Thursday, 2 July 2026
Hard News Team

'โตโน่' บวงสรวงก่อนลงน้ำ 10 โมง 9 นาที เจ้าอาวาสวัดเทพนรินทธราราม ถอดสร้อยพญานาคมอบให้

'โตโน่' บวงสรวงก่อนลงน้ำ 10 โมง 9 นาที เจ้าอาวาสวัดเทพนรินทธราราม ถอดสร้อยพญานาคมอบให้โตโน่ เผยเก็บมา 15 ปี คิดว่าเจ้าตัวเหมาะสม เปิดยอดบริจาค ทะลุ 28 ล้านบาทแล้ว

(22 ต.ค.65) ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช บรรยากาศก่อนพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในงาน "One Man & The River หนึ่งคนว่าย หลายคนให้" ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขงบริเวณฝั่งไทย-ลาว มีการจัดเตรียมปรมพิธี เครื่องเซ่นไหว้และบายศรีพญานาค 7 เศียร พร้อมจัดเวทีเครื่องขยายเสียงติดตั้งรอบพื้นที่ โดยประชาชนพากันเข้ามาร่วมงานกันจนแน่นพื้นที่ แม้เมื่อคืนที่ผ่านมาจนช่วงเช้ามืดจะมีฝนตกลงมาปรอยปรายก็ตาม

สำหรับยอดเงินบริจาคให้กับโรงพยาบาลในการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลน ล่าสุดทีมผู้จัด แจ้งว่าเมื่อเวลา 07.40 น. มีเงินบริจาคเข้ามา 21,262,027 บาทแล้ว ซึ่งเกินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 16 ล้านบาท (ปัจจุบันมุ่งสู่ 30 ล้านบาท)

ขณะที่ โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ พร้อมคณะรักษาการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ตัวแทน รพ.นครพนม และ รพ.แขวงคำม่วน จาก สปป.ลาว และทีมงานผู้จัดโครงการ ได้เริ่มทำพิธีบวงสรวงในเวลา 08.00น.โดยมี พระอาจารย์เทพนรินทร์ ชินรังษี เจ้าอาวาสวัดเทพนรินทธราราม นำสวดชยันโต สร้างขวัญกำลังใจ ก่อนพระอาจารย์จะถอดสร้อยพญานาคที่สวมคอไว้ ซึ่งทำจากหยก และผ่านการปลุกเสกที่คำชะโนด แล้วมอบให้โตโน่ นำไปสวมใส่ โดยพระอาจารย์ ระบุว่าแต่แรกไม่คิดจะมอบให้ใคร เก็บไว้ตลอด 15 ปี จนตั้งใจจะนำมามอบให้โตโน่ เพราะคิดว่าเหมาะสมจะเป็นเจ้าของที่แท้จริง

ก่อนจะทำพิธีประพรมน้ำมนต์ ก่อนนางรำท้องถิ่น 200 คน พร้อมดารานักแสดงสาว 7 คน ประกอบด้วย ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์, ฮาน่า ฮาน่า ลีวิส, ไข่มุก รุ่งรัตน์ เหม็งพานิช, แม็กกี้ อาภา ภาวิไล,แบมบี้ สิรินโสพิศ ปัจฉิมสวัสดิ์, แป้ง ดาริน ตาแปง, พิมพ์ ประพิมภรณ์ พิมพา และอีฟ ไอยวริญร์ ชื่นชอบ จะร่วมกันรำถวายพ่อปู่พญานาค หรือพญาศรีสัตตนาคราช ในบทเพลง รำศรีโคตรบูรณ์ และเพลงออนซอนนครพนม เป็นเวลา 12 นาที

อัปเดตราคา 'หมู - ไก่ - เนื้อ' ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2565

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 22 ตุลาคม 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย...

ผบ.ตร.ประชุมความพร้อมทุกฝ่าย รับมือประชุมผู้นำ APEC ดูแลความปลอดภัย การจราจร ใช้ตำรวจกว่า 20,000 นาย เชิญชวนคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี

วันนี้ (21 ต.ค.65) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.(มค), พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร.(กม) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเตรียมความพร้อม ซักซ้อมการปฏิบัติด้านการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรเพื่อเตรียมการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและการประชุมที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค ปี 2565

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ฯ เปิดเผยว่าได้กำหนดแผนการเตรียมการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข แผนการสนับสนุนการปฏิบัติในการประชุมฯ (กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และ บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) การเตรียมการด้านกำลังพล ยานพาหนะ สิ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุมฯ งบประมาณและการติดต่อสื่อสาร 

ในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักด้านการรักษาความปลอดภัย (บุคคล สถานที่พัก สถานที่ประชุม งานเลี้ยงรับรอง และเส้นทางการเดินทาง) การจัดขบวนรถผู้นำเขตเศรษฐกิจ และพิธีการคนเข้าเมือง ตลอดจนการสืบสวน ติดตามสถานการณ์ด้านข่าว และการจัดตั้งกองอำนวยการร่วม อำนวยการ ควบคุม สั่งการการปฏิบัติตลอดภารกิจฯ วันนี้เป็นการเก็บรายละเอียดแผนการปฏิบัติและแผนเผชิญเหตุต่างๆ ตลอดจนเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจด้านต่างๆ เพื่อทำงานให้ประสานสอดคล้องกันในห้วงเวลาการปฏิบัติ มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 20,000 นาย หน่วยปฏิบัติและหน่วยสนับสนุนกว่า 30 หน่วยงาน เฝ้าติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวทุกด้านอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานระหว่างประเทศ และการปฏิบัติที่ชัดเจนอย่างใกล้ชิด จัดตั้งศูนย์ประสานงานฯ ศูนย์ติดตามสถานการณ์ฯ กำหนดมาตรการเฝ้าระวังเหตุก่อนการจัดการประชุมฯ การระดมกวาดล้างอาชญากรรม อาวุธปืน ยาเสพติด บุคคลตามหมายจับทุกข้อหา/ฐานความผิดห้วง (10 ต.ค.- 8 พ.ย.65 ก่อนการประชุมฯ) และกำหนดการซักซ้อมการปฏิบัติเสมือนจริง ในห้วงต้นเดือน พ.ย.2565 (แผนการป้องกันเหตุร้ายฯ (1 – 5 พ.ย.65) ซักซ้อมขบวนรถผู้นำฯ (7 พ.ย.65) การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุโรงแรม (11 – 13 พ.ย.65)) ซึ่งภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้รายงานผลการประชุมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอนุกรรมการฯ ทราบต่อไป

รัฐบาล เฟ้นหา สุดยอดอาหารไทย เสิร์ฟขึ้นโต๊ะประชุมผู้นำเอเปก

(21 ต.ค. 65) นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก กล่าวว่า การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 29 หรือ เอเปก 2565 ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นว่าไทยมีความสามารถแข่งขันในเวทีโลก

โดย อาหารไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถต่อยอดทางธุรกิจและพัฒนาให้มีความเป็นสากลได้ ทั่วโลกยกย่องอาหารไทย สังเกตได้จากร้านอาหารไทยที่กระจายอยู่หลายประเทศ และเรามีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรอาหาร สิ่งนี้ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งหากเชฟชาวไทยได้มีโอกาส ได้พัฒนาทักษะ ก็จะเป็นหนทางในการสร้างรายได้ ต่อยอดทางธุรกิจการทำอาหาร ตนจึงได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ จัดทำโครงการ Future Food for Sustainability ส่งเมนูอาหารอนาคต เทรนด์อาหารยุคใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม ผสมผสานกับความเป็นไทย เพื่อเตรียมนำไว้ให้คณะผู้นำเอเปก และชาวต่างชาติได้สัมผัส ในช่วงสัปดาห์การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน นี้

'ก้าวไกล' ผิดหวัง 'กสทช.' แค่รับทราบควบรวม 'ทรู-ดีแทค' จ่อยื่นป.ป.ช.เอาผิด ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

(21 ต.ค. 65) ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ 3 ต่อ 2 เสียงรับทราบการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค แบบมีเงื่อนไข โดยมีการกำหนดมาตรการเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้น ว่า เป็นไปตามที่คาดเดา แต่ยังคงผิดหวัง เพราะเราคาดหวังไว้ว่า กสทช.จะใช้อำนาจตัวเองอย่างเต็มที่ ซึ่งหากสังเกตมติครั้งนี้ไม่ใช่การอนุญาตให้ควบรวมแต่เป็นการรับทราบ มีการโหวต 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการลงมติว่าสรุปแล้วกสทช.มีอำนาจให้ควบรวมหรือไม่ สิ่งที่ลงมติออกมาเป็น 2 ต่อ 2 เสียง ซึ่งก็เป็นประเด็นว่าในการลงมติเรื่องนี้จำเป็นจะต้องได้เสียงข้างมากของคณะกรรมการทั้งหมด คืออย่างน้อยต้องได้ 3 เสียงแต่กรณีนี้เป็นการที่คะแนนเท่ากัน จึงต้องให้ประธานชี้ขาด ซึ่งจะใช้ในกรณีที่เป็นกรณีพิเศษไม่ใช่ในกรณีนี้ ตามข้อบังคับการประชุมของกสทช.

