต้นของโอทอป ว่า ตนเติบโตที่ชินวัตรไหมไทย เห็นงานแฮนดิคราฟต์มาตลอด ไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ไปไม่ได้ไกลอย่างที่คิด ดังนั้นถ้าเรามีการออกแบบใหม่ๆ การดีไซน์ใหม่ๆ และการตลาดดีๆ มันน่าจะไปได้ไกลกว่านั้น จึงดูตัวอย่างของญี่ปุ่นและทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อหวังช่วยชาวบ้านให้มีรายได้ และตอนที่ตนอยู่เมืองนอก Peter Arnell ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์มาพบกับตน เป็นคนสร้างแบรนด์และทำงานกับ Samsung มาตลอด เลยชวนมาทำ ThaiWORKS ต่อยอดจากโอทอป ตนรู้ว่าโลกยุคนั้นต้องสร้างแบรนด์ แต่ว่าบริษัทเล็กๆ หมด หากจะสร้างแบรนด์ต้องใช้เงินเยอะเพื่อนำไปสู่สากล ดังนั้นให้มาเกาะปีกแบรนด์ไทยแลนด์จึงจะสร้างแบรนด์ไทยแลนด์บายยี่ห้อใคร เมื่อแบรนด์แข็งแรงแล้วก็สร้างแบรนด์ตัวเอง จึงอยากจะไปทำร้านในเมืองใหญ่ๆ ในศูนย์ช้อปปิ้งทั้งหลายเพื่อเป็นโชว์รูมของประเทศไทย

นายทักษิณ กล่าวต่อว่า ปรากฏว่าช่วงที่คิดเป็นช่วงปลายปี 2548 เป็นช่วงที่การเมืองเริ่มยุ่งแล้ว บ้านเราเสียเวลาเรื่องการเมืองที่ไร้สาระมากกว่าเรื่องที่มีสาระ เลยทำให้เรื่องมีสาระถูกละเลยเป็นประจำ เป็นช่วงๆ เมื่อเจอปีเตอร์เลยอยากสานต่อเพื่อให้แนวคิดเป็นสากล

“และเป็นช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ แต่พอดีมีปฏิวัติเสียก่อนเลยต้องพักไป ตอนนี้กลับมาใหม่ จะเอาของเก่าที่ดีไซน์ไว้มารีเฟรชใหม่ และดูว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ จำไว้ว่าผมเป็นรัฐบาลหรือไม่เป็นรัฐบาล ไม่มีเลิกทำ เพราะที่ทำทั้งหมดออกเงินเองเพราะต้องการให้เป็นโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ของคนไทย ไม่ใช่ของการเมือง เพื่อให้การพัฒนาประเทศในด้านครีเอทีฟอีโคโนมีต่อเนื่องยาวนาน” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ต้องรีบทำให้สินค้าหรือดีไซน์แบบของไทยทำเงินได้ เด็กรุ่นใหม่โดยเฉพาะเจน Z จะห่วงเรื่องสถานะการเงินของเขามาก ถ้าเขาไม่มีช่องทางหารายได้ เขาก็ทิ้ง แต่ขึ้นกับเศรษฐกิจ เราจะต้องทำเศรษฐกิจฟื้นตัวให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวทำอะไรก็ขายได้ วันนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยากกว่าสมัยก่อนเพราะหมักหมมมานาน แต่ก็ต้องแก้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัววันนั้นคนรุ่นใหม่จะหันกลับเป็นช่องทางทำมาหากินอีกช่องทางหนึ่ง

“วันนี้มันอยู่ที่การเอาจริงเอาจัง หากรัฐเอาจริงเอาจัง ข้าราชการก็ร่วมมือ เมื่อข้าราชการร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ให้ความร่วมมือ วันนี้กระทรวงมหาดไทยต้องร่วมมือเต็มที่ เป็นกระทรวงสำคัญที่จะนำนโยบายไปสู่ประชาชน นั่นคือผู้ว่าฯ นายอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้าน เขาอยู่ติดชาวบ้านที่สุด ถ้าเขาร่วมมือปุ๊บทุกอย่างจะขับเคลื่อนได้ คนที่ช่วยขับเคลื่อนคือกระทรวงมหาดไทยต้องมูฟ” นายทักษิณ กล่าว

นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 10 ก.ค.ตนจะเอาแนวคิดที่จะทำไทยเวิร์คมาคุยกับปีเตอร์ โดยจะดูว่าอะไรที่จะนำไปลงหมู่บ้านชุมชน ก็จะฝากให้รมว.มหาดไทย รมว.อุตสาหกรรมไปช่วยกัน วันนี้เอสเอ็มอีเรามีปัญหาเพราะโดนเอาของจีนราคาถูกมาขาย ซึ่งตนจะเชิญเอสเอ็มอีมาฟังเรื่องราวทั้งหมด ดังนั้นการขับเคลื่อนของไทยเวิร์คจะลงไปในสองระดับ ส่วนระดับสู่ตลาดโลกนั้นเราจะใช้ทีมของปีเตอร์ซึ่งมีความกว้างขวางในวงการตลาดโลกพอสมควร รู้จักแบรนด์ต่างๆ ว่าเราจะผลิตป้อนแบรนด์หรือจะดีไซน์ร่วมอย่างไร หรือจะทำแบรนด์ของเราต่างหาก เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำต่อไป รอให้ท่านนายกฯ ได้กลับไปทำงานก่อน ตนเป็นคนใจร้อนตอนนี้ 76 ปีแล้ว ไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน รีบๆ ทำเถอะ

นายทักษิณ กล่าวถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ว่า ตนทำมาทุกอย่างผ่านมาเยอะ ตอนนี้คนในฮอลิวูดส์เริ่มซื้อสคริปต์หนังไทยไปแปลแล้ว เพราะคนไทยเขียนนิยายเก่ง โดยเฉพาะการเมือง นิยายน้ำเน่าเยอะ ฉะนั้นหากเราทำหนังดีๆมีคุณภาพและเปิดตลาดให้กว้างขึ้นแล้วรัฐช่วยสนับสนุน โดยคุยกับสถาบันการเงินจะทำให้หนังไทยโตได้ ส่วนเรื่องการคืนภาษีทำให้ต่างประเทศได้ก็ทำให้คนไทยได้เช่นกัน สำหรับผู้สร้างภาพยนตร์วันนี้ต้องทำสมองให้พัฒนาในการทำงาน อย่าไปพัฒนาการทำร้ายซึ่งกันและกันประเทศมันอยู่ไม่ได้

นายทักษิณ กล่าวถึง อนาคตซอฟต์พาวเวอร์ของไทย จะขับเคลื่อนอย่างไร และจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ว่า ก่อนอื่นปัญหาใหญ่ของประเทศนั่นคือความไม่สามัคคี มีความอิจฉาริษยา ถ้าเราอยู่ด้วยความสามัคคี ไม่อิจฉาริษยา เกื้อกูลกันซอฟต์พาวเวอร์จะมีพลังมหาศาล ถ้าคนไทยมีสิ่งเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างพลังซอฟต์พาวเวอร์ได้หลากหลายสาขาหลากหลายช่องทาง นั่นคือช่องทางทำมาหากินทั้งนั้น แม้โลกจะมีเทคโนโลยีใหม่ ทันสมัยแค่ไหนก็หนีคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ ทุกอย่างต้องไม่ทิ้งแกนเดิม เรามีของดีอยู่แล้ว เรามีคนไทยซึ่งมีสายเลือดอยู่ในพวกนี้อยู่แล้ว ต้องเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่สำคัญคือพอสร้างขึ้น พอคนนั้นเริ่มโต คนนี้มาอิจฉากัน ตรงนี้ต้องทิ้งๆไว้บ้าง เข้าวัดหน่อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top