Thursday, 11 June 2026
Hard News Team

ย้อนประวัติ ‘อิคคิว’ ตัวอย่างพระหัวรั้น ดื่มเหล้า เคล้าสีกา แต่สุดท้ายได้กลับวัดเหตุเพราะไม่เหลือพระในระบบ

ใครที่โตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นอาจจะจำ 'อิคคิวซัง' ได้ว่าเป็นเณรน้อยฉลาดเฉียบ ไขปริศนาได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเล่าย้อนประวัติจริง ๆ แล้ว 'อิคคิว' ตัวจริง เป็นพระที่ดื้อ หัวรั้น แสบ และตรงไปตรงมาแบบสุดโต่ง เขาคือพระที่ใช้ชีวิตนอกกฎวัด ดื่มเหล้า จีบสาว และเขียนกลอนทะลึ่ง — แต่กลับกลายเป็นพระเซนที่คนญี่ปุ่นพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่ง

กำเนิดจากรอยร้าวในราชสำนัก

อิคคิวเกิดในปี พ.ศ. 1937 (ค.ศ. 1394) ช่วงที่ญี่ปุ่นปั่นป่วนจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างจักรพรรดิฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้

ประวัติศาสตร์หลายสายระบุว่า อิคคิวเป็นบุตรนอกสมรสของจักรพรรดิ 'โกะโกมัตสึ' กับหญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้มีศักดิ์ฐานะสูงอะไรนักในวัง บางตำนานว่าหญิงผู้นี้เป็นนางในระดับล่าง บางตำนานก็ว่าเป็นเพียงสาวใช้ของขุนนาง แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ ไม่ได้รับการยอมรับ และถูก 'ผลักออกจากราชสำนัก' หลังตั้งครรภ์

แม่ที่อาจไม่ได้รักอะไรนอกจากตัวเอง

ข้อมูลหลายสายบอกว่า แม่ของอิคคิว 'อาศัยครรภ์' เพื่อไต่เต้า — บ้างก็ว่าเธอหวังจะจับพระจักรพรรดิ บ้างก็ว่าเธอถูกใครบางคนบงการให้ตั้งครรภ์เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง

แต่เมื่อเกิดเรื่อง เธอไม่สามารถรักษาตำแหน่งตัวเองไว้ได้ และสุดท้ายก็ทิ้งลูกไว้ให้วัดเลี้ยงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยเขียนจดหมายเสียใจภายหลัง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าที่จริงแล้วเธอก็แค่ “หาความรอดตัวเอง”

พระหัวดื้อในวัดหลวง

อิคคิวเติบโตในวัดชื่ออันโคคุจิ (Ankoku-ji) และศึกษาธรรมะสายเซนอย่างลึกซึ้ง แต่แทนที่จะปฏิบัติตามระเบียบวัดแบบหุ่นยนต์ เขาเริ่มตั้งคำถามกับระบบสงฆ์ และไม่ยอมจำนนต่อศีลธรรมจารีต

เขาเลือกออกเดินทาง ใช้ชีวิตแบบ 'พระนอกกรอบ' — ดื่มเหล้า เข้าซ่อง คบหญิงโสเภณี และแต่งกลอนอีโรติกแบบไม่อายฟ้าอายดิน เพราะเขาเชื่อว่า 'ความใคร่และความตาย' คือสิ่งที่สอนธรรมะได้ดีที่สุด

กลับสู่วัด ไม่ใช่เพราะศรัทธา แต่เพราะไม่มีใครเหลือ

สุดท้ายในบั้นปลายชีวิต หลังสงคราม เศษซากของวัดถูกเผา พระในระบบหายไปหมด ผู้คนเชิญอิคคิวกลับมา...ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะไม่มีใครแล้ว

เขายอมกลับมาฟื้นฟูวัด ไม่ใช่เพื่อศรัทธา แต่เพราะ “ไม่อยากให้คนรุ่นหลังถูกหลอกอีก”

ชีวิตที่ฝากไว้ให้คิด ไม่ให้ยึด

ชื่อเล่นของอิคคิวคือ 'เมฆบ้า' (Crazy Cloud) เพราะเขาใช้ชีวิตเหมือนเมฆ — ลอยไปตามธรรมชาติ ไม่ติดอยู่กับกฎเกณฑ์ ไม่ยึดกับวัด ไม่ติดกับหญิง ไม่กลัวตาย

บทกวีของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายโลกีย์ ความตาย ความโดดเดี่ยว และความเข้าใจธรรมชาติแบบเปลือยเปล่า ไม่มีศีลธรรมจอมปลอมมาปิดหน้า

เม็กซิโกสั่งเบรกแผนสร้างโรงงาน BYD หวั่นเสียข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แต่บราซิลอ้าแขนรับ

(4 ก.ค. 68) รัฐบาลเม็กซิโกปฏิเสธแผนของ BYD บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากจีนในการตั้งโรงงานในประเทศ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อการเจรจาภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะภายใต้แรงกดดันทางการเมืองจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้ BYD จะยืนยันว่าโรงงานในเม็กซิโกจะผลิตเพื่อขายในละตินอเมริกา ไม่ใช่ตลาดสหรัฐฯ แต่รัฐบาลเม็กซิโกกลับไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งไม่ขายที่ดินของรัฐ ไม่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และออกท่าทีห่างเหินจากธุรกิจจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์จากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และแคนาดา

ในขณะเดียวกัน BYD ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยเร่งสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในบราซิล ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานได้กว่า 20,000 ตำแหน่ง และเดินหน้าส่งมอบรถยนต์ไปยังเม็กซิโกอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เท่าในปีที่ผ่านมา

แม้จะถูกขวางในเม็กซิโก แต่ BYD ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก โดยพยายามเร่งสร้างฐานการผลิตนอกจีน ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากการเมืองระหว่างประเทศและการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ผบ.ตร.นำคณะตำรวจไทยเยือนญี่ปุ่น เข้าพบ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น และเอกอัครราชทูต หารือ แลกเปลี่ยนความร่วมมืออาชญากรรมไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์  พร้อมดูงานสถานีตำรวจ หน่วยงานอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อนำมาปรับใช้ ยกระดับการทำงานตำรวจไทย

(11 ก.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

ผบ.ตร.และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโยชิโนบุ คุสึโนกิ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น โดยได้มีการหารือประเด็นความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การฉ้อโกงออนไลน์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในโอกาสนี้ ผบ.ตร.ได้กล่าวขอบคุณ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น ที่อนุมัติในหลักการการส่งนายตำรวจประสานงานมาประจำยังประเทศญี่ปุ่น

คณะตำรวจไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานีตำรวจชินจูกุ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนปฏิบัติหน้าที่รวม 700 นาย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง 100 คน โดยคณะฯ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกต่างๆ ของสถานีตำรวจ ได้แก่ แผนกสืบสวนอาชญากรรมองค์กร และศูนย์รับแจ้งเหตุ

ผบ.ตร.และคณะยังได้เข้าพบ นายฮิเดอากิ โออิตะ ผู้อำนวยการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เพื่อประชุม หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และศึกษาดูงานหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคโนโลยี โดยเป็นหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เช่น การตรวจสอบวัตถุพยานต่างๆ และการรักษาสภาพของวัตถุพยาน เช่น โทรศัพท์ ฮาร์ดดิสก์ รถยนต์ เป็นต้น และศึกษาดูงานศูนย์ต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำที่เป็นภัยต่อประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นการโจมตีทางไซเบอร์
  
นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยังได้นำคณะเข้าหารือกับ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เพื่อหารือปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมายังประเทศไทยด้วย 

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ ผบ.ตร.และคณะ นำมาซึ่งประโยชน์ของการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาชญากรรมทางไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ รวมทั้งการดูงานสถานีตำรวจ ศูนย์สืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ หน่วยงานพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล ซึ่งได้ประโยชน์ แนวคิดหลายประการที่จะนำมาปรับใช้ในการทำงานของตำรวจไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป

 

‘มังกรทะเลสีน้ำเงิน’ โผล่หาดกะรน จ.ภูเก็ต อีกครั้ง เตือนภัยนักท่องเที่ยวห้ามจับเด็ดขาดมีพิษร้ายถึงชีวิต

