Tuesday, 14 July 2026
Hard News Team

'พลเอก ประวิตร' ลงพื้นที่ประจวบฯ-เพชรบุรี สั่งคุมเข้มแผนการใช้น้ำให้เพียงพอตลอดแล้ง พร้อมวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ รองรับความต้องการใช้น้ำในอนาคต

(31 มี.ค.66) พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง และการดำเนินการโครงการด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยก่อนหน้านั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เข้ากราบสักการะหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ วัดห้วยมงคล อ.หัวหิน พร้อมรับรูปหล่อหลวงพ่อทวด จาก พระพิศาลสิทธิคุณ (ท่านเจ้าคุณไพโรจน์) เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล อ.หัวหิน พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและแผนการผลิตน้ำประปาเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง ณ ห้องประชุมสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 14 อ.หัวหิน จากนั้นในช่วงบ่าย ลงพื้นที่ประชุมติดตามแผนงานและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลบางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ตามลำดับ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ 

สำหรับการลงพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดในครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้รับทราบสถานการณ์น้ำ การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และคุณภาพของการผลิตน้ำประปา รวมทั้งผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญในพื้นที่ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งปีนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2565/66 อย่างเคร่งครัด และให้ สทนช. เร่งรัดติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามมาตรการดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุดและให้มีปริมาณน้ำใช้เพียงพอตลอดแล้งนี้ โดยมอบให้กรมชลประทานบริหารจัดการแหล่งเก็บน้ำให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการใช้น้ำในทุกพื้นที่ และมอบให้จังหวัดขับเคลื่อนกระบวนการสร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำและแผนการดำเนินการด้านทรัพยากรน้ำต่างๆ ให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งบูรณาการทุกหน่วยงานแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด (สมุทรสงคราม ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์) พร้อมวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง และรองรับความต้องการน้ำในอนาคต รวมทั้งการผลิตน้ำประปาที่มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของประชาชน 

ด้าน ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ฤดูแล้งปี 2565/66 นี้ สทนช.ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่า จะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำด้านอุปโภคบริโภคในเขตการประปาส่วนภูมิภาค 1 สาขา ได้แก่ กปภ.สาขาบางสะพาน และนอกเขตการประปาส่วนภูมิภาค 3 ตำบล 1 อำเภอ คือ อ.หัวหิน (ต.บึงนคร ต.หนองพลับ และ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่) โดยมีแผนงานและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญ จำนวน 5 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มความจุได้ 17.52 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 8,850 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 4,340 ครัวเรือน เช่น ก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนหัวหิน อ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง และอาคารท่อระบายน้ำลงลำน้ำเดิมเขื่อนปราณบุรี เป็นต้น

ศาลค้านประกันตัว ‘เมฆ รามา-พวก’ ชี้ อัตราโทษสูง หวั่นหลบหนีความผิด

(31 มี.ค.66) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน กก.4 บก.สอท.ได้ควบคุมตัว นายรามา รัศมีรามา หรือเมฆ รามา อายุ 36 ปี สามีของหยาดทิพย์ ราชปาล นักแสดงสาวชื่อดังกับพวกอีก 8 คน ประกอบด้วย นายนวปรินธ์ ทองน้อย อายุ 31 ปี, นายนฤพงศ์ ลือนาม อายุ 29 ปี, นายรัฐศาสตร์ วงศ์ชีวสุทธิ์ อายุ 32 ปี, นายชูเกียรติ อวงรัมย์ อายุ 28, นายชาคร ศุภมณีวิทย์ศิริ อายุ 33 ปี, นายฐาปกรณ์ เรืองภักดี อายุ 36 ปี, นายสนาเรศ มโนมัยงามเลิศ อายุ 31 ปี และนายกิตติทัต อุปพงศ์ อายุ 30 ปี 

ผู้ต้องหาในความผิดร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศการโฆษณา หรือ ชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันฯ และร่วมกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.การพนันฯ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 

ชั้นสอบสวนนายนฤพงศ์ ลือนาม ผู้ต้องหาที่ 2 ให้การรับสารภาพคนเดียว ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 และ นายรามา ผู้ต้องหาที่ 7, และผู้ต้องหาที่ 3-9 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา 

โดยพนักงานสอบสวนขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.-11 เม.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องสอบสวนพยานอีก 8 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง กับรอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ-ประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา

‘ชพก.’ เปิดตัวผู้สมัคร กทม. 33 เขต คัดสรรคนรุ่นใหม่-ไฟแรง หนุนรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ช่วยคนไทยหลุดพ้นความยากจน

