Sunday, 5 July 2026
Hard News Team

‘ตร. PCT’ บุกทลายเว็บพนันทายผลฟุตบอลโลก พบเงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 100 ล้านบาท

วันที่ 10 ธ.ค. 65 พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ ศูนย์ PCT สั่งการให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.กมค./หน.ด้านปฏิบัติการฯ, พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สพฐ.ตร./หน.ด้านข่าวสารฯ, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ แจ้งอริยวงศ์ ผบก.ส.2/หน.ชป.ชุดที่ 4, พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ปส.4 และพ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส ตม3 จนท.ศปอส.ตร.ชุดที่ 4 เข้าตรวจค้นหลังสืบสวนทราบว่ากลุ่มเครือข่ายมีการกระทำผิดเว็บพนันบอลโลกออนไลน์ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี รวบรวมหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญาเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ ผลการปฏิบัติกรณีจับกุมกลุ่มการเงินเว็ปพนัน G2G168C.com

1. จับกุมผู้ต้องหาเป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน รวม 4 คน พร้อมด้วยของกลางประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่อง 2.2 จอคอมพิวเตอร์ จำนวน 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง มูลค่าประมาณกว่า 80,000 บาท มีผู้เสียหายกว่า 16,409 ราย โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 100ล้านบาทต่อเดือน

โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ‘ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน’ นำส่ง สภ.แสนสุข 

เชียงใหม่จัดพิธีถวายเครื่องสักการะล้านนา พระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ‘วันรำลึกเจ้าดารารัศมี พระราชชายา’

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2565 เวลา 9.00 น. นายพูลศักดิ์ จิตสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและภาคีเครือข่าย เฝ้ารับเสด็จ พลเอกหม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ประธานมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระเจ้าภคิณีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โปรดกำหนดการเสด็จมาเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องสักการะล้านนา พระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พระผู้ประทานที่ดินให้โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ณ พระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา สวนบ้านบานเย็นโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

เนื่องในวันที่ 9 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ เจ้าดารารัศมี พระราชชายาในรัชกาลที่ 5 พระผู้ประทานที่ดินคุ้มหลวงกลางเมืองเชียงใหม่เพื่อก่อสร้างโรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในปัจจุบัน โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โดยนายพูลศักดิ์ จิตสว่าง ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ผู้บริหาร ครูบุคลากร พร้อมภาคีเครือข่าย ได้จัดพิธีถวายเครื่องสักการะล้านนา พระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา เนื่องในวันรำลึกเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ณ ลานพระอนุสาวรีย์เจ้าดารารัศมี พระราชชายา สวนบ้านบานเย็น โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย 

‘อลงกรณ์’ เรียกร้องพรรคการเมืองยุติแตกแยกแบ่งขั้ว มุ่งแข่งนโยบายและผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ยืนยันประชาธิปัตย์ก้าวข้ามความขัดแย้งแล้วพร้อมสร้างการเมืองวิถีใหม่ เตือนหากการเมืองยังแตกแยกแบ่งขั้วประเทศจะวิกฤติไม่รู้จบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยวันนี้ภายหลังการสัมมนาหัวข้อ ‘โอกาส ความหวัง การเมืองวิถีใหม่’ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วาระครบรอบ70ปีของนสพ.สยามรัฐ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองร่วมเสวนาโดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า การเมืองวิถีใหม่คือการเมืองที่สร้างสรรค์ เป็นการเมืองที่เป็นความหวัง แข่งขันด้วยวิสัยทัศน์ นโยบายและผลงาน โปร่งใส สุจรืตทุกระดับ ยึดอุดมการณ์ประชาธิปไตย ให้โอกาสคนทุกรุ่นที่มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถมาร่วมทำงานร่วมคิดร่วมขับเคลื่อนนโยบายที่ทำได้จริงและอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อวันนี้และวันหน้าสามารถนำพาประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างจุดเปลี่ยนประเทศสู่อนาคตที่ดีกว่า

