Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

‘นักเขียนดัง’ รีวิว หนังสือเรียน ‘ภาษาพาที’ ทั้ง 6 ระดับชั้น เผย เล่มของชั้น ป.5-6 เนื้อหาสุดบ้ง!! ยัดเยียดทัศนคติล้าหลัง

(26 เม.ย. 66) หลังประเด็นดรามาถูกตั้งคำถามในเรื่องเนื้อหาของหนังสือภาษาพาที ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

ล่าสุด น.ส.พนิตชนก ดำเนินธรรม หรือ ‘นิดนก’ นักเขียน และ โฮสต์พอดแคสต์ ‘The Rookie Mom’ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว รีวิวการอ่านหนังสือภาษาพาที โดยระบุว่า…

ได้อ่านหนังสือชุดนี้ครบทั้ง 6 เล่ม 6 ระดับชั้นแล้วเป็นที่เรียบร้อย คิดว่าพยายามอ่านอย่างมี Empathy (ความเข้าอกเข้าใจ) มากแล้ว คือพยายามไม่ตั้งธงในใจ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานความเอ๊ะที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดการอ่านได้ คิดว่าการอ่านในตอนที่โตแล้ว เราก็มีภูมิต้านทานประมาณนึง จริงๆ ก็อยากไปนั่งอ่าน หรือไปนั่งดูเด็กๆ อ่านเหมือนกัน ว่าพวกเขาคิดเห็นยังไง รีแอ็คชันเป็นยังไงน่ะนะ

ขอว่าไปเป็นข้อๆ
– เล่ม ป.1 ยังไม่มีอะไรให้ลุ้นมาก เพราะยังเป็นคำโดด เน้นหัดอ่าน ผ่านเรื่องราวของตัวละคร ใบโบก ใบบัว ช้างสองตัวเพื่อนรักของเด็กๆ

– พอขึ้น ป.2 เป็นต้นไป เนื้อหาจะเริ่มยาวขึ้นตามความเหมาะสมของช่วงวัย มีส่วนนึงที่ชอบ คือเห็นความตั้งใจที่จะส่งตัวละครใบโบก ใบบัว ออกจากหนังสือไป ช้างสองตัวนี้เป็นเหมือนตัวแทนความเป็นเด็ก ที่ปรากฏมาตอน ป.1 วัยเริ่มเรียนเขียนอ่าน อ่านออกครั้งแรกก็ได้รู้จักกับเพื่อนสองตัวนี้ ทีนี้พอขึ้น ป.2 หนังสือไม่ตัดฉับ แต่ยังเลี้ยงใบโบกใบบัวเอาไว้ถึงประมาณเทอมหนึ่ง ซึ่งก็เป็นช่วงสิ้นสุดปฐมวัยพอดี มีการปูเรื่องมาให้เห็นเหตุผล ก่อนที่เด็กๆ จะต้องอำลาเพื่อนช้าง และเนื้อเรื่องหลังจากนั้นก็จะเป็นชีวิตของเด็กๆ กับการใช้ชีวิตในสังคมนี้

– ซึ่งความชิบหายวายป่วงก็คือเริ่มต้นหลังจากช้างไปแล้วนั่นแหละ 5555555 สามารถหาจุดเอ๊ะได้ตั้งแต่เล่ม ป.2 เลย

– พีกหนักมากๆ จะอยู่ที่เล่ม ป.5-6 เข้าใจว่าเป็นเพราะมันคือวัยที่อ่านคล่องแล้ว คนเขียนก็เลยมันมือ เขียนเรื่องราวประโลมโลก ยัดเยียดทัศนคติล้าหลังเข้าไปให้อ่านกันด้วยสำนวนนิยายสมัยก่อนสงครามโลก อินสะไปร์บาย ทมยันตี กฤษณา อโศกสิน แต่ฝีมือไม่ถึงเท่า ดังนั้นเราจึงได้เห็นคอนเทนท์บ้งทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะมาจากสองเล่มนี้แหละ แต่จริงๆ เล่มอื่นก็มีเยอะเหมือนกัน