เมื่อวานนี้ (10 ก.ค.68) เพจ 'ฉุกเฉินการแพทย์' ได้โพสต์เตือนภัย 'มังกรทะเลสีน้ำเงิน' โผล่ทะเลบริเวณหาดกะรน ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งมีพิษร้ายแรง หากสัมผัสโดนอันตรายถึงชีวิต

โดยทางเพจระบุข้อความว่า “ด่วนรับแจ้งจากประชาชนหาดกะรน จ.ภูเก็ต พบ Blue Dragon บริเวณหาดกะรน จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการที่มีการเผยแพร่กัน พบว่า Blue Dragon เป็นชื่อของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้น้ำทะเลชนิดหนึ่ง โดยเป็นทากทะเลประเภทหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Glaucus Atlanticus หรือรู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า Blue Ocean Slug โดย Blue Dragon ถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง พบได้ตามมหาสมุทรและชายฝั่งน้ำอุ่นแถบประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และยุโรป มีรูปร่างคล้ายมังกรหกปีกพร้อมลายสีน้ำเงินสดสะดุดตา โดยลำตัวจะโตยาวสุดแค่ 1-1.5 นิ้วเท่านั้น

มีนิสัยดุร้ายพร้อมโจมตีเหยื่อและผู้บุกรุกด้วยพิษสุดร้ายแรงที่จะเข้าไปทำลายระบบประสาทการทำงานของหัวใจและเซลล์ผิวหนัง

- บลูดรากอน (Blue Dragon) หรือมังกรทะเลสีน้ำเงิน มีพิษและเป็นอันตราย ห้ามจับเด็ดขาด ถึงแม้จะมีขนาดเล็กและสีสันสวยงาม แต่พิษของมันสามารถทำให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงหากสัมผัสกับผิวหนัง พิษของมันมีฤทธิ์คล้ายกับแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส

- พิษร้ายแรง:
บลูดรากอนไม่ได้ผลิตพิษเอง แต่เก็บสะสมพิษจากสัตว์ที่มันกิน เช่น แมงกะพรุนพิษ

- อาการเมื่อโดนพิษ:
หากโดนพิษของบลูดรากอน อาจมีอาการปวดแสบปวดร้อน คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดศีรษะอย่างหนัก

- อันตรายถึงชีวิต:
สำหรับผู้ที่แพ้พิษ อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

- ข้อควรระวัง:
หากพบเห็นบลูดรากอนบนชายหาดหรือในทะเล ห้ามเข้าใกล้หรือสัมผัสเด็ดขาด

- การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
หากถูกพิษ สามารถใช้น้ำส้มสายชูล้างบริเวณที่ถูกพิษ เพื่อบรรเทาอาการ“

ทางเพจเผยเพิ่มเติมว่า “หายไปเกือบ 2 ปีเต็ม วันนี้มีคนพบอีกครั้งที่หาดกะรน จ.ภูเก็ต มังกรสีนํ้าเงิน (Blue Dragon) Glaucilla marginata กับสีสันที่สวยงามและมาพร้อมพิษที่ร้ายแรง เจอห้ามสัมผัสจะกินแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงเป็นอาหาร (แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส) ทำให้มีการสะสมพิษไว้ในตัว”

สน.คันนายาวเดินหน้าปราบแว้น 'ปิดกรุงเทพซิ่ง 2568' จับผู้ต้องหา 18 ราย ยึดรถ 17 คัน ปิดเพจชักชวนแข่งรถ 2 แห่ง

เมื่อวานนี้ 10 ก.ค. 68) ตามแผนยุทธการ 'ปิดกรุงเทพซิ่ง 2568' ของตำรวจนครบาล ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินหน้ากวาดล้างกลุ่มแข่งรถในทางอย่างจริงจัง โดยมี พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เจษฎา สวยสม ผบก.น.2 และ พ.ต.อ.เศกสิทธิ์ สุภาอ้วน รอง ผบก.น.2 ร่วมกำกับดูแลและสั่งการให้แต่ละพื้นที่ดำเนินการตามแนวทางป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ซึ่ง สน.คันนายาว ได้ดำเนินการเชิงรุก ป้องกันและปราบปรามกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายแข่งรถผ่านโซเชียลมีเดีย และร้านแต่งรถเถื่อนที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงของวัยรุ่นในพื้นที่