“การเลือกตั้งครั้งหน้าควรแข่งขันด้วยวิสัยทัศน์ นโยบายและผลงานตามแนวทางการเมืองวิถีใหม่โดยต้องก้าวข้ามความขัดแย้งแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองแบบสุดโต่งที่ทำให้ประเทศติดหล่มจมปลักวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทก์มากว่า 20 ปี การเลือกตั้งต้องสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนและต้องเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตสะท้อนอำนาจของประชาชน”

'พงศ์พรหม' เดือด!! ดราม่าชุดนิสิตจุฬาฯ ถูกมองเป็นการกดขี่ ย้อน!! แล้วไม่มอง 'สูท' เป็นการกดขี่จากทุนตะวันตกบ้างหรือ?

(10 ธ.ค. 65) ไม่นานมานี้ นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pongprom Yamarat ระบุว่า...

เห็นดราม่าเด็กด่าชุดนิสิตจุฬาฯ ว่าเป็นสัญลักษณ์การกดขี่แล้ว...ขอให้ความเห็นหน่อย

เกริ่นก่อนตรงๆ

พวกมึงเยอะไป

ไม่อยากใส่ชุดนิสิต นั่นเรื่องนึง ตอนพี่อยู่ธรรมศาสตร์ แม้มหาลัยไม่บังคับ แต่คนอื่นก็ใส่กัน

ส่วนพี่ 'ก็ไม่ใส่'

แต่ไม่เคยเลอะเทอะว่าแม้แต่ชุด ยังโยงมาเป็นสัญลักษณ์การกดขี่ได้

ไม่ใส่ก็คือไม่ใส่

ห้องไหนให้ใส่ ก็ใส่

ไม่พยายามดัดจริตทำแปลกทั้งวัน

ยกตัวอย่างชุดสูทนี่ก็อีกประเภทของเครื่องแบบ

ฝรั่งใส่มาเป็นร้อยปี

อยู่ ๆ คนไทยรุ่นใหม่ดัดจริตใส่สูทตลอด แค่เปลี่ยนเป็นเสื้อยืดข้างใน ทั้งที่ประเทศนี้ร้อนแสนร้อน

'ทิพานัน' ชี้ กระแส 'เอเปค' ปังไม่หยุด ดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มปีหน้า 20-24 ล้านคน

(10 ธ.ค.65) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยออกมาคาดการณ์ว่าในปี 2566 นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะมีจำนวนประมาณ 20-24 ล้านคน โดยกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 50-60% เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2562 ขณะที่การใช้จ่ายของชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทย จะสร้างรายได้สู่ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จะมีมูลค่าประมาณ 0.84-1.01 ล้านล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ประมาณ 42,000 บาทต่อคนต่อทริป เพิ่มขึ้นจากประมาณ 40,000 บาทต่อคนต่อทริป ในปี 2565 

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปัจจัยที่สนับสนุนการท่องเที่ยว นอกจากการทำแคมเปญการตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในต่างประเทศ รวมถึงมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยว ได้แก่ มาตรการขยายระยะเวลาพำนักของชาวต่างชาติ ทั้งกลุ่มประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า จากไม่เกิน 30 วัน เป็นไม่เกิน 45 วัน และกลุ่ม Visa on Arrival จากไม่เกิน 15 วัน เป็นไม่เกิน 30 วัน (เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2565-31 มีนาคม 2566) แล้ว อีกหนึ่งปัจจัย คือ การจัดงานเอเปค 2022 ที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์ของผู้นำประเทศ ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติมากขึ้น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากรายงานผลการวิเคราะห์ดังกล่าว สะท้อนถึงประสิทธิภาพและผลสำเร็จของการจัดประชุมเอเปค 2022 ที่ช่วยกระตุ้นภาคท่องเที่ยว ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศไทย เพื่อนำไปสู้การสร้างงาน สร้างรายได้ในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองสำหรับการจัดการประชุม ซึ่งนอกจากกรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่ติดอันดับ 1 ในเมืองที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกชื่นชอบมากที่สุด (Best City) ในการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก จากการเปิดเผยของนิตยสาร DestinAsian และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ยังจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก

ต่างชาติผู้แสนดี ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ พระยากัลยาณไมตรี ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับรัชกาลที่ 7

หากผมจะเล่าเรื่องเกี่ยว ‘รัฐธรรมนูญ’ ผมแทบไม่ได้นึกถึงเรื่องราวของวันที่ 10 ธันวาคม เลยสักนิดเดียว แต่ผมกลับไปคิดถึง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และ ‘ชาวต่างชาติผู้หนึ่ง’ ที่พิสูจน์ได้ถึงความตั้งพระราชหฤทัยในการพระราชทาน ‘รัฐธรรมนูญ’ ให้แก่ปวงชนชาวไทย โดยขณะนั้นพระองค์ทรงปรึกษาผู้รู้อย่างหลากหลาย ลึกซึ้ง เพื่อกลั่นกรอง ให้เกิด ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ที่เข้าใจบริบท เข้าใจเงื่อนไขที่เหมาะสมกับสยามที่สุดในห้วงเวลานั้น แต่ทว่าร่างในครั้งนั้นกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะการชิงสุกก่อนห่ามของ ‘คณะราษฎร’ ผู้เห็นแก่ตน ผู้ไม่เคยคิดถึงบริบทอะไรนอกจากพวกตน อำนาจปกครอง และการล้มเจ้า...

เกริ่นมาซะยาว !!! กลับมาที่ ‘ชาวต่างชาติ’ คนนั้น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ฉบับรัชกาลที่ 7 เรามารู้จัก ‘พระยากัลยาณไมตรี’ คนที่ 2 ของสยาม Dr.Francis B.Sayre / ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ กันดีกว่า

ดร.ฟรานซิส บี.แซร์ เป็นชาวอเมริกัน เกิดที่เซาธ์เบธเลเฮม ในเพนซิลเวเนีย เรียนจบด้านกฎหมายจากฮาร์วาร์ด เริ่มงานด้านกฎหมายด้วยการเป็นผู้ช่วยอัยการแห่งนิวยอร์กเคาตี เขาได้พบรักกับ ‘เจสซี’ ลูกสาวของ วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐฯ และแต่งงานกันที่ทำเนียบขาวในปี พ.ศ. 2456 ก่อนที่เขาจะออกไปเป็นอาจารย์สอนที่ฮาร์วาร์ดในปี พ.ศ. 2460 และจบดอกเตอร์ในปีถัดมา (ขอเล่าเป็น พ.ศ. นะครับ จะได้ไม่ต้องสลับระหว่างไทยกับเทศ) 

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2466 เขาได้รับข้อเสนอจากคณบดีโรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ด ให้ไปเป็นที่ปรึกษาพระเจ้าแผ่นดินสยาม ด้วยความอยากเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เขาจึงตอบตกลงและเข้ามารับราชการในสยาม ช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยเข้ามาอยู่ในบังคับบัญชาของ ‘พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์’ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น

เขาเล่าถึง ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ในอัตชีวประวัติของเขาว่า ..... “ข้าพเจ้ามีความสนิทสนมกับองค์พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นเป็นอย่างดีเยี่ยมทีเดียว สามารถถวายจดหมายส่วนตัวโดยตรงก็บ่อย ๆ พระองค์จะทรงอักษรตอบด้วยฝีพระหัตถ์เอง ซึ่งบางทีก็ยาวตั้ง 12 หรือ 15 หน้ากระดาษ พระองค์ทรงภาษาอังกฤษอย่างดีเลิศ เมื่อพระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นั้น ทรงโปรดปรานวรรณกรรมเชกสเปียร์มาก เคยมีพระราชปรารถนาจะแปลบทละครเชกสเปียร์ออกเป็นภาษาไทย”