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เมื่อมาดูมติเสียงข้างมากบอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตและใช้วิธีเพียงแค่การรับทราบผลการขอควบรวมธุรกิจ แสดงว่ากสทช.ตีความว่า ทรูและดีแทคไม่ได้อยู่ในธุรกิจประเภทเดียวกัน ซึ่งค้านสายตาคนทั้งประเทศ และการที่ออกมาตรการหรือเงื่อนไขภายหลังแบบนี้ ตนคิดว่าสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีสำหรับกฎหมายกำกับดูแลในประเทศนี้ ถ้าต่อไปเอไอเอสต้องการจะควบรวมกับ 3BB เขาจำเป็นต้องขออนุญาตหรือไม่ และในกรณีนี้จะนับว่าเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันอีกหรือไม่ ฉะนั้น ตนคิดว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการโหวตและการตีความกฎหมายทั้งคู่ ผลที่ออกมาในส่วนที่เป็นเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะในหลายเรื่องทั้งในเรื่องเชิงโครงสร้างและในเชิงพฤติกรรม ซึ่งหลายคนอาจจะรู้สึกพอใจแล้วว่ามาตรการที่จะช่วยควบคุมราคา แต่ขอบอกว่าไม่มีการตัดสินของการอนุญาตควบรวมใด ๆ ในโลกนี้ที่ให้รัฐเป็นผู้ควบคุมราคา เพราะทราบกันดีว่าในความเป็นจริงทำได้ยากมาก

“ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีที่สุดคือมาตรการในเชิงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นการขายลูกค้าให้กับเจ้าอื่น หรือขายคลื่นหรือคืนคลื่นออกมาในส่วนที่มีถือครองคลื่นเกินจำนวนที่กสทช.กำหนดไว้ หรือการใช้เสาสัญญาณร่วมในราคาที่เป็นธรรม ที่สำคัญที่สุดคือทำให้เกิดผู้เล่นรายใหม่ขึ้นเป็นเจ้าที่ 3 ซึ่งในกรณีนี้ต้องมีการกันคลื่นไว้ส่วนหนึ่งเพื่อที่จะนำไปประมูลสัมปทานให้กับรายใหม่ได้ และอาจจำเป็นต้องให้แต้มต่อกับรายใหม่ให้ได้ราคาที่ถูกเป็นพิเศษด้วยซ้ำ เพื่อดึงดูดให้มีรายที่ 3 เข้ามา จึงคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเงื่อนไขและมาตรการที่ไม่เพียงพอที่จะกู้คืนสภาพการแข่งขันที่เคยมีอยู่ 3 เจ้าได้เลย จึงเป็นที่มาของการคัดค้านการตัดสินใจของ กสทช. ในครั้งนี้ต่อไป เนื่องจาก กสทช.ไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเองอย่างที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

แท็กซี่ซื่อสัตย์ รีบนำเงินส่งคืนผู้โดยสาร หลังพบว่าโอนค่ารถเกินกว่า 2.5 แสนบาท

(21 ต.ค. 65) นายศักรินทร์ อั๋นประเสริฐ อายุ 48 ปี แจ้งผ่านหมายเลขโทรฟรี 1644 ว่า...เมื่อวานนี้ (20 ต.ค.) เวลาประมาณ 20.00 น. ได้ใช้บริการรถแท็กซี่ แต่จำรายละเอียดไม่ได้ โดยเรียกรถจากแถว ๆ เทเวศน์ ไปลงที่ซอยพหลโยธิน 64 ค่าโดยสาร 253 บาท และใช้วิธีโอนเงินจ่ายไป จากนั้นก็ยื่นโทรศัพท์ให้โชเฟอร์แท็กซี่ดูว่าโอนแล้วนะ แล้วก็แยกย้ายลงจากรถ 

ปรากฏว่าพอตื่นเช้ามา มาเช็กเงินในแอปโทรศัพท์มือถือ ก็ตกใจอย่างมาก เพราะเงินในบัญชีหายไปกว่า 2 แสนบาท จึงได้เช็กประวัติการใช้เงิน จึงทราบว่า ที่โอนเงินจ่ายค่าโดยสารแท็กซี่ไป จาก 253 บาท แต่กลับโอนไป 253,303 บาท และปลายทางที่โอนไปคือ คุณธนสรณ์ ทองดี