– ที่น่าแปลกใจสำหรับเราคือเล่ม ป.4 ไม่แน่ใจว่าเป็นฉบับปรับปรุง หรือว่าแยกทีมงานคนละชุด หรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่ถือว่าเป็นเล่มที่มีจุดชวนอึดอัดน้อยที่สุดจากทั้งหมด คือเขียนเรื่องราวมาด้วยความตั้งใจที่ต่างจากเล่มอื่นชัดเจนเลยนะ เห็นถึงความพยายามนำเสนอเรื่องราวร่วมสมัยชวนให้พูดคุยต่อ

เช่น มีบทหนึ่งเขียนเรื่องเพื่อนร่วมห้องที่เป็นเด็กพิเศษ ด้วยน้ำเสียงที่สำหรับเราคิดว่าโอเคมากๆ เลยนะถ้าคิดว่ามันคือ ‘ตำราไทย’ เล่มนี้จะแตะไปยังเรื่องรอบตัวรอบโลก เล่าด้วยทัศนคติที่ค่อนข้างไม่ตัดสิน สั่งสอนในระดับกำลังดี ความยาวและยากของเนื้อหาดูเหมือนจะยากกว่าป.6 อีกนะ 555 เลยค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นทีมงานคนละชุดกันแน่ๆ

– ซึ่งพอได้อ่านเล่ม ป.4 เลยทำให้คิดว่า เอาจริงๆ มันมีความเป็นไปได้อยู่ที่จะทำให้มันดี คือป.4 ก็ยังไม่ใช่หนังสือที่ดีที่เราอยากให้ลูกเรียนหรอกนะ แต่มันดีที่สุดในซีรีส์นี้ และสัมผัสได้ถึงความพยายามออกจากกรอบบางอย่าง คิดว่าถ้าได้คุยกับคนทำงานเล่มนี้น่าจะดี

– ตัดมาที่ ป.5-6 เละเทะไม่มีชิ้นดี คือสองชั้นนี้เด็กเข้าสู่วัยรุ่นแล้วเนาะ เค้าเริ่มจะไม่อยากฟังผู้ใหญ่สอนแล้ว แต่หนังสือสอนมาก สอนจนอึดอัด ไม่มีความเป็นเพื่อนที่อยากจะนั่งลงคุยกับเขาเลย ในทางภาษา ชั้นพี่ใหญ่ของระดับประถมนี่เขาคล่องแคล่วทางภาษามากแล้ว แต่หนังสือไม่มีความรุ่มรวยทางภาษาให้เขาเลย มันจืดชืดและอยู่ในกรอบ ไม่มีการทดลอง กลอนก็ไม่เพราะ ไม่ใส่ใจกับพวกสัมผัสในหรือการเล่นคำฉวัดเฉวียน ที่เราว่ามันสำคัญมาก ข้อเขียน บทกวีดีๆ มันจะส่งพลังให้เด็ก โดยเฉพาะกับคนที่เขาชอบภาษา จำได้ว่าตอนเด็กๆ สิ่งที่เราได้อ่านมันท้าทายเรามากกว่านี้ และทำให้อยากสู้ อยากรู้ต่อ จนทำให้ภาษาไทยเป็นวิชาที่ชอบเรียนมากที่สุด

– มีคนถามถึงคนเขียน ซึ่งในเล่มจะไม่ปรากฏ มีแค่ชื่อคณะกรรมการจัดทำยาวเหยียด จากการอ่านแล้วทั้งหมด พอจะจินตนาการคนเขียนได้ว่า เป็นคนอายุมากแล้วที่ชอบอ่านนิยายไทยประโลมโลก จึงได้เก็บเอาชุดคำและสำบัดสำนวนเชือดเฉือนยุคหลังสงครามโลกมาไว้ได้ครบถ้วน และเชื่อเอาแล้วว่าชุดภาษาในยุคนั้นนั่นล่ะคือตัวแทนความเป็นไทย ที่ควรบรรจุไว้ในตำราเรียน เมื่อได้รับโอกาสให้เขียน จึงลงมือตั้งใจเขียนจากประสบการณ์ จากคลังคำที่ตนมีอย่างเต็มที่ ทำงานอย่างคุ้มภาษีประชาชน