ภารกิจสำคัญของ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 คือการเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่เสียเปรียบและไม่เป็นธรรมของชาติตะวันตก ในสมัยจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต โดยเฉพาะ ‘สนธิสัญญาเบอร์นี’ ในรัชกาลที่ 3 และ ‘สนธิสัญญาเบาริ่ง’ ที่ทำในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งประเทศสยามมีข้อเสียเปรียบอยู่หลายจุด

แม้ว่าผลจากการเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 จะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเรื่องสัญญาให้สยาม แต่ก็เป็นเพียงบางส่วน เพราะสนธิสัญญาที่ยกเลิกมีเพียงกับคู่สงครามอย่างเยอรมนีและออสเตรียเพราะพ่ายแพ้ แต่กับฝ่ายสัมพันธมิตรมีเพียงสหรัฐฯ ที่เห็นชอบกับการยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับสยาม แต่กับชาติพันธมิตรอื่น ๆ โดยเฉพาะ ฝรั่งเศส กับ อังกฤษ การเจรจาการแก้ไขสนธิสัญญาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากทั้งสองชาติต่างก็พยายามรักษาผลประโยชน์ของตนอย่างเต็มที่ 

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งให้ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ เป็นผู้แทนประเทศสยามไปเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญากับชาติต่าง ๆ ในยุโรป โดยเริ่มออกเดินทางไปปฏิบัติงานในปี พ.ศ. 2467 ด้วยความสามารถทางการทูตและกฎหมาย เขาสามารถโน้มน้าวให้ชาติต่าง ๆ ยอมทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็นการสละสิทธิพิเศษทีมีอยู่ในสนธิสัญญาเก่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปได้สำเร็จลุล่วง 

จากคุณงามความดีในครั้งนี้ ของ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ในฐานะผู้ที่ช่วยให้สยามรอดพ้นจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ จากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสมัยจักรวรรดินิยม ในหลวงรัชกาลที่ 6 จึงทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น ‘พระยากัลยาณไมตรี’ มีตำแหน่งราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ถือศักดินา 1,000 นับเป็นคนที่ 2 ต่อจากพระยากัลยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด) กระทั่งในปีต้นปี พ.ศ. 2468 ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ก็ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการของสยาม และเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความสัมพันธ์อันดีต่อกัน 

ภายหลังจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2468  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์ให้เขากลับมาช่วยราชการอีกครั้ง ด้วยมิตรไมตรีอันดีต่อสยาม เขาจึงเดินทางกลับมาไทยในปี พ.ศ. 2469 ดังที่เขากล่าวในอัตชีวประวัติว่า…

“...ผมไม่อาจลืมสยาม ใจผมยังคงนึกถึงตะวันออกไกลอยู่เสมอ ในเดือนพฤศจิกายน 1925 พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ซึ่งผมเคยถวายงานรับใช้ได้เสด็จสวรรคต บัลลังก์ของพระองค์สืบทอดถึงเจ้าฟ้าประชาธิปก ผู้เป็นอนุชา...และพระเจ้าอยู่หัวประชาธิปกก็ทรงมีพระราชประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะให้ผมกลับไปยังสยาม แม้ผมไม่อาจละทิ้งงานที่ฮาร์วาร์ดได้ ในช่วงวันหยุดซัมเมอร์ปี 1926 ผมก็เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อสนทนาและถวายคำปรึกษาตามพระราชประสงค์ถึงการ ‘ปฏิรูปธรรมนูญการปกครอง’ ซึ่งมีการเรียกร้องกันมาก...”