(31 มี.ค. 66) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นำทีมแถลงข่าวเปิดตัว 33 ผู้สมัคร กทม. ร่วมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายวรวุฒิ อุ่นใจ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค โดยบรรยากาศเปิดตัวเป็นแบบมวยไทยไฟต์ ผู้สมัครพร้อมชนกับปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

นายสุวัจน์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้าพร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งการเงิน สินเชื่อ น้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ปัญหาฝุ่น และปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศและของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร เราจึงส่ง 33 ชีวิต ที่อาสาตัวมารับใช้ชาวกรุงเทพมหานคร ต้องขอบคุณนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคและนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ที่ได้เตรียมการคัดสรรตัวผู้สมัครและนโยบายที่จะใช้ต่อสู้กับปัญหาเพื่อคนกรุงเทพมหานคร พรรคชาติพัฒนาเคยปักธงในกทม.มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน และเราจะต้องปักธงได้อีกครั้งในนามพรรคชาติพัฒนากล้าได้อย่างแน่นอน

“ผมมั่นใจว่านโยบายเศรษฐกิจของพรรคชาติพัฒนา อยู่บนพื้นฐานของกระแสโลก ถ้าเป็นร้านอาหาร เราคือเมนูเศรษฐกิจที่พร้อมเสิร์ฟที่สุด วันนี้คนตกงานมากมาย มีหนี้สินเยอะ เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะแข่งขันกับต่างประเทศ ดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาให้มากที่สุด เกษตรกรไทยจะต้องร่ำรวยขึ้น อะไรที่เป็นจุดแข็งของประเทศเราหยิบมาใช้ทั้งหมดผ่านนโยบายเศรษฐกิจเฉดสีของเรา” นายสุวัจน์ กล่าว

ด้านนายกรณ์ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต เป็นคนรุ่นใหม่ที่พรรคได้คัดสรรมาแล้วว่า มีความพร้อมที่จะมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทย รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ให้คนไทยมีโอกาส มีความเสมอภาคทางโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก หลุดพ้นกับดักความยากจน วันนี้ได้เวลาชกจริงกับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ช่วงนี้ประเทศมีปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจ ของแพง โอกาสการทำมาหากิน ภาระหนี้สิน นี่คือภารกิจสำคัญของพรรคชาติพัฒนากล้า ลำพังแค่ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่พอ เราต้องรื้อโครงสร้าง เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีค่าครองชีพที่ถูกลงอย่างยั่งยืน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคฯ ในฐานะหัวหน้าทีมกทม.กล่าวว่า ผู้สมัครทั้ง 33 คนของเราพร้อมที่จะมาทุบ ฟัน ฟาด ต่อย ลุยกับปัญหาปากท้องที่ต้องแก้ไข โดยมีรายชื่อเรียงตามเขตดังต่อไปนี้

‘ทอ.’ ส่ง ‘UAV’ วิเคราะห์แนวโน้มการลุกลามไฟป่า จ.นครนายก เพื่อส่งข้อมูลให้ จนท.วางแผน-เร่งคลี่คลายสถานการณ์โดยเร็ว

(31 มี.ค. 66) จากเหตุการณ์ไฟป่าบริเวณเขาแหลม อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่ และได้สั่งการให้หน่วยทหารสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเต็มที่นั้น พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้สั่งการให้คณะทำงานด้านบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ เสริมกำลังเข้าสนับสนุนการควบคุมไฟป่า เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 66 คณะทำงานศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก, กอ.รมน.จังหวัดนครนายก และส่วนปฏิบัติการส่วนหน้า เพื่อหารือถึงการนำอากาศยานและขีดความสามารถของกองทัพอากาศ เข้าร่วมปฏิบัติการควบคุมไฟป่า ตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารอากาศ และร่วมดำเนินการ ดังนี้

เวลา 09.30 น.จัดเครื่องบิน DA-42 ฝูงบิน 604 กองบิน 6 ทำการบินลาดตระเวนด้วยสายตา ค้นพบพื้นที่ไฟป่าบริเวณด้านหลังโรงเรียนนายร้อย จปร.

