Thursday, 2 July 2026
Hard News Team

ผบ.ตร. มอบรางวัล 'นักเรียนนายร้อยตํารวจ' คว้าแชมป์ Thailand Cyber Top Talent 2022 ชูเป็นบุคลากรตำรวจรุ่นใหม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 เวลา 11.00 น. ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. แสดงความยินดี และมอบรางวัลแก่  “นักเรียนนายร้อยตำรวจ” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ Thailand Cyber Top Talent 2022 การแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับประเทศ  

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า การแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ระดับประเทศ โดยสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จัดการแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับประเทศ รายการ Thailand Cyber Top Talent 2022 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมีทีมนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศ เข้าร่วมการแข่งขัน 393 ทีม

ผลการแข่งขันในระดับอุดุมศึกษาหรือSeniorทีมReboosterตัวแทนจากโรงเรยีนนายรอ้ยตํารวจคว้าแชมป์ระเทศไทย  ได้รับโล่ห์และเงินรางวัล 90,000 บาท โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย นรต.ทัศไนย มานิตย์ หรือ ต้น ชั้นปีที่ 3 , นรต.วรรณกร นุ่น ประดิษฐ์ หรือ เอิร์ธ ชั้นปีที่ 3 และ นรต.สุดฤทธิ์ วงษ์สุวรรณ หรือ สุดริด ชั้นปีที่ 2

โดยทีม Rebooster จาก รร.นรต. จะเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันใน รายการ Cyber SEA Game 2022 หรือ การแข่งขันด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในระดับ อาเซียน ที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อไป

รัฐบาลไทยโชว์ศักยภาพหนุน EV บนเวทีโลกอีกครั้ง จัดรถ BMW i7 ใหม่ล่าสุด EV 100% รับส่งผู้นำเอเปค

เอเปกครั้งนี้ ประเทศไทยเน้นรายละเอียดจริง ๆ ขนาดรถของผู้นำยังเป็น THE NEW BMW i7 ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าล้วน 100 % สำหรับใช้ต้อนรับผู้นำจากทุกประเทศอีกด้วย

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก BMW Thailand ได้โพสต์ภาพ คาราวาน THE NEW BMW i7 ที่ส่งตรงมาจากประเทศเยอรมนี เพื่อรับหน้าที่ “The Official Mobility Partner for APEC 2022 Leaders” สำหรับผู้นำคนสำคัญจากเขตเศรษฐกิจสำคัญทั่วโลก ภายใต้ธีม “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล หรือ Open. Connect. Balance.” ในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 โดย THE NEW BMW i7 จะให้ความสะดวกสบายในทุก ๆ การเดินทาง เพื่อความสมบูรณ์แบบของการประชุม APEC 2022 ครั้งนี้

แน่นอนว่า การเลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) 100% สำหรับใช้เป็นยานพาหนะอย่างเป็นทางการ ตลอดระยะเวลาการประชุมสัปดาห์ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ทำให้ประเทศไทยได้โชว์ศักยภาพบนเวทีโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในด้านการสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเทรนด์รักษ์โลกยุคปัจจุบันอีกด้วย

เปิด 8 ผลกระทบ ส่งฝนกระหน่ำหนักไทยครึ่งปีหลัง 65 ภายใต้การกู้สถานการณ์เร็ว ลดสูญเสียหนัก จากรบ. 'บิ๊กตู่'

นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศ เกิดร่องมรสุม และพายุอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีปริมาณฝนตกเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง 

ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยมีสถิติฝนตกสูงมากกว่าปกติ และในบางจังหวัดทุบสถิติฝนตกมากที่สุดในรอบ 30 ปี

ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีดังนี้...

1. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2 - 8 สิงหาคม 

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย หลายพื้นที่ในภาคเหนือ, ตะวันตก, ตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 125  มิลลิเมตร (125 ลิตรต่อตารางเมตร) ในหลายพื้นที่

2. พายุดีเพรสชัน มู่หลาน ระหว่างวันที่ 11 – 13 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมแทบจะทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดน่านตอนบนที่ รองลงมาคือเชียงรายและเชียงใหม่, กาญจนบุรี, สระแก้ว และปราจีนบุรี 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

3. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 20 – 22 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดยโสธร, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, น่าน, พังงา และระนอง รองลงมาคือจังหวัด สกลนคร, อุดรธานี, พิษณุโลก, จันทบุรี และตราด 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

4. พายุดีเพรสชัน หมาอ๊อน ระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม

ส่งผลให้ฝนตกเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดปราจีนบุรี, ลำปาง, พังงา และภูเก็ต รองลงมาคือจังหวัดลพบุรี, นครสวรรค์, ชัยนาท, สิงห์บุรี และกระบี่ 

ในหลายพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 100 มิลลิเมตร (100 ลิตรต่อตารางเมตร)

5. ร่องมรสุมกำลังแรงพัดพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 5 – 9 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, เลย, ตาก, นครสวรรค์, พิษณุโลก, ระนอง, พังงา และสุราษฎร์ธานี รองลงมาคือจังหวัดปราจีนบุรี, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, มหาสารคาม, เชียงใหม่, เชียงราย และ กำแพงเพชร

บางพื้นที่มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 200 มิลลิเมตร (200 ลิตรต่อตารางเมตร)

6. ร่องมรสุมพัดพาดผ่านภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 6 – 11 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือกรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, ปทุมธานี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, สระแก้ว, ปราจีนบุรี, นครราชสีมา, เลย, อุดรธานี, หนองบัวลำภู, อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, นครสวรรค์, เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, ลำปาง, ระนอง และพังงา

บางพื้นที่มีปริมาณฝนตกหนักมากกว่า 300 มิลลิเมตร (300 ลิตรต่อตารางเมตร)

7. พายุดีเพรสชัน โนรู ระหว่างวันที่ 28 – 30 กันยายน

ส่งผลให้ฝนตก และฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศไทย พื้นที่ที่ฝนตกอย่างหนักคือจังหวัดอุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, ลพบุรี, ระนอง, พังงา. สุราษฎร์ธานี และสตูล รองลงมาคือจังหวัดเลย, อุดรธานี, ตาก และชุมพร

'ทิพานันท์' เผย 'บิ๊กตู่' พลิกโฉมนวัตกรรมการเงินไทย โชว์ล้ำธุรกรรมการเงินระหว่างชาติ เอื้อ 'ลงทุน-ท่องเที่ยว-บริการ'

'ทิพานัน' เผยรัฐบาล 'พล.อ.ประยุทธ์' สร้างภูมิทัศน์ใหม่พลิกโฉมนวัตกรรมการเงินไทย โชว์ความก้าวหน้าธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ หนุนการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและบริการ ชี้ไทยได้ประโยชน์ 4 เรื่อง จากนโยบายนวัตกรรม 'การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน' ชูเป็นต้นแบบให้สมาชิกเอเปค 

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ส่งเสริมและมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลโดยเร็ว ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงพัฒนากับธนาคารกลางอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนร่วมกันผลักดันโครงการ ASEAN Payment Connectivity ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อให้บริการชำระเงินระหว่างประเทศในภูมิภาคมีความสะดวก ปลอดภัย และต้นทุนต่ำ ผลสำเร็จที่เห็นชัดคือ ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ (cross-border payment) สองรูปแบบคือ (1) การชำระเงินด้วย QR payment และ (2) การโอนเงินระหว่างประเทศ ผ่านบัญชีอย่างสะดวกและรวดเร็ว จนประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียนจากการมีจำนวนการเชื่อมโยงด้านการเงินมากที่สุด

“ในปัจจุบันมี 6 ประเทศนำร่อง การโอนเงินระหว่างประเทศกับไทย (Cross-border QR Payment) คือ ญี่ปุ่น, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนดีกว่าการใช้บัตรเครดิต วิธีการง่าย ๆ เพียงสแกนไทยคิวอาร์โค้ด ผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ 5 ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่กรุงเทพ, กสิกรไทย, กรุงไทย, ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีอยุธยา” น.ส. ทิพานัน กล่าว

