Saturday, 4 July 2026
Hard News Team

น่าห่วง!! ย้อนรอยการสอดไส้ใส่ยาพิษให้เยาวชน บิดเบือนประวัติศาสตร์ผ่านเครื่องมือตามกระแสนิยม

ย้อนรอยการสอดไส้ใส่ยาพิษให้เยาวชน

ใครจะคิดว่าเกมสำหรับเด็กมีการสอดไส้ด้วยข้อมูลเท็จ เพื่อให้เยาวชนซึมซับรับรู้ผ่านการเล่นสนุก โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาสาระของเกมคือการบิดเบือนความจริง ล่าสุดมีข่าวฮือฮาเรื่องบอร์ดเกม Patani Colonial Territory ที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิคณะก้าวหน้า ประเด็นความน่าเป็นห่วงอยู่ที่การบิดเบือนข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กเกิดภาพจำอันเป็นเท็จ

การบิดเบือนข้อมูลในเกม เช่น เรื่องเอ็นร้อยหวาย ที่ปัจจุบันในวงวิชาการยอมรับว่าเป็นเรื่องแต่งเพิ่มในภายหลังที่ไม่เป็นความจริง แต่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐสยาม และสถาบันหลักของชาติ เกมนี้จั่วหัวอย่างน่าสนใจว่า นี่คือบอร์ดเกมที่ชวนทุกคนตามรอยประวัติศาสตร์ที่หายไปของปาตานี เป็นผลผลิตของกลุ่ม ‘Chachiluk (จะจีลุ) ร่วมกับสำนักพิมพ์ KOPI โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Common School มูลนิธิคณะก้าวหน้า 

บอร์ดเกม Patani Colonial Territory ผลิตออกมาทั้งหมด 50 ชุด โดยจะแจกบอร์ดเกมทั้งหมดให้องค์กรต่าง ๆ เน้นที่กลุ่มนักศึกษา เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวมาก หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจับตามองเป็นพิเศษ เพราะเกมนี้นำประวัติศาสตร์ที่เป็นประเด็นขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาออกแคมเปญโฆษณาเพื่อดึงเยาวชนเข้ามาเรียนรู้ข้อมูลในเกม 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายเยาวชนมาโดยตลอด ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องเกม หากแต่พยายามเปลี่ยนแปลงข้อมูลความจริงในทุกระดับชั้น ด้วยการบิดเบือนหรือใช้ความจริงครึ่งเดียวมาบั่นทอนกร่อนเซาะสถาบันกษัตริย์ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ในระดับการล้มล้างสถาบันอันเป็นเสาหลักของชาติ

หลายครั้งที่ปรากฎข่าวว่ามีนักการเมืองบางพรรคและบางกลุ่ม เข้าไปพูดให้นักเรียนมัธยมฟังในสถานศึกษา ส่วนมากโน้มน้าวให้เกิดประเด็นขัดแย้งเรื่องสถาบันทหารหรือสถาบันกษัตริย์ แม้กระทั่งข้อมูลพื้นฐานบางอย่าง ก็มีทีมงานบิดเบือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดตัวอย่างหนึ่ง คือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งก่อนหน้านั้นในวิกิพีเดียระบุว่าก่อตั้งโดยหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ต่อมามีการเข้าไปเปลี่ยนชื่อผู้ก่อตั้งเตรียมอุดมศึกษาเป็นจอมพลป.พิบูลสงคราม เมื่อศิษย์เก่าเข้าไปแก้ไขให้ถูกต้อง ก็มักมีการเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามอยู่เสมอ

นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายชิ้น เพื่อด้อยค่าสถาบันกษัตริย์ โดยใช้ชุดความคิดที่บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือให้ความจริงแค่ครึ่งเดียวในอดีตนำมาปัดฝุ่นใหม่ เพื่อนำมาสร้างเป็นชุดความคิด ป้อนเยาวชนคนรุ่นใหม่ เช่น มีการอ้างอิงเอกสารชุดหนึ่งว่านำมาจากซีไอเอ นำมาติดแฮชแทคโจมตีในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยกล่าวหาว่าพระองค์เป็นผู้สั่งสังหารนักศึกษา

