Wednesday, 10 June 2026
Hard News Team

กัมพูชาส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 57 คน จากเดิมแจ้งไว้ 1,500 คน ไทยยืนยันไม่ห้ามเขมรเข้าร่วม เพราะขัดกฎโอลิมปิก

(5 ส.ค. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไทยเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากชาติอาเซียนสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพปลายปี 2568 โดยพบว่า กัมพูชา ซึ่งเคยแจ้งไว้ว่าจะส่งนักกีฬากว่า 1,500 คน กลับเหลือเพียง 57 คนเท่านั้น สร้างความประหลาดใจและข้อสงสัยต่อท่าทีและความพร้อมของฝ่ายกัมพูชา

ขณะที่ชาติอื่นต่างยืนยันตัวเลขนักกีฬาแล้ว เช่น ไทยส่ง 2,134 คน, สิงคโปร์ 1,973 คน, มาเลเซีย 1,824 คน และเวียดนาม 863 คน ส่วนอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน และติมอร์ เลสเต ขอขยายเวลาส่งรายชื่อออกไปถึงวันที่ 1 กันยายนนี้

ทั้งนี้ มีข่าวลือว่าไทยอาจพิจารณา “บอยคอต” กัมพูชา แต่คณะกรรมการโอลิมปิกไทยยืนยันว่าไม่มีอำนาจห้ามชาติใดเข้าร่วม เพราะจะขัดกับกฎบัตรโอลิมปิกที่เน้นเสรีภาพและความเสมอภาคในวงการกีฬา

ด้านกัมพูชายืนยันยังคงเข้าร่วมการแข่งขันแน่นอน พร้อมขอให้แยกการเมืองออกจากกีฬา และย้ำว่าความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ควรถูกกระทบจากประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น 

‘แซน ชยิกา’ หลาน ‘ทักษิณ’ แจ้งจับคนปล่อยข่าวไส้ศึกเขมร ลั่นไม่เคยมีผัวเขมร มีเพียงลูกพี่ลูกน้องเคยแต่งงานลูกนักการเมืองใกล้ชิดฮุนเซน หย่าไปแล้วกว่า 5 ปี

เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลานสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะเข้าแจ้งความต่อตำรวจ โดยระบุว่า วันนี้เดินทางมาแจ้งความ ที่ สน. คลองตัน ในกรณีที่มีบุคคลนำภาพดิฉันไปโพสต์และพิมพ์ข้อความประกอบภาพที่เป็นการใส่ร้ายดิฉัน ด้วยข้อความที่เป็นเท็จ กล่าวหาว่าดิฉันเป็นไส้ศึกเขมร โดยมีการโพสต์ ในเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ พร้อมแชร์และส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลายต่อสาธารณะ 

ทั้งที่ความจริง ดิฉันไม่เคยมีความเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวดองใดๆ กับชาวเขมรค่ะ ดิฉันมีสถานะโสด เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมา 5 ปี ไม่เคยมีสามีเป็นชาวเขมร และเมื่อก่อนเคยมีลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกับคนกัมพูชา แต่หย่าขาดมาแล้วกว่า 5 ปี วันนี้จึงขอยืนยันเพิ่มเติมแทนทุกคนในครอบครัวว่า ไม่มีใครในครอบครัวเกี่ยวดองกับชาวเขมรอย่างที่พยายามเชื่อมโยงกล่าวหาเช่นกันค่ะ 

จึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แจ้งความร้องทุกข์ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้สอบสวนดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวกับบุคคลที่โพสต์ภาพและข้อความใส่ร้ายดิฉันและเครือญาติ อันทำให้ดิฉันและครอบครัวได้รับความเสียหายจนถึงที่สุดรวมถึงผู้ที่แชร์หรือส่งต่อโพสต์และข้อความหรือร่วมแสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวด้วย 

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่าดิฉันและเครือญาติ เป็นคนไทยที่มีความรักในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะความรักชาติไม่ควรถูกกีดกันเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอความเป็นธรรมจากสังคมด้วยค่ะ

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

‘ออง เบ็ง เส็ง’ เศรษฐี F1 รับสารภาพคดีคอร์รัปชัน หลังติดสินบน ‘อดีตรัฐมนตรีสิงคโปร์’ ด้วยของขวัญหรู-เจ็ตส่วนตัว

