Friday, 3 July 2026
Hard News Team

‘บิ๊กป้อม’ เร่งผลักดัน ‘Smart Cities’ เมืองอัจฉริยะอาเซียน ขยายเพิ่ม 'เชียงใหม่, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, ระยอง'

พล.อ.ประวิตร ประชุมเร่งผลักดัน 'Smart Cities' พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ ปลอดภัย มีมติพิจารณา ‘เชียงใหม่, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, ระยอง’ เป็นเมืองอัจฉริยะอาเซียน เพิ่มศักยภาพการลงทุน ตามนโยบายรัฐบาล

(9 พ.ย. 65) พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2565 ณ ห้องประชุม มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมได้รับทราบ รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประจำปี 65 ซึ่งเมื่อ 5 ส.ค. 65 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้มีมติให้ประกาศมอบตราสัญลักษณ์ เพื่อรับรองการเป็นพื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประจำปี 65 จำนวน 15 เมือง ใน 14 จังหวัด

รู้จัก BCG Economy โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่จะนำพาประเทศไทยสู่ความยั่งยืน

B >> Bio Economy 
ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางสิ่งแวดล้อม

C >> Circular Economy 
การวางแผนให้ทรัพยากรในระบบการผลิตสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 

ผู้เสียหายเหตุก่อสร้างสะพานข้ามถนนพระราม 2 ซึ้งลุง ขอบคุณที่ 'ช่วยเหลือ-แก้ปัญหา' ให้ทุกเรื่อง

โฆษกรัฐบาล เผย ผู้เสียหายจากเหตุก่อสร้างสะพานข้ามถนนพระราม 2 ขอบคุณนายกฯ ที่ช่วยเหลือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาตามข้อร้องเรียน จนได้รับเงินเยียวยาจากผู้รับเหมาแล้ว

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ย. เวลา 08.45 น. ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ นำนายณัฐพล เดชเกศรินทร์ ผู้เสียหายจากเหตุก่อสร้างสะพานข้ามถนนพระราม 2 ซึ่งได้รับเงินชดเชยเยียวยาตามข้อร้องเรียนแล้ว พร้อมญาติ เข้าพบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อแสดงความขอบคุณกรณีเหตุการณ์อุบัติเหตุรถบรรทุกพุ่งชนแผงคอนกรีต ที่ปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างบนทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ทางหลักขาออกกรุงเทพฯ ประมาณกิโลเมตรที่ 35+475 จนทำให้ผู้เสียหายต้องสูญเสียขา 1 ข้าง 

KKIC ผนึก 'มิตรผล' ดึง 50 พันธมิตร 'รัฐ-เอกชน' ผุด Isan BCG Expo 2022 ดันศก.อีสานโตยั่งยืน

KKIC จับมือกลุ่มมิตรผล รวมพลัง 50 พันธมิตร ภาครัฐและเอกชน จัดงาน Isan BCG Expo 2022 สร้าง ‘อีสาน’ ศูนย์กลางขับเคลื่อน BCG ทั่วอาเซียน เร่งพัฒนานวัตกรรมยั่งยืน ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นดันเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน 

เมื่อวานนี้ (8 พ.ย. 65) KKIC หรือ Khon Kaen Innovation Center จับมือกลุ่มมิตรผล ประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ผนึกพลังขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG จัดงาน Isan BCG Expo 2022 งานมหกรรมนวัตกรรมยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานและครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าผลักดัน ‘อีสาน’ ให้เป็นศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน พร้อมเร่งพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมให้ทัดเทียมระดับสากลผสานจุดแข็งชูอัตลักษณ์ในท้องถิ่น มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ’ 