โดย พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว พร้อมด้วย พ.ต.ท.อภิชนฌาณ ครามสูงเนิน รอง ผกก.ป.สน.คันนายาว และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ได้ดำเนินการเข้มข้นต่อเนื่องระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2568 สามารถจับกุมผู้ต้องหาในความผิดเกี่ยวกับการแข่งรถในทางได้รวม 18 ราย ยึดรถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง 17 คัน พร้อมดำเนินการ ปิดเพจเฟซบุ๊ก 2 เพจ ที่ใช้ปลุกระดมรวมกลุ่มแข่งรถในทางอย่างผิดกฎหมาย

โดยหนึ่งในปฏิบัติการเริ่มจากการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านแต่งรถจักรยานยนต์ในเขตคลองสามวา พบมีการรับจูนเครื่องยนต์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข ฐานประกอบกิจการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลมีคำพิพากษาปรับเป็นเงิน 5,000 บาท

ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบบริเวณซอยพระยาสุเรนทร์ 41 สามารถควบคุมตัววัยรุ่นได้ 8 ราย พร้อมรถจักรยานยนต์ 8 คัน ดำเนินการเปรียบเทียบปรับในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเงินคนละ 1,000 บาท พร้อมให้ผู้ปกครองมารับตัว และลงนามในบันทึกทัณฑ์บน พร้อมเปลี่ยนท่อไอเสียเป็นแบบมาตรฐาน มอก.

ถัดมาในเช้ามืดวันที่ 4 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจบูรณาการกำลังสกัดจับกลุ่มวัยรุ่นที่นัดหมายผ่านเพจ “ปิดกรุงเทพ ซิ่ง.” บริเวณถนนรามอินทรา กม.6 ได้ผู้ต้องหา 4 ราย ของกลางรถ 4 คัน โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง โดยศาลแขวงมีนบุรีมีคำพิพากษา กักขังคนละ 1 เดือน และ พักใช้ใบขับขี่ 6 เดือน ยกเว้นผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนซึ่งถูกส่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ พร้อม ริบของกลางทั้งหมด

แม้เพจดังกล่าวจะถูกปิดลง แต่ในวันที่ 6 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่พบว่ามีการเปิดเพจใหม่ชื่อ “แว้น กรุงเทพฯ” มีผู้ติดตามกว่า 4,900 ราย และมีการนัดหมายแข่งรถบริเวณถนนรามอินทรา กม.9 จนนำไปสู่การจับกุมเยาวชนเพิ่มเติม 6 ราย อายุระหว่าง 15–17 ปี ส่งเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองเด็กเช่นกัน

สรุปผลการปฏิบัติของ สน.คันนายาว ในห้วงเวลาดังกล่าวข้างต้น มีดังนี้:
• จับกุมผู้ต้องหา 18 ราย
• ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ 17 คัน
• ปิดเพจเฟซบุ๊กปลุกระดม 2 เพจหลัก
• ประสานผู้ปกครองให้รับตัว พร้อมดำเนินมาตรการทัณฑ์บน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า คณะทำงานป้องกันและปราบปรามการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น แข่งรถในทางและความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้วางแนวทางการดำเนินคดีอย่างเข้มงวด ทั้งการแข่งรถในทาง การขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง และเป็นความผิดทางอาญา ศาลพิพากษาลงโทษหนัก ริบรถของกลาง จึงอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชนวัยรุ่นรวมถึงผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน ให้ช่วยกันห้ามปราม อย่าปล่อยปละละเลยบุตรหลานของท่าน และอย่าเลียนแบบหรือกระทำตามในลักษณะนี้เด็ดขาด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ คณะทำงานฯ ขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขับขี่รถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งการโพสต์ชักชวน เชิญชวน บนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆก็ดี ทั้งการรวมตัวบนท้องถนนก็ดี โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุร้ายที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

📣 สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน 'เพชรบุรี Fresh เกษตรกลางเมือง'

