Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

สภาองค์การนายจ้างฯ แถลงจุดยืน!! ไม่ยอมให้ใครดูถูกไทย ย้ำแรงงานทุกสัญชาติได้รับสิทธิเท่าเทียมตามหลักสากล

(1 ส.ค. 68) นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) และหัวหน้าพรรคปวงชนไทย ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน 5 ข้อ เพื่อตอบจดหมายเปิดผนึกจากกระทรวงแรงงานกัมพูชา ที่แสดงความกังวลต่อแรงงานชาวกัมพูชาในไทย โดย ECOT ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความคุ้มครองแรงงานทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม และไม่ยอมให้ประเทศถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม

แถลงการณ์ย้ำว่า นายจ้างไทยปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ILO และ IOM มาโดยตลอด เพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยยึดหลัก 'มนุษย์มีศักดิ์ศรีเท่ากัน' พร้อมเดินหน้ายกระดับการคุ้มครองด้วยเทคโนโลยีและแนวทางที่จับต้องได้

ECOT ระบุว่า ได้จัดทำเอกสารชี้แจงถึงทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้าใจในระดับนานาชาติ และยืนยันว่าไทยเปิดรับแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ภายใต้การดูแลที่โปร่งใส ยุติธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ โดยไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายโดยไร้ข้อเท็จจริง

“ผมจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยอคติ” นายเอกสิทธิ์กล่าว พร้อมขอบคุณนายจ้างและแรงงานที่ยืนหยัดในความถูกต้อง และขอบคุณคนไทยที่ “ไม่เงียบ” พร้อมปกป้องศักดิ์ศรีประเทศอย่างไม่ยอมให้ใครดูถูก “หัวใจของคนไทยทุกคน”

สมุทรปราการ-จังหวัดสมุทรปราการ เดินหน้ากวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ยาบ้ากว่า 1 แสนเม็ด ยึดทรัพย์กว่า 12 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. (1 ส.ค. 68) นายประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ พันเอก ธนิวรรธณ์ คำกรุนันทกานต์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสมุทรปราการ นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผู้อำนวยการ. สำนักงาน ปปส.ภาค 1. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

ร่วมแถลงผลการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ณ บริเวณอุทยานการเรียนรู้และหอชมเมืองสมุทรปราการ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

โดยตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน / ชุมชนเป้าหมายเครือข่ายยาเสพติด เพื่อทำการสืบสวนจับกุมและขยายผลเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด แล้วรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงค้นหาผู้เสพฯที่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา  โดยผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2568 

สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด จำนวน 263 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 270 คน ของกลางยาเสพติด ยาบ้า 110,759 เม็ด ยาไอซ์ 188 กรัม เคตามีน 117 กรัม อาวุธปืน 13 กระบอก เครื่องกระสุน 98 นัด พร้อมทั้งตรวจยึดอายัดทรัพย์สิน (โทรศัพท์มือถือ ,เงินสด ,รถยนต์ ,รถจักรยานยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ) รวมมูลค่าทรัพย์ของกลาง 12,213,007 บาท 

การปฏิบัติการระดมกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers" ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด ในครั้งนี้นั้น เป็นการดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก สนธิกำลังและบูรณาการกำลังร่วมกัน เพื่อการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดขยายผลการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดทรัพย์สินเพื่อทำลายเครือข่าย และโครงสร้างการค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่หมู่บ้าน / ชุมชน ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมที่เกิดขึ้นจากปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการขับเคลื่อนตามมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชน และสังคมโดยรวมมีความสงบสุข

ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือพบเบาะแสในการกระทำผิด พบเห็นบุคคลต้องสงสัย หรือบุคคลที่หลบหนีหมายจับขอให้แจ้งข้อมูลมายัง ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ สายด่วน 191 เว็บไซด์ http://samutprakran.police.go.th/index.php/th-th/ และ สายด่วนร้องเรียนหมายเลข 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘สเร จันทร’ ปธ.กุน ขแมร์ ปัดกัมพูชาทิ้งระเบิด ‘เซเว่น’ ในไทย โบ้ยคนไทยทำกันเอง แล้วโยนความผิดให้เขมร