เอกสารชุดนั้นตัดมาแค่ข้อความไม่กี่บรรทัดในภาษาอังกฤษ เมื่ออ่านฉบับเต็มอย่างไม่มีอคติแล้วพบว่า รัชกาลที่ 9 ไม่มีถ้อยรับสั่งให้ฆ่านักศึกษาแต่อย่างใด แต่หมายถึงต้องการให้ระงับเหตุการณ์รุนแรงในครั้งนั้น เอกสารชุดนี้เขียนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2517  ไม่มีอะไรเกี่ยวกับการสั่งสังหารใครเลย เป็นเพียงซีไอเอรายงานให้ประธานาธิบดีรู้สถานการณ์ และการปฏิบัติงานของหน่วยงานอเมริกันในประเทศนั้น ๆ

มีการนำชุดข้อมูลดังกล่าวกลับมาวนฉายซ้ำ ปลุกเร้าให้เยาวชนเกลียดชังสถาบันอย่างถึงที่สุด ไม่เว้นแม้รัชกาลที่ 9 ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ถูกลากมาก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ข้อมูลชุดนี้นำมาวนหลายครั้งหลายหน พร้อมแฮชแทคประกอบว่ารัชกาลที่ 9 สั่งฆ่านักศึกษา เมื่อเยาวชนคนรุ่นใหม่เสพข้อมูลที่ถูก 'แปล' และ 'แปลง' ให้เชื่อ ก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าทุกถ้อยคำคือความจริง จนกลายเป็นเบี้ยหมากในเกมการล้มสถาบันในที่สุด

ช่วงที่ม็อบสามนิ้วออกมาม็อบตามท้องถนน มีการว่าจ้างนักเขียนนิทานคนหนึ่ง ซึ่งมีแนวคิดสนับสนุนม็อบให้เขียนนิยายภาพสำหรับเด็ก โดยเป็นนิทานสำหรับเด็กสี่สี แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยการสอดไส้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเป็ดน้อย แต่เขียนเล่าเรื่องเป็ดที่ตามหาประชาธิปไตย และเติบโตมาพร้อมกับเด็ก ๆ หรือ 10 ราษฎร เป็นเรื่องเล่าถึงผู้คนบนเส้นทางประชาธิปไตย มีการวาดภาพบรรดาแกนนำม็อบให้กลายเป็นฮีโร่ แปลกที่ไม่ยักบอกว่าฮีโร่เหล่านี้กำลังเดินเข้าคุกกันทุกคน

แต่ประเด็นที่โด่งดังและชัดเจนที่สุดคือ หนังสือประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ของ ณัฐพล ใจจริง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สองเล่มคือ 'ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ' และ 'ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี'  

เริ่มแล้ว!งานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 10 'นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน'

เริ่มแล้ว งานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 10 'นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน' ชูนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565

เมื่อวันที่1 ธันวาคม 2565 ที่ ศูนย์วิจัย สาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง ประธานในพิธีเปิดงานเกษตรภาคเหนือ ครั้งที่ 10 'นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน' ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันสถาปนาครบรอบ 55 ปี ของคณะเกษตรศาสตร์ และเผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรของในหลวงรัชกาลที่ 9 และการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 10 พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ ผลงานวิจัย และนวัตกรรมด้านเกษตรอัจฉริยะของคณะเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ดรุณี นาพรหม คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน และประชาชนชาวเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีฯ

โอกาสนี้ ดร.จรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิโครงการหลวง  กล่าวชื่นชมยินดีกับพันธกิจที่คณะเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการ ทั้งในด้านการผลิตบัณฑิตที่มุ่งเน้นการเป็นวิทยาศาสตร์เกษตร การวิจัยค้นคว้าเพื่อสร้างนวัตกรรมสมัยใหม่ และแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร การบริการวิชาการเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่ชุมชน เกษตรกรและหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการเกษตรกับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำทีมขยายผลปิด 2 คดีเกี่ยวกับเพศ ค้าประเวณีผ่านทวิตเตอร์ และแก๊งจีนไลฟ์สดมีเพศสัมพันธ์

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ศพดส.ตร. ได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียได้มีการนำเสนอข่าวแล้วนั้น ในห้วงเดือนที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศพดส.ตร. ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบขยายผลจับกุมคดีเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศในพื้นที่ ภ.5 จำนวน 2 คดี ประกอบด้วย