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า เมื่อโลกกำลังเผชิญความท้าทายกับวิกฤตซ้ำซ้อนและใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโลกรวน วิกฤตพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ ขาดแคลนอาหาร และสังคมเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างมาก ดังนั้น การปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ​และความต่อเนื่อง​ในการแก้ปัญหาเป็นเป้าหมายสำคัญ ​คือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ​ควบคู่กับการลดความเหลื่อมล้ำ​ทางสังคม​ โดยส่งเสริมให้ภาคการผลิต​ การค้า​ การลงทุนให้มีความเข้มแข็ง​ และสามารถกระจายโอกาสสู่ภูมิภาคซึ่งจะเป็นการพัฒนา​ที่ยั่งยืน ดังนั้น การพัฒนา​เชิงพื้นที่​ (Area-based development) เป็นเป้าหมาย​ที่สำคัญ​ในการกระจายความเจริญ​ โดยเฉพาะในภาคอีสาน​ที่มีศักยภาพ​ ในภาคการเกษตร​ อุตสาหกรรม​ และบริการ​ รวมทั้งเป็นแหล่งแรงงาน และการค้าชายแดนที่สำคัญ​

“หนึ่งในเป้าหมายหลักที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคอีสาน คือการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี​ชีวภาพ​ เทคโนโลยี​หมุนเวียน​ และ​เทคโนโลยี​เขียว​ (BCG)​ เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน​ แต่อย่างไรก็ตาม การประสานสามความร่วมมือ​ทุกภาคส่วนระหว่าง​ภาครัฐ​ ภาคเอกชน​ และภาคประชาสังคม จะเป็นพลังร่วมที่จะขับเคลื่อน​อีสานให้หลุดพ้นจากความยากจนและก้าวสู่ความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน”

นายกวิน ว่องกุศลกิจ กรรมการ ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ (KKIC) กล่าวเสริมว่า “KKIC ร่วมมือกับพันธมิตร ภาครัฐและภาคเอกชน กว่า 50 ราย อาทิ กลุ่มมิตรผล, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด, บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ส จำกัด, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB), สมาคมผู้บริโภคอินทรีย์ไทย หรือ TOCA, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บริษัท โตโยต้าขอนแก่น ผู้จำหน่ายโตโยต้า จำกัด, โรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่น และ เทศบาลนครขอนแก่น เป็นต้น จัดงาน Isan BCG Expo 2022 งานมหกรรมนวัตกรรมยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอีสานและครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อขยายพลังความร่วมมือการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ครั้งแรกในภาคอีสาน ซึ่งเป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยแก้วิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ พร้อมผลักดัน และสร้างให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน จากศักยภาพและความพร้อมของภาคอีสานที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยี และสังคมสีเขียวตาม BCG model เนื่องจาก มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากร และความพร้อมของแรงงาน รวมถึง เป็นพื้นที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และจีนตอนใต้ผ่าน ASEAN Highway และรถไฟความเร็วสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดศูนย์กลาง และเป็นประตูสู่ภาคอีสานที่เป็นเมืองแห่งการศึกษา และเป็นศูนย์รวมโรงพยาบาลและสถาบันการแพทย์ที่ล้ำสมัยที่สุดในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง

“Khon Kaen Innovation Center หรือ (KKIC) ศูนย์รวมความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม ที่มุ่งเน้นพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร และการเกษตร รวมไปถึงดำเนินแนวทางตามเศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการนำวัสดุเหลือใช้สร้างเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างด้านความร่วมมือในด้านต่าง ๆ กับภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป และเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าสนับสนุนพัฒนาชุมชน และสร้างความเข้มแข็งจากจุดแข็งที่มีของชุมชน โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการนำนวัตกรรมมาช่วยพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้ยกระดับชุมชน มีอาชีพ มีรายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดี”  

'NRPT' ดึง 'Wicked Kitchen' แพลนต์เบสดังระดับโลก รับโปรตีนจากพืชมาแรง ขายแล้วเฉพาะที่ 'ท็อปส์'

ครั้งแรกในเอเชีย 'NRPT' ดึง 'Wicked Kitchen' แพลนต์เบสชื่อดังอังกฤษ เปิดตัวในไทย พร้อมจำหน่ายเฉพาะที่ 'ท็อปส์' / 'ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์' และท็อปส์ ออนไลน์