(1 ส.ค. 68) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคุกรุ่น หลังเกิดเหตุโจมตีหลายจุดในฝั่งไทย เช่น โรงเรียน ปั๊มน้ำมัน และโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อในปั๊ม ปตท. บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการระเบิด

ขณะที่ผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ล่าสุด สเร จันทร ประธานกุน ขแมร์ ของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมโต้กลับว่า “คนไทยเป็นฝ่ายวางระเบิดใส่ร้านเซเว่นฯ เอง แล้วมาโทษกัมพูชา”

“คนเสียม (ไทย) กล้าทิ้งระเบิดใส่เซเว่นอีเลฟเว่น ทำให้ประชาชนตาย แล้วมาโทษเขมร นิสัยต่ำ ๆ เปลี่ยนไม่ได้หรอก พวกเสียมเป็นแบบนี้” สเร จันทร โพสต์อย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝั่งไทยที่มองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและไม่รับผิดชอบต่อการกระทำ

‘นรินทร์ ทิจะยัง’ ชี้ยังมีโอกาสฟื้นท่องเที่ยวไทย ย้ำชัด เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญหนุนสู่ Smart Tourism

นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในงาน GCNT Expo 2025 รวมพลังเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาเพียงวัฒนธรรม มาใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ สู่แนวทาง Smart Tourism และ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ ก่อนจะมีโควิด – 19 ประเทศไทยเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในโลก ติดอันดับ 5 เทียบเท่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สเปน และฝรั่งเศส แต่ขณะนี้ตกมาอยู่อันดับ 10 ทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราที่เขาเคยถูกมองว่าอยู่ในคนละลีกอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม หรือมาเลเซีย แต่หลังจากได้พบปะกับกลุ่ม Travel Tech ต่าง ๆ แล้ว พบว่า ตอนนี้เริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยยังละเลยในจุดนี้ จึงต้องรีบก้าวข้ามอุปสรรคต่าง ๆ ที่เคยมีในอดีต และเปลี่ยนแนวคิดจาก Volume สู่ Value แน่นอนว่าหากไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะสู้ประเทศอื่น ๆ ที่เคยมองข้ามก็ได้

“การท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องสู้กันด้วยเทคโนโลยี จะใช้รูปแบบเดิม ๆ อาศัยเพียงวัฒนธรรมอย่างเดิมคงไม่ได้ เพราะคู่แข่งมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เราต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งรัฐและเอกชน เพราะเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่าง ทางภาครัฐก็ยังเข้าไม่ถึง แต่เราจำเป็นต้องทำ ต้องรีบขยับ พร้อมกับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาประเทศได้”

นายนรินทร์ ย้ำว่า ประเทศไทยจะกลับมาเป็น Top การท่องเที่ยวได้ ต้องใช้เทคโนโลยี เป็น Smart tourism และมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีระบบช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว เพราะแค่วัฒนธรรม อาจไม่เพียงพอแล้ว เทคโนโลยี, ข้อมูล และความร่วมมือทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนคนไทยต้องร่วมด้วยช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทางด้านการท่องเที่ยว ก็ให้มองเป็นเรื่องของประเทศชาติ อาจเป็นคำตอบของการฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความตกต่ำอยู่ในขณะนี้

‘หมออั้น’ วิเคราะห์ ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีลอัตราภาษีสินค้านำเข้า 19% เท่าไทย

(1 ส.ค. 68)  นายแพทย์ธีรภัทร์ พุ่มพวง (หมออั้น) เจ้าของเพจ 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A' และผู้เขียนผลงาน Best Seller 'รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ HYBRID' โพสต์ข้อความหลังกัมพูชาได้ลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ‘กัมพูชา’ เอาอะไรไปแลกอเมริกาบ้าง ถึงได้ดีล 19% เท่าไทย

สรุป 10 ข้อ
1. ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ เกือบทั้งหมด
กัมพูชาประกาศลดภาษีเหลือ 0–5% สำหรับสินค้าจากสหรัฐกว่า 10,000 รายการ เช่น เครื่องมือแพทย์ สารเคมี เกษตรเฉพาะทาง

2. สั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 737 MAX 8 จำนวน 10 ลำ
ดีลมูลค่า ~1.2 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมให้สัญญาซื้อเพิ่มอีก 10 ลำภายใน 5 ปี

