Monday, 13 July 2026
Hard News Team

‘เสี่ยวินิจ’ จัดให้ ศึกแชมป์ชนแชมป์ลีกฝรั่งเศส ทีมแชมป์ลีกเอิง vs แชมป์กุปเดอฟร้องซ์ 5 ส.ค.นี้ ที่สนามราชมังฯ

ไทยเตรียมระเบิดศึกฟาดแข้งนัดประวัติศาสตร์ Trophee Des Champions 2023 French Super Cup 2023 เปิดสนามราชมังฯ รับทีมแชมป์ลีกเอิงปะทะแชมป์ กุปเดอฟร้องซ์ วันที่ 5 ส.ค.นี้

(23 มี.ค.66) เฟรชแอร์ เฟสติวัล เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เอาใจคอลูกหนังฝรั่งเศส จัดศึกฟาดแข้งระดับโลก "แชมป์ ชน แชมป์ TROPHEE DES CHAMPIONS 2023 IN BANGKOK(French Super Cup 2023) ระหว่างแชมป์ลีกเอิง Uber Eats และแชมป์ กุปเดอฟร็องซ์ (Coupe de France) ฤดูกาล 2022-23 ในวันที่ 5 สิงหาคม 2566 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ก่อนหน้านี้ การแข่งขัน TROPHEE DES CHAMPIONS ได้จัดแข่งขันมาแล้ว 2 ครั้งติดต่อกันในเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล แต่ครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันอย่างเป็นการนัดแรกของฤดูกาลระหว่างแชมป์ลีกเอิง Uber Eats และ ผู้ชนะจาก กุปเดอฟร็องซ์ (Coupe de France) ที่สำคัญจะเป็นครั้งที่ 4 ที่ Trophee Des Champions, Ligue 1 Uber Eats’s งานระดับนานาชาติ ที่จะมาจัดในทวีปเอเชียอีกครั้ง

หลังจากที่เคยจัดมาแล้ว 3 ครั้งโดยครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2014 ที่ กรุงปักกิ่ง ต่อมาใน ปี 2018 และปี 2019 จัดขึ้นที่ เมืองเสิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2023 ทาง สันติบาตฟุตบอลอาชีพแห่งชาติฝรั่งเศส (The LIGUE DE FOOTBALL PROFESSIONNEL) หรือ LFP ร่วมมือกับ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ของวินิจ เลิศรัตนชัย บริษัทอีเวนต์ชั้นนำของไทย ที่เคยสร้างปรากฏการณ์จัดการแข่งขันฟุตบอลแมตช์หยุดโลกเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา เป็นผู้จัดการแข่งขันในครั้งนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 5 สิงหาคม 2566 ด้วยความหวังที่จะสร้าง French Football Festival ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีฐานแฟนฟุตบอลประมาณ 400 ล้านคน

เพื่อไทย’ เตรียมปราศรัยใหญ่ จ.นครปฐม 26 มี.ค.นี้ ลั่น!! ขอทวงคืนพื้นที่เลือกตั้งจาก ‘บ้านใหญ่สะสมทรัพย์’

(23 มี.ค. 66) นายวินัย วิจิตรโสภณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 จังหวัดนครปฐม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการประกาศจะชนะเลือกตั้งยกจังหวัดนครปฐม ของบ้านใหญ่ตระกูลสะสมทรัพย์ ว่า…

“ตอนนี้ที่จังหวัดนครปฐม ไม่มีบ้านใหญ่ มีแต่บ้านประชาชนที่อยู่กันเป็นครอบครัวอันอบอุ่น ที่ผ่านมานครปฐมเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยมาช้านาน จะเห็นได้ว่าพอตระกูลสะสมทรัพย์ ไปลงสมัครในนามพรรคชาติไทยพัฒนา เมื่อปี 2562 ก็สอบตกกันเป็นแถว ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถทวงคืนพื้นที่เลือกตั้งในจังหวัดนครปฐมกลับมาได้ แม้ว่าทั้ง 6 คน จะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่อย่าลืมว่าส่วนใหญ่เป็นอดีต สจ.ที่อยู่ในพื้นที่มานาน มีฐานเสียงเป็นของตัวเองที่แน่นอน เมื่อบวกกับกระแสของคุณอุ๊งอิ๊งที่โพลทุกกสำนักให้คะแนนนำโด่ง หรือคะแนนนิยมของพรรคที่ได้เกือบ 50% ก็เชื่อว่าจะเป็นโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะทวงแชมป์ ส.ส.ในนครปฐมกลับคืนมา” นายวินัย กล่าว