กรณีที่ 1 นายหน้าค้าประเวณีผ่านทวิตเตอร์
เมื่อประมาณเดือน ก.ค.65 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ TICAC ภ.5 ร่วมกับ บก.สอท.4 และ พม.จว.เชียงใหม่ พร้อมด้วยมูลนิธิ OUR ได้บูรณาการร่วมกันตรวจสอบกรณีพบการสร้างบัญชีทวิตเตอร์ และได้มีการโพสต์เสนอขายบริการทางเพศในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะจัดหาหญิงสัญชาติเมียนมามาบริการทางเพศ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนและตรวจสอบบัญชีดังกล่าวจนทราบตัวผู้ใช้บัญชีดังกล่าว จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ได้แก่...

นาง นานเกี๋ยงคำ อายุ 35 ปี สัญชาติเมียนมา
โดยจะดำเนินคดีในความผิดฐาน “เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิง แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม” 

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พ.ย.65 ที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการ TICAC สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ที่หอพักไม่มีชื่อ หมู่ 5 ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พร้อมเข้าช่วยเหลือหญิงที่ถูกพามาให้บริการทางเพศชาวเมียนมาได้ จำนวน 5 คน ได้แก่...

1.เอลู่ หรือน้องพลอย สัญชาติเมียนมา(ไทใหญ่) อายุ 21 ปี
2.มน หรือน้องฝน สัญชาติเมียนมา(ไทใหญ่)  อายุ 19 ปี
3.นาน คาน ลู หรือน้องดาว สัญชาติเมียนมา(ไทใหญ่) อายุ 26 ปี
4.แสงนวล หรือน้องฟ้า สัญชาติเมียนมา(ไทใหญ่) อายุ 20 ปี
5.จาม จาม ลุงส่างอ่อง หรือน้องเมย์ สัญชาติเมียนมา(ไทใหญ่) อายุ 20 ปี 

โดยตัวผู้ต้องหามีพฤติการณ์ในการเป็นนายหน้าในการขายบริการทางเพศผ่านทางโซเซียลมีเดีย คิดค่าบริการ 1,000 บาท นายหน้าได้ 200 บาท และตัวหญิงที่ให้บริการจะได้ 800 บาท

กรณีที่ 2 แก๊งคนจีนไลฟ์สดมีเพศสัมพันธ์
หลังจากที่เมื่อวันที่ 26 พ.ค.65 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ TICAC ได้มีการเข้าตรวจค้นรีสอร์ท 2 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงราย ตรวจพบแก๊งคนจีนเช่าสถานที่ดังกล่าวในการไลฟ์สดมีเพศสัมพันธ์ผ่านแอพจีน โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 14 คน รวมทั้งบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวอีก 30 คน ตามที่สื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียเคยนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ต.ค.65 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ TICAC ได้ทำการขยายผลจากกรณีดังกล่าว จนสืบทราบว่า ยังมีแก๊งคนจีนที่กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก โดยมีคนจีน 2 คนเป็นหัวหน้าแก๊งดังกล่าวคือ นางลีน่า และ นางโมโม่ สัญชาติจีน โดยมีการเช่าสถานที่ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ชลบุรี ในการถ่ายทอดสดการมีเพศสัมพันธ์ และใช้นักแสดงเป็นคนไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา

ต่อมา เจ้าหน้าที่สืบสวนได้สืบทราบว่า น.ส.ลีน่า และ น.ส.โมโม่ ได้แยกกันทำงานและเช่าสถานที่ถ่ายทำแบ่งเป็น 2 จุด จึงเดินเข้าตรวจค้นและจับกุมทั้ง 2 จุดดังกล่าว ประกอบด้วย 

1. บ้านต้นเกว่น ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่
จากการเข้าตรวจค้น พบผู้ต้องหา จำนวน 2 คน ได้แก่
1) นางเหวิน ลีน่า สัญชาติจีน เป็นหัวหน้าแก๊ง ทำหน้าที่คอยจัดการการถ่ายทอดสด จ่ายเงินให้นักแสดง และพากย์เสียงภาษาจีน 
2) นายปิยะพงษ์ หรือเอ้ วงษ์สุวรรณ ทำหน้าที่เป็นล่าม 

จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายดังกล่าวดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า หรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้, ร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยเป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามก” นอกจากนี้ยังตรวจพบนักแสดง จำนวน 10 ราย โดยพบว่าเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ จำนวน 5 ราย 
2. บ้านเลขที่ 72/17 หมู่ 4 ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่
จากการเข้าตรวจค้น พบ ผู้ต้องหาจำนวน 3 คน ได้แก่...