3. ออกกฎคุมสินค้าจีน 'แปลงสัญชาติ' ผ่านกัมพูชาเข้าตลาดสหรัฐฯ
ออก ประกาศ ร่วม 3 กระทรวง บังคับใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และตรวจเอกสารเข้มขึ้น ป้องกันการหลบภาษี

4. ยอมให้ตรวจโรงงาน-ซัพพลายเชนกว่า 50 แห่งโดยตรง
รวมถึงโรงงานสิ่งทอ รองเท้า ที่ส่งออกไปสหรัฐ เพื่อยืนยันแรงงานไม่ละเมิดสิทธิและไม่มีวัตถุดิบจีนแฝง

5. ยกเว้นค่าวีซ่า 5 ปีให้บริษัทเทคโนโลยี-โลจิสติกส์สหรัฐฯ
เช่น Amazon, UPS, FedEx เพื่อจูงใจตั้งคลังและศูนย์กระจายสินค้าในพนมเปญและสีหนุวิลล์

6. หยุดยิง บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
หลังจากความตึงเครียดช่วงเดือนกรกฎาคม วอชิงตันขอให้กัมพูชาลงนามข้อตกลงหยุดยิง 8 ข้อ ก่อนให้ดีลภาษีเดินหน้า

7. ตกลงนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติ) จากสหรัฐฯ ปีละ 0.6 ล้านตัน
เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เพื่อกระจายแหล่งพลังงาน และลดพึ่งพาประเทศจีน

8. ลดภาษีบริการดิจิทัลจากบริษัทสหรัฐฯ ชั่วคราว 2 ปี
เช่น AWS, Microsoft Azure ได้สิทธิ VAT เหลือ 5% ชั่วคราว เพื่อดึงดูดการตั้ง Data Center และ Smart Logistics

9. ตั้งคณะทำงาน 'Green Supply Chain' ร่วมกับสหรัฐฯ
ร่วมลงทุนในโครงการลดคาร์บอนของโรงงานสิ่งทอเป้าหมาย โดยมีสินเชื่อจาก EXIM Bank ของสหรัฐฯ สนับสนุน

10. คงสิทธิ GSP สำหรับสินค้าเกษตรบางรายการ แต่ต้องเปิดโควตาสินค้าสหรัฐ เช่น ข้าว ยาง ยังได้สิทธิส่งออกแบบปลอดภาษี แต่กัมพูชาต้องยอมเปิดนำเข้าข้าวโพด-ถั่วเหลืองจากสหรัฐมากขึ้น

ตำรวจภูธรภาค 2 กัดไม่ปล่อย สืบภาค 2 แกะรอยจาก 6 เม็ด ล่าแก๊งยานรกภาคตะวันออก 'ตุ๊ก บางทราย' ยึดไอซ์ คีตามีน 115 กก.

(1 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ  ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 (ผบก.สส.ภ.2) และ พ.ต.อ.วราวุธ  เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ตะวันออก เครือข่าย ตุ๊ก บางทราย โดย พ.ต.อ.วราวุธ  นำกำลังตำรวจสืบภาค 2 ปฏิบัติการร่วมกับ ปปส.ภาค 2 นำหมายศาลจังหวัดชลบุรี เข้าค้นจุดพักยาเสพติด 4 จุดในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรวจยึดไอซ์  และคีตามีน ผสมกันอยู่ รวมประมาณ 115 กิโลกรัม หากยาเสพติดลอตนี้หลุดรอดออกสู่ท้องตลาด จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 20 ล้านบาท สร้างความเสียหายต่อสังคมและเยาวชนในวงกว้าง  และชุดสืบสวนดำเนินการออกหมายจับตุ๊ก บางทราย ตัวการรายใหญ่ต่อไป  