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ซึ่งความสำเร็จนั้น เป็นการต่อยอดมาจากการพัฒนา Thai QR payment ภายใต้ระบบ PromptPay ของรัฐบาล พล.อประยุทธ์ จนทำให้ไทยมี QR code ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ และได้กลายมาเป็นบริการชำระเงินที่คนไทยคุ้นเคยในทุกวันนี้ จากโครงการที่ประสบผลสำเร็จทั้งทางด้านนวัตกรรมการเงินดังกล่าว ไทยจึงเสนอแนวปฏิบัติการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างเขตเศรษฐกิจ ภายใต้ชื่อ "APEC Policy Considerations for Developing Cross-Border Payments and Remittances” ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 29 เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังได้จัดแสดงนวัตกรรมการชำระเงินทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Payment) ประกอบด้วย Cross-border QR Payment และ Digital Supply Chain Solution  เพื่อเป็นแนวทางให้กับสมาชิกเอเปคอื่น ๆ นำนวัตกรรมนี้ไปประยุกต์ใช้กับประเทศสมาชิกเอเปคในอนาคต  ซึ่งการนำเสนอนวัตกรรมการเงินดิจิทัลนี้ จะทำให้คนไทยและธุรกิจไทยได้ประโยชน์ 4 เรื่องคือ...

1. ระบบการชำระเงินไทย จะมีโครงสร้างพื้นฐานและมีโอกาสขยายฐานไปสู่สมาชิกเอเปค ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ด้านการชำระเงิน ที่สอดรับกับการพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจการเงินได้รวดเร็ว มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ รองรับการใช้ประโยชน์จากผู้ประกอบการที่หลากหลาย ก่อให้เกิดนวัตกรรมบริการชำระเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ และมีโครงสร้างธรรมาภิบาลด้านการชำระเงินที่เหมาะสม รวมทั้งมีการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่น มีประสิทธิผลและเท่าทันความเสี่ยงใหม่ในยุคดิจิทัล

เปิดใจฮีโรชั้นประถม ทำ CPR ช่วยเด็กจมน้ำ จนรอดชีวิต ชี้ ลองเข้าใจทฤษฎี การทำ CPR ใคร ๆ ก็ทำได้

เปิดใจ 'น้องหมัด' ปั๊มหัวใจยื้อชีวิตน้อง 6 ขวบพลัดตกน้ำ จนรอดปลอดภัย เผยจดจำการปฐมพยาบาล จากพี่ ๆ มูลนิธิกู้ภัยร่มไทรที่เคยมาอบรมเมื่อไม่นานมานี้ โซเชียลฯ ซูฮก 'กล้าหาญ-มีสติ-ช่วยถูกวิธี-เป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชน'

ฮีโรพี่ประถม CPR ช่วยชีวิตน้องอนุบาล

คำกล่าวที่ว่า “ฮีโร ไม่จําเป็นต้องมีพลังวิเศษ” คงเปรียบได้กับเหตุการณ์ที่กำลังถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ของบ้านเราในขณะนี้ กับเรื่องราวอันน่ายกย่องของหนูน้อยวัยเพียง 12 ปี ผู้เข้าช่วยเหลือเด็กอนุบาล 2 วัย 6 ขวบ ที่ประสบเหตุจมน้ำ ด้วยการทำ CPR (Cardiopulmonary resuscitation) หรือการปฐมพยาบาลด้วยการปั๊มหัวใจ จนเด็กวัย 6 ขวบกลับมาหายใจได้อีกครั้ง

หลังจากที่เรื่องราวถูกส่งต่อออกไป ก็นำมาซึ่งเรียกชื่นชมอย่างล้มหลาม ถึงความกล้าหาญ มีไหวพริบ ความมีสติ และกล้าตัดสินใจในเวลาอันคับขัน ของเด็กชายวัย 12 ปีผู้นี้ ขณะเดียวกันก็มีหลายความเห็นที่บอกว่า ผู้ใหญ่หลายคนยังทำ CPR ไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ

ฮีโรหนุ่มน้อยผู้นี้คือ ด.ช.ศิราพัช ศรีงาม หรือ น้องหมัด นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนศาลาคู้ เขตมีนบุรี

น้องหมัดได้เปิดใจกับทีมข่าว MGR Live ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ขณะที่กำลังเล่นอยู่ที่บ้านเพื่อน บริเวณซอยราษฎร์อุทิศ 70 เขตมีนบุรี ก็ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือว่ามีเด็กจมน้ำ ก่อนจะทราบว่าเด็กที่ประสบเหตุนั้นตนเองก็รู้จัก เพราะเป็นน้องที่อาศัยอยู่ละแวกบ้านใกล้เคียงกัน

“เหตุการณ์วันนั้นเป็นวันเสาร์ (22 ต.ค.65) ประมาณตอนเที่ยง ผมมาเล่นที่บ้านเพื่อน แล้วก็มีคุณลุงคนหนึ่งเห็นเหมือนเด็กเล่นน้ำ แต่ไม่ใช่ เขามาจอดดูซักพักนึงเห็นเด็กจมลงไป แล้วเขาก็ลงไปช่วย

เสร็จแล้วเขาขึ้นมา ผมก็ได้ยินว่า "ช่วยด้วย ๆ" ผมก็เลยเดินมาดู ถ้าผมลงไปช่วยเองผมก็น่าจะจมเหมือนกันครับ ผมก็เห็นน้องเขาหมดสติ”

โชคดีที่น้องหมัดอยู่บริเวณนั้น จึงใช้ความรู้เรื่องการทำ CPR ปั๊มหัวใจช่วยเหลือเบื้องต้น จนหนูน้อยวัย 6 ขวบได้สติ ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร นำส่งโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ในเวลาต่อมา

“ผมก็เลยเริ่มทำ CPR ตรง 1 ส่วน 4 ของร่างกายก็คือช่วงหัวใจ ตรงกลาง ตรงอก แล้วก็เอามือมาประกบกันแบบที่เคยเห็นกัน ผมก็ปั๊มไปเรื่อย ๆ ประมาณ 4-5 นาที ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าถ้าเราช่วยได้เราก็ดีใจครับ

หลังจากนั้นน้องเขาลืมตาแต่หายใจยังไม่ค่อยคล่องครับ เพราะสำลักน้ำ แล้วก็มีคนโทร.ตามกู้ภัย ตอนนั้นน้องเขาลุกได้แล้วครับ ก็ดีใจครับที่ได้ช่วย เป็นครั้งแรกเลย(ที่ได้ช่วยชีวิตคน)

จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติจริง “ทำ CPR ใคร ๆ ก็ทำได้”

ถามถึงความรู้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ฮีโรชั้นประถมก็กล่าวว่า เรียนรู้มาจากการจัดฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR@AED ที่โรงเรียนของเขาจัดขึ้น ร่วมกับมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร

อีกทั้งยังเป็นความบังเอิญอย่างมาก ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้มาให้ความช่วยเหลือ นำส่งน้องวัย 6 ขวบผู้ประสบเหตุจมน้ำไปยังโรงพยาบาล ก็เป็นหนึ่งในทีมวิทยากรจากมูลนิธิกู้ภัยร่มไทร ที่ไปทำการฝึกอบรมให้กับโรงเรียนศาลาคู้ในวันนั้นอีกด้วย

ในเวลาเพียงไม่ถึง 3 สัปดาห์หลังจากนั้น ใครจะไปคิดว่า จะมีนักเรียนได้นำความรู้เรื่องของการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานมาใช้จริง จนสามารถช่วยชีวิตคนได้

“วันที่ 5 ต.ค.65 ทางโรงเรียนเขาจัดงานเข้าค่ายลูกเสือ แล้วเขาก็ไปเชิญทางมูลนิธิกู้ภัยร่มไทรมาฝึกสอนทำ CPR ครับ ผมก็ตั้งใจจำสิ่งที่สอน ก็รู้สึกสนุกแล้วก็มีความสุข แล้วพี่ที่เขามาสอนเขาก็มาที่เกิดเหตุ มานำตัวส่งน้องโรงพยาบาลครับ ตอนนี้น้องก็ปลอดภัยแล้วครับ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานมูลนิธิกู้ภัยร่มไทรมีนบุรี ก็กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ชื่นชมฮีโรตัวน้อย พร้อมฝากถึงภาครัฐในการสนับสนุนการฝึกอบรมลักษณะนี้ให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้วย