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ขึ้นมาใช้ในประเทศในปี พ.ศ. 2469 โดยมี ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมร่างเค้าโครงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

โดยก่อนหน้าที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ได้มีพระราชหัตถเลขาเป็นคำถามถึง ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ จำนวน 9 ข้อ โดยคำถาม 4 ข้อแรกนั้น ว่าด้วยการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในข้อ 3 ความว่า…

“หากประเทศนี้จำเป็นต้องมีระบบรัฐสภาเข้าสักวันหนึ่ง การปกครองในระบบรัฐสภาแบบแองโกล - แซกซัน นั้นเหมาะสมกับชาวตะวันออกหรือไม่?” โดยพระองค์ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า “ในคำถามที่ 3 นั้นข้าพเจ้าเองยังไม่แน่ใจนัก”

และคำถามข้อ 4 ทรงตั้งคำถามว่า “ประเทศนี้พร้อมหรือยัง? ที่จะมีการปกครองในระบบผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน?” โดยทรงให้พระราชวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า “ส่วนคำถามที่ 4 โดยความเห็นส่วนตัวข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่” เหตุผลที่พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยดังนี้ เพราะมีเหตุผลหลายประการ ซึ่งตรงกับที่ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ได้ถวายความเห็นกลับมา หลังจากที่ได้อ่านแล้ว ความว่า…

“...ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการพิจารณาให้มีระบบรัฐสภาโดยสมาชิกมีที่มาจากประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติได้ในสยาม ณ เวลานี้ ระบบรัฐสภาที่สามารถทำงานได้นั้นขึ้นอยู่กับผู้ลงคะแนนเสียงที่มีการศึกษา หากปราศจากการควบคุมอย่างชาญฉลาดโดยประชาชนแล้ว องค์กรเช่นนี้ย่อมเสื่อมทรามลงกลายเป็นองค์กรทุจริตและเผด็จอำนาจเป็นแน่ จนกว่าประชาชนทั่วไปในสยามจะได้รับการศึกษาที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ มันคงอันตรายเกินไปที่จะตั้งรัฐสภาภายใต้การควบคุมของประชาชน ด้วยเหตุนี้มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่อำนาจเด็ดขาดจะต้องอยู่กับสถาบันกษัตริย์ต่อไป...”

อ่านมาถึงตรงนี้คุณว่า ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ วิเคราะห์ได้ตรงไหมล่ะ? ‘คณะราษฎร’ สนใจเรื่องการศึกษาของผู้ลงคะแนนเสียงไหม? รัฐบาลหลังจากนั้นเป็นองค์กรทุจริตและเผด็จการอำนาจจริงไหม? ลองคิดตามดูนะ อันนี้แล้วแต่ความคิดของท่านผู้อ่าน ผมไม่ก้าวล่วง 

นอกจากนี้ ดร.ฟรานซิส บี. แซร์ ยังได้แนบร่างรัฐธรรมนูญ 12 มาตรา ‘Outline of Preliminary Draft’ หรือเค้าโครงเบื้องต้นว่าด้วยโครงสร้างของรัฐบาล ซึ่งตามความเห็นของเขาถือเป็นร่างรัฐธรรมนูญการปกครองที่เหมาะกับสยามที่สุดในขณะนั้น โดยข้อแรกมีความว่า…

“...อำนาจสูงสุดในราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์” และข้อสอง “พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีผู้มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์ในการบริหารงานของรัฐบาล และเป็นผู้ซึ่งอาจถูกถอดจากตำแหน่งได้ทุกเวลาโดยพระมหากษัตริย์…” (แปลจาก: Siam’s Political Future: Documents from the End of the Absolute Monarchy)

ร่างธรรมนูญการปกครองตามข้อเสนอของเขา จึงมีลักษณะเป็นการยืนยันรักษาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อไป ซึ่งตามความเห็นของเขาถือเป็นการปกครองที่เหมาะกับสยามที่สุดในขณะนั้น 

'เพื่อไทย' เสนอเพิ่มโทษ 'รัฐประหาร' ถือเป็นกบฏ คดีไม่มีอายุความและนิรโทษกรรมไม่ได้

เพื่อไทย อ่านแถลงการณ์ เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. ระบุ ชัดในกฎหมาย 'รัฐประหาร' ถือเป็นกบฏ พร้อมมุ่งแก้รธน.มาตรา 272 เลือกนายกฯ ต้องเป็นธรรม

(10 ธ.ค. 65) ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค นำโดยนายชัยเกษม นิติสิริ, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายจาตุรนต์ ฉายแสง และน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อ่านแถลงการณ์พรรคเพื่อไทย เนื่องในโอกาสวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ว่า...

พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นรากฐานของประเทศชาติ ซึ่งต้องยอมรับว่า ในประเทศเสรีประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศมีความสำคัญ ทั้งในเชิงการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจและสังคม หากบ้านเมืองมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ก็จะส่งเสริมให้ระบบการเมือง มีความเข้มแข็ง ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีความเจริญเติบโตและพัฒนาการ ประชาชนในฐานะที่เป็นเจ้าของประเทศก็ย่อมได้รับประโยชน์ โดยทั่วถึง แต่หากได้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และขาดการยอมรับจากประชาชนที่นอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ยังเป็นผู้ได้รับผลกระทบด้วย 

ดังนั้น รัฐธรรมนูญที่ดีต้องมีความเป็นประชาธิปไตยสูงมีหลักนิติรัฐนิติธรรม ต้องได้รับการเคารพและปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จะต้องได้รับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และการจัดสรรอำนาจองค์กรต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่มีองค์กรใดอยู่เหนือองค์กรอื่นจนขาดการตรวจสอบการใช้อำนาจ

'กุนซือสมองเพชร' ยก 'อุ๊งอิ๊ง' เทียบชั้นลูกสาวหัวเว่ย

(10 ธ.ค. 65) นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมายโพสต์รูปภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก มีรายละเอียดดังนี้

ใครเปิดไพ่โง่ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ?

1. ดูหน้าค่าตานรลักษณ์คุณอุ๊งอิ๊งวันนี้ ช่างละม้ายคุณเมิ่ง หว่านโจ๋วผู้บริหารรุ่นใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 2 ของหัวเว่ยมากขึ้นคุณเมิ่งถูกสหรัฐจับเป็นตัวประกันอยู่ 2 ปี เธอก็ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวไม่ยอมจำนน และประกาศว่า

เธอเป็นลูกของประเทศจีน พร้อมพลีชีวิตเพื่อมาตุภูมิ ขอรัฐบาลจีนอย่าเกรงผลกระทบใด ๆ ต่อเธอ ขอให้ตัดสินใจทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศจีน เธอจึงกลายเป็นวีรสตรีรุ่นใหม่ของจีนไปแล้ว

2. คุณอุ๊งอิ๊งเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย ได้เปิดนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 600 บาท ฮือฮากันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะสอดคล้องกับผลประโยชน์และความต้องการของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ รวมไปถึงครอบครัวด้วย เพราะไม่มีผู้ใช้แรงงานคนใดที่ไม่ต้องการค่าแรงงานขั้นต่ำดังกล่าว คะแนนเสียงผู้ใช้แรงงานเชื่อมโยงถึงพี่น้องชาวนาซึ่งเป็นเครือญาติด้วย จึงเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่เป็นกลุ่มเป็นก้อน พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็เคยใช้เรื่องนี้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่ไม่ได้ทำ เพราะเมื่อท่านสมคิด พ้นหน้าที่ไปแล้วก็ไม่มีใครทำเป็น

แค่ไม่เสนอนโยบายแบบนี้ก็ยับเยินมากพอแล้ว ยิ่งไปต่อต้านนโยบายนี้ก็มีแต่พังกับพัง ที่สำคัญคือต้องเข้าใจให้ดีว่าเรื่องค่าแรงขั้นต่ำนั้นรัฐบาลไม่ได้จ่ายเป็นเรื่องของผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวตามค่าครองชีพ