– แต่สำหรับการจัดทำตำราอันเป็นมาตรฐานที่จะส่งไปให้เด็กในประเทศไม่ว่ายากดีมีจนได้เรียน ลำพังมีแค่ความตั้งใจอาจจะไม่พอ ต้องทำงานหนักกว่านั้นมาก ต้องทำงานเป็นทีมให้มาก ทีมที่ว่าต้องไม่ใช่พวกเดียวกันเองด้วย แต่ต้องคัดสรรทีมทำงานที่มีความคิดหลากหลายมาช่วยกันเสนอช่วยกันค้าน ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมาช่วยรับรองเนื้อหา มิใช่ปล่อยให้อยู่ในมือนักเขียน ที่เราเองก็อาจจะไม่ได้รู้รอบ แถมยังทำการบ้านมาน้อย และอีโก้สูงเสียอีก

– Narrative (เรื่องเล่า-การบรรยาย) ส่วนใหญ่จะเป็นการเล่าจากมุมมองของเด็ก ที่จะตรงกับช่วงวัยในตำราแต่ละระดับชั้น แต่ปัญหาของการใช้วิธีแบบนี้คือ มันเขียนมาแล้วไม่เด็กจริง เป็นเด็กที่ใช้สำนวนภาษาโคตรโบราณ ถ้านึกไม่ออกว่าประมาณไหน ให้ไปอ่านเพจนักเรียนดี เป็นอะไรทำนองนั้นแหละ หรือว่าจริงๆ แล้วคนเขียนตำราเล่มนี้ที่ทุกคนกำลังตามหา อาจจะเป็นคนเดียวกับแอดมินเพจนักเรียนดีก็เป็นไปได้

– อีกปัญหาของวิธีการแบบนี้ นอกจากเรื่องภาษาที่มันปลอมไม่เนียนแล้ว วิธีคิดมันก็ชวนอึดอัดมาก ลองนึกถึงวรรณกรรมเยาวชนที่เด็กอ่านติดกันงอมแงม แฮร์รี พอตเตอร์, ปิ๊บปี้ถุงเท้ายาว, นิโกลา, บรรดาเด็กๆ ในงานของโรอัลด์ ดาห์ล หรือแม้กระทั่งโต๊ะโตะจัง ผู้เขียนที่แม้ไม่ใช่เด็ก เขาเล่าเรื่องผ่านมุมมองวิธีคิดแบบเด็ก ที่สำคัญคือ เข้าไปเป็นพวกเดียวกับเด็กๆ ดังนั้นมันจะไม่มีเลยที่ตัวละครเด็กลุกขึ้นมาพูดว่า “ใช่แล้ว การขโมยนั้นเป็นสิ่งไม่ควรทำ” “เรามาไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองกันเถอะ” คือมันฝืนนนนน มันเป็นคำที่ผู้ใหญ่อยากได้ยิน แต่มันไม่ใช่ธรรมชาติที่เด็กจะพูด

– มนุษย์เราโดยธรรมชาติแล้วก็จะใฝ่ไปในทางดีนั่นแหละไม่ต้องเป็นห่วง แต่มันไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ใหญ่มั่นใจได้ว่าไอ้พวกนี้มันจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง ตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่ผู้ใหญ่อยากให้เป็น ก็เลยยัดเยียดเอาทุกอย่าง ทุกชุดคำที่อยากบอก ใส่เข้าไปในเนื้อเรื่องกันแบบดื้อๆ ฝืนๆ ไปอย่างนั้นแหละ อยากให้ประหยัดไฟก็พูดเลยว่าประหยัดไฟสิ

– ย้อนแย้งไหม ในหนังสือตำราเรียนภาษา ที่ปลายทางเราต้องการสร้างผู้ใช้ภาษาเพื่อสื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์และไม่อับจนหนทาง มีศิลปะในการใช้มันเป็นเครื่องมือรับใช้ความคิดความต้องการของตัวเอง แอดวานซ์ไปกว่านั้นคือมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง สอดแทรกสารที่เราต้องการสื่อเข้าไป อย่างที่งานเขียนดีๆ หลายชิ้นเขาทำกันได้

‘ดร.เอ้’ ควง ‘แนน ศิริภา’ ลุยทำคะแนนฝั่งธนฯ ชู ‘Wrap ตึกก่อสร้าง’ เล็งติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น 2,000 จุดทั่วกรุงฯ ดัน กม.ควบคุมมลพิษจริงจัง