“ต้องขอแสดงความชื่นชมยินดีกับการจัดอบรมการทำ CPR และ AED ให้กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะต้องยินดีกับนักเรียนโรงเรียนศาลาคู้ ที่ได้ผ่านการอบรมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2565 โดย ด.ช.ศิราพัช ศรีงาม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนศาลาคู้

‘บิ๊กตู่’ ยันตามติด!! ไม่ปล่อยน้ำท่วมทุ่งนาน พร้อมเทงบ 504 ล้าน ดูแล 16 โครงการ

นายกฯ ยันรัฐบาลไม่ปล่อยน้ำท่วมทุ่ง ระบุไม่นิ่งนอนใจสั่งเร่งระบายน้ำออกทันที พร้อมจัดสรรงบบริหารจัดการในพื้นที่ 16 โครงการ วงเงิน 504 ล้าน

เมื่อ (24 ต.ค. 65) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ซึ่งได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งแก้ปัญหาการระบายน้ำ และรัฐบาลได้ดูแลจัดสรรงบประมาณแผนงาน โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี ปี 65 มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 16 โครงการ วงเงิน 504 ล้านบาท ประชาชนได้รับประโยชน์ 3,476 ครัวเรือน และพื้นที่ได้รับการป้องกัน 6,569 ไร่ ตัวอย่างโครงการ ได้แก่...

1. แก้มลิงลำบางชัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี (สำนักชลประทาน) 

2. อาคารป้องกันตลิ่งแม่น้ำน้อย ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน (สำนักชลประทาน) 

3. ก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสิงห์บุรี ระยะที่ 2 (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 

4. งานวางท่อขยายเขตจำหน่ายน้ำ ต.ม่วงหมู่ อ.เมืองสิงห์บุรี (การประปาส่วนภูมิภาค) โดยได้กำหนดแผนงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งสำรวจดูแลความเดือดร้อน เพื่อลดและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งเร่งระบายน้ำให้เร็วขึ้น เพื่อลดความเสียหายให้กับประชาชน และมีระบบการแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมให้ทันต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

อัปเดตราคา ‘หมู-เนื้อ-ไก่’

อัปเดตราคาอาหารสดวันนี้ มาดูกันว่าตามท้องตลาด ราคาอาหารสด ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2565 จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ราคาหมู ราคาไก่ ราคาไข่ไก่ รวมไปถึงราคาผักสด เช็กกันเลย..

'อลงกรณ์' ชี้ ปี 2565 คือ จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานมูลนิธิ Worldview Climate Foundation (WCF) บรรยายพิเศษ หัวข้อ 'ศักยภาพของโครงการบลู คาร์บอนในประเทศไทย' (Potential for blue carbon projects in Thailand) ในการประชุมนานาชาติจัดโดยมูลนิธิ Worldview International ที่กรุงเทพมหานครวันนี้ โดยแสดงวิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทยในการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Nation) เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (Climate Change) ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases:GHGs) อย่างจริงจังหตามพันธกรณีที่นายกรัฐมนตรีของไทยประกาศเป้าหมายในการประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์โดยกำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลาง (Carbon Neutrality) ของคาร์บอนในปี 2050และคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ในปี 2065 ซึ่งทำให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐภาคเอกชนเครือข่ายองค์กรประชาสังคมได้เร่งรัดดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง มูลนิธิ WCF และบริษัทเอกชนรายใหญ่เช่นเครือปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ปตท. บริษัทเชลล์ประเทศไทย บริษัทบางจากปิโตรเลียม รวมทั้งองค์การก๊าซเรือนกระจก (TGO) ได้กำหนดมาตรฐานของประเทศไทยว่าด้วยการรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (T-VER) และกำลังพัฒนาสู่มาตรฐานสากล