นายวินัย กล่าวต่อว่า นโยบายหลายอย่างที่ออกมาล้วนโดนใจคนทุกกลุ่มทุกวัย โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 บาท หรือเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท ภายในปี 2570 ที่คนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยชอบมาก ยังไม่นับรวมนโยบายด้านการเกษตรที่ชาวนครปฐมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยทำได้จริง นโยบายดี ๆ ใครก็พูดได้ แต่พูดแล้วทำได้จริงก็คงมีแต่พรรคเพื่อไทย ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อมั่นมาโดยตลอด ดูได้จากผลโพลที่ออกมา

“พวกเราจึงหาเสียงด้วยการชูประเด็น ‘นครปฐมแลนด์สไลด์ ให้เพื่อไทยเป็นรัฐบาล’ เพราะไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน สุดท้ายพรรคเหล่านั้นก็จะไปเลือก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร กลับมาเป็นนายกฯ อีกอยู่ดี ดูได้จากข่าวที่ออกมาพวกเขาไปประกาศจับมือกันเป็นรัฐบาลแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เลือกตั้งเลย ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนนายกฯ ต้องเลือกเพื่อไทยพรรคเดียวที่จะสามารถสู้กับเสียง 250 ส.ว.ได้ เลือกพรรคอื่นไปก็เปลี่ยนนายกฯ ไม่ได้” นายวินัย กล่าว

‘ธนาธร’ ลุยหาเสียงสมุทรปราการ ชู ‘ก้าวไกล’ เป็นพรรคกล้าปฏิรูปชนต้นตอปัญหา

ธนาธร-ไอติม’ นำทัพผู้สมัครก้าวไกลสมุทรปราการ 8 เขตขึ้นรถลงเรือเดินตลาด ได้เสียงตอบรับล้นหลาม ‘ธนาธร’ ชี้ ประเทศไทยจะไปต่อ ต้องเปลี่ยนการเมือง ยก ‘ก้าวไกล’ กล้าปฏิรูปชนต้นตอปัญหา ปลุกอำนาจอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ส่งต่อสังคมที่ดีกว่าให้คนรุ่นหลัง 

(23 มี.ค.66) ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายพรรคก้าวไกล ร่วมหาเสียงกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ พรรคก้าวไกล ตลอดทั้งวัน

เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ ธนาธรและพริษฐ์ เดินชุมชนพบปะพูดคุยกับประชาชนภายในหมู่บ้านสยามนิเวศน์ 1 และ 2 ร่วมกับ บุญเลิศ แสงพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 7 ก่อนเดินทางมายังตลาดเทศบาลเมืองพระประแดง ร่วมเดินหาเสียงพบปะชาวตลาดและชุมชนกับ วีรภัทร คันธะ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 6

จากนั้นช่วงบ่าย เดินทางไปยังตลาดปากน้ำและชุมชนโดยรอบ ร่วมกับ พนิดา มงคลสวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 และ รัชนก สุขประเสริฐ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 2 ก่อนร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงที่ อ.สำโรง ร่วมกับ พิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 3, วุฒินันท์ บุญชู ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 4, นิตยา มีศรี ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 และ ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรปราการ เขต 8

ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย ธนาธร ระบุว่าวันนี้ตนเดินตลาดมาทั้งวัน ก่อนหน้านี้ก็ได้เดินตลาดมาในทุกภาค พ่อค้าแม่ขายและประชาชนทุกที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไปต่อไม่ไหวแล้ว นี่คือผลพวงจากวิกฤติโควิดที่ไม่ได้เป็นความผิดของประชาชนเลย และนี่ยิ่งเป็นเหตุผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างรัฐสวัสดิการขึ้นมา เพราะหากประชาชนอยู่ในสภาพอ่อนล้าเช่นนี้ ประเทศชาติจะเข้มแข็งได้อย่างไร