📣 สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรี
ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน
🎉 'เพชรบุรี Fresh เกษตรกลางเมือง' ✨ 🍍🍋‍🟩🍌
ครั้งแรก! กับความสดใหม่ของสินค้าเกษตรเมือง 'สามรส'
🍍 ยกทัพของดีจากเพชรบุรีบุกกรุงเทพฯ
🌟สดจริง! แปรรูปจริง! ครบรส เปรี้ยว หวาน เค็ม
🗓️ วันที่ 16–21 กรกฎาคม 2568
📍 ลานโปรโมชั่น ศูนย์การค้า JJ Mall จตุจักร กรุงเทพฯ
🛍️ งานมหกรรมตลาดสินค้าเกษตรเชื่อมโยงสู่ตลาดภาคนอกจังหวัด
📍รวมสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรเพชรบุรีกว่า 30 ร้านค้า ทั้งผลสด แปรรูป วิสาหกิจชุมชน และ SMEs

✨ ไฮไลต์เด็ดห้ามพลาด✨
🍍🍋‍🟩🍌นิทรรศการ 'เมืองสามรส' ถ่ายทอดองค์ความรู้จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านสินค้าท้องถิ่น
♻️ กิจกรรม 'หิ้วถุงผ้า แลกสินค้าเด่นเพชรบุรี'
พกถุงผ้ามา รับฟรี! ของที่ระลึกหรือสินค้าเกษตรคุณภาพ
🔥 นาทีทอง ลดจัดหนัก! ของดีราคาพิเศษ มีเฉพาะในงาน
🍽️ กิจกรรม 'กินให้สุด สนุกกับของเด่นเพชรบุรี'
แข่งขันกินผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัด (19 กรกฎาคม 2568)
🎤 มินิคอนเสิร์ต 'ก้านตอง ทุ่งเงิน' (18 กรกฎาคม 2568 ) เจ้าของเพลงฮิต กุหลาบ 🌹

💚 ช้อป ชิม ชม เพลินทุกวันกับสินค้าและกิจกรรมคุณภาพ ที่คนรักเกษตรไม่ควรพลาด!

ตำรวจผู้ดีล่าตัวคนร้ายสวมโม่ง แทงดับพ่อลูกอ่อน หวังปล้น!! Rolex ราคากว่า 5 แสน แต่ไม่สำเร็จ

(11 ก.ค. 68) เกิดเหตุชายหนุ่มชื่อ นายบลู สตีเวนส์ (Blue Stevens) วัย 26 ปี ถูกแทงเสียชีวิตกลางกรุงลอนดอน บริเวณด้านหน้าคาสิโนหรูใกล้โรงแรมพาร์ค ทาวเวอร์ โฮเทล และห้างสรรพสินค้าฮาร์วีย์ นิโคลส์ ในย่านไนท์บริดจ์ โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เวลา 21.30 น. ขณะที่ สตีเวนส์ กำลังเดินกลับไปที่รถยนต์กับแฟนสาวหลังรับประทานอาหารค่ำ ตำรวจเชื่ออาจเป็นการพยายามชิงนาฬิกา Rolex Datejust 36mm Oystersteel and Gold มูลค่ากว่า 12,000 ปอนด์ (ราว 552,000 บาท)

สำหรับ สตีเวนส์ เป็นพ่อลูกสอง และเป็นหลานชายของนักมวยชื่อดัง เลส สตีเวนส์ (Les Stevens) เจ้าของเหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ (Commonwealth Games) ปี 1970 ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า คนร้ายซึ่งสวมโม่งปกปิดใบหน้าและขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เข้าจู่โจมหมายปล้นนาฬิกาขณะเขากำลังจะขึ้นรถ BMW โดยเจ้าตัวพยายามต่อสู้ ก่อนถูกแทงเข้าที่หน้าอก เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที

พยานผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า “เขาพยายามต่อสู้กลับ แต่คนร้ายแทงเขาเข้าตรงหน้าอก เลือดไหลเยอะมาก เขาหมดสติทันที” แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงจุดเกิดเหตุภายในเวลาไม่ถึง 4 นาที แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แฟนสาวของเขา เทย์ลา มารี พยายามปั๊มหัวใจช่วยชีวิตด้วยตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ เธอกลับมาที่จุดเกิดเหตุในวันถัดมา พร้อมวางดอกไม้และเขียนข้อความอาลัยว่า “คุณเอาหัวใจฉันไปด้วย” 