(26 เม.ย. 66) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบาย กทม.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลงพื้นที่ตลาดสำเหร่ เขตธนบุรี ขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับ น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร ผู้สัมคร ส.ส. กทม.เบอร์ 11 เขตธนบุรี คลองสาน ราษฎร์บูรณะ พรรคประชาธิปัตย์ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการพบปะมีพี่น้องประชาชนที่มาจ่ายตลาดยามเช้า นำเสนอนโยบายของพรรค และรับฟังการสะท้อนปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อรวบรวมและผลักดันให้มีการแก้ไข โดยมีการสะท้อนถึงปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ปัญหาค่าครองชีพปากท้อง และที่สำคัญคือ ปัญหาสุขภาพ จากฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานกระทบต่อวิถีชีวิตคนในชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยเป็นผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ นายสุชัชวีร์ ได้นำเครื่องตรวจวัดค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ได้มาตรฐานไปตรวจวัด ในจุดที่ประชาชนร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบอย่างมาก ที่บริเวณถนนเจริญนคร 23 ด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย ที่มีโรงเรียนอนุบาล และเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้าง กระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทั้งนี้ จากการตรวจวัดในระดับพื้นที่พบ ค่าฝุ่น PM 2.5 ถึง 65 มคก./ลบ.ม. ถือว่าเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดค่า PM 2.5 ไม่ควรเกิน 25 มคก./ลบ.ม.

นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบาย ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่นคุณภาพสูงอย่างน้อย 2,000 จุดทั่วกรุงเทพฯ และขอความร่วมมือป้าย LED แจ้งปริมาณฝุ่น พร้อมส่งสัญญาณเตือนเมื่อเกินค่ามาตรฐาน ถือเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ จะกำหนดเงื่อนไขในกฎหมายอากาศสะอาด ให้ตึกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างต้อง Wrap ตึก และสามารถเคลมเป็นภาษีได้ ถ้าไม่ Wrap ต้องมีมาตรการเพิกถอนใบอนุญาตก่อสร้างหรือโดนภาษีหนัก และในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลมากมาย ควรเป็นเขต LEZ (Low Emission Zone) เช่น ถ้ารถสิบล้อเข้าเขตนี้ต้องเสียภาษีเพิ่ม รถควันดำห้ามเข้า เป็นต้น

‘เพื่อไทย’ ชู ยกระดับบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง จัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์-เข้ารักษาได้ทุกพื้นที่ทั่วไทย

(26 เม.ย.66) เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความถึงระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ที่อธิบายโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า…

พรรคเพื่อไทยจะยกระดับนโยบายโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคที่พรรคไทยรักไทยทำไว้เมื่อ 22 ปีที่แล้ว ซึ่งหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า พรรคฯ จะดำเนินโครงการนี้ต่อ พร้อมกับการปฏิรูปงบประมาณทั้งระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการโครงการฯ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะโอนมอบภารกิจในการเป็นหน่วยงานรับประกันด้านสุขภาพของประชาชนให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แทนที่โรงพยาบาลเหมือนในอดีต 

พร้อมนี้ ยังจะเพิ่มงบประมาณในโครงการเป็น 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี เพื่อให้สปสช.ดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง สามารถเลือกแพทย์และโรงพยาบาลได้ตามที่ตัวเองต้องการ 

นอกจากนี้ ยังจะให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บข้อมูลและประวัติการรักษาพยาบาลของคนไข้ไว้ในระบบคลาวด์ เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้การเรียกหาข้อมูลของคนไข้ทำได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน

‘จุรินทร์’ ยกทัพออนทัวร์ ‘เชียงใหม่’ ขอคะแนน 27 เม.ย.นี้ โว!! หลายนโยบายครองใจเกษตรกร ไม่มีประวัติด่างพร้อย เห็นเป็นรูปธรรม

