Thursday, 16 July 2026
Hard News Team

'หมอวรงค์' ขึ้นศาลสู้คดีกรณี 'ธนาธร-พิธา' ฟ้องหมิ่นประมาท ซัด!! ชอบอ้างสิทธิเสรีภาพ แต่ถึงเวลาก็ยก กม.มาปิดปากผู้อื่น

(2 พ.ค.66) นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี Live ผ่านเฟซบุ๊ก 'วรงค์ เดชกิจวิกรม-Warong Dechgitvigrom' ขณะเดินทางไปที่ศาลอาญา รัชดา พร้อมทีมทนาย เพื่อให้การคดีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฟ้องร้อง โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ศาลอาญารัชดา ขออนุญาตลาหาเสียง 1 วันเพราะต้องขึ้นศาลคดีที่พรรคก้าวไกลฟ้องร้อง โดยหลายคนอาจจะแปลกใจว่าพรรคก้าวไกลฟ้องเรื่องอะไร ถ้าพี่น้องจำได้ช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 กลุ่มธรรมศาสตร์จะไม่ทน ประกาศปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะมีการยกเลิกมาตรา 112 ยกเลิกธรรมนูญรัฐ มาตรา 6 ห้ามพระมหากษัตริย์มีพระราชดำรัสในที่สาธารณะ หลาย ๆ เรื่องตนมองว่าขบวนการนี้เป็นขบวนการล้มล้าง เป็นการด้อยค่าสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่นายพิธาบอกว่าเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นการจาบจ้วง ไม่ใช่เป็นการล่วงละเมิดซึ่งพวกเราเห็นหลักฐานที่ชัดเจนแต่ปรากฏว่าการที่เราแสดงออกแบบนี้เขาฟ้อง

นพ.วรงค์ กล่าวว่า การฟ้องร้องคดีนี้ มีการเรียกค่าเสียหาย ทั้งหมด 24,062,475 คือฟ้องทั้งอาญาและแพ่ง ประมาณ 24 ล้านเศษ ๆ ก็คือ การสื่อถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเอามาเชื่อมโยงกัน และไม่เพียงแต่นายพิธา จากพรรคก้าวไกล ก็ยังมีหมายศาลของนายธนาธรซึ่งฟ้องในเวลาใกล้เคียงกัน ฟ้องคดีคล้าย ๆ กัน เพราะเนื่องจากว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปฏิรูปสถาบัน และตนกล่าวหาว่า นายธนาธรสนับสนุน แต่เขาปฏิเสธก็ไม่เป็นไร มาสู้กันที่ศาล แต่สิ่งที่อยากจะเล่าให้พี่น้องฟัง พี่น้อง คนพวกนี้พยายามอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ เมื่อคนฝ่ายตนเองถูกดำเนินคดีก็กล่าวหาเอากฎหมายมาปิดปาก แต่ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ไปดำเนินคดีนั้น เพราะพี่น้องเห็นหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีเด็กเยาวชนหรือประชาชนกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมทนไม่ได้ก็ไปดำเนินคดี แต่สำหรับของเราเป็น การต่อสู้ทางความคิดกลายเป็นว่าพวกนี้มาฟ้อง ถึงบอกว่าพวกคุณชอบอ้างว่าคนอื่นเอากฎหมายไปปิดปาก แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วพวกคุณนั่นแหละที่เอากฎหมายมาปิดปากพวกเรา เฉพาะตนถูกฟ้องแล้ว 3 คดี คดีเมเดย์ เมเดย์ เป็น 1 คดี ตนชนะ ตอนนี้ยังเหลืออีก 2 คดี ดังนั้นต้องเรียนให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าคนพวกนี้ปากกับใจไม่ตรงกัน พยายามที่จะพูดอย่างแล้วก็ทำอย่าง และสิ่งที่สำคัญตนก็พึ่งทราบ เพิ่งได้รับหนังสือจาก สถานีตำรวจภูธรขอนแก่น ปรากฎแกนนำกลุ่ม 3 นิ้วไปฟ้องตน มาตรา 112 ในกรณีที่ตนมีคำแถลงเกี่ยวกับเรื่องราชประชาสมาสัย เจตนาตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ไม่ได้ดูหมิ่น ไม่ได้หมิ่นประมาท ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย แต่พวกนี้เอา มาตรา 112 มาเล่นงานตน โชคดีที่ทางอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง

ล้มเป็นรายที่ 3 เมื่อ ‘เฟิสต์ รีพับลิก แบงก์’ ถูกสั่งปิด ‘เจพีมอร์แกน เชส’ ไม่รอช้า!! เข้าซื้อกิจการต่อทันที