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า การตรวจยึดยาเสพติดในพื้นที่ชลบุรีครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหา ยาเสพติดโดยเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” โดยตนกำชับตำรวจทุกกองบังคับการ ทุกสถานี ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 สืบสวนสอบสวนปราบปรามดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยรายนี้เป็นตัวอย่างของการเกาะติดของสืบภาค 2 ขยายผลจากคดีครอบครองยาบ้า 6 เม็ด ที่จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง เมื่อวันที่ 21 ก.ค.68 เจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 2 และตำรวจ สภ.เพ จ.ระยอง จับกุม นายอนันต์ฯ พร้อมยาบ้า 6 เม็ด ก่อนขยายผลไปยัง นายสังคม หรือบอย พบยาบ้า 104 เม็ด ยาอี 67 เม็ด และอาวุธปืนอีก 1 กระบอก จากนั้นตำรวจบุกจับ นายอภิชัย หรือเอ้ ผู้ค้ารายใหญ่ใน อ.บ้านค่าย พร้อมของกลางยาบ้า 20,953 เม็ด และยาเค 137.98 กรัม ซึ่งซัดทอดว่า “ตุ๊ก บางทราย” คือผู้สั่งการและพักยาเสพติดในพื้นที่ภาคตะวันออก สืบสวนขยายผลจนทราบตัวการรายใหญ่ และทราบการซุกซ่อนยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชลบุรี นำมาสู่การยึดของกลางได้จำนวนมากครั้งนี้ และจะเร่งไล่ล่าจับกุม ตุ๊ก บางทราย มาดำเนินคดีต่อไป ปฏิบัติการสำคัญครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเฉียบขาดในการสืบสวน วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนยุทธการของ พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2 “นักสืบมืออาชีพ” ที่ลงมือวิเคราะห์ข้อมูลทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ประสานทุกฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถบุกจับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามจังหวัดได้สำเร็จ ถือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ ควรค่าแก่การยกย่อง และ เป็นแบบอย่างของตำรวจยุคใหม่ ที่ทำงานด้วยหัวใจและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

“ตำรวจภูธรภาค 2 มุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด เป้าหมายของเราคือปราบปรามผู้ค้าทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และนำผู้เสพเข้าสู่การบำบัด จะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่ทั้งในชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว ก่อปัญหาสังคม สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้ประเทศ ทั้งนี้หากมีเบาะแสแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือโทร. 191 “

‘กองทัพบก’ ไล่ไทม์ไลน์แจงคณะทูต - สื่อต่างชาติ ซัดเขมรยั่วยุจุดไฟสู้รบ - โจมตีพลเรือน - บิดเบือนข้อมูล

ทบ. เก็บทุกเม็ด ฟ้องคณะทูต ไล่ไทม์ไลน์ กัมพูชาจุดไฟชายแดน จัดกิจกรรมยั่วยุ รุกอธิปไตย เปิดฉากยิงสู่การสู้รบ โจมตีพลเรือน ใช้ประชาชนโล่มนุษย์ บิดเบือนข้อมูลให้ร้ายไทยใช้อาวุธเคมี ทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเรือน

พันเอก พัฒนา พันธุ์มงคล ผู้แทนกรมข่าวทหารบก  กล่าวชี้แจง ต่อ เอกอัครราชทูต 3 ประเทศ คือ บรูไน ญี่ปุ่น เมียนมา อุปทูต 2 ประเทศคือ มาเลเซีย สปป.ลาว และ ผู้แทนทางการทูตระดับต่าง ๆ 6 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย สหรัฐฯ สิงคโปร์ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์

และทูตทหาร รวม 23 ประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย ปากีสถาน เกาหลีใต้ รัสเซีย สิงคโปร์ อินเดีย แคนาดา ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์

พร้อมสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศรวม150คน เช่น Agencia EFE, AFP, Asahi Shimbun, CNN, CCTV, CMG, NHK, Reuters, Xinhua

1. ลำดับเหตุการณ์และข้อเท็จจริงฝ่ายกัมพูชาดำเนินการยั่วยุตั้งแต่ต้นปี 2568 ผ่านกิจกรรมทั้งทางทหารและพลเรือน ได้แก่ การพานักท่องเที่ยวร้องเพลงปลุกใจในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม (13 ก.พ.), การเผาศาลาตรีมุข (28 ก.พ.), การดัดแปลงภูมิประเทศแนวชายแดนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร (มี.ค.–เม.ย.), การเสริมกำลังและยุทโธปกรณ์ประชิดชายแดน (เม.ย.–พ.ค.) รวมถึงการลักลอบขุดคูติดต่อในเขตไทย และการวางทุ่นระเบิด PMN-2 ทำให้ทหารไทยขาขาด 2 นาย และบาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีการส่งมวลชนและทหารในเครื่องแบบ-นอกเครื่องแบบมาจัดกิจกรรมยั่วยุในพื้นที่ปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือน ทำให้เกิดการปะทะกับคนไทยในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายไทยจึงใช้มาตรการควบคุมชายแดน โดยการล้อมรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันการบุกรุก แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยกระดับการโจมตี โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 68 ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยก่อนบริเวณปราสาทตาเมือนธม 