ประเทศไทยไม่สามารถสร้างอนาคตจากการแจกเงินอย่างเดียว แต่ต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่มาสร้างงานให้ประชาชน รองรับคนจบการศึกษาใหม่ปีละ 7-8 แสนตำแหน่ง ทุกวันนี้อุตสาหกรรมหลักของประเทศ ทั้งยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนแต่ไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมของคนไทย และไม่สามารถพาประเทศไปไกลกว่านี้แล้ว ประเทศไทยสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองได้มากมายจากปัญหาที่ดำรงอยู่ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า เพื่อแก้ทั้งปัญหามลพิษ การจราจร และการเข้าไม่ถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนไทย ไปได้พร้อมๆ กัน เป็นต้น

ธนาธรกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าการเมืองยังเป็นแบบนี้อยู่ จะสร้างสังคมและประเทศไทยที่มีอนาคต จะต้องมีการปฏิรูปในเรื่องยากๆ ในเรื่องที่จะต้องเจอตอ เช่น การปฏิรูปกองทัพ การต่อสู้กับทุนผูกขาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ และวันนี้พรรคที่ตนเห็นว่ามีเจตจำนงปฏิรูปในเรื่องยากๆ กล้าชนปัญหาที่ต้นตอแบบนี้ ก็มีอยู่เพียงพรรคเดียวเท่านั้นคือพรรคก้าวไกล

‘ศรัณย์วุฒิ’ เล่นใหญ่คุกเข่าขอขมา ‘บิ๊กตู่’ ด้าน ‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่โกรธ - เข้าใจบริบทการเมือง

‘ศรัณย์วุฒิ’ กลับใจ! คุกเข่าขอขมา ‘บิ๊กตู่’ หลังตัดสินใจสวมเสื้อ ‘รทสช.’ สู้ศึกเลือกตั้ง ด้าน ‘ประยุทธ์’ บอกไม่โกรธเคือง-เข้าใจการเมืองคือการเมือง

(23 มี.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อชาติ ได้เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค รทสช.โดยได้ขึ้นไปรอด้านบนพรรค รทสช.เนื่องจากมาไม่ทันช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค รทสช.สวมเสื้อให้ทีมเศรษฐกิจ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.

ทั้งนี้ ทันทีที่นายศรัณย์วุฒิ ได้พบกับ พล.อ.ประยุทธ์ นายศรัณย์วุฒิ ได้คุกเข่าขอขมา พล.อ.ประยุทธ์ ที่ก่อนหน้านี้ได้พูดในสภาด้วยการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จับมือพร้อมกล่าวกลับไปว่า “ไม่โกรธเคือง เข้าใจว่าการเมืองคือการเมือง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีมีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 นั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ตัดสินใจนั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค รทสช.และสมัครเป็นสมาชิกพรรค ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนของพรรค รทสช.อยู่แล้ว

‘เฉลิม’ จัดหนัก 9 ความล้มเหลว ‘บิ๊กตู่’ ชี้ ตลอด 8 ปี ศก.ไทยนิ่งสงบ - ยาเสพติดเกลื่อนเมือง

(23 มี.ค.66) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษของพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า กราบเรียนพี่น้องประชาชน กระผม ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษของพรรคเพื่อไทย ต่อไปคงจะไม่มีเวลาเขียนข้อความลงในเฟซบุ๊ก เพราะต้องออกไปรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง วันนี้จึงขอเสนอความเห็นวิจารณ์การทำงานของ พล.อ. ประยุทธ์ รวม 9 ประเด็นด้วยกันที่รัฐบาลมีความบกพร่อง กล่าวคือ

1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ทันสถานการณ์ ปฏิบัติไม่ได้ และ(แทบจะ) แก้ไขไม่ได้

2. นโยบายการปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง(ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว) ล้มเหลว

3. ขาดวิสัยทัศน์ สั่งราชการทั้ง ๆ ที่ ขาดความรู้ความเข้าใจ

4. ภาพลักษณ์บนเวทีต่างประเทศไม่ดี

5. การแก้สถานการณ์โควิดประเทศล้มเหลว

6. นโยบายแจกเงินตลอดเวลาส่งผลเสียในระยะยาว

7. การบริหารเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระดับโลกผิดพลาด

8. การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมพรรคการเมือง

9. ขาดภาวะผู้นำ

สื่อและรัฐบาลชอบนำเสนอและกล่าวว่า “ความสงบมาจบที่ลุงตู่” สุดท้ายก็ไม่เป็นความจริง ผมได้พิจารณาแล้ว ควรจะเป็นสโลแกนว่า

1. เศรษฐกิจไทยนิ่งสงบจบที่มึง

2. ยาเสพติด พนันออนไลน์ ฉิบหายสมัยมึง

'มายด์' เห็นด้วยนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง หลัง ‘ลุงป้อม’ ไฟเขียว!! ให้ ‘เข้าพบ-พูดคุย’

(23 มี.ค.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร.ให้สัมภาษณ์หลังเปิดตัวพล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา มาอยู่กับพปชร.ว่า ภาคอีสานมีคนดูแลอยู่แล้ว พล.อ.ธรรมรักษ์ จะมาช่วยดูภาพรวมภาคอีสานทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ต้องเข้ามาดูแลภาคอีสาน เพราะคนที่ดูแลภาคอีสาน ระหว่าง พล.อ.ธัญญา เกียรติสาร กรรมการบริหารพรรค กับนายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค ไม่ลงรอยกันหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นคนละเขต ระหว่างอีสานเหนือกับอีสานใต้ ไม่มีอะไรขัดแย้งกัน สื่อไปคิดเองทั้งนั้น คนหนึ่งอยู่อีสานเหนือ กับคนอยู่อีสานใต้ ทำกันคนละพื้นที่ จะไปขัดแย้งกันได้อย่างไร 

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า ส.ส.ในกลุ่มของนายวิรัช จะไปอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่าใคร ก่อนตอบว่าก็ไปสิ ไม่ได้ว่าเลย ใครอยากไปก็ไป เราเคยบอกแล้ว ว่ามีคนเข้ามาอยู่ด้วย 400-500 คน จนพื้นที่ทับกันไปมาอยู่แล้ว บางเขตมีสามคน และตัวเด่นๆ ก็มีอยู่แล้ว  

เมื่อถามถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 22 มี.ค. เป็นอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไปกินข้าวบ้านผมก็อร่อย” เมื่อถามว่ามีการประเมินตัวเลข ส.ส.กันบนโต๊ะอาหารว่า พรรคพปชร.จะได้ 70 ที่นั่ง พรรคภท.จะได้ 70 ที่นั่ง เป็นไปตามนั้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่รู้ ก็แล้วแต่ประชาชน เวลาตอบไม่รู้สื่อชอบบอกว่าไม่รู้อีกแล้ว ให้รอเดี๋ยวจะมีเพลงไม่รู้มาให้ฟัง เดี๋ยวจะออกแล้ว” เมื่อถามย้ำว่า หัวหน้าพรรคจะร้อง เพลงไม่รู้ด้วยตัวเองหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่รู้ 

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้จัดการรัฐบาลใหม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ได้เลือกตั้งเลย สื่อไปคิดเองและพูดเอง ไม่ได้ปฏิเสธ แต่สื่อไปพูดเองเออเอง เมื่อถามว่า ในวงรับประทานอาหาร มีคำพูดที่ว่าใครได้คะแนนมากกว่าให้เป็นนายกฯไป พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีๆ พร้อมกับส่ายหัวและระบุว่า ไม่ให้ถามแล้ว ตนหยุดพูดตั้งแต่ตอนนี้

‘อลงกรณ์’ ชู 12 แนวทางปฏิรูป ศก.ไทยตอบโจทย์อนาคต ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน - สร้างคน - สร้างชาติ’

(23 มี.ค.66) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคฯ และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงความเห็น และข้อเสนอแนะของภาคเอกชน ที่มีต่อความคาดหวังในนโยบายของพรรคการเมือง ว่า พรรคประชาธิปัตย์เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนรวมทั้งมุมมองวิสัยทัศน์ของภาคเอกชนล่าสุดเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนาประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของพรรคประชาธิปัตย์บนหลักการ 3 ประการคือ อุดมการณ์ประชาธิปไตย นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม และแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

“พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจในความคาดหวังของภาคเอกชนที่มีต่อนโยบายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งในส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีแนวทางนโยบายอย่างน้อย 12 ประการ เสมือนคานงัดในการสร้างจุดเปลี่ยนประเทศไทย สู่ ‘ก้าวใหม่ ไทยแลนด์’ โดยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชน ได้แก่

1. การพัฒนาการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย
2. การขจัดคอร์รัปชั่น โดยการสร้างระบบธรรมาภิบาล
3. การส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เสรี และเป็นธรรม ลดการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และพลังงาน
4. การปฏิรูประบบราชการโดยลดอำนาจรัฐ ลดขนาดภาครัฐ 
-มุ่งกระจายอำนาจและทรัพยากรสู่ท้องถิ่นและชุมชน (Community Empowerment) 
-การเพิ่มบทบาทภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นทางเศรษฐกิจ
-การพัฒนาเมือง และชนบท

5. การปฏิรูปภาคเกษตร ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม 
-การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและ เกษตรอินทรีย์ 
-การยกระดับเกษตรรายย่อยเป็น  เกษตรแปลงใหญ่ 
-การพัฒนาระบบสหกรณ์ 
-การส่งเสริมสตาร์ทอัพเกษตร และ เอสเอ็มอี.เกษตร 
-การส่งเสริมอาหารแห่งอนาคต
-และการทำตลาดเชิงรุก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

6. การพัฒนาโลจิสติกส์ เชื่อมไทย-เชื่อมโลก 
-การเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศ

7. การสร้างฐานการผลิต การแปรรูปการตลาด และกระจายการลงทุนสู่ทุกภูมิภาค
-ภายใต้ฐานใหม่ 18 กลุ่มจังหวัดโดยเฉพาะคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเกษตร (Agroindustry)

8. การสร้างคนและการ Reskill-Upskill ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน
-โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ (12  S-Curves)
-การส่งเสริมMSMEและStartup ด้วยกองทุนเอสเอ็มอี.
-และการทำงานแบบสร้างสรรค์

9. สร้างระบบธนาคาร และระบบ การเงินของเศรษฐกิจฐานรากด้วย
-ธนาคารหมู่บ้าน 
-ธนาคารชุมชน 80,000 หมู่บ้าน  และชุมชน 77 จังหวัด 
-รวมทั้งส่งเสริมธนาคารเพื่อการลงทุนและเวนเจอร์แคปิตอล

10. ขับเคลื่อนภาคการผลิต (Real  Sector) ภาคบริการภาคการท่องเที่ยวด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรมและซอล์ฟพาวเวอร์ (Soft Power)

11. การปฏิรูปการบริการภาครัฐ
-โดยปรับปรุง และยกเลิกกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรค และภาระทางการค้าธุรกิจและการบริการประชาชน

12. ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าการลงทุนเสรี (FTA) และกลยุทธ์มินิ เอฟทีเอ. (Mini FTA) ที่มีอยู่เดิมและข้อตกลงใหม่
-ปูทางสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการของไทยในเวทีแข่งขันระหว่างประเทศ
-พร้อมกับการใช้กองทุน เอฟที เอ.รองรับผลกระทบทุกด้าน

‘พปชร.’ เปิดตัว ‘บิ๊กแอ๊ด’ พร้อมว่าที่ผู้สมัครครบทุกภาค ด้าน ‘บิ๊กป้อม’ ยกเป็นบุญคุณที่มาช่วยเสริมแกร่งให้พรรค

(23 มี.ค. 66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงเปิดตัว พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา หรือ ‘บิ๊กแอ๊ด’ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กว่า 70 คน ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร ได้แก่ นายบุญรุ่ง เต๋งจงดี, นายสิทธิโชค คล้องแสงอาทิตย์, นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์, นายมานพ มารุ่งเรือง, น.ส.แพรว กิจสุวรรณ และ นายอนันตชาติ บัวสุวรรณ 