(4 ส.ค. 68) นักธุรกิจพันล้านชาวสิงคโปร์ ออง เบ็ง เส็ง (Ong Beng Seng) วัย 79 ปี สารภาพผิดในคดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังมีส่วนช่วยให้อดีตรัฐมนตรีคมนาคม สุบรามาเนียม อิสวาราน (Subramaniam Iswaran) ปกปิดหลักฐานการทุจริตและติดสินบน ขณะที่อิสวารานอยู่ระหว่างถูกสอบสวน

มีการเปิดเผยว่า อองเบ็งเส็งมอบของขวัญหรูให้ สุบรามาเนียม อิสวาราน รวมถึงทริปที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พร้อมเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยทั้งสองมีความเกี่ยวข้องในงานด้านธุรกิจการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (F1) ที่นำมาสู่ประเทศสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีกฎชัดเจนว่าห้ามรับของขวัญโดยไม่แจ้ง และต้องจ่ายคืนในราคาตลาดหากจะเก็บไว้ 

แม้โทษสูงสุดของอองเบ็งเส็ง อาจถูกจำคุก 7 ปี แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง ศาลและอัยการเห็นพ้องให้ลงโทษเป็นค่าปรับแทนการจำคุก โดยเจ้าพ่อ F1 ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูกหายาก และเคยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศ

สำหรับคดีนี้ ศาลชี้ว่าอิสวารานเป็นผู้วางแผนหลัก โดยขอให้อองออกใบเสร็จย้อนหลังสำหรับเที่ยวบินมูลค่า 5,700 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากโดฮาประเทศกาตาร์ กลับประเทศสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิด หลังพบว่ามีการตรวจสอบเส้นทางบินของเขา

ทั้งสองถูกจับในปี 2023 โดยอิสวารานได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 10.8 ล้านบาท) ขณะดำรงตำแหน่งผู้ดูแลการเจรจาเกี่ยวกับ F1 ของรัฐบาล และล่าสุดบริษัท Hotel Properties Limited ของอองเบ็งเส็ง ประกาศว่าเขาจะลงจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อรักษาตัวจากอาการป่วยต่อไป

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือ "โดรน 4,000 ลำ" ของกัมพูชา ชี้เป็นเพียง “งานสาธิตเทคโนโลยีจีน” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ

(4 ส.ค. 68) ล่าสุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือในวงการโดรน ท่านหนึ่ง ... เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าน่าจะแก้ไขสงสัยในข่าวลือที่หลายคนยังคงกังวลอยู่  รวมไปถึงทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับโดรนของกัมพูชาครับ

จุดเริ่มต้นจาก “งานสาธิตเทคโนโลยี” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ประเทศกัมพูชาได้จัดกิจกรรมสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ณ สนามบินทหารจังหวัดกำปงชนัง โดยเป็นความร่วมมือเชิงเทคนิคกับบริษัทผู้ผลิตจากจีน คือ China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC)

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนต่อเจ้าหน้าที่ทหารและสาธารณชน เพื่อประกอบการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคนิคในอนาคต ไม่ได้เป็นพิธีส่งมอบ หรือมีข้อตกลงซื้อขายอาวุธใด ๆ เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่ได้รับภายหลังจากแหล่งที่เกี่ยวข้องได้ ยืนยันว่า
>****ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งมอบโดรนจากจีนให้กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว*****
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนต้องพิจารณาใหม่ ดังนั้นเรื่องความกังวลใจที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยากให้คลี่คลายออกไปนะครับ

สาเหตุข่าวลือปี 2568: ความเข้าใจผิดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่
ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีข่าวสะพัดว่า กัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากผิดสังเกต  และในช่วง พฤษภาคมปี 2568 มีการใช้โดรนประเภท kamikaze หรือโดนสังหาร ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งตอนแรกผู้คนต่างสงสัยว่าอาจจะมีนักรบรับจ้าง จากประเทศอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง...

ซึ่งกระแสข่าวนี้ทำให้ทั้งภาคประชาชนและฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มให้ความสนใจว่าโดรนเหล่านั้นมีแหล่งที่มาจากที่ใดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับภาพจำของความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนก่อนหน้านี้

สื่อสังคมออนไลน์ นักวิเคราะห์ และนักวิชาการบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ว่า หากกัมพูชามีโดรนจำนวนมากผิดปกติ อาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และจีนมักถูกวางเป็น “ผู้ต้องสงสัย” อันดับต้น ๆ

และเมื่อเกิดความขัดแย้งชายแดนจริงในเดือนพฤษภาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้โดรนในปริมาณที่มากขึ้นและมีบทบาทในการลาดตระเวนและปฏิบัติการทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

นี่เองที่ทำให้ฝ่ายไทย โดยเฉพาะประชาชนและหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่า “โดรนเหล่านี้มาจากไหน?”