(26 เม.ย.66) พรรคประชาธิปัตย์ นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2566 นี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะนำ ‘จุรินทร์ออนทัวร์’ พร้อมด้วยแกนนำพรรค เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพบปะกับพี่น้องประชาชนร่วมกับผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายจักรวาลธวัฒน์ วรรณาวงค์ เบอร์ 7 เขต 2 นายกัมปนาท ธิสา เบอร์ 7 เขต 3 นายวิชิต กลิ่นทอง เบอร์ 7 เขต 4 นางสาวจิตพลอย จิตจักรวาลทอง เบอร์ 7 และเขต 5 ว่าที่ ร.ท. วิศธร เถาตระกูล เบอร์ 9 พร้อมกับรณรงค์หาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 26 

สำหรับกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่นั้น จะเริ่มด้วยการเดินหาเสียง บริเวณกาดแม่คือ อ.ดอยสะเก็ด จากนั้นเดินทางไปหาเสียงที่ตลาดสามแยก อ.สันทราย ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 4 ต่อด้วยกาดสันป่าข่อย อ.เมือง ที่อยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 แล้วจะได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลเจ้าจีน ที่บริเวณกาดหลวง อ.เมือง ในเขตเลือกตั้งที่ 1 สำหรับในช่วงเย็นจะมีการปราศรัยที่บริเวณลานพลาซ่า สนามกีฬา 700 ปี อ.แม่ริม

‘เพื่อไทย’ โชว์ 14 แนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง มั่นใจ!! หากได้เป็นรัฐบาล ปชช. มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

(26 เม.ย.66) เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยระบุว่า…

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน คือโลกแปรปรวน เกิดน้ำท่วม น้ำแล้งรุนแรงและถี่มากขึ้น สร้างความเสียหายให้ประเทศ การพัฒนาต้องหยุดชะงัก และต้องใช้งบประมาณมหาศาลเยียวยา ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มิติการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วยวิธีคิดใหม่อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะต้องไม่ท่วมไม่แล้ง ประชาชนต้องมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

พรรคเพื่อไทย มีมิติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด 14 ข้อ
1. จะมีประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม จะมีพ.ร.บ.อากาศสะอาด จะมี พ.ร.บ.น้ำเสีย และจะมีกฎหมายบริหารจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ ให้อำนาจการเป็น Regulator ที่สมบูรณ์ โดยกฎหมายมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา และมีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

2. ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น Incentive และ Sanctions เช่น Tax ทุน ดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กัน

3. ปรากฏการหรือเป้าหมายใหม่ๆ เช่น Carbon Neutrality, Zero GHG Emissions, Good Agricultural Practices (GAP) และ Transboundary Haze Agreement (THA) จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน มีเจ้าของเรื่อง และมีการติดตามประมวลผลตลอด

4. Circular Economy จะต้องให้ความสำคัญทางด้านผลประโยชน์ควบคู่ไปกับผลผลิตสุดท้าย (ขยะ) อย่างเท่าเทียมกัน

5. การมองทรัพยากรป่าไม้ จะต้องปรับเปลี่ยนจากการมองแบบแยกส่วนทางด้านระบบนิเวศน์ (Ecological Approach) เป็นการมองแบบภูมิทัศน์ทางสังคม (Landscape Approach) แทน

6. ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์ทางทะเลมากขึ้น เพราะขณะนี้พบว่า บางจุดจะได้เข้าใกล้Planetary Limit and Tolerance แล้ว โดยใช้นโยบาย Blue Evolution 

7. ปัญหาคนทำลายป่าไม้ จะเปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมคนอยู่กับป่า มาเป็นป่าอยู่กับคน เพื่อให้นโยบาย Green ประสบความสำเร็จทั้งในป่าและในเมือง

คนไทยในสหรัฐฯ ส่งมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง กลับคืนสู่ไทย เพื่อเป็นสมบัติของชาติ 13 รายการ

เมื่อวานนี้ (25 เม.ย.66) ณ ห้องรับรอง 2 กระทรวงการต่างประเทศ นายณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคณะ ประกอบด้วยนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ และนายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองทูตวัฒนธรรม เป็นผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ทำพิธีมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง จำนวน 13 รายการ ที่ชาวไทยในสหรัฐอเมริกาประสงค์ส่งมอบคืนให้กับประเทศไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ให้แก่กรมศิลปากรเพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เป็นผู้แทนกรมศิลปากรรับมอบ