เวลา 11.00 น. จัดอากาศยานไร้คนขับ (UAV) แบบ Aerostar BP ฝูงบิน 302 กองบิน 3 ทำการบินลาดตระเวนค้นหาพื้นที่ไฟป่า ค้นพบพื้นที่ไฟป่า 3 เป้าหมาย โดยอยู่บริเวณด้านหลังโรงเรียนนายร้อย จปร. 2 เป้าหมาย และพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในเขตจังหวัดสระบุรี 1 เป้าหมาย โดยได้ VDL (Video Down Link) ส่งข้อมูลให้กับส่วนปฏิบัติการส่วนหน้า

‘บิ๊กตู่’ เตรียมหารือ ‘เลขาธิการอาเซียน’ แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

เมื่อวานนี้ (30 มี.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงาน่วา ดร.เกา กิม ฮวน (Dr. Kao Kim Hourn) เลขาธิการอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เชื่อมั่นว่าด้วยความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ไทยพร้อมสนับสนุนและร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อความสำเร็จและความเข้มแข็งร่วมกันของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าไทยยังยึดมั่นในระบบพหุภาคีและภูมิภาคนิยม ซึ่งอาเซียนจะเป็นส่วนสำคัญในนโยบายต่างประเทศของไทยต่อไป

ทางด้านเลขาธิการอาเซียน กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรี พร้อมเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือภูมิภาคอาเซียนจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็งในอนาคต ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งได้เห็นความก้าวหน้าของอาเซียนในทุกด้าน ขณะเดียวกันภาคีภายนอกก็ให้ความสนใจและต้องการเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างมาก ขอบคุณไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนที่สำคัญ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในการส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการในภูมิภาคเสมอมา

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและเลขาธิการอาเซียน ได้หารือในประเด็นที่มีความสนใจร่วมกัน ดังนี้

ไทยยินดีที่อาเซียนยังคงบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายมากมาย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นควรที่จะเร่งฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ RCEP นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลของอาเซียน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน รวมทั้งยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาคให้ทันสมัย สอดรับกับบริบทใหม่ของการค้าโลก โดย พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยสนับสนุนการดำเนินการภายใต้ข้อริเริ่มด้านดิจิทัลของอาเซียน ส่วนเลขาธิการอาเซียน ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลถือเป็นประเด็นสำคัญที่อาเซียนให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ อาทิ ทางไซเบอร์ เป็นความท้าทายที่อาเซียนควรร่วมกันจัดการ โดยขอให้เลขาธิการอาเซียนหารือเพื่อดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การดำเนินการในภาพรวม ในฐานะภูมิภาคจะทำให้เกิดผลสำเร็จที่เห็นผลลัพธ์อย่างจริงจังได้ ขณะเดียวกัน ยังได้มีการหารือถึงการเพิ่มขีดความสามารถ และการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ ซึ่งไทยพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนอาเซียนในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที โดยเลขาธิการอาเซียนย้ำความพร้อมของสำนักเลขาธิการอาเซียนที่จะสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือนี้อย่างเต็มที่ โดยยังได้ขอบคุณและชื่นชมไทยที่เป็นที่ตั้งของศูนย์ต่างๆ ของอาเซียน

จากนั้น พลเอกประยุทธ์ กล่าวขอบคุณสำนักเลขาธิการอาเซียนที่สนับสนุนการทำหน้าที่ผู้ประสานงานของอาเซียนในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยมาโดยตลอด จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่างๆ ซึ่งทั้งสองยังเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนให้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอาเซียนต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความยั่งยืนของภูมิภาค ซึ่งไทยยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากสำนักเลขาธิการอาเซียนในการส่งเสริมความร่วมมือของอาเซียนในด้านนี้

พร้อมกันนี้ ไทยยินดีที่การจัดทำวิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2025 มีความคืบหน้าเป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่าวิสัยทัศน์ใหม่ของอาเซียนจะมีความครอบคลุม มองไปข้างหน้า และเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อประชาชนในภูมิภาค สร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำถึงสถานการณ์หมอกควันข้ามแดนที่เป็นความท้าทายที่รุนแรงของภูมิภาค พร้อมขอรับการสนับสนุนจากเลขาธิการอาเซียนในการผลักดันการแก้ไขปัญหา ขอให้ช่วยประสาน หารือ หรือสนับสนุนการจัดการประชุมจัดอย่างเร่งด่วนกับประเทศสมาชิกเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ให้ได้โดยเร็ว เพราะส่งผลไม่ใช่แค่ไทย แต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย ทั้งทางสุขภาพและการท่องเที่ยว ซึ่งเลขาธิการอาเซียนเห็นด้วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งอาเซียนมีกลไก (Mechanism) ที่จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือ และพร้อมสนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