'NRPT' ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช หรือ แพลนต์เบส ดึงสตาร์ตอัปแบรนด์อาหารโปรตีนจากพืชชื่อดังจากอังกฤษ พร้อมจับมือ 'ท็อปส์' เบอร์ 1 ฟู้ดรีเทลของไทย เปิดตัว 'Wicked Kitchen' แบรนด์อาหารแพลนต์เบสชื่อดังระดับโลกจากอังกฤษ จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกในประเทศเฉพาะร้านท็อปส์ (Tops) และ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ (Tops Food Hall) 50 สาขา ทั่วประเทศ และท็อปส์ ออนไลน์ พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งหมด 17 รายการ ได้แก่ สินค้ากลุ่ม Frozen Ready meals และของหวาน ที่พร้อมวางจำหน่ายในช่วงแรกของการเปิดตัว ส่วนกลุ่ม Frozen pizza และไอศกรีม จะพร้อมวางจำหน่ายในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสินค้าเป็น 30 รายการ ในช่วงต้นปีหน้า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ มุ่งเป็นโมเดลต้นแบบการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฟู้ด เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า 'ท็อปส์' ในฐานะผู้นำฟู้ด รีเทลเมืองไทย เราให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกวันตามแนวคิด 'Every Day DISCOVERY' พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกช่วงเวลาจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ลดการบริโภคเนื้อสัตว์และหันมาเลือกรับประทานเนื้อจากพืชซึ่งดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สินค้ากลุ่มแพลนต์เบสในไทยเติบโต 

ขณะเดียวกันในกลุ่มลูกค้าท็อปส์พบว่า มีความนิยมซื้อสินค้าแพลนต์เบสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากท็อปส์มีสินค้ากลุ่มแพลนต์เบสที่หลากหลาย มีรสชาติที่อร่อย ทำให้ผู้บริโภครับประทานได้ง่าย จากผลตอบรับที่ดีดังกล่าวทำให้ท็อปส์เล็งเห็นการเติบโตของเทรนด์ความต้องการสินค้าแพลนต์เบส เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงด้านการคัดสรรสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดทั่วโลก เราจึงนำสินค้าชื่อดังจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า 

ล่าสุดได้ร่วมกับ บริษัท เอ็นอาร์พีที ผู้นำทางด้านนวัตกรรมอาหารแพลนต์เบสและอาหารแห่งอนาคต ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง อินโนบิก (เอเซีย) และ เอ็นอาร์เอฟ เปิดตัว Wicked Kitchen แบรนด์อาหารแพลนต์เบส 100% ระดับโลกจากประเทศอังกฤษจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ ร้าน Tops และ Tops Food Hall  50 สาขาทั่วประเทศ และ ช่องทางท็อปส์ออนไลน์ ทำให้ลูกค้าท็อปส์จะได้เลือกซื้อสินค้าแพลนต์เบสไอเทมใหม่ที่หลากหลาย เป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการรับประทานอาหารแพลนต์เบส ตลอดจนเป็นการขยายฐานลูกค้าซึ่งจะทำให้ตลาดสินค้ากลุ่มแพลนต์เบสในประเทศไทยเติบโตเพิ่มมากขึ้น

นายพีท สเปอเรนซาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wicked Kitchen กล่าวว่า "บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าทำการตลาดในเอเชีย โดยเริ่มต้นที่ประเทศไทยเป็นที่แรก ซึ่งได้จับมือกับ 'ท็อปส์'  ผู้นำธุรกิจด้านฟู้ด รีเทล และมีเจตนารมย์ร่วมกันในการปฏิวัติวงการอาหารโปรตีนจากพืช พร้อมด้วยพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง NRPT และ อินโนบิก ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย ได้เข้าใจถึงความสำคัญของการทานอาหารโปรตีนจากพืช ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อการบริโภคเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกเพื่อคนรุ่นต่อไปอีกด้วย"

'PTT – OR – TOYOTA – BIG' ผนึกกำลังดัน Future Energy ผุดต้นแบบสถานีเติมไฮโดรเจนแห่งแรกในไทย

4 ยักษ์ใหญ่ 'PTT – OR – TOYOTA – BIG' ผนึกกำลังเสริมแกร่ง Future Energy เปิดสถานีต้นแบบเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของประเทศไทย จับมือเดินหน้าสู่ผู้นำนวัตกรรมพลังงานสะอาด พร้อมรองรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) อนาคตใหม่ของการเดินทางเติมเต็มความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศยานยนต์แห่งอนาคต 

มอบประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ด้วยรถยนต์ โตโยต้า มิไร (Toyota Mirai) รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ในรูปแบบรถรับส่งระหว่างสนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี (U-Tapao Limousines) ให้บริการนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจในพื้นที่พัทยา - ชลบุรี ตอบรับแผนภาครัฐ สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

(8 พ.ย. 65) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) นายปาซานา กาเนซ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) และ นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) ร่วมเปิดสถานีนำร่องทดลองใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) แห่งแรกของประเทศไทย (Hydrogen Station) ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง รุ่นมิไร (Mirai) ของโตโยต้า มาเพื่อทดสอบการใช้งานในประเทศไทย ให้บริการในรูปแบบรถรับส่งระหว่างสนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี (U-Tapao Limousines) สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารในพื้นที่พัทยา - ชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะทำการเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคที่ได้จากการใช้งานจริง เพื่อสร้างการรับรู้และเป็นข้อมูลรองรับการขยายผลใช้งานในอนาคต

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก จึงมุ่งผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว ทั้งนี้ ปตท. เล็งเห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่มีศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยที่จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และการลงทุนมูลค่าสูง ความร่วมมือของ 5 พันธมิตรชั้นนำในกลุ่มพลังงานและยานยนต์ครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งในด้านมาตรฐานระดับสากล และความปลอดภัยสูงสุดที่จะส่งมอบให้กับผู้ใช้บริการในอนาคต โดย ปตท. ได้ร่วมสนับสนุนการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานของระบบอัดบรรจุก๊าซไฮโดรเจน และข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็น ร่วมผลักดันการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน

นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) กล่าวว่า จากแนวโน้มการใช้พลังงานในการเดินทางและการขนส่งในปัจจุบันที่รถไฟฟ้าเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และหนึ่งในพันธกิจของ OR คือการสร้าง Seamless Mobility โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งมุ่งมั่นผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทางและการขนส่งให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศ ตลอดจนพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ซึ่งการสร้างสถานีบริการไฮโดรเจนเพื่อเติมไฮโดรเจนในรถยนต์ FCEV ครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญซึ่งจะช่วยเติมเต็มศักยภาพของโออาร์ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำ EV Ecosystem ในทุกมิติ โดยผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์ FCEV ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเติมเชื้อเพลิง เนื่องจากการเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ รูปแบบ Passenger Car ใช้เวลาเพียง 5 นาที ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ชอบการบริการที่สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคผู้ใช้หรือมีแผนที่จะใช้รถ FCEV และพันธมิตรผู้ค้าในคุณภาพและมาตรฐานการบริการ ซึ่งเป็นผลดีกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ EV และในอนาคตจะมีการพัฒนาการใช้พลังงานไฮโดรเจนในกลุ่มรถ FCEV ขนาดใหญ่ เช่น รถบัสและรถบรรทุก ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเติมเชื้อเพลิง สามารถเพิ่มรอบการขนส่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้แก่ธุรกิจอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายปี 2030 ของ โออาร์ ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) เพื่อมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-neutrality) ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นรากฐานที่นำไปสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Carbon Zero) ในปี 2050 ต่อไปอีกด้วย

'โตโน่' สุดปลื้ม 'ในหลวง-พระราชินี' มอบพระราชสาส์น พระราชทานกำลังใจ 'หนึ่งคนว่ายหลายคนให้'

..ปลื้มปีติ โตโน่ ภาคิน เป็นตัวแทนโครงการ หนึ่งคนว่าย หลายคนให้ เข้ารับพระราชทาน พระราชสาส์นกำลังใจ จากในหลวง-พระราชินี