การส่งคืนโบราณวัตถุในครั้งนี้เกิดจาก นายมะลิ นงเยาว์ ชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ประสานมายังสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ว่ามีความประสงค์มอบโบราณวัตถุ กลับคืนสู่ประเทศไทยเพื่อเป็นสมบัติของชาติ ประกอบไปด้วย ภาชนะดินเผา จำนวน 5 รายการ และกำไลสำริด จำนวน 8 รายการ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส เป็นผู้แทนรับมอบโบราณวัตถุดังกล่าว ณ วัดภูริทัตตวนาราม เมืองออนทาริโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้จัดส่งโบราณวัตถุดังกล่าวผ่านถุงเมล์การทูตพิเศษมายังประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2566

สืบนครบาล รวบตัวตึงหลอกขายรถผ่านเฟซบุ๊กเสียหายกว่า 5 ล้านบาท หมายจับเพียบ

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กับ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. / ผอ.ศปอส.ตร. (PCT) ให้ปราบปรามคนร้ายที่ก่อความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยเฉพาะอาชญากรรมทางออนไลน์  อีกทั้ง ทางเพจเฟสบุค "สืบสวนนครบาล" ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย ให้ติดตามคนร้ายหลอกขายรถยนต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีบัญชีเฟซบุ๊กกว่า 10 บัญชี และมีบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากลูกค้าอีกจำนวนมาก ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ครั้งและมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท บางวันได้เงินหลายพันบาท บางเดือนได้เป็นแสนบาท มีหมายจับจำนวน  8  หมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ประกอบอาชีพ หมกตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยออกไปข้างนอกหาเงินจากการหลอกลวงอย่างเดียว

วันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2566 เวลาประมาณ 08.30 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น.  สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. / หน.PCT ชุดที่ 5 ,พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฏศรี, พ.ต.ท.ยิ่งยศ  ลีชัยอนันต์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น.  พ.ต.ต.ทศรัสมิ์ กิติธารา , พ.ต.ท.ธีวร์ราธิป ชูดวง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ , ร.ต.อ.ธนพล มโนษร , ร.ต.อ.พีระเกียรติ ศิริฤทัยวัฒนา , ร.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ สนิทไทย รอง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ   ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุด PCT 5

ร.ต.อ.วรภัทร แสงเทียนประไพ รอง สว.กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.2 , ร.ต.อ.หญิง ธิดารัตน์ ผดุงประเสริฐ รอง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.2  ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายเชาวลิตร สว่างศรี อายุ 37 ปี  เลขที่ 160/1 หมู่ที่ 9 ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี

โดยกล่าวหาว่า ฉ้อโกงประชาชน , ทุจริตโดยการหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน

ผู้ต้องหาตามหมายจับ 
1.ศาลอาญา ที่ 2217/2565 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ฉ้อโกงประชาชน , ทุจริตโดยการหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน ” 
 

2.หมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 635/2565 ลงวันที่ 21  พฤศจิกายน  2565  ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ”

3.หมายจับศาลจังหวัดระยอง ที่ 63/2565 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกง และ โดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ”

4.หมายจับศาลจังหวัดเพชรบุรี ที่ 370/2565 ลงวันที่  27  ธันวาคม  2565  ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ฉ้อโกงประชาชน , โดยทุจริตหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อประชาชน, เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นเท็จซึ่งอาจเกิดความเสียหายกับประชาชน ”

5.หมายจับศาลจังหวัดหลังสวน ที่ 125/2564 ลงวันที่  27 ตุลาคม 2564  ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ”

6.หมายจับศาลจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ 54/2564 ลงวันที่ 17  ธันวาคม 2564 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกง , นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดย ประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ”

7.หมายจับศาลแขวงดอนเมือง ที่ 21/2563 ลงวันที่ 28  มกราคม  2563 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกง ” 

8.หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 625/2558 ลงวันที่ 1 กันยายน 2558 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ฉ้อโกง ”รวม 8 หมายจับ สถานที่จับกุม บริเวณใต้ อาคารเอ เดอะแมทตริกซ์ คอนโดมิเนียม นครปฐม ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

ย้อนคำพูด 'บิ๊กแดง' ถามปัญหาประเทศชาติ ไว้ใจใครแก้? เมื่อ 'อาจารย์-นักวิชาการ-เด็กนอก' ปลุกคนรุ่นใหม่ล้มล้างสถาบัน

ถูกหยิบยกกลับมาเผยแพร่ในโลกโซเชียลอีกครั้ง สำหรับคำกล่าวของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ 'บิ๊กแดง' ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้บรรยายพิเศษในหัวข้อเรื่อง 'แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง' ณ หอประชุมกิตติขจร กองบัญชาการกองทัพบก 11 เมื่อตุลาคม 2562 โดยระบุว่า...