‘บิ๊กป้อม’ ฟิตจัด เร่งแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย จ.เพชรบุรี หลังกระทบหอยแครงพื้นบ้าน-ความเป็นอยู่ของชาวบางตะบูน

(31 มี.ค. 66) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ปฏิบัติราชการต่อเนื่องจากช่วงเช้า โดยในช่วงบ่ายได้เดินทางไปยัง เทศบาลตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพื่อร่วมหารือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปภาพรวมของจังหวัดเพชรบุรี จาก ผวจ.และสภาพปัญหาผลกระทบของน้ำเน่าเสีย ในพื้นที่ตำบลบางตะบูน จากนายกเทศมนตรี รวมทั้ง รับทราบรายงานแผนงานและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญ และแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ใน 3 จังหวัด (ราชบุรี, สมุทรสงคราม และเพชรบุรี) จากเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

ตามดูแนวทาง 'บิ๊กตู่' กู้สถานการณ์ PM 2.5 ฝ่า Fake News สุดต่ำ!! ที่สังคมก้มหน้ามักเชื่อ

ไม่ทำอะไร เอาแต่สวดมนต์!! ดูจะกลายเป็นวาทกรรมที่ถูกยกมาเชือดเฉือนในโลกโซเชียล ซึ่งเผยแพร่ออกมาทั้งจากปากเกรียนคีย์บอร์ด รวมถึงขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็เคยจับโป๊ะไปแล้วว่าเป็นเรื่องปั่นในช่วงปี 2562

มาในปีนี้ ปี 2566 วาทกรรมน้ำเลว ก็ยังถูกหยิบออกมาใช้คะคานกันในทางการเมืองอีกแบบไม่รู้จบ

วันนี้ THE STATES TIMES จึงตรวจสอบถ้อยคำจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่าในปี 2566 นี้ มีถ้อยคำใดหลุดให้ประชาชนไปสวดมนต์ไล่ฝุ่นตาม Fake News ที่ยังหลุดว่อนอยู่บ้าง...

‘ถาวร’ ชี้ ‘แสนสิริ’ ต้องชดใช้แก่ผู้จ่ายค่าผ่านทางสะพานแสนสำราญ หลัง กทม.สั่งรื้อด่านเก็บเงิน ลั่น!! ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

(31 มี.ค. 66) จากกรณี บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) สร้างสะพานข้ามคลองพระโขนง หรือ สะพานแสนสำราญ บนพื้นที่โครงการ T77 บริเวณซอยสุขุมวิท 77 เพื่อออกสู่ถนนปรีดีพนมยงค์ 2 เขตวัฒนา ภายหลังสร้างเสร็จ ได้ตั้งตู้เก็บค่าผ่านทางด้วย ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา กทม.จะออกหนังสือให้รื้อถอนตู้เก็บเงินค่าผ่านทาง และยกเลิกการเก็บเงินทั้งหมด

นายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่องดังกล่าว ระบุว่า…

“คำสั่งต้อง เด็ดขาด!!! ‘กทม.’ สั่ง ‘แสนสิริ’ รื้อด่านอย่างเดียวไม่พอครับ
วันนี้เห็นข่าว กทม.สั่ง ‘แสนสิริ’ รื้อด่านเก็บค่าขึ้นสะพาน ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องใช้สะพานแห่งนี้อยู่ครับ

แต่ยังชี้ให้คนทำผิดว่า หากไม่เห็นด้วยให้คัดค้านได้ การคัดค้านเป็นการใช้สิทธิตามที่มีอยู่ในกฎหมาย ทุกคนรู้ แต่ กทม. กำลังชี้โพรงให้กระรอก การกระทำผิดของผู้เก็บเงินจากประชาชนโดยผิดกฎหมาย กทม. ว่าไง? จะดำเนินการอย่างไรกับผู้กระทำผิด

‘มาดามเดียร์’ VS ‘ตั๊น จิตภัสร์’ ใครจะอยู่ใน 10 อันดับปาร์ตี้ลิสต์ ปชป.

“อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่เค้าเห็นคุณค่าและผลงานของเรา 13 ปีของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่อายุ 25 ปี วันนี้ตั๊นไม่ได้ยึดติดว่าจะเป็นบ้านหลังไหนขอเพียงมีอุดมการณ์เดียวกันและให้โอกาสเราได้ทำงาน...”