ภาคกลาง
- จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ น.ส.สมบูรณ์วรรณ ตรีสิทธุ์ไชย เขต 1, นางจิรวรรณ เรี่ยวแรง เขต 2, นายสมพงษ์ รัตนพรสุวรรณ เขต 3 และ นายทองใบ เสริฐสอน เขต 4
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ นายพิตติพรรธน์ พรรณธนะ เขต 4 และ นายภูมินทร์ มงคลกาย เขต 5
- จังหวัดสระบุรี ได้แก่ นายกฤษดา อินทร์พาเพียร และ นายธนกร กระต่ายจันทร์ เขต 3
- จังหวัดชลบุรี คือ นายยศพนต์ สุธรรม
- จังหวัดชัยนาท คือ นายปัญญา ไทยรัตนกุล เขต 2
- จังหวัดเพชรบุรี คือ นายอรรถพล นุชนิยม
- จังหวัดราชบุรี ได้แก่ นายจตุพร กมลพันธุ์ทิพย์ และ นายวรวัฒน์ น้อยโสภา
- จังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ นายประมวล เรืองศรี เขต 1 และ นายไพฑูรย์ พุ่มสงวน เขต 2
- จังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ นายศุภกิจ กลิ่นหอม เขต 1, นายอุดม เพชรน้อย เขต 2, นายธานินทร์ โลห์ประเสริฐ เขต 3 และ นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ เขต 5

ภาคตะวันออก
- จังหวัดระยอง ได้แก่ นายดนัย วิริยะสหกิจ เขต 1, นายนฤพล พงษ์ประเทศ เขต 2, นายกรี ไพรสี เขต 4 และ น.ส.รฎาศิริ ศิริคช เขต 5
- จังหวัดจันทบุรี ได้แก่ นายเฉลิมพล ศักดิ์คำ เขต 1 และ นายธนกร เฉลิมเฉลา เขต 2
- จังหวัดนครนายก ได้แก่ น.ส.วนิดา ขนายงาม เขต 1 และ น.ส.ชลธิชา ขนายงาม เขต 2
- จังหวัดฉะเชิงเทรา คือ นายสายัณห์ นิลาช เขต 3
- จังหวัดปราจีนบุรี คือ นายสุรเดช สิทธิเดชกุลถาวร เขต 3

ภาคอีสาน
- จังหวัดนครราชสีมา คือ นายสุธรรม พรสันเทียะ เขต 4
- จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ นายอนุรัตน์ ศรีสุรินทร์ เขต 1 และ นายอิทธิพล กำลังหาญ เขต 4
- จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ นายธนินท์ธร ศรีขาว เขต 1, นายธีรปภัสร์ พงษ์วันกิตติคุณ เขต 5 และ นายธนกฤช จิริวิภากร เขต 8
- จังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ นายโกวิทย์ ธรรมานุชิต เขต 3, นายธนบูรณ์ชัย อร่ามเรือง เขต 6 และ น.ส.วิยดา พรหมทอง เขต 7
- จังหวัดขอนแก่น คือ นายสำราญ ศรีภา เขต 6
- จังหวัดหนองคาย คือ นายศักดิ์ บึงลี เขต 2
- จังหวัดอุดรธานี ได้แก่ นายสุรศักดิ์ แสงตา, นายมนตรี พึ่มชัย เขต 7 และ นายอัมพร เทศศรีเมือง เขต 10
- จังหวัดนครพนม คือ นางวิทยาพร หาญทองชัย เขต 4
- จังหวัดมหาสารคาม ได้แก่ นายทองหล่อ พลโคตร และ นายประสาทพร สีกงพลี
- จังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ นายภาณุวัฒน์ ศิริ และ นายใหม่ เสาวงค์
- จังหวัดสกลนคร คือ นายเชิดชัย สิงห์มหันต์ เขต 5

ภาคเหนือ
- จังหวัดเชียงราย ได้แก่ นายศรัณพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ เขต 1, นางวันดี ราชชมภู เขต 2 และ พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด เขต 3
- จังหวัดพะเยา คือ นายอนุรัตน์ ตันบรรจง
- จังหวัดพิษณุโลก คือ นายอัศวิน นิลเต่า
- จังหวัดเพชรบูรณ์ คือ นายอัคร ทองใจสด เจต 6
- จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่ นายเรวัต คล้ายสมบูรณ์ เขต 1, นายสุขโกศล โกศลธรรมสกุล เขต 2 และ นายอัฑฒ์ เชื้อมีศรี เขต 3
- จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ นางเบญจมาศ ไก่แก้ว, นายวิโรจน์ มากมูล, นายอารยะ ชุมดวง เขต 3 และ นายจเร บุญกำเนิด เขต 4