ก่อนจะยกระดับ ความรุนแรง ขยายเป็นการใช้ปืนใหญ่และจรวด BM-21 โจมตีเป้าหมายพลเรือนลึกเข้าไปในประเทศไทย เช่น รพ.พนมดงรัก  ปั๊มน้ำมันบ้านผือ ร้านสะดวกซื้อ โรงเรียน และบ้านเรือนในสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี มีผู้บาดเจ็บ 15 ราย เสียชีวิต 36 ราย (รวมเด็ก 1 คน) และต้องอพยพมากกว่า 150,000 คน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง (ตามArticle 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ) อย่างจำเป็นและได้สัดส่วน โดยมีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายิงจากเขตพลเรือนและใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

2. สถานการณ์ปัจจุบัน
หลังการเจรจาหยุดยิงที่มาเลเซียเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 ฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังเที่ยงคืนได้บุกรุกพื้นที่ 6 จุด ได้แก่ Chong Bok (อุบลราชธานี), Sam Tae, Pha Mor E Daeng, Phu Ma Khua/Khanmar, Phlan Yao (ศรีสะเกษ), และปราสาทตาควาย (สุรินทร์) โดยการละเมิดยังดำเนินต่อถึงวันที่ 30 ก.ค. เวลา 05.10 น. ตามภาพหลักฐาน

ล่าสุด วันที่ 31 ก.ค. 68 พบว่ากัมพูชาเพิ่มกำลังตามแนวชายแดน และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ล้ำเข้ามาในเขตไทยเพื่อสอดแนม ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงความไม่จริงใจในการเคารพข้อตกลงหยุดยิง
3. การตอบโต้การบิดเบือนข้อมูลของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนหลายประเด็น ได้แก่ (1) กล่าวหาว่าไทยรุกรานและละเมิดอธิปไตย ซึ่งไทยยืนยันว่าปฏิบัติตาม Article 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด และมีสิทธิตอบโต้ด้วยความจำเป็นและได้สัดส่วน 

(2) กล่าวหาไทยใช้ระเบิดเคมี ซึ่งเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ไทยไม่มีการใช้หรือครอบครองอาวุธเคมี การอ้างภาพระเบิดเคมี เป็นภาพจากเหตุการณ์ดับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนีย ปี 2022 (3) กล่าวหาว่าไทยใช้ F-16 และอาวุธหนักเพื่อโจมตี ซึ่งไม่เป็นความจริง อาวุธทุกชนิดที่ใช้เพื่อการป้องกันตนเองและใช้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

(4) กล่าวหาไทยทิ้งระเบิด MK-84 ใส่บ้านเรือนประชาชน โดย CMAC ของกัมพูชานำเสนอภาพเก่าและอ้างว่าเป็นของไทย ทั้งที่เป็นวัตถุระเบิดเก่าสมัยสงครามเวียดนาม ไทยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างสิ้นเชิง และขอให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ พร้อมเชิญชวนให้ร่วมมือกับไทยและประชาคมโลกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ด้วยสันติวิธี

(5) ไทยขอยืนยันว่าเหตุปะทะครั้งนี้เกิดจากการโจมตีก่อนของฝ่ายกัมพูชา โดยใช้อาวุธระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ทั้งที่มีการเจรจาหยุดยิงแล้ว ฝ่ายกัมพูชายังละเมิดข้อตกลงและปล่อยข้อมูลบิดเบือนอย่างเป็นระบบ ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างเข้าใจ และร่วมผลักดันให้เกิดการเจรจาแบบทวิภาคี เพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้หลักสันติวิธี

‘ทรัมป์’ ยอมรับต่อให้คว่ำบาตรรัสเซียอีก ก็มิอาจหยุดปูตินได้ ยืนยันเตรียมส่ง ‘วิทคอฟฟ์’ ผู้แทนพิเศษไปเจรจาสงบศึกถึงเครมลิน