ด้านเจ้าหน้าที่ระบุ พบว่านายสตีเวนส์ยังสวมนาฬิกา Rolex อยู่ในขณะเกิดเหตุ ขณะที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทจำนวนมากเดินทางมาร่วมไว้อาลัยที่หน้าโรงแรม โดยระบุว่าสตีเวนส์เป็นคนอารมณ์ดี รักลูกมาก และเพิ่งพาแฟนไปทานมื้อค่ำสุดหรูก่อนจะถูกทำร้ายจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ตำรวจยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยาน โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ต้องสืบสวนคือ คนร้ายอาจพยายามปล้นนาฬิกา Rolex หรืออาจตั้งใจมาลงมือสังหารโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังนายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่าน (Sadiq Khan) ให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างอาชญากรรมในเมือง โดยเฉพาะคดีแทงและจี้ปล้น ขณะที่ผู้คนในพื้นที่แสดงความหวาดกลัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ข้อมูลว่าเริ่มมีคำเตือนไม่ให้นำเครื่องประดับมีค่าติดตัวขณะเดินในลอนดอนยามค่ำคืน

‘หมอธานี’ ยกย่องพระอัจฉริยภาพ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’ ทรงงานด้วยพระองค์เองพัฒนายารักษามะเร็งมุ่งเป้าจนสำเร็จ

เมื่อวันที่ (21 พ.ย.66) นพ.ธานี ธานียวรรณ อาจารย์แพทย์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถ ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี จนเกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย 'อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100'

โดยนพ.ธานี ระบุว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ เพราะการที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก ถึงขนาดที่ลงมาทรงงานและนำทีมนักวิจัยด้วยพระองค์เอง ทั้งนี้ ยังไม่เห็นมีประเทศใดในโลกที่เป็นเช่นนี้ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น

และที่สำคัญทุกขั้นตอนของการผลิตยาประเภทนี้ ในทุกขั้นตอนเป็นเรื่องที่ยากมาก ทั้งการต้องใช้เงินทุนวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก และยังต้องประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ อีกทั้ง ยังในแต่ละขั้นตอนยังผิดพลาดไม่ได้ เพราะหากเกิดความผิดพลาดหมายถึงชีวิตมนุษย์ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากสำหรับประเทศไทย

ปูตินดัน ‘ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตร BRICS’ เลิกพึ่งตลาดโลก ซื้อขายด้วยเงินท้องถิ่น ตัดวงจรเก็งกำไร

(11 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ประกาศผ่านการประชุมวิดีโอในเวที BRICS Summit 2025 ที่นครรีโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 6 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า กำลังผลักดันให้จัดตั้ง “ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรของ BRICS” หรือเรียกว่า Grain Exchange ซึ่งเน้นซื้อขายธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง โดยไม่มีพ่อค้าคนกลางหรือนายหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรจากตลาดโลกที่ราคาผันผวนสูง

ปูตินระบุว่า แนวคิดนี้จะช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถตกลงปริมาณและราคาซื้อขายกันโดยตรง เช่น อียิปต์ไม่ต้องพึ่งตลาดซื้อขายโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนอีกต่อไป แต่จะสามารถแลกเปลี่ยนกับประเทศที่มีสินค้าส่วนเกินในเครือข่าย BRICS ได้โดยตรง ส่งผลให้ได้ราคาที่ยุติธรรมและมั่นคงกว่า

ในภาพรวม ปูตินย้ำว่า BRICS ควรสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกัน พร้อมเผยว่า BRICS ครอบคลุมพื้นที่โลกกว่า 1 ใน 3 และประชากรเกือบครึ่งโลก อีกทั้งมีขนาดเศรษฐกิจถึง 40% ของโลกในเชิงกำลังซื้อ