ภาคใต้
- จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ นายสุชาติ จิตรติศักดิ์ เขต 5 และ นายซุ้น ณัฐเดช กังสุกุล เขต 10
- จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ นายประเทือง มีแต้ม และ นางจิรวรรณ สารสิทธิ์ เขต 4
- จังหวัดสงขลา ได้แก่ นายอาทิตย์ สุวิทย์ เขต 3 และ นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เขต 4
- จังหวัดปัตตานี คือ นายอรุณ เบ็ญจลักษณ์ เขต 1

อนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ยกระดับชีวิตคนจน และส่งเสริมการกีฬาเพื่อเยาวชน

แม้ว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน จะบอกลาพรรคพลังประชารัฐ ข้ามขั้วไปเปิดตัวกับพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่สำหรับ "อนุชา นาคาศัย" หรือ "เสี่ยแฮงค์" อีกหนึ่งแกนนำสำคัญของกลุ่มสามมิตร กลับลั่นวาจาชัดเจนว่าจะขอไปร่วมหัวจมท้าย กับ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  

ด้วยความที่รักในความมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และความจริงใจของ "ลุงตู่" ซึ่งเขาคิดว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้สามารถประคับประคองรัฐนาวาฝ่าข้ามคลื่นลมมาได้จนถึงเวลาประกาศยุบสภา และ "อนุชา" ในบทบาทรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับนายกฯ ลุงตู่ มากที่สุด 

"อนุชา" เคยสะท้อนตัวตนของเขาผ่านสื่อเมื่อไม่นานมานี้ ว่าแม้เขาเป็นคนพูดน้อย แต่เมื่อลงมือทำแล้วมั่นใจได้ว่าทำจริง เวลาเกือบ 4 ปี ของการเป็นรัฐบาล อนุชาเคยสวมหมวก “พ่อบ้าน" ทั้งของพรรค และของรัฐบาล โดยเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง และยังเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งยุบสภา

ช่วงที่ "อนุชา" อยู่ในบทบาทเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ต้องฝ่าอุปสรรคความคิดที่หลากหลาย คล้ายมี  “สารพัดก๊ก” ภายในพรรค  แต่เขากลับไม่ได้มองเป็นเรื่องเสียหาย เพียงแค่หยิบส่วนดีของแต่ละฝ่ายนำมาใช้ และต้อง “ไม่เข่นฆ่ากัน” ในช่วงเวลาไล่เรียงกัน เมื่อสภาฯ กำลังจะมีการประชุมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วาระ 2 และ 3 หลายฝ่ายเป็นห่วงสถานการณ์นอกสภาที่มีการนัดชุมนุม '19 กันยา' เรียกร้องการแก้รัฐธรรมนูญ ที่อาจลุกลามบานปลายไปสู่ความรุนแรง

อนุชา ซึ่งเป็นทั้งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ และรมต.ประจำสำนักนายกฯ ร้องขอให้ ส.ส. ของพรรค เข้าประชุมตามปกติ  พร้อมให้ความเห็น ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องปกติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ออกมาเคลื่อนไหวก็เป็นลูกเป็นหลาน ที่ทั้งรัฐบาลและรัฐสภา ต้องรับฟังข้อเรียกร้องและช่วยกันแก้ปัญหา 

แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ร้องขอกลับไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้อยู่เบื้องหลัง ให้พยายามใช้กลไกในการแก้ปัญหา หาทางออกร่วมกัน ดีกว่าการนำการเมืองลงถนนเพื่อกดดัน เรียกร้องในสิ่งที่อยากได้ทั้งหมด 