1) นางซิง เอ้อ หง หรือโมโม่ สัญชาติจีน เป็นหัวหน้าแก๊ง ทำหน้าที่คอยจัดการการถ่ายทอดสด จ่ายเงินให้นักแสดง และพากย์เสียงภาษาจีน 
2) นายสุวรรณ หรือไบรท์  เป็นผู้ช่วย
3) น.ส.สรัลชนา หรือฉิง  เป็นล่าม
จึงได้จับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายดังกล่าวดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า หรือยังให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใดๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็ก, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้, ร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยเป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก เพื่อผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามก” นอกจากนี้ยังตรวจพบนักแสดง จำนวน 9 ราย โดยพบว่าเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ จำนวน 5 ราย 

‘บิ๊กตู่’ คิกออฟ งานอุตสาหกรรมแฟร์ อิมแพ็ค 1-4 ธ.ค.นี้ ชวน ‘ซื้อของไทย-ใช้ของดี-สร้างอาชีพ-เสริมธุรกิจที่ดีพร้อม’

‘บิ๊กตู่’ ยกทัพอุตสาหกรรมแฟร์ ดันผลงานพลิกเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน คาดบูมเศรษฐกิจมากกว่า 500 ล้านบาท

(1 ธ.ค. 65) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดงานใหญ่แห่งปี อุตสาหกรรมแฟร์ ภายใต้แนวคิด ‘ซื้อของไทย ใช้ของดี สร้างอาชีพ เสริมธุรกิจที่ดีพร้อม’ เพื่อต่อยอดผลสำเร็จของโครงการพัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม ด้านการเสริมทักษะในการประกอบธุรกิจ ให้สามารถพึ่งพาตัวเองและมีอาชีพใหม่ พร้อมทั้งระดมสุดยอดผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,200 ราย นำสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาถูก เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนการเปิดตลาดไอเดียสำหรับประชาชนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจที่มั่นคง ระหว่างวันที่ 1-4 ธันวาคม 2565 ณ อาคารเอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท โดยได้รับเกียรติจาก นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานในครั้งนี้ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะวิกฤติ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการช่วยเหลือเยียวยาและการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกด้านอย่างเป็นระบบ เพื่อบรรเทาผลกระทบและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงให้เศรษฐกิจสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว โดยเฉพาะการสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจฐานรากที่จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ด้วยการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนา ‘คน’ ที่เป็นประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานและกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ ด้วยการเสริมทักษะและฝึกอาชีพแก่ประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองและมีรายได้ มีอาชีพใหม่ อันจะก่อให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

สำหรับการจัดงานอุตสาหกรรมแฟร์ ‘ซื้อของไทย ใช้ของดี สร้างอาชีพ เสริมธุรกิจที่ดีพร้อม’ ในวันนี้ ถือเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ในรอบหลายปี ซึ่งเป็นการต่อยอดและขยายผลโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นการสะท้อนภาพความสำเร็จของการนำนโยบายสำคัญของรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่ทำให้ประชาชนมีความรู้และทักษะใหม่ในการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่และภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งได้จากภายใน สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงช่วยผลักดันให้ภาคเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวกลับมาสู่สภาวะปกติต่อไปได้

ด้าน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนา ‘ชุมชนดีพร้อม’ และการพัฒนา ‘คน’ ที่เป็นประชาชนในระดับท้องถิ่นและชุมชน ผ่าน ‘กลไก 7 วิธี ปั้นชุมชนดีพร้อม’ ได้แก่ แผนชุมชนดีพร้อม, คนชุมชนดีพร้อม, แบรนด์ชุมชนดีพร้อม, ผลิตภัณฑ์ชุมชนดีพร้อม, เครื่องจักรชุมชนดีพร้อม, ตลาดชุมชนดีพร้อม และเงินทุนหมุนเวียนดีพร้อม ซึ่งหนึ่งในกลไกข้างต้น กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่า ‘คน’ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในก้าวแรกที่จะพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยการเสริมทักษะและฝึกอาชีพแก่ประชาชนในรูปแบบการฝึกอบรมระยะสั้น เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและมีรายได้ มีอาชีพใหม่ผ่านโครงการ ‘พัฒนาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้ชุมชนดีพร้อม’ โดยที่ผ่านมาสามารถพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมายไปแล้วกว่า 600,000 คน ในกว่า 2,100 พื้นที่ และกำลังดำเนินการเพิ่มเติมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 