แม้ไม่มีผู้นำจีนและรัสเซียเข้าร่วมการประชุมด้วยตัวเอง แต่เวทีนี้ยังสะท้อนว่า BRICS กำลังเดินหน้าเชิงโครงสร้างทั้งในมิติการลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และการเงิน โดยปูตินระบุว่า การเพิ่มการลงทุนข้ามพรมแดนภายในกลุ่มเป็นภารกิจเร่งด่วน และ 'Grain Exchange' คือหนึ่งในก้าวสำคัญที่จะสร้างเศรษฐกิจหลายขั้วที่ยุติธรรม

‘อิหร่าน’ ลั่นจะไม่ยอมอ่อนข้อให้ ‘อิสราเอล’ ผู้รุกราน หลังก่อสงครามทำลายการเจรจานิวเคลียร์ ‘อิหร่าน-สหรัฐฯ’

(10 ก.ค. 68) นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เปิดเผยว่า สงครามของอิสราเอลได้ทำลายการเจรจาทางการทูต แต่สหรัฐฯ สามารถฟื้นฟูได้ ความมุ่งมั่นของอิหร่านในการดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ควรถูกตีความอย่างผิด ๆ ว่าเป็นความอ่อนแอของอิหร่าน

“ในการประชุมเพียง 5 ครั้งตลอดเวลา 9 สัปดาห์ สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และผมประสบความสำเร็จมากกว่าที่ผมทำได้ในสี่ปีของการเจรจานิวเคลียร์ที่ล้มเหลวกับรัฐบาลไบเดน เราอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อจัดการกับความกังวลของสหรัฐฯ ที่ว่า ในสักวันหนึ่ง อิหร่านอาจเบี่ยงเบนเป้าหมายจากโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ เราจึงได้หารือกันอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา รวมถึงเกี่ยวกับอนาคตของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน มีแนวคิดมากมายสำหรับทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ซึ่งนำเสนอโดยทั้งสองฝ่ายและโดยโอมาน.

ที่สำคัญไม่แพ้กัน เรายังมุ่งเน้นไปที่การยุติการคว่ำบาตรและการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ อิหร่านเปิดรับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจอิหร่านและตอบสนองภารกิจสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกันที่กำลังล่มสลาย เช่น ภาคพลังงานนิวเคลียร์

สถานการณ์กำลังดูดีขึ้น มีการแลกเปลี่ยนข้อความกันอย่างมากมาย แต่เพียง 48 ชั่วโมงก่อนการประชุมสำคัญครั้งที่ 6 อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีประเทศของข้าพเจ้าโดยไม่มีการยั่วยุ นอกจากโรงงานนิวเคลียร์ที่ได้รับการคุ้มครองแล้ว บ้านเรือน โรงพยาบาล โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของเรา และแม้แต่เรือนจำก็ถูกทิ้งระเบิด นอกจากนี้ยังมีการลอบสังหารนักวิชาการและครอบครัวอย่างขี้ขลาดอีกด้วย นี่เป็นการทรยศต่อการทูตอย่างร้ายแรง ขณะที่การเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น การโจมตีอย่างไม่ยั้งคิดนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน นั่นคือ อิสราเอลต้องการความขัดแย้งมากกว่าการแก้ไขปัญหา

อิสราเอลอ้างอย่างเท็จว่า การโจมตีทางอากาศมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในความเป็นจริง ในฐานะผู้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านได้มุ่งมั่นมาโดยตลอดที่จะดำเนินโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติภายใต้การเฝ้าระวังของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับประเทศที่มีเกียรติใด ๆ ที่ถูกโจมตี อิหร่านได้ต่อต้านการรุกรานอย่างดุเดือด จนกระทั่งอิสราเอลต้องพึ่งพาให้ประธานาธิบดีทรัมป์ช่วยยุติสงครามที่อิสราเอลเริ่มต้นขึ้นก่อน

อิหร่านเคยถูกกระทำอย่างผิด ๆ มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้มีความระมัดระวังมากขึ้นเป็นสองเท่า ความมุ่งมั่นของเราที่จะปฏิบัติอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาค ไม่ควรถูกตีความผิดว่าเราอ่อนแอ เราสามารถเอาชนะการโจมตีใด ๆ ต่อประชาชนของเราในอนาคต และหากวันนั้นมาถึง เราจะเปิดเผยศักยภาพที่แท้จริงของเรา เพื่อขจัดภาพลวงตาเกี่ยวกับอำนาจของอิหร่าน