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามที่ข้าพเจ้าเคยอนุมานไว้แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนเหล่านี้ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา การได้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็มีมูลที่ support สิ่งที่เป็นสมมติฐานได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

แต่สิ่งผิดจากการอนุมานนะตอนนี้คือ drone จำนวนมากของกัมพูชานั้น ไม่ใช่ของจากบริษัทจีนที่กล่าวถึงในข่าวลือเลย

> สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยเข้าใจผิดอยู่จุดหนึ่ง — คือการประเมินว่างานสาธิตโดรนในปี 2567 เป็นการส่งมอบจริง เรื่องนี้ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับการสนับสนุนโดรนจากจีนเพื่อนำมาใช้ในนโยบายความมั่นคงหรือเตรียมพร้อมทางทหาร

แต่เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้  ก็ปรากฏชัดว่า
> จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนรุ่นใดให้แก่กัมพูชาในลักษณะดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าควร “ตัดชื่อจีน” ออกจากสมมติฐานในกรณีนี้ และถือโอกาสชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นภาพที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัดว่าโดรนจำนวนที่ประเมินเอาไว้ว่ามีจำนวนหลักพันที่กัมพูชานำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน รวมถึง ได้รับการระบุจากแหล่งข่าวว่าบริษัทจากจีนไม่ได้จัดส่งยุทโธปกรณ์ระดับนี้ให้กัมพูชาแต่อย่างใดด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันความคิดอย่างหนึ่งก็คือข้าพเจ้ามองเห็นผลเสียที่ ประเทศจีนจะได้รับหากสนับสนุนอาวุธให้กับรัฐบาลกัมพูชา หากกับพูชานำไปใช้ในการโจมตีเพื่อนบ้าน...ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พออนุมานได้ชัดเจน และยังยืนยันอยู่เช่นนี้เช่นกัน

🔍 สรุปท้ายบท: ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล
ในเรื่องการข่าวที่ระบุว่ากัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากนั้น ยังคงไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะมีสัญญาณจากการใช้งานจริงในสนามรบที่น่าจับตา โดรนจำนวนมาก ขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมไปถึง uav ถูกใช้ในสนามรบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากข้อมูลภายนอก คือ  จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนในรุ่นที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือดังกล่าว

ข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้ประเด็น "จีนอยู่เบื้องหลังโดรนจำนวนมากในกัมพูชา"

ไม่สามารถยืนยันได้ และควรถูกแยกออกจากข้อสันนิษฐานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราทุกฝ่ายยังคงจำเป็นต้องติดตามดู “หน้างานสงคราม” ต่อไปว่า จะมีการใช้โดรนรุ่นใด ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และมีลักษณะการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในลักษณะใดอีกบ้าง
เพื่อรักษาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้คนได้ดีที่สุดครับ

‘ภูมิธรรม’ เซ็นปลดล็อกโป๊กเกอร์ หวังดันสู่เวทีกีฬาสากล ย้ำเปิดแค่เฉพาะกรณี-ยังไม่ถาวร

(4 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เผยได้ลงนามคำสั่งยกเลิกประกาศปี 2501 เพื่อปลดล็อก “โป๊กเกอร์” ให้ถูกกฎหมาย เปิดทางจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ แต่ย้ำว่าเป็นการเปิดเฉพาะกรณี ยังไม่ใช่การปลดล็อกถาวร

นายภูมิธรรมระบุว่า โป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาในระดับสากล แต่การเปิดให้เล่นในไทยต้องมีการควบคุมเข้มและต้องมีกฎหมายรองรับ จึงตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้กฎหมายให้รอบด้าน พร้อมให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันปัญหาการมอมเมา

คำสั่งปลดล็อกนี้ มีผลยกเลิกประกาศเดิมของกระทรวงมหาดไทยที่ห้ามเล่นโป๊กเกอร์มาตั้งแต่ปี 2501 โดยใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 เป็นฐานอำนาจ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเล่นโป๊กเกอร์ในไทยยังไม่ถือว่าเสรี ต้องทำผ่านกระบวนการขออนุญาตและควบคุมอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลคาดหวังจะใช้โอกาสนี้พัฒนาไปสู่การแข่งขันกีฬาระดับโลกในอนาคต

สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์เตือนสติกัมพูชา…อย่าลืมบุญคุณคนไทย เปิดบ้าน-ตั้งค่ายช่วยผู้ลี้ภัยนับแสนยุคเขมรแดง!! แต่วันนี้หันปากกระบอกปืนใส่

(4 ส.ค. 68) สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหมโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ย้อนเหตุการณ์ช่วงปี 1979-1980 ที่ไทยเคยเปิดรับผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่หลบหนีจากเขมรแดง โดยระบุว่า “จากคนที่หนีตาย สู่คนที่หันปากกระบอกปืนกลับมา” พร้อมย้ำว่าไทยเคยเป็นที่พึ่งสุดท้ายและไม่ลังเลที่จะช่วย

ในโพสต์ยังเล่าว่า รัฐบาลไทย องค์กรพัฒนาเอกชน และประชาชนคนไทย ได้ช่วยเหลือทั้งอาหาร ที่พักพิง และการรักษาพยาบาล มีการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนหลายแห่ง เช่น ค่ายคลองลึก ค่ายเขาอีด่าง และค่าย Site Two ซึ่งต้อนรับผู้หนีภัยหลายแสนคน แม้ขณะนั้นสถานการณ์จะยังตึงเครียด

หลายครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่จากค่ายในไทย บางคนได้ไปอยู่ประเทศที่สาม ขณะที่บางคนกลับบ้านเกิดพร้อมโอกาสใหม่ แต่ไทยกลับถูกตอบแทนด้วยความไม่เป็นมิตรในปัจจุบัน ทางสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม จึงโพสต์ข้อความนี้เพื่อเตือนให้กัมพูชาทบทวนประวัติศาสตร์ และย้ำว่าไทยเคย “ยื่นมือช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข”

“บางคนเรียนหนังสือที่ครูไทยสอน บางคนรอดชีวิตจากวัณโรค เพราะหมอไทยรักษา บางครอบครัวเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ก่อนย้ายไปแคนาดา อเมริกา หรือกลับเขมรในเวลาต่อมา แต่ใครจะคิดว่า…เพียงไม่กี่สิบปีต่อมา เขมรกลับลืมทุกอย่าง!!”  สำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม โพสต์ทิ้งท้าย

พลังงาน – คปภ. เร่งช่วยเจ้าของปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์ ชี้ เป็นเหตุปะทะไม่ใช่ภัยสงคราม บ.ประกันต้องจ่าย

กระทรวงพลังงาน ร่วมหารือกับ คปภ. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ต.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยิงลูกระเบิด BM21 จากทางฝั่งกัมพูชา 

(4 ส.ค. 68) พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายคณานุสรณ์ เที่ยงตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้รับหนังสือขอความอนุเคราะห์และขอความเป็นธรรม จากนางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ตำบลบ้านผือ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการยิงลูกระเบิด BM21 ที่ถูกยิงจากฝั่งกัมพูชา เป็นผลให้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

โดยพันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวว่า แม้ กระทรวงพลังงาน จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่กระทรวงพลังงาน โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ดูแลและเป็นตัวกลางในการประสานงานและหารือกับทาง คปภ. และผู้บริหารของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) ในการหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน 

ด้านนายคณานุสรณ์ เที่ยงตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบกรมธรรม์ที่ทางเจ้าของสถานีบริการได้ทำไว้กับบริษัทประกันนั้น แม้ในกรมธรรม์จะระบุว่าไม่คุ้มครองภัยจากภัยสงครามหรือการรุกราน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่ใช่ภัยจากสงคราม เป็นเพียงการปะทะเท่านั้น จึงถือว่ากรมธรรม์ยังต้องคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหมให้กับผู้ได้รับความเสียหาย

ในส่วนของนางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อของตนได้รับผลกระทบอย่างมาก ต้องปิดสถานีบริการมากกว่า 3 เดือน มูลค่าความเสียหายกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระเงินกู้กับธนาคาร 

“ผมของแสดงความเสียใจกับเจ้าของสถานีบริการน้ำมันและผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด หลังจากที่ได้ลงพื้นที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งผมก็ได้รับมอบหมายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ติดตามช่วยเหลือประชาชน ซึ่งในส่วนของสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับผลกระทบนั้น ผมได้หารือกับทาง คปภ. ซึ่งในเบื้องต้นทาง คปภ. ได้ยืนยันว่า บริษัทประกันต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปะทะ ไม่ใช่ภัยสงคราม รวมทั้งจะประสานกับทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR)ในการหาแนวทางการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว

ภูเขาไฟ ‘คราเชนินนิคอฟ’ ของรัสเซีย ปะทุในรอบ 600 ปี เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 6 กม. หลังแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8

(4 ส.ค. 68) ภูเขาไฟคราเชนินนิคอฟ (Krasheninnikov) บนคาบสมุทรคัมชัตกา ประเทศรัสเซีย ปะทุขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1463 หรือกว่า 600 ปี ตามรายงานของหน่วยตอบสนองเหตุภูเขาไฟระเบิดคัมชัตกา (KVERT) เถ้าถ่านพวยพุ่งสูง 5-6 กิโลเมตร และลอยไปทางตะวันออกไกลกว่า 75 กิโลเมตร ขณะที่ลาวาไหลลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ยาวถึง 2.7 กิโลเมตร

ก่อนหน้าการปะทุ รัฐบาลรัสเซียได้ประกาศเตือนภัยสึนามิชั่วคราว หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 นอกชายฝั่งคัมชัตกา โดยคาดว่าอาจเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.8 ที่เกิดเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้ภูเขาไฟหลายลูกในภูมิภาคเริ่มมีการปะทุ รวมถึงภูเขาไฟที่สูงที่สุดในคัมชัตกาอย่างคลูเชฟสกายาโซปกา

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของรัสเซียประกาศรหัสเตือนภัยทางการบินระดับ “สีส้ม” และขอความร่วมมือไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้หรือปีนภูเขาไฟ โดยระบุว่าพื้นที่โดยรอบเป็นลานลาวาและเถ้าภูเขาไฟ อีกทั้งไม่มีพืชพรรณหนาแน่น อาจเป็นภัยต่อชุมชนหรือเจ้าหน้าที่อุทยานในพื้นที่

นักท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์ Snezhnaya Dolina เป็นผู้ถ่ายวิดีโอภาพปะทุครั้งแรกของคราเชนินนิคอฟไว้ได้ระหว่างบินผ่านหุบเขาน้ำพุร้อน โดยผู้อำนวยการอุทยาน Kronotsky เผยว่า แม้การปะทุจะดูน่าตื่นเต้น แต่ถือเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับภูมิภาคที่มีภูเขาไฟกว่า 300 ลูก และยังมี 29 ลูกที่ยังคุกรุ่นอยู่จนถึงปัจจุบัน

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นแบนเนอร์ #TruthFromThailand พร้อมธงชาติไทย ประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ความจริงจากไทย ในนัดอุ่นเกือกฟิออเรนติน่า

(4 ส.ค. 68) ทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรชื่อดังในอังกฤษ ซึ่งบริหารโดยกลุ่มทุนไทย “คิง เพาเวอร์” แสดงจุดยืนช่วยเผยความจริงให้ชาวโลกรับรู้สถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยการขึ้นแบนเนอร์คำว่า #TruthFromThailand พร้อมธงชาติไทย บนข้างสนามและสกอร์บอร์ด ระหว่างเกมอุ่นเครื่องที่เอาชนะ ฟิออเรนตินา ทีมแกร่งจากอิตาลี 2-0 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

การแสดงออกครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความพยายามของกัมพูชาในการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรง ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาใช้จรวด BM-21 โจมตีใส่พื้นที่พลเรือนฝั่งไทยก่อน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่รุนแรงและละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายังคงตึงเครียดต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามเจรจาหยุดยิงแล้วก็ตาม แต่ยังไม่มีสัญญาณที่แน่ชัดว่าจะยุติความรุนแรงได้ในเร็ววัน ขณะที่ฝ่ายไทยยังยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเข้มแข็ง

สำหรับเลสเตอร์ ซิตี้ เตรียมเปิดฤดูกาลใหม่ในศึกแชมเปียนชิพ อังกฤษ วันที่ 10 สิงหาคม 2568 โดยจะพบกับทีมเชฟฟีลด์ เวนส์เดย์ เวลา 22.30 น. ตามเวลาไทย ซึ่งเป็นอีกเวทีสำคัญที่สายตาชาวโลกรอจับตา ทั้งในเรื่องกีฬาและท่าทีของสโมสรต่อเหตุการณ์ระหว่างประเทศครั้งนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top