“แม้ว่าผมจะเคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง (เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกยุบในปี 2549 ) แต่ไม่เคยคิดลงถนน เพราะการเมืองบนท้องถนน วันหนึ่งมันก็เหมือนเขาลงได้ เราก็ลงได้ ไม่มีวันจบสิ้น และวันข้างหน้าจะไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า เรารักประชาธิปไตย ดังนั้น นักการเมืองคนใด ที่ใช้เวทีเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ผมคิดว่าคนๆ นั้นจะต้องพิจารณาตัวเองว่ารักระบอบประชาธิปไตยจริงหรือไม่” 

หากมองลึกลงในบทบาทรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “อนุชา” ช่วยประคับประคองและแบ่งเบาภาระ “งานหลังบ้าน” ของรัฐบาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของ “พล.อ.ประยุทธ์” ตั้งแต่งานรูทีน ที่ต้องกำกับดูแลสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค  บมจ.อสมท. - กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนา 

ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี หรือ กตน. ทำให้ในหลายๆ ครั้ง เรามักจะได้เห็นภาพเขานำคณะลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหา และฟังเสียงสะท้อนจากคนเล็กคนน้อยด้วยตนเอง อย่างที่เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ที่มีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินของชุมชนชาวเล หรือที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง บ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ยังต้องแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

ประชาสังคมจังหวัดปราจีนบุรี ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณี 'ซีเซียม-137' หลุด ลั่น!! บริษัทต้นเหตุ ต้องรับผิดชอบ

(23 มี.ค.66) ประชาสังคมจังหวัดปราจีนบุรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา จากกรณี ซีเซียม-137 ซึ่งหลุดออกมาจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อย่างเร่งด่วน โดยมีนายสมภาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องแทนนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ข้อความในหนังสือของประชาสังคมจังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า กรณีวัสดุกัมมันตรังสี 'ซีเซียม-137' สูญหายจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ แพลนท์ 5 เอ จำกัด ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี มีการแจ้งความเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 และมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนปราจีนเป็นอย่างมาก จากการที่มีข้อมูลมากมาย จากผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลาย จนไม่รู้จะเชื่อใครดี และหน่วยราชการที่ออกมาแถลงข่าวไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงและเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

ภาคประชาสังคมจังหวัดปราจีนบุรี เห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่จะให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นผู้รับผิดชอบโดยลำพัง ทั้งในเรื่องการสื่อสาร การบริหารจัดการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี จึงใคร่ขอเสนอดังนี้...

1. มีกรรมการในระดับชาติ โดยมีภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ ภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ต้องเร่งตรวจสอบการปนเปื้อน หาปริมาณรังสีและการกระจายตัว ระดมเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ มาช่วยและสรุปผลให้เร็วที่สุด เพื่อลดความสับสนของสังคม พร้อมมาตรการการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น มีมาตรการจัดการ ฝุ่นเหล็กและวัสดุต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนรังสีซีเซียม-137 ให้ปลอดภัยอย่างชัดเจน ว่าไปอยู่ไหน จนขั้นตอนสุดท้าย มีการติดตาม มีการรายงานอย่างโปร่งใส ทำให้ประชาชนมั่นใจ และต้องมีการสื่อสาร การให้ข้อมูลที่เป็นมืออาชีพ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน บนพื้นฐานของความจริง ทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นและสาเหตุของการสูญหายโดย มีการระบุเวลาและเหตุการณ์ตลอดเส้นทางที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ส่วนในระยะยาว ต้องมีการติดตามผลกระทบในระยะยาว ทั้งทางด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งมีมาตรการเยียวยาและฟื้นฟู มีการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ ตลอดจนมีการเปิดเผยข้อมูล ชนิด จำนวน ความรุนแรง มาตรการการรับมือของวัสดุกัมมันตรังสี ที่มีในพื้นที่ทั้งหมดและมีมาตรการ โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการกำกับดูแลและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกินขึ้นซ้ำ 

2. มีมาตรการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เช่น การยกเลิกการรับซื้อสินค้าทางการเกษตร รายได้ที่หายไปของภาคการบริการและท่องเที่ยว โดยผู้ก่อปัญหาต้องรับผิดชอบกับความเสียหายนี้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา

และ 3. เพื่อลดผลกระทบในการจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร ขอให้หน่วยงานออกหนังสือรับรองความปลอดภัยจากกัมมันตภาพรังสีฟรี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top