(1 ส.ค. 68)  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เตรียมส่งผู้แทนพิเศษ สตีฟ วิทคอฟฟ์ (Steven Witkoff) ไปยังรัสเซียในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อหารือประเด็นสงครามยูเครน พร้อมยืนยันว่ากำลังวางแผนใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อมอสโก หากยังไม่เห็นท่าทีร่วมเจรจาสันติภาพจากฝ่ายรัสเซีย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวระหว่างงานแถลงที่ทำเนียบขาวว่า รู้สึกโกรธมากต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนล่าสุดของรัสเซียในกรุงเคียฟ โดยใช้คำว่า “น่ารังเกียจ” ซ้ำถึงสองครั้ง และชี้ว่าหากไม่มีความคืบหน้าทางการทูต สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยอมรับตรง ๆ ว่า “ไม่แน่ใจว่าการคว่ำบาตรจะมีผลต่อปูตินหรือไม่” พร้อมเสริมว่า รัสเซียรู้ดีเกี่ยวกับเรื่องคว่ำบาตร และตัวเขาเองก็เข้าใจเรื่องนี้มากที่สุด “ผมไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนอะไรได้ไหม แต่เราจะทำ”

ด้านแผนการเดินทางของ 'วิทคอฟฟ์' ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม แต่มีรายงานว่าครั้งล่าสุดที่เขาเยือนรัสเซียคือเมื่อเดือนเมษายน โดยพบกับประธานาธิบดีปูตินที่เครมลิน แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพใด ๆ ได้ ขณะที่สถานการณ์ในยูเครนยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

‘อมรเทพ จาวะลา’ มอง 7 โอกาสไทยหลังปิดดีลภาษีสหรัฐต่ำเทียบเคียงเพื่อนบ้าน เตือนเร่งสร้างจุดขาย พร้อมหามาตรการเยียวยา SME และผู้ได้รับผลกระทบ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นภายหลังไทยปิดดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 19% ว่า ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ทันวันที่ 1 ส.ค. โดยไทยลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% ในสินค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่ทุกรายการเหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียให้สหรัฐ และไทยน่าเจรจานำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และวางแผนระยะยาวในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้น จนภาษีนำเข้าที่สหรัฐจัดเก็บกับไทยเหลือเพียง 19% ลดลงจาก 36% แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

📌 โอกาสของไทยภายใต้ภาษีสหรัฐที่ต่ำลงเทียบเคียงเพื่อนบ้าน
1. 📦 ส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาด
ไทยน่าได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำลงจนใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน → ทำให้สินค้าไทย "พอจะแข่งขันได้มากขึ้น"
สินค้าที่พอจะแข่งขันได้:
อิเล็กทรอนิกส์
ชิ้นส่วนยานยนต์
ยางรถยนต์
อาหารแปรรูป
ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ

แต่ถึงอย่างไร การเติบโตด้านส่งออกของไทยน่าจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสหรัฐจะลดการนำเข้าโดยรวม (จากการเร่งสต๊อกล่วงหน้า + เศรษฐกิจชะลอจากเงินเฟ้อที่จะขยับขึ้น) ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตของไทยชะลอ การจ้างงาน ชั่วโมงการทำงานและการบริโภคเสี่ยงขยายตัวต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ข่าวดีคือ ยังน่าพอประคองตัวได้ ไม่หดตัวเช่นกรณีถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

2. 🚢 ลดความเสี่ยงจากการ 'สวมสิทธิ' ส่งออก
ภาษีสหรัฐที่เข้มงวดทำให้ transshipment (การลักลอบใช้สิทธิไทย) ลดลง เพราะจะโดนภาษีเพิ่มอีก 40% แต่ไทยต้องระวัง: สินค้าที่มี import content สูง อาจถูกมองว่าไม่ได้ผลิตจริงในไทย
🛠 ทางแก้:
เร่งสร้างฐานการผลิตในสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พวกเซมิคอนดักเตอร์

3. 💼 การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อาจเพิ่ม
นักลงทุนย้ายฐานจากจีน มาสู่ไทย ไม่ต้องแย่งเวียดนาม อินโดนีเซียมากนัก
สินค้าเป้าหมาย: กลุ่มที่ถูกเก็บภาษีพอๆกันและเน้นตลาดส่งออกไปสหรัฐ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ

อย่าลืมว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากอัตราภาษีที่ไทยเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ลดลง เช่น ยาและเวชภัณท์ ผลิตภัณท์อาหาร และอาหารสัตว์ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มนี้

⚠️ ข้อควรระวัง:
ไทยยังเสียเปรียบด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวก ESG พลังงานทดแทน

4. 💰 นโยบายการคลังควรเน้นประคองเศรษฐกิจ
ช่วยภาคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมี มาตรการเยียวยาแรงงาน หรือ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

5. 🏦 นโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้
เงินเฟ้อต่ำ → เปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้
เศรษฐกิจโตช้า → เพิ่มสภาพคล่อง เร่งการปล่อยสินเชื่อ
ภาคท่องเที่ยวยังอ่อนแรง → เสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อ

6. 💱 บาทอาจแข็งค่าจากความเชื่อมั่น
นักลงทุนมองว่าไทย "เสี่ยงต่ำ" กว่าเวียดนาม อินโดฯ
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยมากขึ้น
แต่ต้องคุมไม่ให้บาทแข็งเกินไป → กระทบผู้ส่งออก

7. 📉 GDP ไทยรอดภาวะถดถอยทางเทคนิค
แม้เศรษฐกิจไม่หดตัวแรง แต่การเติบโตยังต่ำในมุมไตรมาสต่อไตรมาสความหวังอยู่ที่: ครึ่งหลังของปีหน้า (H2/2026) หากส่งออก-ลงทุนฟื้น และการบริโภคภายในประเทศกลับมาแข็งแรง

✅ บทสรุป
แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ 'ภาษีต่ำลง' เปิดโอกาสให้ไทย รอดได้พร้อมๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้าเข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่นนักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น

จุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอด:
พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ
ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้
ใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ

กองทัพอากาศไทย ปัดข่าว ‘สวีเดน’ ระงับขาย ‘กริพเพน’ ย้ำสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น ซัดสื่อกัมพูชาปล่อยข่าวบิดเบือน!!

(1 ส.ค. 68) ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันความสัมพันธ์ไทย–สวีเดนยังแน่นแฟ้น หลังมีกระแสข่าวว่าสวีเดนอาจระงับการขายเครื่องบินรบ Saab JAS-39 Gripen ล็อตใหม่ให้ไทย จากกรณีที่กองทัพอากาศไทยใช้เครื่องบินดังกล่าวโจมตีตอบโต้ในเขตชายแดนกัมพูชา ย้ำยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ และเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาในความร่วมมือระหว่างกัน

ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า รัฐบาลสวีเดนยังไม่อนุมัติแผนจัดซื้อกริพเพนล็อตใหม่ให้ไทย โดยอ้างเหตุผลด้านความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ และกฎหมายการส่งออกอาวุธของสวีเดน หลังเครื่องบินกริพเพนถูกใช้ในการรบจริงเป็นครั้งแรกกับกัมพูชา สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาตส่งออกยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก 'Royal Thai Air Force' ของกองทัพอากาศไทย ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเช้านี้ว่า ข่าวที่อ้างว่าสวีเดนระงับการขายกริพเพนให้ไทย เป็น “ข่าวบิดเบือนความจริง” พร้อมยืนยันว่าโครงการจัดซื้อยังอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน และไม่ได้รับการแจ้งยกเลิกหรือระงับแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ไทยมีแผนจัดซื้อ Gripen ล็อตที่ 2 เพื่อเสริมฝูงบิน JAS-39C/D ที่มีอยู่แล้ว โดยมีการเสนอซื้อเครื่องรุ่นใหม่ JAS-39E/F จำนวน 4 ลำ วงเงินรวมประมาณ 19,500 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐบาลสวีเดน

ท่ามกลางกระแสข่าวดังกล่าว นักวิเคราะห์เตือนว่า หากข้อตกลงสะดุด ไทยอาจต้องพิจารณาทางเลือกใหม่ เช่น เครื่องบินรบจากเกาหลีใต้ จีน หรือสหรัฐฯ แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อขายเครื่องบิน แต่รวมถึงความเชื่อมั่นและความร่วมมือในระยะยาวระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top