(2 พ.ค.66) เฟิสต์ รีพับลิก แบงก์ ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ล้มเป็นรายที่ 3 ในรอบ 2 เดือน หลังหน่วยงานคุ้มครองการเงินและนวัตกรรมของรัฐแคลิฟอร์เนียเข้ายึดธนาคารเฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้วในเช้าวันจันทร์ตามเวลาสหรัฐฯ และบริษัทประกันเงินฝากสหรัฐฯ (FDIC) เข้าคุ้มครองเงินฝาก โดยมีการตกลงขายกิจการให้กับเจพีมอร์แกน เชส แล้ว ภายใต้ข้อกลงดังกล่าวเจพีมอร์แกน จะเข้าควบคุมทั้งสินเชื่อ 173,000 ล้านดอลลาร์, หลักทรัพย์ 30,000 ล้านดอลลาร์ และเงินฝาก 92,000 ล้านดอลลาร์ของเฟิสต์ รีพับลิก แบงก์ แต่จะไม่รับผิดชอบหนี้สิน เจพีมอร์แกนจะจ่ายให้ FDIC 10,600 ล้านดอลลาร์ และจะได้รับเงินสนับสนุน 50,000 ล้านดอลลาร์จาก FDIC ในการทำสัญญาซื้อกิจการ

บริษัทประกันเงินฝากสหรัฐฯ (FDIC) ยืนยันว่า ธนาคารของเฟิร์สต์ รีพับลิก แบงก์ ทั้ง 84 สาขา ใน 8 รัฐ จะเปิดทำการได้ในวันจันทร์ (1 พ.ค.) ในฐานะสาขาของเจพีมอร์แกน เชส แบงก์ และผู้ฝากสามารถเข้าถึงเงินฝากของตัวเองได้เต็มจำนวน

‘รทสช.’ คลอดคลิป ‘ห่านกับไข่ทองคำ’ นิทานสอนใจ ชูแนวคิดใช้จ่ายงบแบบมีวินัย ช่วยปชช. แบบไม่หว่านแห

พรรครวมไทยสร้างชาติยิงคลิป ‘ห่าน’ เตือนสังคมอย่าให้ใครฆ่าห่านเพื่ออิ่มเพียงมื้อเดียว แต่อดกินไข่ตลอดไป สะท้อนนโยบายช่วยเหลือประชาชนของพรรคทำแบบพุ่งเป้าไม่หว่านแห ใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีวินัย  

(2 พ.ค. 66) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกคลิปชุดใหม่ ‘ห่านกับไข่ทองคำ’ เป็นนิทานสอนใจว่า พึงรักษาทรัพย์สินเงินทองที่มี แม้จะไม่มากมาย แต่ก็ให้ดอกผล เพียงพอที่จะแบ่งปันกันในครอบครัว ชุมชน อย่าให้ใครมาหลอกว่า ฆ่าห่านกินเนื้ออร่อยกว่าอิ่มกว่า รอกินไข่ทีละฟอง เพราะกินเนื้อห่านได้มื้อเดียว แต่ต้องอดกินไข่ห่านตลอดไป

'อลงกรณ์' ปักธง 10 นโยบาย ยกระดับเกษตรกรรมไทย ใต้ยุทธศาสตร์ 'เกษตรปลอดภัย - มั่นคง - ยั่งยืน'

(2 พ.ค.66) นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พรรค ในฐานะทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมการดีเบตในหัวข้อ “พรรคการเมืองกับนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” ที่อาคารชีววิถี จัดโดยภาคีเครือข่ายสมาคมสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรอินทรีย์ ไบโอไทย มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ 

โดยกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งเป้าหมายของนโยบายเกษตรทันสมัยสู่ครัวไทยครัวโลก
1. ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารท็อปเทนของโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
2. เพิ่ม GDP เกษตรเป็น 10%
3. เพิ่มรายได้เกษตรกร 100%

จึงได้กำหนด 10 นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรสุขภาพ และความมั่นคงทางอาหารเชิงปริมาณและคุณภาพภายใต้ยุทธศาสตร์ '3 เอส' (3 S : safety security sustainability) เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืนตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนฐานเทคโนโลยี ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาไทย

1. ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 2 ล้านไร่ เดินหน้าเกษตรคาร์บอนต่ำลดโลกร้อน
2. เติมทุนเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่ 3 ล้าน ส่งเสริมสนับสนุนสภาเกษตรอินทรีย์ PGS แห่งประเทศไทยเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ออร์แกนิกและกสิกรรมธรรมชาติ
3. เพิ่มปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ 5 ล้านตัน จัดตั้งศูนย์บริการปุ๋ย-น้ำชุมชนทุกตำบล
4. ตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรนวัตกรรม เครื่องจักรกล (AIM C:Agritech Innovation Machine Center) Application Agrimap ส่งเสริมการวิจัยพัฒนานวัตกรรมชีวภัณฑ์ เกษตรอัจฉริยะ เกษตรอินทรีย์ อบรมบ่มเพาะและถ่ายทอด พัฒนาเกษตรกร-สหกรณ์และสถาบันเกษตรกร
5. คุ้มครองสิทธิเกษตรกร พันธ์ุพืชพันธ์ุสัตว์และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity ) โดยเฉพาะในส่วนเกี่ยวข้องกับ FTA ที่จะเจรจาและข้อตกลงอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งปัจจุบันและอนาคตเช่น UPOV-CPTPP และ FTA EU /UAE EFTA
6. เร่งสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกเกษตรกรรมยั่งยืนระดับชาติ คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนระดับพื้นที่ 77 จังหวัด
7. สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และโภชนาการที่ดี
8. ส่งเสริมอาหารแห่งอนาคต เช่น โปรตีนทางเลือกใหม่ได้แก่โปรตีนจากพืช โปรตีนจากแมลงสาหร่าย ผำ แหนแดง อาหารฮาลาล
9. ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เกษตรสุขภาพ ลดใช้ปุ๋ยเคมีและสารพิษอันตราย 
10. สร้างกลไกใหม่ ขยายความร่วมมือภาคีเครือข่ายระหว่างภาคเอกชน ภาคเกษตรกรและภาควิชาการ และภาครัฐเพิ่มบทบาทด้านเกษตรกรรมยั่งยืนของ 'มกอช.' 'อย.' และกรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมข้าว กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นต้น

เพื่อการนี้โดยเฉพาะ!! ‘น้องอิกคิว’ อ.2 หิ้วกระปุกออมสินหมี ช่วยผู้ปกครองจ่ายค่าเทอม จำนวน 70 บาท ทำเอาเอ็นดูกันเป็นแถบ ๆ

(2 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังเปิดเทอม หรือ เปิดภาคเรียนใหม่ ตามโรงเรียนต่าง ๆ ผู้ปกครองก็จะพาบุตรหลาน ไปเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียน เสื้อผ้านักเรียน รวมไปถึงการจ่ายค่าเทอมใหม่ โดยเฉพาะที่โรงเรียนอนุบาลประชาราษฎร์ อ.เมืองพิษณุโลก ในช่วงนี้ได้เปิดให้ผู้ปกครองมาจ่ายค่าเทอมเช่นกัน โดยเช้าวันนี้ มีภาพความน่ารักของผู้ปกครองของนักเรียนมาจ่ายค่าเทอม โดยเฉพาะผู้ปกครองของ น้องอิกคิว ด.ช.จิตติพัฒน์ ไพบูลย์วิเชียร นักเรียนอนุบาล 1 ที่กำลังขึ้นอนุบาล 2 ได้มาจ่ายค่าเทอมเหมือนผู้ปกครองทั่วไป แต่วันนี้น้องอิกคิว ได้หิ้วกระปุกออมสิน รูปตุ๊กตาหมี มาจ่ายค่าเทอมช่วยผู้ปกครองด้วย โดยน้องอิกคิว ได้มาถึงหน้าคุณครูที่รับจ่ายค่าเทอม แล้วน้องอิกคิว ได้เปิดกระปุกออมสิน ที่มีทั้งสิ้น 70 บาท ให้คุณครูจำนวน 70 บาท สร้างความน่ารักน่าเอ็นดูของคุณครูเป็นอย่างมาก

ฉลองวิวาห์มิติใหม่!! เมื่อ ‘ลูกชาย’ ร้านหมูกระทะแต่งงาน จัดแบบใหม่แบบสับ ย่างหมูกระทะแทนเค้กกันไปเลย

(2 พ.ค.66) ที่ร้านหมูกระทะธนพลหมูกระทะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เยื้องโรงพยาบาลบ้านนา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หลังจากมีคลิปที่เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวนำคลิปงานแต่งมาลงติ๊กต็อก เป็นช่วงไฮไลท์เวลาที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะต้องตัดเค้ก แต่เปลี่ยนมาเป็นกินหมูกระทะแทน สร้างความแปลกตาแปลกใจกับแขกที่มาร่วมงานแต่ง