นอกจากนั้น อีกหนึ่งกลไกที่มีความสำคัญ คือ การพัฒนาตลาดชุมชนดีพร้อมให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในการพัฒนา ‘ตลาดชุมชนดีพร้อม’ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเลือกที่จะใช้งานอุตสาหกรรมแฟร์ ‘ซื้อของไทย ใช้ของดี สร้างอาชีพ เสริมธุรกิจที่ดีพร้อม’ เป็นเครื่องมือทางการตลาดให้กับชุมชน ระหว่างวันที่ 1-4 ธันวาคม 2565 ณ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9-12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

‘บิ๊กตู่’ นำ 3 รมต.ใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ด้าน ‘สุนทร’ เปิดใจ พร้อมทำตามกรอบนโยบาย

‘บิ๊กตู่’ นำ 3 รมต.ใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ด้าน ‘สุนทร’ เปิดใจ ไม่กดดัน พร้อมทำงานตามกรอบนโยบาย แม้เวลาน้อย ยัน ส.ส. กลุ่มปากนํ้า ยังอยู่พปชร. 

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 1 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดารัฐมนตรีชุดใหม่ 3 ราย ได้แก่ นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายนริศ ขำนุรักษ์ รมช.มหาดไทย เดินทางมาที่ตึกสันติไมตรี เพื่อถ่ายภาพทำบัตรประจำตัวรัฐมนตรี ก่อนที่ในเวลา 17.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะนำรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ หลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต 

ทั้งนี้ รัฐมนตรีใหม่ทั้ง 3 คน มีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง โดยนายสุนทร ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ขณะที่นายนริศ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ๆ โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ขอพูดหลังเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ จะเหมาะสมกว่า ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ช่างภาพได้เก็บภาพ 

นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ ว่า ตนจะตั้งใจทํางานให้ดีที่สุดตามนโยบายของรัฐบาล แม้ช่วงระยะเวลาการทํางานไม่มากเท่าไหร่ แต่จะทําให้ดีตามที่ได้รับมอบหมาย และไม่รู้สึกกดดันอะไร เพราะเคยทํางานท้องถิ่นมาก่อน และตลอดระยะเวลาที่ทํางานท้องถิ่นมาไม่น้อยกว่า 40 ปี เริ่มตั้งแต่ผู้ช่วย ส.ส. สมัยที่นายวัฒนา อัศวเหม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง จากนั้นตนเข้ามาเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยเป็นรองประธานสภา เลขาธิการสภา และต่อมาเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การทํางานระดับท้องถิ่นและระดับกระทรวงต่างกันหรือไม่ นายสุนทร กล่าวว่า ในกรอบการทํางานคล้ายกัน โดยมุ่งเน้นพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีรายได้ และทําตามกรอบที่รัฐบาลวางเป้าหมายไว้ 

‘ชัชชาติ’ ระบุ BTS ปรับขึ้นราคาตามกรอบสัญญา ชี้ กทม.ทำได้แค่เจรจา หลังชะลอมาก่อนหน้า

(1 ธ.ค. 65) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ถึงกรณีการประกาศปรับอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2566 ว่า เป็นไปตามกฎสัมปทานอยู่แล้ว เพราะมีโอกาสปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสัญญาที่มีมาตั้งนาน โดยมีการเจรจาให้ชะลอมา 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยเป็นการปรับพร้อมสายสีน้ำเงิน