แน่นอนว่า ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ถูกบ่อนทำลาย ไม่ใช่โดยอิหร่าน แต่โดยพันธมิตรที่ดูเหมือนจะเป็นของอเมริกา นี่ยังไม่รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกล่อให้บ่อนทำลายกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาสันติภาพ (NPT) ด้วยการโจมตีของตนเอง

แม้ว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อิหร่านจะได้รับข้อความที่ระบุว่าสหรัฐฯ อาจพร้อมที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา แต่เราจะเชื่อมั่นในการมีส่วนร่วมต่อไปได้อย่างไร อิหร่านได้ลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสมบูรณ์กับ 6 ประเทศในปี 2558 รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งวอชิงตันได้ยกเลิกข้อตกลงนี้ไปเพียงฝ่ายเดียวในอีกสามปีต่อมา และหลังจากตกลงที่จะเจรจาครั้งใหม่ด้วยความสุจริตใจ เราก็ได้เห็นความปรารถนาดีของเราได้รับการตอบแทนด้วยการโจมตีจากกองทัพที่มีอาวุธนิวเคลียร์ของสองประเทศ

อิหร่านยังคงให้ความสนใจในการทูต แต่เรามีเหตุผลที่ดีที่จะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเจรจาต่อไป หากมีความปรารถนาที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติ สหรัฐฯ ควรแสดงความพร้อมอย่างแท้จริงสำหรับข้อตกลงที่เป็นธรรม วอชิงตันควรทราบด้วยว่า การกระทำของอิหร่านในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ไป

ชาวอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน อิหร่านมีอารยธรรมเก่าแก่นับพันปีที่เอาชนะการรุกรานนับครั้งไม่ถ้วน และมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในทุกครั้ง เราปรารถนาสันติภาพมาโดยตลอด แต่เรากลับเป็นผู้กำหนดเสมอว่า การรุกรานประชาชนของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและอย่างไร ดังที่การคำนวณผิดพลาดของอิสราเอลได้พิสูจน์ให้เห็น ชาวอิหร่านมักจะรวมตัวกันต่อต้านผู้รุกรานอย่างพร้อมเพรียงกัน

การเจรจาภายใต้เงาของสงครามนั้นไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ และการเจรจาท่ามกลางภัยคุกคามไม่เคยเกิดขึ้นจริง การทูตจะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกัน และไม่สามารถอยู่รอดจากการก่อวินาศกรรมอย่างต่อเนื่องโดยบุคคลที่สาม ซึ่งหวาดกลัวการหาข้อยุติได้ ชาวอเมริกันสมควรได้รับรู้ว่าประเทศของพวกเขากำลังถูกผลักดันไปสู่สงครามที่หลีกเลี่ยงได้โดยสิ้นเชิงอย่างไร้เหตุผลสมควรโดยต่างชาติที่ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ของพวกเขา สำหรับวอชิงตัน พวกเขาควรรู้ว่าการรุกรานครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์และความสำเร็จของพวกเขามีค่าสำหรับเรามากกว่าที่เคย

คำสัญญาของทรัมป์ที่ว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” กำลังถูกบิดเบือนไปเป็น “อิสราเอลต้องมาก่อน”
หลังจากได้เห็นการเสียสละชีวิตของชาวอเมริกันหลายพันคน และการสิ้นเปลืองเงินภาษีของประชาชนหลายล้านล้านดอลลาร์ในภูมิภาคของเรา ชาวอเมริกันดูเหมือนจะทนไม่ไหวแล้ว เส้นทางสู่สันติภาพต้องอาศัยการยอมรับในสหรัฐอเมริกาว่า การเจรจาอย่างเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การบีบบังคับอย่างไม่ยั้งคิด เป็นหนทางเดียวที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน “ทางเลือกเป็นของอเมริกา ในที่สุดแล้วสหรัฐฯ จะเลือกใช้วิธีทางการทูตหรือไม่ หรือจะยังคงติดหล่มอยู่ในสงครามของผู้อื่นตลอดไป”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top