หากคิดว่าเป็นภาระของรัฐบาลก็ยิ่งเป้นการปล่อยไก่ให้เขาฮากันทั้งเมือง

แบงก์ปลอมระบาด!! โพสต์ขายผ่านเฟซบุ๊กโจ่งครึ่ม คนขายโว!! แบงก์ไม่หลอกตา ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

(10 ธ.ค.65) เพจเฟซบุ๊ก ‘หมอแล็บแพนด้า’ ของ ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความที่เห็นแล้วต้องอึ้ง เนื่องจากเป็นการลงประกาศขายธนบัตรปลอมเป็นปึก ๆในโลกโซเซียล โดยประกาศขายผ่านทางเพจ ‘จำหน่ายแบงค์-ธนาบัตร’ อย่างโจ่งครึ่มแบบไม่กลัวเกรงต่อกฎหมาย ซึ่งมีข้อความระบุว่า...

เตรียมส่งให้ลูกค้าวันนี้อีก 2 ล้าน 8 แสนครับ ไม่ลงบ่อยแต่มีเรื่อย ๆ นะครับ วันนี้มีอีก 4 ล้านนะครับใครที่สนใจอยากสั่งสอบถามเข้ามาได้เลยครับ เอาไปใช้หนี้ได้ จ่ายค่าเทอมได้ จ่ายค่ารถค่าบ้านได้ บอกเลยแบงค์ทำมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะไม่ได้เอาหลอกตาคนอื่นเน้นใช้งานจริง

ขณะที่หมอแล็บแพนด้า ระบุว่า ธนบัตรปลอม ขายกันโต้ง ๆ แบบนี้เลย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่าธนบัตรปลอมจากกลุ่มดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามท้องตลาดจริง ทั้งนี้ ได้มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก อาทิ คนซื้อต้องโง่ขนาดไหน ขนาดคนขายมันยังขายแบงค์ปลอมแลกเงินจริงอยู่เลย, จะมาขายทำไม ทำไมไม่ไปใช้เองวะ, ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ เหมือนเพจโชว์รูปแบงค์จริงที่ไปก็อปมา รีวิวก็สร้างเอง พอมีคนโอนเงินให้แล้วบล็อกหรือเปล่า, มันเกรียนครับหมอ คนบ้าอะไรเอาของปลอมมาขายอีกทีเพื่อ!!!

ปตท. - Envision ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มจัดการพลังงานอัจฉริยะ ผลักดันสังคมไทยปลอดก๊าซเรือนกระจก

กลุ่ม ปตท. ร่วมกับ Envision พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ มุ่งผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

เมื่อวานนี้ (9 ธันวาคม 2565) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ ENVISION DIGITAL INTERNATIONAL PTE. LTD. บริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อลดคาร์บอน ภายใต้กลุ่มบริษัท Envision ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) Collaboration in Future Energy Transition by Decarbonization Platform ศึกษาและทดลองการใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายในพื้นที่ของกลุ่ม ปตท. เพื่อบริหารและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี2050 โดยมี ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ Mr. Ko Kheng Hwa ประธานกรรมการ Envision Digital ร่วมในพิธีลงนาม

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อตรวจสอบและควบคุมการใช้พลังงาน รวมถึงประเมินความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ทดลองของโครงการ โดยได้ริเริ่มนำแพลตฟอร์ม EnOSTM ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ AloT ของ Envision Digital มาใช้ในการบริหารจัดการระบบพลังงานหมุนเวียนภายในอาคารต้นแบบ M4 ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จ.ระยอง ได้แก่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ลอยน้ำ แผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าภายในวิทยาเขตของสถาบันฯ โดยสามารถตรวจสอบและควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และนำมาปรับใช้งานทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้อาคารดังกล่าวเป็นอาคาร Zero Import ทั้งหมด ซึ่งในอนาคต หากประสบความสำเร็จก็จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top