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้มีการพยายามเจรจาชะลอให้มากที่สุดแล้ว แต่ต้องบอกว่านี่เป็นสัญญาที่มีโอกาสปรับขึ้นตามกรอบที่ทำสัญญาไว้ล่วงหน้า ถือเป็นสิทธิของ BTS โดยการเจรจาทำได้เพียงแค่ชะลอให้เลื่อนออกมาเพียงแค่ 2 เดือน จนมาถึงการประกาศปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารในครั้งนี้และถือเป็นข้อผูกพัน โดยตามรูปแบบสัมปทาน อย่างมากทำได้เพียงแค่ขอความร่วมมือ แต่หาก BTS ไม่ตกลง กรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถมีอำนาจสั่งให้ BTS ชะลอการปรับอัตราค่าโดยสารไปมากกว่านี้ได้

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นว่าการปรับอัตราค่าโดยสารของ BTS ในครั้งนี้จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในการทวงหนี้ส่วนต่อขยายที่ 2 หรือไม่นั้น เท่าที่ทราบรายได้ของ BTS ขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้โดยสาร โดยส่วนต่อขยายที่ 2 มีผู้โดยสารใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้ค่าแรกเข้าเป็นหลัก 1,000 ล้านบาท หากนำผู้โดยสารเข้าระบบ 100,000 คน คิด 10 บาทต่อคน วันหนึ่งก็เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท แต่ทั้งนี้คงต้องมีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้ เพราะการชำระหนี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าง่ายคงจ่ายไปตั้งแต่ 3-4 ปีแล้ว เพราะเป็นเรื่องทางด้านเทคนิค การเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะเอาเงินของกรุงเทพมหานครมาจ่ายเลยก็เป็นไปได้ยาก ต้องผ่านระบบงบประมาณ ผ่านการอนุมัติของสภากรุงเทพมหานคร

‘อียู’ เสนอยึดทรัพย์รัสเซียที่ถูกอายัด ชดเชยความเสียหายแก่ยูเครน

(1 ธ.ค. 65) สำนักข่าวซินหัว เผยว่าเมื่อวันพุธ (30 พ.ย.) ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เสนอแผนการยึดทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกอายัด เพื่อชดเชยความเสียหายแก่ยูเครนที่เกิดจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

แถลงการณ์จากอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดจะถูกมอบให้ยูเครน ‘เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดกับประเทศ’ ซึ่งมีการประเมินอยู่ที่ราว 6 แสนล้านยูโร (ประมาณ 21.87 ล้านล้านบาท)

ฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้ปิดกั้นเงินสำรองของธนาคารกลางรัสเซีย จำนวน 3 แสนล้านยูโร (ราว 10.93 ล้านล้านบาท) และอายัดเงินของอภิมหาเศรษฐีรัสเซีย จำนวน 1.9 หมื่นล้านยูโร (ราว 6.92 แสนล้านบาท)

เปิดตัว Digital Post ID รหัสไปรษณีย์แบบดิจิทัล ส่งของไม่ต้องจ่าหน้า แปะ QR บอกพิกัดแทน

(1 ธ.ค. 65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปณท ร่วมกันเปิด โครงการ Digital Post ID (ดิจิทัลโพสต์ไอดี) ที่จะบอกข้อมูลที่อยู่ได้แบบพิกัด GPS โดยผู้ส่งไม่ต้องเขียนจ่าหน้า แต่ใช้เป็นฉลาก QR Code แปะ ผลักดันไปรษณีย์ไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0พร้อมตั้งเป้าเปิดใช้งานจริงไตรมาส 2 ปี 2566 

Digital Post ID เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ระบบที่อยู่ดิจิทัล’ (Location based Digital ID) เป็นการปรับเปลี่ยนการระบุข้อมูลตำแหน่งที่อยู่เดิมให้เป็นที่อยู่ดิจิทัล หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ เชื่อมโยงข้อมูลผู้รับและผู้ส่งเข้ากับพิกัดที่อยู่ โดยต่อยอดมาจากการใช้รหัสไปรษณีย์ 5 หลัก ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานการส่งไปรษณีย์ที่ไทยใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 มาแปลงเป็นพิกัดที่ตั้งบนพื้นผิวโลกในประเทศไทย โดยมีหลักการทำงานเดียวกันกับระบบ GPS ซึ่งจะทำให้ระบุที่อยู่ได้แม่นยำกว่าเดิม 