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ราคาการค้าคาร์บอน (Carbon Trading) เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวภายในปีเดียวจากคาร์บอนตันละ 34 บาท ในปี 2021 เป็น 107 บาท ในปีนี้ เชื่อมั่นว่าจะเพิ่มขึ้นทั้งราคาและปริมาณแบบก้าวกระโดดและปี 2022 (พ.ศ.2565) คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนโครงการบลู คาร์บอนสู่ยุคใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจกต้นเหตุภาวะโลกร้อน

ผบ.ตร.สั่งตำรวจตรวจเข้ม แผ่นป้ายทะเบียนปลอม หลังคนร้ายตบตาดัดแปลงใช้รีโมทกดเปลี่ยนป้ายทะเบียน ขู่อย่าทำตามผิดกฎหมาย โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

จากกรณีตำรวจ 191 จับกุมแก๊งค้ายารายใหญ่ ขับรถส่งยา ดัดแปลงป้ายทะเบียนรถใช้รีโมทกดเปลี่ยนทะเบียนรถเอง จนกลายเป็นคลิปที่วิจารณ์ในโชเชียล

วันนี้ ( 24 ต.ค.65) เวลา 15.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษก ตร. เปิดเผยว่า การจับกุมของตำรวจ 191 ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ที่ให้ทุกหน่วยเร่งจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้ในพื้นที่ จ.นนทบุรี พร้อมด้วยของกลางยาไอซ์ จำนวน 162 กิโลกรัม เฮโรอีน จำนวน 120 แท่ง และเคตามีน  97 กิโลกรัม โดยพบว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ใช้วิธีการที่แยบยลดัดแปลงแผ่นป้ายทะเบียนรถใช้รีโมทกดเปลี่ยนทะเบียนรถเอง เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 3 วินาที แผ่นป้ายทะเบียนปลอมด้านหลัง จะขึ้นมาแทนทะเบียนจริงทันที ตำรวจ 191 ได้สืบสวนติดตามจนสามารถจับกุมได้ในที่สุด

ผบ.ตร.ได้กำชับให้ตำรวจทุกหน่วย โดยเฉพาะด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจให้เพิ่มความเข้มในการตรวจตราแผ่นป้ายทะเบียน สังเกตุความผิดปกติตามหลักยุทธวิธี หลังจากพบว่าคนร้ายมีการดัดแปลงป้ายทะเบียนรถใช้รีโมทกดเปลี่ยนทะเบียนรถเอง เนื่องจากกลุ่มคนร้ายอาจจะใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อใช้ในการขนย้ายสิ่งผิดกฎหมาย หรือกระทำความผิดอื่นๆ เพื่อตบตาและหลบเหลี่ยงการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่

นราธิวาส-สมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส กระชับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์กรศาสนา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ นำโดย นายฮัสบูเล๊าะ หิเล นายกสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ ผู้บริหารสมาคม และดร.ณัฎฐ์ หลงเดวาร์ ประธานมูลนิธิอามีนรูลมุมีนีนยะลา ที่ปรึกษาสมาคมได้ไปเยี่ยมพบปะร่วมแสดงความคิดเห็นการพัฒนาการศึกษาและพัฒนาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสและมัสยิดกลางประจำนราธิวาสเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาครัฐและองค์กรศาสนา ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสมาคม เพื่อเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาการศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ สังคมพหุวัฒนธรรม โดยเน้นให้สังคมอยู่ร่วมกันมีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้

นางฟาตีเมาะ สะดียามู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในด้านต่างๆ พร้อมทั้งเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร​เด็ก​เที่ยง ให้กับคณะกรรมการสมาคมอีกด้วย ในการนี้ ทางสมาคมผู้นำอิสลามชายแดนใต้ ยังได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับนายอารีฟิน มูซอ ประธานชมรมตาดีกาจังหวัดนราธิวาส ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้สังคมเพื่อเชิดชูเกียรติคุณ​เกียรติคุงามความดีต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top