“ทุกท่านไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ได้ แต่ขอถามทุกท่านว่า สุดท้ายแล้วปัญหาเรื่องความมั่นคง ควรจะให้ใครแก้...นักวิชาการ หรืออาจารย์บางคน ที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์เดิม เป็นคลังสมอง ร่วมกับนักเรียนนอก ซ้ายจัดดัดจริต ที่ไปเรียนจากประเทศที่เคยล่าอาณานิคม อบรมสั่งสอนแบบไร้จรรยาบรรณ ชอบอ้างเลข 2475 เป็นตัวชี้นำ ชอบอ้างว่าตนเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง ซึ่งบ้างก็เป็นนักธุรกิจ เจ้าของโรงงานที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบากเหมือนพวกฮ่องเต้ซินโดรม เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติ ชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นฐานให้แก่ตนเข้าสู่การเมือง มีพฤติกรรมล้มล้างชาติสถาบัน

“ตำรวจไซเบอร์ รวบเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นสรรพากร หลอกติดตั้งแอปดูดเงิน พบเชื่อมโยง 144 คดี เสียหายกว่า 10 ล้านบาท”

เมื่อวันที่ (25 เม.ย. 2566) ณ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. ได้สั่งการให้มีการจับกุมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหลอกลวงสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอย่างจริงจัง

สืบเนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 คนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรโทรศัพท์หาผู้เสียหายขอตรวจสอบข้อมูลการเสียภาษี แล้วจึงหลอกให้กดลิงค์ติดตั้งแอพพลิเคชั่นสรรพากรปลอม จากนั้นดูดเอาเงินจากบัญชีผู้เสียหายจนหมดบัญชี เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก จึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 กล่าวว่า มิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่สามารถเข้าถึงโทรศัพท์และเครือข่ายจากระยะทางไกลเข้าควบคุมโทรศัพท์เครื่องเป้าหมาย จากนั้นจึงโอนเงินออกจากบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก เชื่อมโยงมีผู้เสียหาย 144 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

‘จุรินทร์’ ลั่น!! ‘ประชาธิปัตย์’ มีนโยบายรื้อสัญญาค่าไฟแพง เพื่อไม่ให้เป็นภาระ ปชช. จ่อเดินหน้ามาตรการลดค่าไฟผู้มีรายได้น้อย

(26 เม.ย.66) ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองชูนโยบายแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ประชาธิปัตย์ยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลหรือได้เข้าร่วมรัฐบาล จะมีวิธีการแก้ปัญหาค่าไฟแพงอย่างไร ว่า ถ้าได้จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์เรามีแนวทางที่จะเข้าไปแก้ปัญหาราคาพลังงานที่มีความชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งหมดจะเดินหน้าอย่างมีวุฒิภาวะ อะไรที่ทำได้จริงเราจะบอกชาวบ้าน อะไรที่มันทำไม่ได้เพราะเป็นสัญญาผูกพันมาช้านานตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า เราก็จะบอกตรงๆ แต่อะไรที่แก้ได้เราก็จะเข้าไปแก้ เช่น สัญญาที่ผูกพันมาตั้งแต่ในอดีต ตนไม่อยากพูดว่าพรรคไหน เพราะรู้กันทั้งประเทศอยู่แล้วและจะเข้าไปดูว่าเป็นเงื่อนไขที่เราสามารถใช้ข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงสัญญาเพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟกับพี่น้องประชาชนต่อไป ก็จะเร่งทำ รวมทั้งการเดินหน้ามาตรการที่เราทำอยู่ร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ เช่น มาตรการลดค่าไฟให้กับผู้มีรายได้น้อยก็จะเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top