หลังทำภารกิจว่ายน้ำข้ามแม่น้ำโขง ในโครงการหนึ่งคนว่ายหลายคนให้ One Man & The River เพื่อรับบริจาคเงินช่วยเหลือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลทั้ง 2 ฝั่ง ไทยและลาวสำเร็จแล้ว ซึ่งได้ปิดยอดบริจาครวมกว่า 82 ล้านบาท พร้อมเตรียมจัดส่งเครื่องมือทางการแพทย์ ตามที่โรงพยาบาลจำเป็นต้องใช้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่คุณหมอ และพยาบาล สำหรับใช้ในการรักษาต่อไป ทั้งนี้นักร้องหนุ่ม โตโน่ ภาคิน ยังได้ประกาศเตรียมลาบวชในช่วงต้นปีหน้า หลังเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อย เพื่อตอบแทนน้ำใจของทุกคนอีกด้วย

ล่าสุดในอินสตาแกรมของโตโน่ ได้โพสต์ภาพตนเอง พร้อมด้วย คุณแม่น้อย สุดชมโชย ขณะเข้ารับพระราชทาน พระราชสาส์นกำลังใจ จากในหลวงและพระราชินี โดยได้เขียนข้อความสุดปลื้มปีติใต้โพสต์ดังกล่าวด้วยว่า “วันนี้ผม เป็นตัวแทนจากโครงการ ‘ONE MAN AND THE RIVER หนึ่งคนว่าย หลายคนให้’ เข้ารับพระราชทาน พระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

พรรคประชาชาติเดินหน้าเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านต้มยำ หรือร้านอาหารไทยในมาเลเซีย

เมื่อวันที่ (8 พ.ย. 2565) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ พร้อมด้วย นายวรวีร์ มะกูดี รองหัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย นำคณะพรรคประชาชาติ เดินทางลัดฟ้าไปเยี่ยมและให้กำลังใจผู้ประกอบการร้านอาหารต้มยำ ไทย-มาเลเซีย ที่ KB MAN CONNER สลายัง กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โอกาสนี้ได้เข้าร่วมอบรมการยกระดับและพัฒนาร้านอาหารต้มยำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 พ.ย.65 ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารต้มยำ กับ นายทองเลี่ยม พุกทอง นายกสมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย  และ นางเบญจวรรณ ปกป้อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร เพื่อสร้างอาชีพ ยกระดับครัวไทย-มาเลเซียสู่ครัวโลก สอนวิธีการทำอาหารไทยที่ถูกต้องให้กับเชฟและผู้ประกอบการ ระหว่างร่วมกิจกรรม พ.ต.อ.ทวี ได้ร่วมปรุงเมนูต้มยำ พร้อมมอบใบประกาศให้กับผู้ที่ผ่านการอบรม เพื่อการันตีถึงความอร่อย โดยวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรมเพื่อยกระดับร้านต้มยำในประเทศมาเลเซีย ให้เทียบเท่าหรือดีกว่าร้านอาหารของชาติอื่นๆ ในอาเซียน และพัฒนาให้มีรสชาติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ครอบครัวต้มยำไทย–มาเลเซีย ก้าวสู่ครัวโลกต่อไป  

พ.ต.อ.ทวี กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ถือเป็นกิจกรรมสำคัญ ที่พวกเราได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการทำอาหาร หรืออาชีพเชฟ โดยเฉพาะ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากสมาคมเดอะเชฟ ประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ 

“เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจะเพิ่มเมนูใหม่ๆ เนื่องจากต้องยอมรับว่ามีพี่น้องคนไทยอยู่ที่นี่จำนวนมาก และมาเลเซียก็มีนักท่องเที่ยวจากทั้งโลกเดินทางมา ร้านอาหารที่พี่น้องชาวต้มยำได้ทำอยู่ ได้รับความนิยมจากคนมาเลเซียและคนชาติอื่นๆ ที่มาเยือน นอกจากทำให้คนในเมืองไทยที่อยู่ข้างหลังมีความภาคภูมิใจแล้ว ทุกท่านยังทำเป็นอาชีพที่ช่วยหล่อเลี้ยงครอบครัวที่อยู่ในเมืองไทย และที่สำคัญช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับ”

คณบดี Sam Houston State เดินทางดูงาน ศูนย์ ศพดส.ตร.