'ก้าวไกล' ซัดรัฐแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ครอบคลุม ปล่อยให้ประชาชนหนี้สินท่วมหัวพร้อมกับน้ำ

'ก้าวไกล' ซัดรัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาว จี้เร่งเยียวยาน้ำท่วมรวดเร็ว-ครอบคลุม-ทั่วถึง อย่าปล่อยให้ประชาชนหนี้สินท่วมหัวพร้อมกับน้ำ

(21 ต.ค. 65) กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล ร่วมกับพงษ์เดช เดชกล้า ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล เขต 9 จ.ศรีสะเกษ สำรวจความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนใน อ.ยางชุมน้อย และ อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ เพื่อรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม แล้วนำไปประมวลเป็นรายละเอียดเพื่อเสนอต่อรัฐบาลในการออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่อไป

โดยในหลายพื้นที่มีน้ำท่วมไร่นาทำลายพืชผลการเกษตรของชาวบ้าน 100% ทำให้ชาวบ้านไม่มีข้าวสำหรับบริโภคภายในครัวเรือนและไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรเนื่องจากไร่นาเสียหายถูกน้ำท่วม เมื่อไม่มีรายได้ก็กระทบต่อวงจรการชำระหนี้ ทำให้มีหนี้สินพอกพูนขึ้นไปอีก

ส่วนบ้านเรือนก็ถูกท่วมมิดหลังคา จนต้องย้ายออกมาอยู่ศูนย์อพยพที่ทางองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหาไว้ให้ เบื้องต้นประเมินว่ามีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องซ่อมแซมบ้านทั้งหลังเนื่องจากจมน้ำมิดหลังคา บางรายอาจต้องใช้เงินซ่อมกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อย้ายออกมาแล้ว ก็ประกอบอาชีพลำบาก หุงหาอาหารทุลักทุเล แม้จะพอได้รับความช่วยเหลืออยู่บ้างแต่ก็มีต้นทุนชีวิตที่สูงกว่าปกติ

เชียงใหม่-เปิดอบรมให้ความรู้และประชาสัมพันธ์การประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทาง สําหรับธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2565 เวลา 09.00 น. นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อบรมให้ความรู้และประชาสัมพันธ์การประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทาง สําหรับธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ หัวข้อ “ท่องเที่ยวเบิกบาน ผู้ประกอบการมั่นใจ ด้วยประกันภัยอุบัตเหตุการเดินทาง สําหรับธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์” ผู้อํานวยการภาคอาวุโส สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) ผู้อํานวยการสํานักงาน คปภ.จังหวัดในสังกัดภาค 1 (เชียงใหม่) 10 จังหวัด และ ผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ โรงแรม วินทรีซิตี้ รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่   

นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความสําคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สําคัญ ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพ ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งพื้นที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่สําคัญของภาคเหนือ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ จึงสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์ทางด้านประกันภัย เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและหลักประกัน การเดินทางให้แก่ทุกฝ่าย อาทิ เช่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป ให้ได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น อีกทั้งเสริมสร้างความรู้ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทําประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทางสําหรับธุรกิจนําเที่ยว และมัคคุเทศก์ ปฏิบัติตามข้อกฎหมายกําหนด ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจนําเที่ยวทุกราย ต้องจัดให้มีการทําประกันภัยสําหรับอุบัติเหตุให้แก่นักท่องเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นําเท่ยีว ในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว

โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดอบรมในวันนี้ จะทําให้ทุกท่านได้รับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการยื่นขอเอาประกันภัย และเงื่อนไขตามกรมธรรม์ดังกล่าว อย่างถูกต้อง ครบถ้วน รวมถึงนําความรู้ที่ได้รับในวันนี้ช่วยกันรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ให้สถานประกอบการท่องเที่ยวได้เล็งเห็นถึงความสําคัญของการนําเอาระบบประกันภัย เข้ามาบริหารความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับ การประกอบธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการของเราเกิดความมั่นใจ ในทริปท่องเที่ยวและได้ท่องเที่ยวได้อย่างเบิกบาน ผู้ประกอบการก็มีความมั่นใจ