เจ้าบ่าวชื่อนายนภัสกร เบียซ้าย หรือ ฟลุ๊ค อายุ 24 ปี เป็นลูกเจ้าของร้านธนพลหมูกระทะ เป็นคนโคราช มาทำกิจการหมูกระทะของครอบครัวได้ 15 ปีแล้ว ส่วนเจ้าสาวชื่อนางสาวกชพร เปารศรี หรือ น้องแป้ง อายุ 23 ปี เป็นคนจังหวัดนครนายก ได้คบหากันมาหลายปี จึงได้ตกลงกันจัดงานแต่งงานเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 66 ที่ผ่านมาที่โรงเรียนบ้านนานายกพิทยากร โดยเชิญแขกมาร่วมงานแต่งและเลี้ยงอาหารโต๊ะจีนจำนวน 60 โต๊ะ แต่ช่วงโฮไลท์ที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาวจะต้องตัดเค้กจึงได้เปลี่ยนมากินหมูกระทะแทนจึงสร้างความแปลกตาแปลกใจให้กับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน และมีเพื่อน ๆ ที่มาร่วมในงานได้ถ่ายคลิปไว้และนำมาลงติ๊กต็อก

‘บิ๊กโจ๊ก’ เผยความคืบหน้าคดี ‘แอม ไซยาไนด์’ พบว่ามี ‘ตำรวจ’ 1 นาย เอี่ยวเรื่องนี้ด้วย!!

(2 พ.ค. 66) ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดเผยก่อนเข้าประชุมคณะตำรวจคลี่คลายคดีการเสียชีวิตวางยาฆ่าชิงทรัพย์ จากนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาภรณ์ ว่าในช่วงที่ 3-4 วันที่ผ่านมาคดีมีความคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมเพื่อเร่งรัดสำนวนการสอบสวนที่เหลืออยู่ ตอนนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ที่ 14 คน 14 คดี มีผู้รอดชีวิต 1 คน ซึ่งตอนนี้ขอศาลอนุมัติออกหมายจับไปแล้ว 10 คดี และแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้วพร้อมอายัดตัวผู้ต้องหา ซึ่งตอนนี้ผู้ต้องหาอยู่ที่เรือนจำ ส่วนอีก 4 คดีที่เหลือวันนี้จะมาไล่เรียงทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาให้ครบถ้วนทั้งหมด 14 คดี และตอนนี้ต้องมาดูพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลใกล้ชิด ซึ่งยังไม่ขอเอ่ยชื่อ และวันนี้พบพยานหลักฐานแล้วว่ามีบุคคลใกล้ชิดเข้าไปเกี่ยวข้องและร่วมกันกระทำความผิด

ส่วนไซยาไนด์ตอนนี้พบแหล่งที่มาแล้ว อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วันนี้ได้ประสานอธิบดีกรมอุตสาหกรรมที่รับผิดชอบและดูแลเรื่องการอนุญาตการนำเข้า ซึ่งเมื่อนำเข้ามาแล้วจะต้องมีวิธีการควบคุมไม่ให้กระจายออกไป ไม่ให้มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง และต้องใช้ตามวัตถุประสงค์ที่นำเข้ามา โดยวันนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นเข้าตรวจค้นแหล่งที่มาของไซยาไนด์แล้ว เบื้องต้นมีรายงานว่าเป็นโรงงานแห่งหนึ่งย่านลาดกระบัง ถ้าพบการกระทำผิดในส่วนนี้ก็จะดำเนินคดีด้วย และวันนี้ได้ประสานอธิบดีกรมโรงงานและเลขาธิการสำนักงานอาหารและยา (อย.)

ส่วนการประชุมในวันนี้เป็นการตรวจสอบพยานหลักฐานและเรียบเรียงสำนวนทั้ง 10 สำนวน เพื่อเพิ่มความแน่นหนาของพยานหลักฐานต่าง ๆ ให้สำนวนมีความรัดกุมที่จะสามารถให้ศาลพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดได้ ส่วนอีก 4 คดี ก็จะเร่งรัดดำเนินการเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับให้ครบถ้วน ในส่วนทั้ง 10 คดี พยานหลักฐานจะแตกต่างกันบางส่วน แต่หลักการสำคัญคือความเชื่อมโยงในการกระทำความผิดของนางแอม ซึ่งยืนยันว่าเป็นคนลงมือและก่อเหตุในลักษณะคล้ายกัน คือนำไซยาไนด์มาให้เหยื่อกิน ถึงแม้การชันสูตรพลิกศพจะพบสารไซยาไนด์ในร่างผู้เสียชีวิตเพียง 2 ราย แต่แผนประทุษกรรมพบว่าสามารถเชื่อมโยงไปถึงกรณีอื่นได้ ภายใน 1-2 วัน จะรวบรวมหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติมได้