วันนี้ (8 พ.ย. 65) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. ได้ต้อนรับผู้แทนจากมหาวิทยาลัยแซมฮูสตัน สเตท นำโดย ดร.ฟิลลิป ลียง คณบดีคณะบริหารงานยุติธรรม และ นายเจิร์ก เกอร์เบอร์ อาจารย์คณะบริหารงานยุติธรรม ซึ่งได้เดินทางมาดูงานที่ ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกับปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง (ศพดส.ตร.) โดยคณะผู้แทนมีความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ศพดส.ตร. และผู้แทนจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับที่มาและจุดเริ่มต้นในการก่อตั้ง ศพดส.ตร. ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2559 โดยแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกอบกับความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเพื่อทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการค้ามนุษย์ จึงได้จัดตั้ง ศพดส.ตร. ขึ้น โดยมีชุดปฏิบัติการที่อยู่ภายใต้ศูนย์ดังกล่าวอีก 2 หน่วย คือ TICAC และ TATIP ซึ่งในส่วนของ TICAC เป็นชุดปฏิบัติการที่จะทำหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กและเยาวชนทางอินเตอร์เน็ต และ TATIP จะเป็นชุดปฏิบัติการที่ช่วยสนับสนุนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

สตม. อำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ เปิดตัว 'e-Extension' การยื่นขออยู่ต่อออนไลน์ได้วีซ่าภายใน 3 นาที

​วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน 2565 พลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยพลตำรวจโท ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดตัวระบบการขออนุญาตเพื่ออยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ 'e-Extension' เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยโครงการนี้เป็นดำริของพลตำรวจเอก สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องการพัฒนาระบบการให้บริการแก่ประชาชนเพิ่มความสะดวกแก่ผู้มารับบริการด้วยเทคโนโลยีผ่านระบบดิจิตอล สอดคล้องกับแนวทางในการพัฒนาให้เข้าสู่การเป็นภาครัฐทันสมัย และพลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้สานต่อการดำเนินงานดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วง

​การให้บริการขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e – Extension) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นการยกระดับและสร้างมาตรฐานการให้บริการคนต่างด้าวรูปแบบใหม่ด้วยการยื่นคำร้องขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรและชำระเงินค่าธรรมเนียมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำร่องการขออยู่ต่อในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำหรับคนต่างด้าวที่มีถิ่นพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ หรือ มีสถานที่ทำงานของรัฐในเขตกรุงเทพ ฯ ซึ่งได้เปิดให้บริการในส่วนของเหตุผลหรือความจำเป็นในการขออยู่ต่อฯ จำนวน 12 เหตุผล ดังนี้ 1. เพื่อการท่องเที่ยว, 2. ครูในสถานศึกษาของรัฐ, 3. ศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ, 4. อยู่ปฏิบัติงานในส่วนราชการ, 5. เดิมคนไทย, 6. ครอบครัวผู้มีถิ่นที่อยู่, 7. สื่อมวลชน, 8. ฝึกสอน ค้นคว้าวิจัยในหน่วยงานของรัฐ, 9. ติดตั้งซ่อมแซมเครื่องจักร, 10. ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์, 11. ผู้ควบคุมพาหนะประจำพาหนะ และ 12. สถานทูตให้การรับรองและร้องขอ​เนื่องจากในแต่ละปี ประเทศไทยมีคนต่างด้าวยื่นขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เฉพาะในส่วนของเหตุผลหรือความจำเป็น 12 เหตุผลดังกล่าว มากกว่า 2 แสนคนต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพ ฯ มีผู้มาขอรับบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้คนต่างด้าวใช้เวลาค่อนข้างนานในการขอรับบริการแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยต้องใช้เวลารอเข้ารับบริการประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ​แต่หากคนต่างด้าวเปลี่ยนมาขอรับบริการผ่านระบบ“e – Extension” (Electronics Extension of Temporary Stay in The Kingdom : e - Extension)   คนต่างด้าวสามารถดำเนินการกรอกข้อมูลได้ด้วยตนเองตลอดเวลา ผ่านระบบออนไลน์บนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บไซต์ และเข้ามาพบเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันตัวบุคคลและรับสติ๊กเกอร์วีซ่าโดยใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีเท่านั้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top