นางกาญจนา ศรีคราม ผู้อํานวยการสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสรมิการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 1 (เชียงใหม่) กล่าวว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความสําคัญโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศ ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สําคัญ ก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และการกระจาย รายได้ไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สําคัญของภาคเหนือ โดยมีจํานวนผู้เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2565 แล้ว จํานวน 5,317,089 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับ ปริมาณจํานวนผู้เข้ามาท่องเที่ยวของจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 25.94 ส่งผลให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2565 มากกว่า 34,280 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปริมาณ รายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 42.07 

ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว หากเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด จะทําให้นักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้รับการเยียวยา บรรเทาความสูญเสีย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจัดทําประกันภัยอุบัติเหตุการเดินทาง สําหรับธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ อีกทั้งปฏิบัติตามข้อกฎหมายกําหนด

เพื่อให้นักท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย จึงจําเป็นต้องส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเงื่อนไขกรมธรรม์และรณรงค์ให้สถาน ประกอบการท่องเที่ยว ตระหนักถึงความสําคัญของการประกันภัย ปฏิบัติตามกฎหมาย เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย สํานักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) จึงได้บูรณาการร่วมกับสํานักงานทะเบียนธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ, สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่, สถานีตํารวจท่องเที่ยว 1 กองกํากับการ 2 กองบังคับการตํารวจท่องเที่ยว 2 และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด เชียงใหม่ จัดงานในวันนี้ขึ้น

โดยในช่วงแรกจะเป็นการเสวนา หัวข้อ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุเดินทาง สําหรับธุรกิจนําเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” การบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ “ความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และการช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยว” ในวันนี้มีผู้เข้าอบรม จํานวน 150 คน ประกอบด้วย ผู้ประกอบการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากนี้มีการถ่ายทอดสด ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ สํานักงาน คปภ. ภาค 1 (เชียงใหม่) เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ แพร่หลายและทั่วถึง 

รมว.สุชาติ สั่ง รุกสถานประกอบการต่อเนื่อง เดินหน้าเสิร์ฟตำแหน่งงานผ่านแอป ‘ไทยมีงานทำ’

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบกรมการจัดหางาน ลุยสถานประกอบการต่อเนื่อง เตรียมตำแหน่งงานรองรับคนหางานทั่วประเทศ ใช้บริการได้ผ่าน 'ไทยมีงานทำ'

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดแรงงาน เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีการจ้างงานเต็มที่ สร้างความยั่งยืนให้กับภาคแรงงาน โดยเฉพาะการเตรียมตำแหน่งงานรองรับคนหางานและนักศึกษาจบใหม่ ให้มีหลักประกัน มีรายได้ที่มั่นคง

“ผมได้มอบหมายกรมการจัดหางานลงพื้นที่หารือสถานประกอบการที่มีศักยภาพในการจ้างงาน มีสวัสดิการที่ดี เป็นบริษัทที่คนให้ความสนใจร่วมงานด้วย ที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมือที่ดีจากหลายบริษัทชั้นนำที่แจ้งตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์ม 'ไทยมีงานทำ' เราจะดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนหางานทั่วประเทศมีตำแหน่งงานรองรับ  ขอบคุณบริษัทที่เข้ามามีส่วนร่วม และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคแรงงานให้เติบโตอย่างยั่งยืน" นายสุชาติ กล่าว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย ลงพื้นที่ภาคเหนือ มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนรวม 53 สถาบัน มูลค่ากว่า 2.2 ล้านบาท

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม 2565) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ และ นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ  ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2565 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นศูนย์กลาง รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมี นายสมหวัง พ่วงบางโพ  

ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์

การมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แบ่งเป็นการมอบทุนระดับชั้นประถมศึกษา ทุนต่อเนื่องในทุกระดับชั้น และทุนทุกระดับปีสุดท้าย มอบ ณ ที่ทำการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กรุงเทพฯ รวม 2,410 ทุน  มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในถิ่นทุรกันดาร รวม 66 ทุน และมอบทุนการศึกษาสัญจรในระดับชั้นประถม และทุกระดับปีสุดท้ายให้แก่สถาบันการศึกษาในส่วนภูมิภาค โดยปีนี้มูลนิธิฯได้มอบให้กับเยาวชนในพื้นที่ภาคเหนือ รวม 265 ทุน  

รวมทุนการศึกษาที่มอบทั้งหมดในปี พ.ศ. 2565 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 18,330,000 บาท (สิบแปดล้านสามแสนสามหมื่นบาทถ้วน)  

ตลอดระยะเวลากว่า 112 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top