‘บุญยอด’ แนะ ‘ก้าวไกล’ พูดถึงใครต้องให้เกียรติกัน ต้องไม่สาดโคลนใคร ไม่ด้อยค่าใคร 

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 66 นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ตอบโต้พรรคก้าวไกลผ่าน ‘หมออ๋อง’ นสพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา จากพรรคก้าวไกล หลังจากมีการพูดจาดูถูกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในแทบทุกการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ในช่วงหนึ่งของเวทีดีเบต BIG DEBATE จังหวัดพิษณุโลก โดยกล่าวว่า…

“นักการเมืองไม่ควรพุ่งเป้าไปสู่คู่แข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม เปรียบเหมือนกันกับไม่มีนักมวยคนใด หรือนักฟุตบอลคนใด ไปด่าว่าปรามาสคู่แข่งขัน เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน และสิ่งที่กระทำมา ถ้ามันผิดหรือไม่ถูกต้อง สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายได้

“พรรคก้าวไกลต้องกลับไปทบทวนเหมือนกันว่า เวลาจะพูดถึงใครต้องให้เกียรติกัน คุณดูถูก ดูแคลน ดูหมิ่น ทุกครั้งโดยไม่ให้เกียรติไม่ได้ เนื่องจากในกติกาการหาเสียงเลือกตั้งทุกครั้ง เราต้องไม่สาดโคลนใคร ไม่ด้อยค่าใคร ลองไปทบทวนดูก่อน และควรต้องตอบคำถามด้วยว่า หัวหน้าพรรคของคุณทำไมชอบโกหกประชาชนนักด้วย”

เกี่ยวกับเรื่อง ส.ว. 250 คน นายบุญยอด ก็ได้กล่าวอีกด้วยว่า “กติกาของรัฐธรรมนูญ 60 จะให้สิทธิ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ ได้เพียง 5 ปี นั่นคือปีนี้จะเป็นปีสุดท้าย และนั่นคือกติกาที่ร่างไปแล้ว และผ่านประชามติไปแล้ว กติกาได้เกิดขึ้น พวกท่านได้เข้าสู่การแข่งขันเมื่อปี 62 จำนวน 1 ครั้ง และปี 66 อีก 1 ครั้ง

“ตามกติกานั้น ได้เกิดขึ้นในสภาฯ แล้ว และในวันนั้น คนคงพอจำได้มีคนที่เป็นแคนดิเดต 2 คนเท่านั้น คือ…พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ นี่คือข้อเท็จจริง 

‘กัมพูชา’ ฟิตจัด!! ส่งนักกีฬาเก็บตัวต่างประเทศ หวังคว้าเหรียญ ‘ซีเกมส์ 2023’ หลายรายการ

(2 พ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว ทอง คูน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา เผยการคาดการณ์ว่ากัมพูชา ซึ่งรับหน้าที่เจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ (SEA Games) ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 5-17 พ.ค. จะสามารถกวาดเหรียญรางวัลหลายรายการจากการแข่งขันครั้งนี้

ทอง คูน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชา ระบุว่าจำนวนเหรียญที่กัมพูชาจะได้รับในการแข่งขันดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 200 จากสถิติ 63 เหรียญที่กัมพูชาเคยได้รับในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 31 ในเวียดนาม เมื่อปี 2022 ซึ่งแบ่งเป็น 9 เหรียญทอง 13 เหรียญเงิน และ 41 เหรียญทองแดง

คณะผู้แทนที่มีความแข็งแกร่ง จำนวน 1,203 คน ซึ่งรวมถึงนักกีฬากัมพูชา 896 คน จะเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ซึ่งกัมพูชาเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในรอบ 64 ปี โดยงานกีฬานี้จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี

ระหว่างการประชุมกับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนที่วิมานสันติภาพหรือสำนักนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในกรุงพนมเปญ ทอง คูนกล่าวว่านักกีฬากัมพูชาราวร้อยละ 40 ถูกส่งไปฝึกฝนและแข่งขันในต่างประเทศเพื่อพัฒนาความสามารถและเทคนิคก่อนหน้าการแข่งขันฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top