“เดิมเลขไปรษณีย์ 5 หลักจะบอกได้ถึงเขตพื้นที่เท่านั้น แต่ Digital Post ID ระบุได้ถึงพิกัดตำแหน่งด้วยการปักหมุด บอกพิกัดแนวดิ่งได้ ทำให้ระบุที่อยู่สำหรับคนที่อยู่ในอาคารสูงได้แม่นยำ และที่น่าสนใจคือ เมื่อไม่ต้องจ่าหน้าเป็นตัวหนังสือ ก็จะทำให้ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้การขนส่งมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้นอีกด้วย”

สำหรับวิธีการใช้งาน คือ ผู้รับจะต้องสมัครและกรอกข้อมูลรายละเอียดการจัดส่ง คือ ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร พิกัด ของตัวเองลงในแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทย (กำลังพัฒนาระบบ) จากนั้นก็ส่ง QR Code ให้ผู้ส่งนำไปพิมพ์ที่ที่ทำการไปรษณีย์ หลังจากนั้นไปรษณีย์จะพิมพ์ข้อมูลดิจิทัลโพสต์ไอดีออกมาเป็นฉลาก QR Code แล้วแปะบนกล่องพัสดุ หรือซองจดหมาย (โดยในอนาคตจะมีเครื่องพิมพ์ QR Code ในที่ทำการไปรษณีย์เพื่อรองรับระบบดิจิทัลโพสต์ไอดี) โดยผู้รับและผู้ส่งมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่หลุด เนื่องจากบนจ่าหน้ากล่อง/ซอง จะไม่ปรากฏข้อมูลส่วนบุคคล และต้องใช้แอปพลิเคชันบนอุปกรณ์อ่าน QR Code เท่านั้น ถึงจะโชว์ข้อมูลผู้รับ-ผู้ส่ง

ไม่เพียงเท่านั้น QR Code จะเป็นแบบใช้งานได้ครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้งยังมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ตามหลักการของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ส่องผลงานว่าที่ แคนดิเดท 'นายกรัฐมนตรี'

แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่พรรคการเมืองต่าง ๆ เริ่มทยอยเปิดชื่อของ ‘แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี’ ออกมากันแล้ว 

‘หมอของขวัญ’ ขอโทษ ปมสะกิด ‘แจ็กสัน’ กรอกเหล้า ยัน!! ไม่รู้ธรรมเนียม ‘ไม่แตะตัวผู้หญิง’ ของศิลปินชาย

‘หมอของขวัญ’ แพทย์ผิวหนังคนดัง ออกมาชี้แจงคลิปดรามาสะกิด ‘แจ็กสัน’ กรอกเหล้า ก่อนโดนวิจารณ์พฤติกรรมไม่เหมาะสม ยันไม่รู้เกี่ยวกับธรรมเนียมศิลปินชายเกาหลี ยอมรับทำพลาดไป

จากกรณี ‘หมอของขวัญ’ หรือ พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ เจอดรามาหลังไปร่วมงาน Private Party กับศิลปินดัง ‘แจ็กสัน หวัง’ แล้วมีคลิปสะกิดแจ็กสันให้เอาเหล้ากรอกปากตนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ โดยเจ้าตัวได้โพสต์ข้อความว่า "ยิ่งเจอใกล้ๆ ยิ่งหล่อ มือสั่นถ่ายรูปไม่ได้เลย เมื่อวานงาน Private Party พี่แจ็กเป็นสุภาพบุรุษมาก เล่นเกมกรอกเหล้า 3 วิ พอมาถึงเราพี่แจ็กข้ามไม่กรอกผู้หญิง น่ารักที่สุด ส่วนทางนี้คือกรอกมาเลยพี่แจ็ก กรอกฉันเถอะ" จนกลายเป็นประเด็นดรามาในโลกโซเชียล เนื่องจากแฟนคลับมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พร้อมเผยธรรมเนียมศิลปินเกาหลีจะไม่แตะต้องหรือกรอกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใส่ปากหญิงสาวเพื่อเป็นการให้เกียรติ (ชมคลิป https://www.tiktok.com/@_got7stillalive/video/7171251739855818011)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ‘หมอของขวัญ’ ออกมาชี้แจงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ยันไม่รู้ธรรมเนียมของศิลปินเกาหลี ยอมรับว่าพลาดไปจริงๆ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า…


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top