นั่นคือความในใจของ จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ‘ตั๊น’ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นที่มาของข่าวสะพัดว่า ‘ตั๊น จิตภัสร์’ จะอำลาพรรคพระแม่ธรณีไปอีกราย แต่ล่าสุดเธอยังอยู่ และยังอยู่ใน 100 รายชื่อผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์…

แทบทุกครั้งในส่วนของผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ ใน 20 ลำดับแรกพรรคประชาธิปัตย์จะกำหนดให้ลำดับที่ 5,10,15,20  เป็นผู้หญิง...ดังเช่นปี 2562 ลำดับ 5 คุณหญิง ดร.กัลยา โสภณพนิช, ลำดับ 10 ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู (แม่เลี้ยงติ๊ก) ลำดับ 15 ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ (ซ้อเจน) และลำดับ 20 จิตภัสร์ กฤดากร

ลำดับ 20 ทำให้ตั๊น จิตภัสร์ ได้เป็น ส.ส.ในขยักสอง หลังการเลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่...

ปีนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลดจาก 150 เหลือ 100 ที่นั่ง ระบบเลือกตั้งเปลี่ยนจากบัตรใบเดียว เป็นบัตรสองใบ  หาร 100 คาดหมายกันล่าสุดว่า 1 เก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะต้องใช้ถึง 370,000 คะแนน...ถ้าประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ 4 ล้านคะแนน ก็จะได้แค่ 10.81 ที่นั่ง…

หรือลำดับปลอดภัยหรือเซฟโซนได้เป็น ส.ส.แน่ แค่ลำดับ 10 เท่านั้น

ตามรายงานข่าว ระบุตรงกันแทบทุกสำนักว่า ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 10 รอบนี้ จะตกเป็นของ ‘มาดามเดียร์’ หรือวทันยา บุนนาค อดีต ส.ส.ลำดับ 19 พรรคพปชร. ที่ย้ายมาซบตักแม่พระธรณีตั้งแต่เดือนก.ย. ปี 2565 และผลงานกำลังเข้าตากรรมการ…

ไม่แค่นั้น มาดามเดียร์เธอเป็นภรรยาของคุณฉาย บุนนาค บิ๊กบ๊อสค่ายเนชั่น...จึงไม่ต้องห่วงว่า นอกจากแสงจากตัวเธอเองแล้ว สปอตไลต์จากช่องเนชั่นยังช่วยฉายส่อง (กันแบบยกช่อง) อีกด้วย…

ลูกหม้ออย่าง ‘ตั๊น’ ก็พอจะมองอะไรออกว่าอะไรเป็นอะไร!!

แต่จะว่าไปถ้าจะคำนึงถึงความอาวุโส และผลงาน...คนที่เหนือกว่าทั้งตั๊น จิตภัสร์ และมาดามเดียร์ ก็คือดร.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล ซึ่งไม่รู้ชะตากรรมว่าหนนี้จะจอดป้ายลำดับที่เท่าไหร่…

ล่าสุด ดร.รัชดาโพสต์ในเฟซบุ๊กจับใจความได้ว่า ลำดับที่ 5, 10, 15 อะไรนั่นเป็นแค่หลักประกันว่าสัดส่วนหรือโควตาของผู้หญิงในสิบคนต้องมีอย่างน้อยสองคน แต่ไม่ได้ห้ามว่ามีมากกว่าไม่ได้…

ก็ต้องจับตาดูอันดับปาร์ตี้ลิสต์พรรคประชาธิปัตย์ว่าปีนี้จะกลายพันธุ์ไปแค่ไหนหรือไม่..หรือยังคงมั่นกับหลักการที่ชอบธรรม ขณะนี้เชื่อกันว่าอันดับ 1-7 ที่เปิดกันออกมาแล้วไม่น่าจะพลิก…

‘จีน’ เผย ยอดขาย ‘เครื่องใช้ภายในบ้าน’ กระฉูด พุ่งสูงถึง 2.41 ล้านล้านบาท ในปี 2022

(31 มี.ค. 66) สำนักงานข่าวซินหัวรายงานว่า จากศูนย์การพัฒนาอุตสาหกรรมสารสนเทศแห่งประเทศจีน สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน ระบุว่า ยอดค้าปลีกออนไลน์ของเครื่องใช้ภายในบ้านของจีน ครองสัดส่วนร้อยละ 58.2 ของยอดขายทั้งหมดในปี 2022 ท่ามกลางอีคอมเมิร์ซที่เฟื่องฟูในประเทศ

ยอดจำหน่ายทางออนไลน์ของเครื่องใช้ภายในบ้านรวมอยู่ที่ 4.86 แสนล้านหยวน (ราว 2.41 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.24 จากปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนคำสั่งซื้อออนไลน์ของสินค้าเครื่องใช้ในบ้านหลากหลายหมวดย่อย ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีที่แล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top